570819_พุทธชีวศิลป์(๙)วนบ. เรื่อง สังขาร ๓ อะไรเกิดดับก่อนหลัง.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570819 พุทธชีวศิลป์( 9 )วนบ. เรื่อง สังขาร 3 อะไรเกิดดับก่อนหลัง วันนี้วันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก ปฏิจจสมุปบาท เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยโง่ๆ จึงก่อสังขารโง่ๆ เพราะมี สังขาร จึงมี วิญญาณ มี วิญญาณ จึงมี นามรูป 4 . มีนามรูป จึงมี อายตนะ 6 หรือ ฉ ฬายตนะ 5 . มีอายตนะ จึงมี ผัสสะ 6 . มีผัสสะ จึงมี เวทนา 7 . มีเวทนา จึงมี ตัณหา 8 . มีตัณหา จึงมี อุปาทาน . 9 . มีอุปาทาน จึงมี ภพ (กามภพ, รูปภพ, อรูปภพ) 10 . มีภพ จึงมี ชาติ (กิเลสเกิดบทบาทในมโนกรรม) 11 . มีชาติ จึงมี ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ และอุปายาสะ (พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 2 ) สรุปคือ ถ้าเรามีวิชชา จะรู้จักสังขาร จะรู้จัก กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร คืออะไร? อาตมาก็พูดวนซ้ำตรงนี้เยอะ เพราะไม่ง่ายจะเข้าใจ ถ้าเข้าใจจะโล่งเลย คนมีวิชชาจะรู้ว่าสังขารนี่แหละพาเป็นทุกข์ และมันทุกข์เพราะสังขาร เพราะอวิชชาจึงไม่รู้จักสังขาร สังขารคือ ปรุงแต่ง ล่อเละเลย เป็นแกงโฮะเลย อะไรก็เทใส่ มันไม่รู้อะไรเป็นอะไร เจตนาคนปรุงก็มีกิเลสเป็นตัวหลัก ชอบเค็มก็ใส่เค็มเยอะ ชอบรสไหนก็ใส่รสนั้นมาก ปนกันไปหมด ที่ประชุมกันทั้งหมดนี่เรียกว่า กาย
เน้นเข้าหาจิต ก็เรียก จิต เป็นจิตสังขาร ถ้าเอาทั้งหมดก็มีความหยาบข้างนอกเป็นหลัก แต่ข้างในก็เป็นรอง ยิ่งจิตอ่อนแอกว่ากิเลสยิ่งเป็นรอง ถูกกิเลสควบคุม วจีสังขาร มันเป็นตัวที่ยากที่จะรู้ ถ้าอาตมาไม่เอามาพูดนี่ความรู้นี้จะหายไปเลย ยังดีมีอยู่ที่สังกัปปะ 7 ที่มีวจีสังขาร เกิดได้อย่างไร ใครรู้จักวจีสังขาร และทำให้วจีสังขารดับในส่วนที่ควรดับได้ก็เป็นอาริยะ ภิกษุณีธัมมทินนา ตอบที่อุบาสกวิสาขาว่า เมื่อเข้านิโรธอะไรดับก่อน ...ท่านตอบว่า วจีสังขารดับก่อน แล้วถามต่อว่
อ่านต่อ
าเมื่อออกจากนิโรธ (เอาศัพท์ทางด้านเทวนิยมเขามาใช้) อะไรเกิดก่อน ท่านก็บอกว่าจิตสังขารเกิดก่อนแล้วเป็นกายสังขารและ วจีสังขารเกิดหลังสุด ดังนั้นตัวดับก่อนคือวจีสังขาร ส่วนตัวเกิดก็เกิดทีหลังเขา ถ้าไม่รู้จักสังกัปปะ 7 แล้วอะไรดับ ดับอย่างไร? วจีสังขารดับ..ก่อนจะออกมาเป็นสังขาร ที่เป็นตัวบวกลบคูณหารกันแล้ว ถ้าตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ มีกามหรือพยาบาท แล้วมาส่งเสริมโดย อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา บวกลบคูณหารชงอยู่ในครัวเป็นวจีสังขารอยู่ในสำรับกับข้าวเสร็จ ทางด้านฤาษีเขาก็ว่าดับ เขาเข้าใจว่า วจีกรรมดับก่อน แน่นอนก็นั่งนิ่งไม่พูดนี่ แล้วการดับของพุทธนี่ ดับตั้งแต่ ตักกะ วิตักกะ มาแล้วดับกามหรือพยาบาท เมื่อปรุงสำเร็จเป็นสำรับกับข้าวที่สะอาดดี เพราะดับวจีสังขารตั้งแต่ต้นแล้ว (ดับกิเลส) แล้วเมื่อ วจีสังขารดับ กายสังขารก็ดับ จิตสังขารก็ดับทีหลังเพื่อน พอดับเสร็จแล้วก็พร้อมเปิดออกไปสู่ข้างนอก ไปสู่ ทวาร 5 ไปเป็นวจีกรรมและกายกรรม แล้วค่อยรวมออกเป็นกัมมันตะ อาชีวะ
เมื่อจะออกจากนิโรธก็คือยกสำรับกับข้าวออกไปสู่ข้างนอก ก็รวมแรงจิตทั้งหมดเป็นมโนบุพพัง คมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา ตอนนี้สำเร็จแล้ว จิตเป็นเหตุ วจีจึงเกิด กัมมันตะจึงเกิด อาชีวะจึงเกิด เป็นตัวการทุกอย่างเลยก็คือ จิต ตัววจีสังขารเป็นตัวกรองสุดท้าย เช่นบางทีเราว่าจะพูดอย่างนี้แต่ว่าเอาเข้าจริงก็พูดแค่นี้ สำรับกับข้าวจะเสิร์ฟก็ยักไว้หน่อยเอาให้แค่นี้นะ เหตุปัจจัยภายนอกจะเป็นตัวกำหนดอีกที ฟังดีๆ จะเห็นชัดว่า สังขาร 3 อย่างนี้แหละ แล้วสังขารดับ วิญญาณดับ นามรูปดับ อายตนะดับ ...เร ิ่ มแต่ต้นเพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ คนพาซื่อก็ว่าสังขารดับ นั้นก็คือคนตายนะ แต่ที่จริงไม่ใช่ อวิชชาดับ ก็จะมีวิชชาเกิดทันที ที่ดับคือที่มีกิเลสร่วมสังขารต่างหาก เพราะในองค์ประกอบการสังขารนั้นมีทั้งผีทั้งเทวดา ก็ดับแต่ผีนั้นแหละ อย่างอื่นที่ดีไม่ไปดับ ในวงจรปฏิจจสมุปบาทจึงสะอาด บอกว่าอวิชชาดับก็คือเกิดวิชชา แล้วสังขารที่จะดับก็ดับไปพร้อมกับอวิชชา วิญญาณก็ใสสะอาด นามรูปก็เป็นนามรูปที่สะอาด ภพก็เป็นวิภวภพ อุปาทานก็ดับเป็นสมาทาน ชาติก็ไม่เกิดใ นส่ วนโศก ปริเทว ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เพราะอวิชชาดับ สังขารก็ดับ วิญญาณก็ดับในส่วนวิญญาณผี แต่เขาไม่เข้าใจก็บอกว่าไปนิพพานก็ไม่ต้องมีตัณหา ดังนั้นวิภวตัณหามีไม่ได้ ตัณหาอะไรก็มีไม่ได้ สังขารก็ไม่ให้มี สัญญาก็ดับ วิญญาณก็ดับ นามรูปก็ดับหมด นี่คือความไม่รู้ในองค์ประชุม ในองค์ประชุมมี 100 หน่วยเราก็ดับไปทีละหน่วยๆ แต่เขาไม่รู้จักเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย ไม่รู้จักผีแท้จริงก็ฆ่าไปดะหมดเลย ผีก็ไม่ตาย จับไม่แม่น ตีงูให้หลังหัก มันก็กลับมาแว้งกัดอีก เลยเจอศัตรูเป็นงูหลังหักไม่รู้กี่ตัว สักวันหนึ่งเถอะ... สรุป การรู้จักสังขารก็คือ ต้องรู้จักสังขาร 3 นี่แหละ ให้ถูกตัว แล้วลดสังขารให้มันจริง ลดการปรุงแต่งโดยตัวอกุศล เป็ น สสังขาริ กับ เป็นตัว นำให้เป็น อสังขาริกัง สัมมาทิฏฐิ จึงสำคัญมากที่จะค่อยเจริญขึ้น 1 . ปัญญา-รู้เห็นจริงตามสัจจะของจริง (ปัญญา) . 2 . ปัญญินทรีย์ (ปัญญินทริยัง) 3 . ปัญญาพละ (ปัญญาผลัง) . . มีพลังงาน static แฝง 4 . ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ (ธัมมวิจัยสัมโพชฌังโค) . . 5 . ความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ทิฐิรอบในที่เจริญขึ้น . 6 . องค์แห่งมรรค (มัคคังคะ) มีพลังงาน Dynamic แฝง (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 258 ) เหมือนอานิสงส์ของการฟังธรรม 5 ประการ 1 . ผู้ฟังย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง (อัสสุตัง สุณาติ) 2 . ย่อมเข้าใจชัดในสิ่งที่ได้ฟังแล้ว (สุตัง ปริโยทเปติ) 3 . ย่อมบรรเทาความสงสัยเสียได้ (กังขัง วิหนติ) 4 . ย่อมทำความเห็นให้ถูกตรง (ทิฏฐิง อุชุง กโรติ) 5 . จิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส (จิตตมัสสะ ปสีทติ) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 202 ) เพราะเกิดผลเกิดปัญญา ทิฏฐิเกิดจาการปฏิบัติมรรคองค์ 8 เจริญขึ้น เพราะมีธัมวิจัยช่วยตลอดเวลา ปัญญาก็เกิด แล้วเติมเป็นปัญญินทรีย์เพ ิ่ มขึ้นเรื่อย ก็จะพัฒนาสัมมาทิฏฐิสูงขึ้นอีก ก็เกิดควบแน่นทำให้การปฏิบัติมัคคังคะเจริญ คมแม่นสูงขึ้นอีก เป็นปฏิสัมพัทธ์ เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนไม่รู้กี่ชั้น ในตักกะ วิตักกะ สังกัปปะนี่เป็นกระบวนการของการปฏิบัติทำใจในใจ นี่แหละคือการทำสมาธิ ทำฌาน จะมีตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เป็นส่วนของปัญญา แล้วเสริมเป็นเจโตตกผลึกเข้าไปควบแน่นอีก ก็ปฏิบัติมรรค 7 องค์ไปนี่แหละ ...
ยิ่งปฏิบัติก็เป็นผลของ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาสิกขา เวทนา สัญญา สังขาร เป็นเจตสิก 3 ที่เจริญขึ้น องค์ประกอบของการเจริญก็คือ กายกัมมัญญตา คือ ความคล่องของกาย ความเป็นของควรแก่การงานของ เวทนา สัญญา สังขาร สัญญานี่มีตัวกำหนดรู้ และกำหนดหมาย ถ้าสัญญาสะอาดขึ้น ตัวมันเองก็ทำงานได้ดีขึ้น ล้างอุปาทานในสัญญา ซึ่งนามนั้นมี 5 อย่าง คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เมื่อทำวจีสังขารได้สำเร็จ แม้จะออกมาเป็นวจีกรรมก็ต้องควบคุมวจีสังขารขั้นสุดท้ายอยู่ดี สัญญาที่สะอาดก็จะควบคุม เวทนา กับสังขารได้ อธิบาย ขณะนี้คุณปรุงแต่ง ว่าเจออันนี้ก็จะด่าให้หนัก เสร็จแล้วพอเจอตัวจริงก็เหตุปัจจัยทำให้ไม่ด่าไว้อย่างที่เตรียมไว้ หรือตั้งใจว่า จะไม่ด่าเขาหรอก เตรียมไว้เชียว แต่ว่าพอสัมผัสแล้วด่าหนักกว่าที่เตรียมไว้อีก เหตุก็เพราะว่าคุณผัสสะ แล้วทำใจในใจ มนสิการไม่เป็น ก็นี่คือกระบวนการของมนสิการ ทั้งสังกัปปะ 7 ถ้าคุณเองได้ฝึกฝน มีกำลังของเจโตและปัญญาจริง ที่เป็นวสีของการทำสมาธิทำฌาน ก็จะควบคุมได้เก่ง ประมาณได้ดี ควบคุมทั้งเจตนา สัญญา สังขาร เวทนา ก็ออกไปอย่างเหมาะควรแก่การงาน จะเป็นงานภายนอกก็เกิดจากการจัดการที่ดี กายปาคุญญตา คือความคล่องแคล่วแห่งกองเวทนา สัญญา สังขาร คือจิตเร็วไว ดัดได้ไวเร็ว ปรังปรุงได้ไวทำได้ดี จึงเรียกว่า การงานอันเหมาะควร เหมาะควรเพราะว่าได้ปฏิบัติจัดการกับเหตุอย่างได้ผลจริงๆ นี่คือสภาพจริง แล้วมันเป็นเรื่องของจิตทั้งนั้น องค์ประชุมของจิตทั้งนั้น
ถ้าคุณไม่รู้กาย ก็มัวไปดูที่กรรมการงานภายนอกอันเหมาะควร ก็ทำกาย วจีกรรมภายนอก ที่เป็นปลายเหตุ ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุสมุทัยมาเลย นี่คือความผิดเพี้ยนที่รู้บัญญัติความหมายของปรมัตถ์ผิด ปฏิบัติแล้วนอกจากไม่ขัดเกลาต้นทาง ปลายทางก็เพี้ยนไปด้วย ในภาคผลก็ตาม ในภาคของการปฏิบัติให้เกิดการบรรลุ มันล้มเหลวทั้งหมดเลย นี่คือความเข้าใจผิด เข้าใจภาวะสัมมาทิฏฐิไม่ถูกต้อง มาพูดถึงชาติ ได้แก่ ความเกิด (ชาติ) ความบังเกิด (สัญชาติ) เกิด (โอกันติ) สามอันนี้เป็นการเกิดแบบโลกียะ ถ้าไม่สามารถปฏิบัติธรรมอย่างสัมมาทิฏฐิ จัดการลดกิเลสได้จริง ลดกาม ลดพยายาทได้จริง ก็จะเกิดเป็น ความหยั่งลงเกิด (นิพพัตติ) เกิดจำเพาะ (อภินิพพัตติ) โอกกันติ คือตัวกลางระหว่าง ชาติ กับสัญชาติเดิม พอมันเปลี่ยนได้ก็เข้าหาสัญชาติใหม่ เป็นชาวอโศก จะได้เชื้อของชาวอโศก เป็นนิพพัตติ เป็นการเกิดเข้าหานิพพาน ส่วนอภินิพัตติ ก็เป็นตัวปลาย เหมือนตัวอินทรีย์กับพละ เกิดบรรลุเป็นผลเลย โสดาฯก็เป็นโสดาปัตติผลเลย เป็นต้น นี่คือลักษ ณ ะคุณสมบัติของจิตที่มีเหตุปัจจัยให้เกิด เห็นใจที่เขาแปลกัน ว่าเกิด เกิดจำเพาะ แล้วมีฟุตโน้ตว่า สังเสทชะโยนิคือนิพพัตติ ส่วนชาติ สัญชาติคือ อัณฑชโยนิ หรือชราพุชโยนิ ไปโน่นเลย เป็นการเกิดทางรูปธรรม พอไปที่อภินิพพัตติก็ถึงจะเป็นโอปปาติกโยนิ แล้วเขาก็เข้าใจโอปปาติกโยนิว่าเป็นการเกิดที่มีรูปร่างตัวตนด้วย เขาก็ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่โอปปาติกะ นี่คือไม่เข้าหาปรมัตถ์เลย แล้วเขามาว่าเราตรรกะ สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ รู้จักพวกนกเค้าท้วงตาแม่ ไหม? นกเค้าแมวมันทักตาแม่ว่าแม่ทำไมแม่ตาโตจังเลย (ตัวเองก็โต) สามนิ้วชี้ตัวเอง อีกหนึ่งนิ้วชี้คนอื่น เขาก็ว่าพวกเราเป็นพวกตรรกะ ไม่มีตาทิพย์จริงอย่างที่พวกเขาเห็น ความไม่เกิดนี้คือความไม่เกิดในสัตว์นรก สัตว์สวรรค์ หรือแม้แต่เป็นพรหมก็ไม่ยึด แม้นิพพานได้แล้วก็ไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา หรือคุณจะยึดไว้ เป็นพรหมก็เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น เป็นนิพพานแล้วก็มีแต่ประโยชน์ท่านถ่ายเดียว ให้จิตสะอาดหมดจดจริงก็แล้วกัน มาขึ้นบทวิภังค์ ของล. 16 ข. [ 20 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาปฏิปทา เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ความเกิด ขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ อย่างนี้ นี้เรียกว่ามิจฉาปฏิปทา ฯ [ 21 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาปฏิปทาเป็นไฉน เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณ จึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ นี้เรียกว่า สัมมาปฏิปทา ฯ จบสูตรที่ 3 เพราะหมดอวิชชาก็จะมีสังขารอย่างไม่ไม่สังขาร เป็นสังขารที่สะอาด พพจ.ทุกพระองค์ทำใจในใจเป็นทั้งนั้น แต่เขาทุกวันนี้ทำกันไม่เป็น แปลโยนิโสมนสิการว่าการทำใจในใจให้ถ่องแท้แยบคาย แต่กลับสอนและทำให้ตรรกะ นึกคิดเอา แต่ไม่ได้ทำลงไปถึงจิตลดกิเลส บางสายก็สะกดใจได้ด้วยสมถะ แต่สายปัญญาก็ทำสมถะลืมตา ให้จิตจดจ่ออยู่กับอิริยาบถหรือกสิณต่างๆ ก็ได้แต่สมถะ แล้ววิปัสสนาก็คือมีสติๆ แต่ไม่ได้เข้าหาสมุทัย เหตุคือกิเลส เขาก็ไปตัดทิ้งหรือจดจ่อลืมไป พูดนี่ก็เหมือนข่มเขา ดูถูกเขา เก่งมาจากไหนนะ สำนักก็ไม่มี ครูบาอาจารย์ก็ไม่มี ถ้าไม่มีพระไตรปิฎกอาตมาตายนานแล้ว และครูอาจารย์เขาไม่ได้แปลอย่างอาตมาด้วยนะ ต่อไปเป็นภาคถามตอบสรุปของนิสิต _นิสิตถามเรื่อง ข้าวนางเล็ด เห็นแล้วก็อยาก แต่ไม่ได้ … ตอบ... 1 .ไม่เที่ยง 2 .ไม่มีจริงหรอก มีแต่ทุกข์ มันไม่มีหรอก แต่คุณหลงบ้าอยู่กับเหตุแห่งทุกข์มันเลยจริงที่ทุกข์ เลยเรียกอาริยสัจ ผู้มีอาริยะจะรู้สัจจะว่ามันไม่มีจริง จริงๆ ทีหลังข้าวนางเล็ดมาก็ไม่มีตัวตนกิเลส คุณไม่อยากแล้ว เห็นแล้วไม่กินก็ได้ ไม่ติดใจอะไรแล้ว คุณจะทุกข์ไหมก็ไม่ทุกข์แล้ว เหตุผลฟังรู้แล้วก็ไปทำจริงเป็นญาณปัญญาจริงก็จบ เคยทำได้ไหม ว่าตอนนี้มันไม่แรงเท่าเก่ามันเบาลงหรือบางครั้งมันก็ไม่มีเลย ก็คือมันไม่เที่ยง แล้วผู้ใดเห็นว่ามันไม่เกิดเลยตลอดก็คือได้สุญญตาหรืออนัตตา
_ก่อนจะอาศัยเราต้องล้างกิเลสที่ทั้งดูดทั้งผลัก ท่านจึงมีในโสฬสญาณ ว่าต้องให้มีญาณปล่อยวางเห็นจืดจางคลายไปแล้ว ถึงจะไปอนุโลมช่วยเขา ไม่ใช่ว่าเห็นแก่ผู้อื่นแต่กดข่มของตนเอง มันต้องเห็นจริงว่าจิตเราลด จะกดข่มเพื่อปฏิบัติแล้วลดละล้างจางคลาย ก่อนจะอนุโลม ต้องชัดเจนว่าจะทำอะไรก่อนหลังชัด มันจะไม่ได้เร็ว มันจะกลับไปกลับมา