560509_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง แตกปฏิจจสมุปบาทให้ระเบิดเกิดวิชชา.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข21 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

560509_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง แตกปฏิจจสมุปบาทให้ระเบิดเกิดวิชชา วันที่ 9 พฤษภาคม 2556 ที่บวร สันติอโศก พ่อครูจัดรายการที่ห้องกันเกรา สันติอโศก ... วันที่ 5 มิ.ย. 56 นี้ วันก่อนงานอโศกรำลึก อาตมา ก็จะอายุเต็ม 79 ปี อาตมา ก็อายุยาวมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ย่อหย่อน ไม่ได้ออมมือในการสอน พยายามตั้งใจเต็มที่ให้เป็นงานที่ดี อายุมากขึ้น ความเข้าใจชีวิต ความรับผิดชอบ เข้าใจสิ่งดีไม่ดีมากขึ้น และก็เห็นว่าควรสำคัญมั่นหมายกับสิ่งใด พออายุยาวขึ้น เห็นพฤติกรรมที่ผ่านมา ชั่วก็ทำ ดีก็ทำ แต่ทำชั่วแล้วมีประโยชน์อะไร ดีมีประโยชน์อะไร อย่างมากก็ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ซึ่งมันก็แวบผ่านไป ชีวิตที่เรามีธาตุรู้รับผิดชอบ พยายามทำสิ่งที่ดีที่ควร สิ่งที่ไม่ดีไม่ควร ทำไปทำไม อาตมา เชื่อกรรมวิบากที่สั่งสมมา มาถึงชาตินี้ จึงเป็นคนอย่างนี้ ทำได้รู้ได้แบบนี้ มีชีวิตแบบนี้ ซึ่งเป็นชีวิตที่ท้าทายมาก คือ ในชีวิตนี้ ไม่มีหลักประกันทางโลก เงินไม่มี ยศไม่มี อำนาจอิทธิพลทางโลกไม่มี ความสามารถของตนเองก็ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ในเรื่องการสร้างการผลิตเป็นชิ้นเป็นอันก็ไม่ค่อยมีความเก่งในการทำ ความรู้ยิ่งไม่เป็นผู้ที่เรียนอะไรมามากมาย ป.ตรีไม่มีซักใบ ไม่มีใครรับรองเรื่องความรู้ ที่อาตมา มีช ี วิตอยู่ได้ ลาภ ยศฐาบรรดาศักดิ์ก็ไม่มี สรรเสริญแต่ก่อนทำธุรกิจบันเทิงก็มี แต่ปัจจุบันเห็นว่า เป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ เป็นวิบากที่ต้องผ่าน ไม่ได้จริงจังอะไร ทุกวันนี้ก็เห็นว่า ไม่ต้องเอาภาระเอาเรื่องเอาราวกับมันเลย มีแต่เรื่องสาระสัจจะของมนุษยชาติของสังคม จึงยอมเหนื่อยทำ อาตมา สามารถดำเนินชีวิตอย่างไม่มีเงิน ก็ไม่กลัว ไม่ย่อหย่อน แต่ยืนหยัดอยู่กับการงาน ไม่เห็นแก่เงินต้องได้มาแลกเปลี่ยน ไม่คิดว่าต้องได้

อ่านต่อ

ยศชั้นมาให้แก่ตัว แต่ชีวิตอยู่รอดได้ จะต้องมีเงินมีทองใช้ ก็มีคนมาอุปภัมภ์ค้ำชูให้ทำงานได้ พอเป็นไป ซึ่งไม่เหมือนตอนฆราวาส ที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ที่ต้องรับผิดชอบส่งเสียน้องๆ ดูแลทรัพย์สินเงินทองข้าวของ หาเอง ไม่มีมรดกอะไร แต่พอทำงานทางนี้ ก็ไม่ได้มีเงินทองอะไร มาทำงานอย่างมือเปล่า ก็ไปได้ด้วยเนื้อหาสาระธรรมะ ด้วยเนื้อธรรมะ เป็น ธัมโมหเว รักขติ ธัมมจาริง คือ ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ก็ชัดจริงที่สุด เท่าที่ทำอยู่ ก็เป็นไปได้ จึงยิ่งทำให้เชื่อกรรมวิบาก เชื่อธรรมะมากขึ้น ก็อ่านจากผู้ที่มาร่วมเป็นหมู่กลุ่มมิตรดีสหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ต่างคนต่างมาสละ มามุ่งมั่นปฏิบัติสำรอกกิเลสทำงานกับสังคมไป ยิ่งยืนยันว่า ธรรมะเป็นที่พึ่งอันสุดยอดจริงๆ พึ่งธรรมได้จริงๆ มั่นใจและเห็นคุณค่า เพราะมองในโลกโลกีย์ในประเทศ ขออภัยที่จะพูดก็ไม่ได้กล่าวว่า แต่พูดสัจธรรม ในไทยเรานี่แหละ ยิ่งห่างธรรมยิ่งไกลธรรมะ พูดให้ชัดคือเสื่อมจากธรรมะ จึงเห็นความเดือดร้อนของสังคม เพราะธรรมะมันเสื่อมมันไร้ มันมีอธรรมซะมาก หันกลับมาดูหมู่กลุ่มที่ อาตมา ทำงานมา 40 ปี เราดำเนินอย่างใช้ธรรมะเป็นเครื่องอาศัย จะมีมากน้อยก็อยู่ในข่ายที่ว่า เอาธรรมะเป็นที่ตั้ง เราชาวสันติอโศก ทั้งๆที่เราเองไม่ได้เจตนาให้เขาเรียกว่า สันติอโศก แต่ว่าเจตนาให้เขาเรียกว่า อโศก เท่านั้น เราถือว่า อโศกเป็นชื่อยี่ห้อ แต่มันอยู่กลางตัวเมืองคนก็เลยตีขลุมว่า "สันติอโศก" เราก็ไม่ติดใจ เขาจะเรียกอะไร ชาวอโศกที่มีธรรมะได้แก่ตัวเอง ทำให้ความประพฤติเป็นธรรมะ ตามที่ตนได้ จนรวมเป็นองค์รวมเป็นพฤติภาพของชาวสันติอโศก เป็นอยู่กับสังคม ผู้ที่เห็นปรากฏการณ์ของสังคม ก็จะเห็นเรา เราไม่ได้ปิดบัง เราบอกว่าเราเป็นอย่างนี้ บอกกับสังคมอย่างไม่ปิดบัง ไม่มีแฝงซ่อน ทุกบรรยากาศ คือ การรายงานความจริง ก็เป็นจริงอย่างนั้น อโศกกับสังคมนั้น ค่ารวมขององค์กรแต่ละองค์กร แต่ละสำนักก็เห็นความประพฤติ ผู้มีปัญญาก็จะตัดสินเอาเอง ก็จะรู้เอง เราก็มั่นใจว่า เรายิ่งทำ เรายิ่งได้ดีไปเรื่อยๆ ยังไม่เห็นวาระเสื่อม ก็เจริญไปได้ ก็มั่นใจทำไป แน่นอนก็มีผู้ค้านแย้ง ต่อต้านก็เป็นธรรมดาของสังคม ไม่เห็นแปลกแต่อย่างใด มีสิ่งสะท้อนรายงานมาจากความเป็นจริงก็มีอยู่ อาตมา อธิบายบรรยายธรรมะนั้นยาก ก็รู้ว่า ยาก พยายามอธิบายนี้ ก็ยาก เพราะละเอียดลึกซึ ้ ง อาตมาต้องทำการค้นคว้า วิจัยในพระไตรปิฎก เพื่อทำความจริงความรู้ของธรรมะให้ดียิ่งขึ้น ก็ตั้งใจทำจนกว่าจะตาย ไม่ได้ห่วงเลยว่า จะตายในวันนี้พรุ่งนี้ เพราะชีวิตนี้คุ้มค่าแล้ว ไม่เสียชาติเกิดแล้ว ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำดีต่อไปเรื่อยๆ ขอแจ้งเรื่องราวของชาวอโศกเกี่ยวกับ เรื่องงานอโศกรำลึก ที่จะจัดในระหว่างวันที่ 6 -10 มิ.ย. 2556 นี้ เป็นงานไม่เคร่งครัดในการปฏิบัติธรรม แต่เป็นงานสังสรร ค์ สนุกสนานพอควร จะมีศิลปินภายนอกมาร่วมด้วยเยอะเลย ปกติจะจัดที่สันติอโศก แต่ปีนี้จะไปจัดที่ บ้านราชฯ จ.อุบลราชธานี คนใจไม่ถึง ก็คงจะไม่ไป แต่อย่างไรเราก็จัด เราจะมีเรื่องกินเรื่องสนุกเป็นหลัก นอกนั้นก็มีเรื่องธรรมะ เรื่องประชุมแซมบ้าง มีดนตรีตลอด 5 วัน และที่มีตลอดงานคือโรงบุญ กินกันตลอด 5 วัน ทุกปีมีคนมาร่วมออกโรงบุญ 60 - 70 เจ้า ปีนี้ใครจะจัด เชิญแจ้งที่ปะพัดชาหรือคุณใบแก้ว ก็คงจะเพิ่มความครื้นเครงครึกครื้นกันด้วยการล่องเรือด้วย _ 0846661xxx นมัสการค่ะ ท่านสมณะ สิกขมาตุ ธรรมะวันนี้ช่างทำให้เข้าใจง่ายจังค่ะ นั่งดูคนเดียวบางทียิ้ม บางทีหัวเราะ เพราะมันตรงกับที่ตัวเองเป็นซะเหลือเกิ๊น _0867081xxx เพิ่งมีเวลาได้ดูท่านฟ้าไท ท่านด่วนดี ท่านกล้าข้ามฝันและท่านสมณะ? ให้ธรรมะแสงสว่าง เข้มข้นขอบคุณครับ _0822432xxx วันนี้ท่านพอแล้ว เทศน์ดีมาก ซึ่งอาตมาก็ต้องเทศน์ในสิ่งที่ยาก อธิบายจากพระไตรปิฎกซึ่งมีความลึกซึ้งเข้าใจยาก ต้องมีสภาวะจริง จึงอธิบายได้ถูก ส่วนสมณะสิกขมาตุก็มาอธิบายต่ออีกที่ให้เข้าใจง่ายขึ้นอีก ก็ดี เมื่อเริ่มมี โลกุตระธรรม ก็จะมี วิชชา มาแทนที่ อวิชชา ก็คือเริ่มรู้ การเกิด มี การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นวงวน เรียกว่า ภพ หรือ โลก ชาติ มีการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มี สามเส้า หมุนสังขารกันอยู่ เพราะมี อุปาทาน เป็นความยึด ผู้อวิชชาก็จะมีความยึด หรือ อุปาทาน ซึ่งเมื่อแสดงตัวออกมาเป็น ตัณหา ซึ่งพระพุทธเจ้าสอน เหตุใหญ่ของทุกข์ ก็คือ ตัณหา ตัณหา เป็นตัวเหตุหลักใน อริยสัจ 4 ซึ่งก็จะต่อเนื่องถึง อุปาทาน เห็นสิ่งโยงใยกันอยู่ แต่ตัวที่จะดับเป็นต้นทางก็คือ ตัณหา เมื่อดับได้ก็จะเกิดเป็น วิชชา ก็จะลดสังขาร ลดวิญญาณ ลดนามรูป … สังขารลด คืออะไร จนถึง ดับสังขาร ดับวิญญาณ ดับนามรูป ดับสฬายตะ ซึ่งต้องรู้ว่า ดับอย่างไร ดับไม่ให้มีเลย ไม่ต้องมีสังขาร วิญญาณ นามรูปเลยหรือไม่? ต้องรู้ในสภาวะ คนที่เผินไม่ทราบละเอียดก็จะไปดับทื่อๆไปหมดเลย มันก็ไม่ได้จริง [ 5 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาท เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทว ทุกข์โทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [ 6 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่ หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่า ชรา ก็มรณะเป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความอันตรธาน มฤตยู ความตาย กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพความขาด แห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่า มรณะ ชราและ มรณะ ดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า ชราและมรณะฯ [ 7 ] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง เกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของ เหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่า ชาติ ฯ (หมายเอาความเกิดทางจิตวิญญาณ โอปปาติกโยนิ) [ 8 ] ก็ภพเป็นไฉน ภพ 3 เหล่านี้ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ นี้เรียกว่า ภพฯ เรื่องภพทั้งสามนี้ ปฏิบัติไม่ได้แยกกัน เปิดตาเรียนรู้ภพนอกแล้วมารู้ที่ ใจ ไล่ไปตั้งแต่ กิเลสหยาบ โอฬาริกอัตตา วีติกมกิเลส (กิเลสที่จะต้องล่วงพ้น) จนไป ปริยุฏฐานกิเลส ต้องเรียนรู้กามภพก่อน อย่าไปตั้งหลักในภพภายใน เป็นภพละเอียดเป็นนามธรรม อย่าเรียนตัดลัด ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นธรรมมีลำดับ ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล กามภพ ที่หยาบมากก็คือ อบาย ที่เหลือก็เป็นกามภพต่อมา เหลือรูปภพ ก็ปฏิบัติอยู่อย่างเปิดทวาร 6 แล้วมีใจเป็นทวารรับรู้ภายใน ซึ่งต้องมีอวจร(ท่องเที่ยว) อยู่ในกามาวจร แล้วเห็นกิเลสแล้วจับกิเลสกำจัดกิเลสในขณะลืมตาเปิดมีชีวิต เหมือนคนอื่นๆที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ไม่ได้หนีไปไหน แต่ผู้ปฏิบัติที่บรรลุธรรม ขจัดกิเลสตายแล้ว ดับกิเลสในกามภพได้ ก็เหลือกิเลสในภวภพ อรูปภพ ไม่ออกมามีพฤติกรรมภายนอก จะเหลืออยู่แต่ภายใน แต่ปฏิบัติอยู่เหมือนเดิม หลุดพ้นแบบไม่หนีโลก ไม่เป็นโลกันตะ อยู่กับโลกและช่วยโลกด้วย เมื่อดับกิเลสก็มีทุนรอน แรงงานเหลือไปช่วยโลกอีก ลืมตาโพลงๆ แต่มี ฌาน มี สมาธิ ซึ่งเขายึดผิดๆมานานแล้ว ต้องขออภัยที่นำเสนอสิ่งใหม่ที่ไปค้านแย้งกับเขา แต่ไม่ได้ไปข่มขี่ ดูถูกดูแคลน แต่มันเลี่ยงภาษาไม่ได้ เกรงใจแต่เลี่ยงไม่ได้ ไม่บอกก็ไม่รู้ตัว ไม่บอกก็ไม่เข้าใจกัน ภพ นั้นสำคัญ ที่ อาตมา ขยายความนั้นต่างจากที่เขาอธิบายกัน ที่เขายึดถือกันทั่วโลก จึงกลายเป็นหัวเดียวกระเทียมลีบ ยิ่งอ่านในพระไตรปิ ฎก ยิ่งชัดว่าตรงกับที่เข้าใจ และก็ต้องติงผู้แปลพระไตรปิฎกที่มีแนวโน้มอธิบายไปว่า การมีฌาน มีสมาธิต้องไปอยู่ในภพในภวังค์ บางอัน อาตมา จึงจำเป็นต้องหักด้วยความเกรงใจ ปฏิบัติ รูปภพ หรือ อรูปภพ ก็ต้องปฏิบัติก็ลืมตา อยู่ในกามาวจรนี่แหละอยู่กับโลกเขานี่แหละ ละอรูปภพแต่ก็อยู่ในโลกสามัญ อุปาทาน ก็มี 4 คือ กามุปาทาน สี ลัพพตุปาทาน ทิฏฐุปาทาน อัตตวาทุปาทาน ซึ่งถ้ารู้ตัณหา ดั บตัณหา อุปาทานก็ดับไปด้วยได้ ตัวที่ยึดถือกันอยู่คือเรื่อง ทิฏฐิ ใครยึดทิฏฐิตนมากก็ฟัง อาตมา ไม่เข้าใจอีก ต้องมีปรโตโฆษะให้ดีว่า เรายึดกาม ยึดศีลพรต ยึดทิฏฐิ ยึดอัตตาตนอย่างไร ศีลพรต หรือวิธีปฏิบัติ ของเรานั้นลืมตา กิน อยู่ หลับ นอน มาจาก อปัณกปฏิปทา ตัณหา พระพุทธเจ้าตรัสถึงตัณหา 6 ที่เกิดจาก ทวาร 6 เวทนา พระพุทธเจ้าก็ตรัสถึงเวทนา 6 ผัสสะ พระพุทธเจ้าก็ยืนยันผัสสะ 6 อายตะ ก็ชัดอยู่แล้วว่า สฬายตนะ (แปลว่า 6 อยู่แล้ว) นามรูป เป็นไฉน ต้องรู้สภาวะคือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เป็นนามธรรมที่ต้องเรียนรู้ ส่วนรูปธรรมนั้นมี อุปาทายรูป และมหาภูตรูป เวทนา ก็แจกแจงเป็น เวทนา 108 ต้องรู้ มโนปวิจาร 18 ซึ่งมีทั้งด้าน เคหสิตะ และ เนกขัมมสิตะ ถ้าไม่ลดละกิเลสก็คือเคหสิตะ ส่วนลดกิเลสได้ก็คือ เนกขัมมสะ วิญญาณ 6 ซึ่งการเกิดวิญญาณ เกิดจากมี ผัสสะ 3 มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็น เหตุปัจจัย จึงเกิด วิญญาณ ซึ่งสำคัญจะต้องเรียนรู้ วิญญาณผี วิญญาณสัตว์นรก เป็น สัตว์โอปปาติกะ ซึ่งมาจากการปรุงแต่ง(สังขาร)ด้วยอวิชชา สังขาร มี กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร และท่านยังแยกต่อไปอีกว่ามี อภิสังขาร ๓ คือ ปุญญาภิสังขา อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร การจะอ่าน วจีสังขาร ออกต้องรู้ สังกัปปะ ๗ เราต้องอ่านเพื่อทำ สังขาร ที่ ไม่มี อุปาทาน เข้าไปปรุงแต่งเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ต่อไปเป็นการตอบประเด็น _ ผมปฏิบัติกับพ่อครูมาตั้งนานยังไม่รู้สึกอยากบรรลุอะไรมากนัก แต่ตอนนี้พ่อครูนำเสนอแนวคิด สูตรของไอสไตน์ E=mc2+A ในทางธรรม จึงสนใจอยากสัมผัสสภาวะเช่นนั้น จึงขอทราบหนทางที่เป็นไปได้จากพ่อครู พ่อครูว่า… ของ อาตมา มีสูตรว่า E=mc2+A ที่ไอสไตน์คิดค้นระเบิดคือระเบิดนิวเคลียส ก็ได้พลังงานนิวเคลียร์ออกมามหาศาล ฉันเดียวกันกับพลังงานนามธรรมของพระพุทธเจ้า ที่กล้าท้าทายว่า นอกจากจะ Abstract แล้วยัง Absolute ด้วย สมบูรณ์ทั้งพลังงานนามธรรมและรูปธรรม สามารถมีฤทธิ์เหนือหมดทั้งรูปธรรม นามธรรม ส่วนหนทางนั้นก็อธิบายในปฏิจจสมุปบาท อริยสัจ 4 โพธิปักขิยธรรม หรือจรณะ 15 ก็ตาม นี่คือหนทาง ถ้าปฏิบัติได้ ก็จะเกิดพลังงาน เรียกว่า ฌาน เป็นไฟกองใหญ่ที่จะระเบิดทำลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ เป็นเรื่องจริงถ้าทำให้ถูก การจัดโรงบุญที่บ้านราชฯ ทางบ้านราชฯ และศีรษะอโศกมีภาชนะและเตาให้ยืมพอได้ มีวัตถุดิบ ผักบุ้งถั่วงอก เราจัดอโศกรำลึกมาตั้งแต่ปี 2523 ปีนี้ก็เป็นครั้งที่ 34 _ พ่อครูมีความเห็นเป็นอย่างใดในเรื่องนี้คือ มนสิการมีสองความหมาย 1 การทำใจ เป็นสัมภวะหรือแดนเกิด ดังนั้นจึงหมายถึงสถานที่ที่จะทำลายกิเลส พ่อครูว่า… ทุกอย่างจะคู่กันระหว่างรูปกับนาม เช่น ชาติกับภพ ก็คู่กัน มีชาติก็ต้องมีภพ ฉันเดียวกันกับ มนสิการ _ การปฏิบัติเรื่องอบายนั้นจะมีโลกธรรมมาให้ปฏิบัติตามฐานะเสมอ พ่อครูว่า… ถูกต้อง เริ่มที่ขั้นหยาบ ต้องกำหนดของตนเอง ตั้งแต่เรื่องอบาย เรื่องกามภูมิ พอไปถึงอนาคามีก็หมดกามภูมิ เหลือแต่ภพภายใน จะต้องทำของตนเอง ทำกุศลของตนเอง ในฐานของอภิสังขารในระดับ อเนญชาภิสังขา ซึ่งในอภิสังขาร ๓ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร หรืออเนญชาภิสังขาร เป็นการสังขารอย่างเฉพาะ อภิแปลว่ายิ่งใหญ่ ทับ เหนือ เจริญไปข้างหน้า กระทำให้เกิดผลไปเรื่อยๆ [ 257 ] สังขารเกิด เพราะอวิชชา เป็นปัจจัย เป็นไฉน 1) ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร ในสังขารเหล่านั้น ปุญญาภิสังขาร เป็นไฉน กุศลเจตนา กามาวจร รูปาวจร ที่สำเร็จด้วยทาน ที่สำเร็จด้วยศีล ที่สำเร็จด้วยภาวนา นี้เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร 2) อปุญญาภิสังขาร เป็นไฉน อกุศล เจตนา กามาวจร นี้เรียกว่า อปุญญาภิสังขาร คือจะต้องเรียนต้องเพ่งเจตนาที่เป็นอกุศลในกามาวจร 3) อาเนญชาภิสังขาร เป็นไฉน กุศล เจตนา อรูปาวจร นี้เรียกว่า อาเนญชาภิสังขาร ในพระไตรปิฎก เ ล่ม 16 ข้อ 191-192 เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี ภิกษุนั้นย่อมรู้ประจักษ์สังขาร ย่อมรู้ประจักษ์เหตุเกิดแห่งสังขาร ย่อมรู้ประจักษ์ความดับแห่งสังขาร ย่อมรู้ประจักษ์ปฏิปทาอันสมควรที่ให้ถึงความดับแห่งสังขาร และย่อมเป็นผู้ปฏิบัติอย่างนั้น เป็นผู้ประพฤติธรรมอันสมควรภิกษุนี้เราเรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวงเพื่อความดับแห่งสังขาร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลตกอยู่ในอวิชชา ถ้าสังขารที่เป็นบุญปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบุญ ถ้าสังขารที่เป็นบาปปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบาป (คำว่าบาปนี้ท่านแปลมาจาก อปุญญา) ถ้าสังขารที่เป็นอเนญชาปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงอเนญชาฯ [ 192 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุละอวิชชาได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ในกาลนั้น ภิกษุนั้นก็ ไม่ทำกรรมเป็นบุญ (ตรงนี้ บาลี ท่านแปลว่า เนว ปุญญาภิสังขาร คำว่า เนว คือ ยังครึ่งๆ กลางๆ คือยังต้องชำระจิตสันดานอยู่นั่นเอง) ไม่ทำกรรมเป็นบาป (ตรงนี้ท่านแปลขัดแย้งกับที่แปลในข้อ 191 ซึ่งท่านที่ไม่รู้สภาวะจะแปลผิดไปตามพยัญชนะคือแปลอย่างโน้มเอียง ในบาลีท่านใช้คำว่า น อปุญญาภิสังขารัง ซึ่ง น นั้นแปลได้ว่า "เต็มหรือสมบูรณ์" หรือจะแปลว่า "ไม่" ก็ได้ คำว่า น หมายถึง พระพุทธเจ้าได้ด้วย ) ไม่ทำกรรมเป็นอเนญชา เพราะสำรอกอวิชชาเสีย เพราะมีวิชชาเกิดขึ้น เมื่อไม่ทำ เมื่อไม่คิด ก็ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่น ก็ไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่สะดุ้งกลัว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า สุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ถ้าเสวยทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า ทุกขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ภิกษุนั้น ถ้าเสวยสุขเวทนาก็วางใจเฉยเสวยไป ถ้าเสวยทุกขเวทนาก็วางใจเฉยเสวยไป ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็วางใจเฉยเสวยไป ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย เมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต รู้ชัดว่า เวทนาทั้งปวงอันตัณหา ไม่เพลิดเพลินแล้วจักเป็นของเย็น สรีรธาตุจักเหลืออยู่ในโลกนี้เท่านั้นเบื้องหน้าตั้งแต่สิ้นชีวิต เพราะความแตกแห่งกาย ฯ ท่านแปลกันมาผิดๆ พระไตรปิฎกที่แปลกันมาสืบทอดจากพระมหากัสสปะ ซึ่งเอียงไปทางพระป่า ก็ไม่ได้ดูถูกดูแคลน เพร า ะสายนี้ปักมั่นทางมักน้อยสันโดษเกิน _ พระนิสิต มจร. 1 . จริยศาสตร์กับศีลธรรมต่างกันหรือไม่ 2 . ทำไมการศึกษาขั้นต้นเดี๋ยวนี้มีแต่จริยธรรม ไม่มีศีลธรรมแล้ว 3 .การศึกษาของภิกษุสามเณรไม่ถูกต้องอย่างไร ขอวิจารณ์แต่ละหลักสูตรของภิกษุสามเณร จะเอาไปทำรายงาน พ่อครูว่า … ไม่รู้หลักสูตรของท่านหรอก จริยศาสตร์กับศีลธรรม ถ้าจะว่าเนื้อหานั้นไม่ต่างกัน จริยะคือความประพฤติ ศีลธรรมคือสิ่งที่จะให้ปฎิบัติกายวาจาใจ คำว่า จริยะและศีลนั้นต้องได้ทั้งกาย วาจา ใจ ถ้าอธิบายว่า ศีลขัดเกลาแค่กายกับวาจานั้นผิด ดูในพระไตรปิฎกเล ่ม 24 ข้อ 1 ท่านอธิบายว่า ศีลจะมีผลไปถึงจิต ได้อานิสงส์ 10 ของศีล กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมถึงอรหัตผลให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ 1 . อวิป ป ฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2 . ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3 . ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) . 4 . ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5 . สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6 . สมาธิ (จิตมั่นคง) 7 . ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) . . 8 . นิพพิทา (เบื่อหน่าย) . 9 . วิราคะ (คลายกิเลส) 10 .วิมุตติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน)

_ เสียงที่เปิดในเวลานอน จะมีผลกับจิตวิญญาณหรือไม่ เพราะตอนเราหลับแล้วเราปิดทวารนอก จะมีการซึมซับในจิตได้หรือไม่ ถ้าจิตซึมซับได้ ข่าวก็จะไม่เปิดแล้วเวลานอน พ่อครูว่า… ถ้าหลับไม่สนิทก็ซึม แต่ถ้าหลับสนิทก็ไม่ซึม ถ้าหลับไม่สนิทก็เอาไปฝันไปเลยในฝัน เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ได้เห็นการแสดงออกของชาวชาติพันธุ์ในการจงรักภักดีต่อในหลวงและชาติ โดยไม่ต้องอาศัยทรัพย์ภายนอกแต่อย่างใด แต่ทำตามทฤษฏีขาดทุนคือกำไรของในหลวง ขอเรียนถามว่า อะไรเป็นเหตุให้ชาติพันธุ์พื้นราบที่มีโอกาส กลับไม่รับรู้บุญคุณในหลวงและแผ่นดิน เกิดวิปริตอะไร จึงเกิดเช่นนี้ พ่อครูว่า… ความเสื่อมของสังคม มันเสื่อมไปในด้านที่ไปนับถือติดยึด ผู้ที่เราศรัทธาเลื่อมใสเกิดพรรคพวกแทนที่จะเห็นแก่มนุษยโลก ที่ต่างคือต่างจากที่เราประพฤติ เราทำเพื่อส่วนรวม ชาวอโศกเราแสดงออกชัดเห็นดีมากเลย พวกเราเตรียมงาน แม้ที่สุดขามารถไฟมาถึงก็หอบอาหารบริการส่งรถไฟจนถึงกทม. ขากลับมีรถไฟตกราง ก็ไปไม่ได้ พวกเราก็ขนอาหารไปส่งอีก ทำอย่างที่ว่าเราไม่ได้มีค่าจ้าง เราทำด้วยใจอุตสาหะเกื้อกูล โดยเอาการมาถวายพระพรเป็นหลัก ยืนยันจิตวิญญาณบริสุทธิ์ของมนุษย์ ซึ่งเราผจญกับความระแวง ไม่สะดวก มีอุปสรรคมากมาย ก็ได้เท่านั้น ตามบุญบารมี สังคมแย่ระแวงไปหมด ไม่เป็นไร ระแวงเราก็สู้ยืนยันไป หลายคนก็คงจะเข้าใจพวกเรามากขึ้น ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อย่างเต ็ นท์ทั้งหนักใหญ่ เราก็ต้องทนเอา ทำให้พวกเราขยัน ทำให้เห็นน้ำใจมากขึ้น เห็นความจริงใจ _ อะไรเป็นสิ่งสะท้อนว่าพ่อครูยังไม่เห็นความเสื่อมของอโศก พ่อครูว่า… เพราะว่า อาตมา เห็นความเจริญก้าวหน้าไง ไม่ได้เอาที่บุคคลเป็นคนๆ แน่นอนบางคนเสื่อม บางคนก้าวหน้าเจริญ แต่บวกลบคูณหารทั้งหมดแล้วไม่ได้เสื่อม บางคนก็เสื่อมออกไปก็มี บางคนก็ทำเลวร้ายอยู่ก็มี แต่ที่เจริญไปมีมากกว่าที่เสื่อม จะวัดค่าได้ต้องดูที่กาย วาจา ใจ ทั้งพฤติกรรมที่แสดงออก ทั้งวัตถุที่ซับซ้อน วัตถุ เราหามาได้มากขึ้น แต่เราสละออกได้มากขึ้น เหลือก็ยังไม่หมด ยังมากขึ้นอยู่บ้าง แต่ก่อน เราจะใช้เงิน เราจะใช้ตัวเลขหลักหมื่น ก็ขนชันหนักหนา หลักแสนก็ยาก แต่เดี๋ยวนี้พูดเลข 7 ตัว ก็ขนตั้งนิดหน่อย แต่ก่อนอาจหัวล้านเลย ถ้าพูดหลักล้าน _ พระมารดาของพระพุทธเจ้าจะเวียนกลับมาเกิดในโลกมนุษย์ได้หรือไม่ พ่อครูว่า… ไม่รู้ ไปตอบแทนเขาไม่ได้ เป็นเรื่องกรรมวิบากของแต่ละบุคคล _ ในปฏิจจสมุปบาท ทำไมไม่มีสัญญา พ่อครูว่า… มีสัญญาในนามธรรม นาม คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เป็นตัวย่อยไง _ ในระหว่างคนที่ขาดสติกับคนที่ขาดสตังค์จะเมตตาใครก่อน พ่อครูว่า… ก็เมตตาทั้งคู่ แต่พ่อครูไม่มีสต า งค์ก็ช่วยคนขาดสติมากหน่อย _ เมื่อครูท่านบอกว่าระเบิดออกมานั้น จะเห็นอะไร จะทราบอะไร จะได้อะไร พ่อครูว่า… คำว่า ระเบิด เป็นภาษาที่สื่อให้รู้ว่า ตีแตกความโง่ ความยึดติด ทำให้มันคลายออ ก จากที่มันแน่นเหนียว ดื้อด้าน คือ ก้อนกิเลส ระเบิดคือระเบิดก้อนกิเลส พอระเบิดก็เห็นความจริง เพราะอวิชชามันบัง มันมื ด บอดอยู่ ก็จะเห็นความสว่างความรู้ หรือระเบิดแล้ว มันก็รวมกันไม่ติดหรือให้หายไปเลย ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน