570814_ความรัก ๑๐ มิติ(๔)วนบ. มิติที่ ๒ ปิตุปุตานิยม(พันธุนิยม).doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

570814 ความรัก 10 มิติ( 4 )วนบ. มิติที่ 2 ปิตุปุตานิยม(พันธุนิยม)

วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก ขึ้นชื่อว่าความรัก ในภาษาไทยนั้นมีความหลากหลาย ทั้งสมมุติและปรมัตถสัจจะ ใช้กันฝั้นเฝือ แยกไม่ออก ไม่รู้ว่า เนื้อหา พฤติกรรมจิตวิญญาณที่จะมีอาการอย่างรัก มีนัยความหมายคมชัดลึกอย่างไรก็ต้องศึกษากัน เพราะว่าโลกสังคมมนุษย์จะต้องมีความรัก บาลีมีสองคำ 1 .เปมะ 2 .ปิยะ ก็แปลว่าความรักทั้งสองคำ พระพุทธเจ้าสอนให้มีความรักแบบ ปิยะ ท่านไม่ได้สอนให้สะสมความรักแบบเปมะ เปมะเป็นเชิงโลกีย์เป็นเชิงกาม ส่วนความรักที่เป็นไปเพื่อความประเสริฐเพื่อความเจริญงอกงามของมนุษยชาติแท้ๆ คือ ปิยะ พระพุทธเจ้าเน้นในหลายบท แม้แต่ในสาราณียธรรม ก็มีเรื่องความรัก พระพุทธเจ้าสอนให้ยึดถือแบบสมาทาน แล้วเราก็ใช้อาศัยเท่านั้น เหมือนที่พระพุทธเจ้าสอนว่า เนื้อไม่ใช่เรา หนังไม่ใช่เรา ก็คือเราไม่ยึดมั่นถือมั่นเลย แต่เราก็อาศัย เราสมาทานยึดอยู่อาศัยอยู่เพื่อเป็นประโยชน์คุณค่า แม้จะตายแล้วเราก็ยึดสมาทานต่อพุทธภูมิได้อีก อาการจิตจะเป็นอาการอย่างไหน เรียนรู้ให้ดีว่าส ิ่ งที่มีแต่ไม่ควรมีเลยในใจเราก็ล้างให้มันออกไปเลย แล้วคนต่างๆ ที่แสดงออกในโลกก็มีจริง เมื่อก่อนเราก็เคยมี แต่ตอนนี้เรากำจัดมันได้ถาวรจริง ไม่ให้มันเข้ามายุ่งยากได้เลย เป็นทั้งพลังปัญญาและเจโต เราต้องเรียนรู้ล้าง ตั้งแต่มิติที่ 1 คนที่อายุมากเข้าก็นึกว่าตนเองหมดแล้ว หรือเสพมานานก็ชินชา แต่สั่งสมในจิต ชาติหน้ามาได้บ้ากว่าเก่าอีก มันร้ายจริงๆกิเลส ถ้าไม่รู้ทันไม่เข้าใจ มันเล่นงานคนให้วนเวียนในวัฏสงสารนี้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่...

ถ้าเรามาเรียนรู้ทิศทางศาสนาพุทธ เป็นความพ้นทุกข์ มีประโยชน์ต่อสังคมประเทศชาติต่อโลก ถ้าล้างได้ ยกตัว

อ่านต่อ

อย่างแค่มิติที่ 1 นะ ต่อมามิติที่ 2 เป็นความรักที่ขยายแวดวงมานิดหนึ่ง คือปิตุปุตานิยม หรือเราเรียกง่ายๆว่า พันธุนิยม เราลองมาฟังดู เป็นความรักที่ขยายวงออกมานิดหนึ่ง คือแทนที่จะเห็นแก่แค่คนสองคน เรื่องเมถุน ก็แผ่ขยายออกมานิดนึง ให้แค่บุคคลที่ 3 แต่ก็แคบเล็กจิ๋วเหลือเกิน ออกมาให้ลูก เป็นความรักระหว่างสายโลหิต พ่อแม่ลูก ก็ดีขึ้นนิดหนึ่ง เติบโตขึ้นได้บ้าง พ่อ แม่ ใครก็จะหาข้าวของหาเงินทองหาความรู้สามารถ ความสุขรูปสมบัติ นามสมบัติก็จะเอามาให้ลูกให้พ่อแม่อยู่แค่นี้ ลูกจะกี่คนก็ถือว่าเป็นลูก แคบสั้น แต่ความรักพ่อแม่นี้มีมุมดีอยู่ เป็นเชิงซ้อน คือความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกนี่ เป็นความดีเรียกว่า ปิตโร คือ ความรักที่รักอย่างพรหม เป็นความรักอย่างพระเจ้า คำว่า พรหมนี่ท่านแปลออกเป็น สี่ หรือ ห้าพรหม คำว่าพรหมคือจิตบริสุทธิ์ เป็นวิสุทธิเทพ ในแง่ดีคือรักลูกให้ลูก มีเชิงบริสุทธิ์ สำหรับพ่อแม่ที่บริสุทธิ์จริง เลี้ยงลูกไป ไม่หวังตอบแทนอะไร ผู้ใดมีก็ให้เข้าใจว่า เป็นอาการดี สายเทวนิยมเขาก็สอนเรื่องนี้แหละ คือเสียสละโดยไม่หวังส ิ่ งตอบแทนแลกเปลี่ยน แต่มีแนวลึกที่เทวนิยมเขาไม่รู้จักอัตตา เขาสอนให้ยึดอันนี้ใช้อันนี้ เป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่เขาไม่ได้สอนว่าแม้จะใช้ดีสุดต่อสังคมอย่างพรหม แม้แต่จิตวิญญาณดียิ่งใหญ่อย่างนี้ก็ไม่ใช่เป็นเราเป็นของเรา แต่ของเทวนิยมเขาถือเป็นอาตมันเลย เป็นจิตดีวิเศษสุด ไม่ขัดแย้งกับพุทธแต่พุทธนั้นทำจิตอย่างนี้ให้ได้ แต่เข้าใจเลยว่าไม่ใช่ตัวเราเป็นของเรา ไม่ใช่แค่ตรรกะ จิตสูงสุดจึงมีนิพพาน หรือสูงสุดจะปรินิพพานก็ได้ ไม่ต้องอยู่ไปนิรันดร วางปล่อยไม่ตั้งจิตต่อเลย อปรนิหิตตะ สุญญตะ ไม่สร้างนิมิตใดอีกเลย เป็นการปรินิพพานตายอย่างสูญ พุทธทำได้ อันนี้แหละเป็นความรู้ของสายอทว นิยม ในเรื่องความรักที่พ่อแม่มี เสียสละต่อลูกโดยไม่หวังส ิ่ งตอบแทน แต่ถ้าหวังสิ่งตอบแทนแก่ลูก พ่อแม่นั้นก็ยังเลวอยู่ ก็ยังไม่ใช่ปิตโรหรือพรหม ที่พูดว่าพ่อแม่คือพรหมของบุตร อันนั้นเป็นปิตมหะหรือปิตโร จะต้องให้อย่างไม่หวังสิ่งตอบแทน มี เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา เป็น พรหมวิหาร 4 เมตตา (ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข) กรุณา (ลงมือสร้าง-ช่วยให้เขาพ้นทุกข์) มุทิตา (ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี-พ้นทุกข์) อุเบกขา (เป็นฐานอาศัย วางใจเป็นกลาง ไม่ติดยึดว่าเป็นความดี ของเรา หรือผลสำเร็จนั้นเกิดจากเรา) (พตปฎ. เล่ม 35 ข้อ 741 ) ขอแวะวิจารณ์นิดหนึ่งว่า เดี๋ยวนี้เขาสอนพรหมวิหาร 4 ไม่เข้าโลกุตระเลย เป็นแต่เมตตาก็คืออยากให้เขาพ้นทุกข์ กรุณาก็คืออยากให้เขาเป็นสุข มุฑิตาก็คือยินดีเมื่อเขาพ้นทุกข์หรือมีสุข อุเบกขาคือวางเฉย ถ้าพ่อแม่ผู้ใดจ่ายความรักให้ลูกอย่างพรหมวิหาร 4 ก็ยังมีคุณค่าอยู่บ้าง แต่ก็ยังแคบ ทำแต่อยู่กับลูก ก็เห็นแก่แวดวงที่เล็กจิ๋ว ทีนี้ผู้อยู่ในฐานะลูก เมื่อพ่อแม่เขารักอย่างนั้น เห็นแก่เราอย่างนั้น ลูกจงระวังเถอะ เขารักเราอย่างนั้นต้องตอบแทน ยิ่งต้องตอบแทน จึงจะถูกต้อง ย ิ่ งพ่อแม่ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ลูกก็ยิ่งต้องตอบแทน ถ้าลูกไม่ตอบแทนก็ต้องเลวแน่ เพราะการได้เกิดมาเนื่องด้วยพ่อแม่ มีอวิชชาไม่เข้าใจไม่รู้ไม่เจตนาก็ตาม การได้เกิดมาจึงยาก ถ้าคนเราเกิดมามีวิชชาให้มากๆ แต่จะให้หมดคงไม่ได้ แต่ก็ต้องพยายามทำให้ได้มากที่สุด อาตมาเห็นแล้วว่าพอทำได้ แต่พ่อแม่ก็อุตส่าเสียสละ เลี้ยงลูก เหน็ดเหนื่อย ทุกข์ ดีไม่ดีต้องต่อสู้แย่งชิงที่เราไปเห็นแก่ลูก ดีไม่ดีรบราแย่งชิง เพื่อเอามาให้ลูก ซึ่งแย่จริงๆ ในความซับซ้อนของอวิชชามีมากชั้น

ท่านช่วยเราอย่างที่ว่านี่เป็นทุกข์ ทำให้เราเกิดมาแล้วก็ต้องช่วยให้โต เราจึงจำเป็นต้องเป็นคนหาโอกาส กตัญญูกตเวที พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คนเรา เกิดมาได้ร่างของคนนี่มันยาก ไม่ง่าย แล้วก็เกิดมาได้ร่างเป็นคนนี่และจะสูงสุดได้ แม้จะมาเป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องเกิดมาเป็นคนมีขันธ์ 5 ที่อื่นเกิดมาสูงสุดไม่ได้ ต้องอาศัยร่างคนนี่แหละ ตั้งแต่เร ิ่ มต้นจนจบ แม้คนได้ร่างของคนมาแล้ว แต่มาใช้ร่างของคนที่มีมันสมององค์ประกอบเช่นนี้ แต่เขาได้อาศัยร่างมนุษย์แต่จิตของเขาเป็นผีร้ายทำเลวร้ายซับซ้อนมากมาย คุณใช้จิตวิญญาณอวิชชาไปสร้างบาปเวรแก่ตัวเองอีก นานเท่านาน แล้วไปเกิดได้ร่างเดรัจฉานอีกนานแสนนานจนกว่าจะได้เกิดได้ร่างเป็นคนอีกจึงได้ปฏิบัติธรรมอีก ผู้ใดมีจิตวิญญาณไม่เลวร้ายมากนัก แต่ก็มีผีร้ายอยู่ด้วย จงใช้ร่างนี้ทำการจัดการผีร้าย (อิทพรหมจริยวาโส) โลกกายยาววา หนาคืบ กว้างศอก พร้อมสัญญาและใจนี่แหละจะทำการตรัสรู้ได้ ที่อื่นไม่มี จะไปตรัสรู้ในช้าง ในปลาวาฬ จะตัวใหญ่ย ิ่ งใหญ่ขนาดไหนก็ไม่มี ต้องมีในร่างมนุษย์นี่แหละ ถ้าได้ร่างคนมาแล้วจะทำร้ายทำเลวก็ทำได้อย่างหนักหนาสาหัส จะเป็นเสือสิงห์สัตว์ร้ายขนาดไหนก็สร้างบาปไม่ได้เท่าคน คนนี่แหละจะโง่ก็โง่อย่างร้ายกาจ จะฉลาดก็ฉลาดได้สุดยอด เมื่อได้ร่างคนมาแล้วนี่เป็นโอกาสนะ แม้ชาตินี้เป็นคน แต่จะได้กลับมาเกิดเป็นคนอีกทีไม่รู้เมื่อไหร่ มีวิบากเหมือนหมาล่าเนื้อคอยติดตามอีกเท่าไหร่ไม่รู้ แต่ถ้าเป็นโสดาบันก็ลดวิบากได้มาก หมาล่าเนื้อก็ตายไปเยอะเพราะเราลดกิเลสได้ โสดาบันก็ได้ระดับหนึ่ง สกิทาฯ อนาคา อรหันต์ก็ได้เยอะ พระพุทธเจ้าว่าจะเกิดเป็นคนได้นี่จะต้องมีคุณธรรมอย่างต่ำเป็นโสดาบันนะ แต่เป็นโสดาบันแล้วชาติต่อไปจะเกิดเป็นคนก็ไม่ใช่นะต้องไปตามวิบาก แล้วก็จะเวียนกลับมาเป็นคนแล้ว เมื่อได้ร่างเป็นคนแล้วแม้เป็นโสดาบันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ทำชั่วเสียเลย ยังมีข้อบกพร่องเป็นอกุศลเป็นทุจริตอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ลดนั้นเป็นสิ่งที่นิยตะ คุณไม่ต่ำกว่านั้น จะทำชั่วอีกก็ตาม ก็ไม่มีชั่วไปกว่าที่เคยได้ผลนั้นแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าโสดาบันไม่ทำช่ัวแล้ว แต่มันตัดเกณฑ์ว่าชั่วกว่านี้ไม่ทำแล้ว แต่ถ้าโสดาบันแต่ไม่เพิ่มภูมิ ก็ไม่เจริญไปกว่านั้น แม้จะไม่ทุกข์ไม่ชั่วร้ายแรงกว่านั้น แต่จะมีความยาวนาตามกิเลสที่มันทำวิบากเพ ิ่ ม แม้จะไม่ตกต่ำกว่านั้น แต่จะมีความยาวนานเพราะผลัดผ่อนไปสร้างวิบากเพ ิ่ ม เตือนไว้นะ ใครผลัดวันประกันพรุ่ง มาหาทางเพ ิ่ มภูมิ กับมิตรดี สหายดี สังคมส ิ่ งแวดล้อมดีก็ระวัง ความยากของเหลี่ยมนี้ต้องรู้ให้ดี แม้แต่ตอบแทนกับพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณก็ต้องทำ ยิ่งพ่อแม่ให้เรามากเราก็ต้องชัดเจนเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ มิติที่สองก็เอาไว้แค่นี้ก่อน ก็จะขยายมิติต่อไปอีกเยอะ เราเองเป็นชาวพุทธปฏิบัติมิติที่ 8 เลย ในหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ก็จะรู้ทั้งมิติอื่นๆ ได้ ปฏิบัติไปตามลำดับได้เหมือนกัน ซ้อนๆ กันไป โสดาฯ มรรค ซ้อนกับโสดาผล กับสกิทาฯมรรค ซ้อนๆกันไปเรื่อยๆ เป็นมิติอื่นๆซ้อนกันไป พอจบมิติที่ 7 ก็จบมิติที่ 9 ด้วย ถ้าเรามีมิตรดี สหายดี สังคมส ิ่ งแวดล้อมดี มีครูบาอาจารย์ ไม่ช้าหรอก พระพุทธเจ้าว่า 7 ปียกไว้ … ตัว 7 นี่เป็นเลขที่แรง จาก 7 แล้วตัวเต็มก็จะเข้าไปหาสูญ เพราะ 8 , 9 ก็ไปเข้าหาสูญ ถ้าจะเกิดอีกก็ต้องไปหา 11 แล้ว แต่ถ้าสูญที่ 10 ก็สูญ เช่นเราจะสูญโสดาบัน กิเลสอบายเราจะให้หมดเลย ก็สูญไป อันอื่นก็ต่อ ก็ซ้อนกันไป หรือแม้แต่อบายมุขเรื่องไหนก็ละเอียดซ้อน เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน เป็นสภาวะที่ใช้ภาษาแทนได้เท่านี้ มิติที่ 3 ก็เป็นความทุกข์อยู่ เพราะเมื่อมีความรักย่อมมีทุกข์ แม้แต่ความรักระดับปิยะก็เป็นทุกข์ ยิ่งรักแบบเปมะยิ่งทุกข์หนัก ถ้าเรามีความรักแต่มีประโยชน์ต่อปวงชน ได้เสียสละ มีการให้ผู้อื่นได้มากก็มีค่า ความรักมิติที่ 3 ก็มีค่ามากขึ้น เผื่อแผ่จาก พ่อ แม่ ลูก แล้วไปหาญาติ ทำมาหากินได้มีลาภยศ มีตัวตน ข้าวของ ความสุข ก็เกื้อกูลช่วยเหลือกันด้วยแรงกายแรงปัญญา ก็กว้างขึ้น มีราคาเพ ิ่ มขึ้น อย่างนี้เรียก ญาตินิยม หรือเรียกอีกชื่อหนึ่ง ว่า โคตรนิยม ค่าที่ต่ำที่สุด หรือเลวที่สุดก็คือผู้ที่มีดีน้อยที่สุด ถ้ามีการเสียสละเผื่อแผ่แก่คนอื่นได้มากขึ้นก็มีค่ามากขึ้น การเสียสละเผื่อแผ่เป็นความดี ไม่ว่าจะเป็นโลกียะหรือโลกุตระ แต่โลกุตระไม่ได้เสียสละเฉพาะวัตถุแต่เสียสละกิเลสออกไปด้วย ได้ปรมัตถธรรม แต่โลกีย์ไม่รู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน ดีไม่ดีไม่ได้ก็พยาบาทไว้จะเอาคืน ต้องชัดเจนว่า ความดีคือสละออกไปตั้งแต่วัตถุถึงจิตวิญญาณ การเสียสละคือไม่เห็นแก่ตัวเผื่อแผ่ออกไปมากขึ้นมีประโยชน์มากขึ้น แต่การเสียสละออกไปนี่ถ้าไม่เข้าใจสัจธรรมจะทุกข์เพ ิ่ มขึ้น ถ้ารักกันคนสองคนก็เผื่อแผ่กันก็มีกันระหว่างคนสองคนก็ไม่เปลืองอะไร แต่ถ้ามากคนขึ้นก็เปลืองขึ้น คุณต้องทำงานหนักขึ้น เพราะต้องลงทุนลงแรง ให้ได้วัตถุมา เพื่ อแจ กจ่า ย วัต ถุแก่ญาติ ก็แสดงว่าเรามีความรักเกื้อกูล อย่างไม่เอาสิ่งตอบแทนก็เป็นส ิ่ งสูงเหมือนกันซ้อนอยู่ ส ิ่ งที่สะอาดขึ้นจึงเป็นความรักที่มีเนื้อหาวิเศษดีงาม ซ้อนอยู่ หรือว่าแม้แต่ญาติหรือลูกก็ยังต้องการสิ่งตอบแทน เราก็เลยพยาบาท นึกว่าเราเป็นเจ้าหนี้ แล้วถ้าลูกหนี้ไม่มาใช้หนี้เราก็ทุกข์ ดีไม่ดีลูกหนี้ไม่รู้บุญคุณไม่มาทดแทนอีกก็ทุกข์ เห็นความโง่ซับซ้อนเช่นนี้ไหม แล้วจิตที่เสียสละ แล้วยังไม่คิดจะได้สิ่งตอบแทนก็ดี แต่ดีกว่านั้นคือไม่ยึดมั่นถือมั่น แม้แต่จะได้สิ่งตอบแทนก็ยึดถือ ก็ต้องศึกษาว่าเราวางจริงหรือเปล่า หรือเรายังยึดอยู่ เห็นหน้าก็ว่าเรามีบุญคุณต่อเขา หรือไม่เห็นหน้าก็นึกถึงว่าทำไมเขาไม่มาบ้างหนอไม่มาตอบแทนคืนก็เป็นได้ นี่คือรายละเอียดของจิต จิตใจของคนมันซับซ้อน แล้วมีลีลาอย่างนี้มากมาย ต้องเรียนรู้ เพราะของพระพุทธเจ้านี้วิเศษจริง ผู้ใดมีจิตพรหมจริง ไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา แต่พรหมนี่ยังกรึ่มในตนว่าเป็นเจ้าให้คนอื่นหมดไม่เอากับใคร แต่ก็ยังยึดอยู่ว่า ฉันเป็นผู้ให้ มันยึดอัตตาตัวนั้นอยู่ ไม่เอาส ิ่ งตอบแทนแต่ก็ใครก็ต้องมาถึงข้า ฟังให้ดีนะ นี่เราใหญ่ หรือแม้จะมีอำนาจทำได้จริง ให้ได้หมดก็ตาม มันก็เป็นอาตมันอยู่นิรัดร เพราะจิตมันยึดมีอาการเช่นนั้นไม่ได้เสียหายเลวร้ายนะ ไม่ได้ทวงของใครนะ แต่หลงว่าข้าใหญ่มีอำนาจ ข้านี่แหละหนึ่งสูงสุด เหมือนอย่างโรหิตัสสสูตร... พรหมคือคุณงามความดีวิเศษจริง ต้องอาศัย โลกจะขาดพรหมไม่ได้ เขาก็ฝึกฝนทำกัน แต่ไม่มีปัญญาลดละล้างอัตตาได้ ซึ่งไม่ง่าย ขนาดพุทธแท้มีทฤษฎีหมดแต่เสร็จแล้วทำไม่ได้ทำผิดเพี้ยนไม่ง่าย มิติที่ 3 ก็กว้างขึ้น แต่ก็ยังแคบอยู่ที่ในแวดวงญาติ ต้องไปมิติที่ 4 จึงกว้างขึ้น ต่อไปให้เด็กๆ ถาม

_1 .ความรักคือความทุกข์ แล้วความสุขคืออะไร?... ตอบ..ความสุขคือความเท็จความหลอก ความสุขไม่เป็นจริง เป็นเพียงอารมณ์อุปาทานที่เราสร้างเอง มันเป็นรสเหมือนเป็นจริง แต่ไม่เที่ยงไม่อยู่กับเราเสมอเช่นเรากินอาหารก็สุข แต่พอให้ไปขนปุ๋ยก็ไม่ชอบก็ทุกข์ ไอ้รสสุขที่กินอาหารไปก็หายไปแล้ว ดีไม่ดีก็ลืมไปเลย เราเคยอร่อยก่อนไปเข็นปุ๋ย ไปเจอทุกข์ก็ไม่ได้คิดถึงสุขเลย แต่มันสุขได้แค่บทบาทให้เราแวบเดียว ถ้าเราไม่ไปจำ … คนใดเคยได้สุข เป็นอารมณ์สุข ถ้าจิตใจเห็นว่าอารมณ์สุขเกิดในจิตปั๊ป แล้วเราก็ลืมไปเลยไม่ติดใจเลยไม่สั่งสมในอนุสัยอาสวะเลย จะสุขมากหรือน้อยก็แล้วแต่ สุขนั้นก็คือสุขเท็จ มันหายไปแล้วไม่สั่งสมในอาสวะ แต่ส่วนมากแล้วมันจะตราตรึงใจ มันก็เสร็จสิ แต่ถ้ามันไม่สะสมผ่านไปมันไม่มีเลยมันเท็จ มันเหมือนพยับแดด แวบเดียวหาย แต่ถ้าไปอุปาทาน ยึดมันไว้ ประทับใจมันก็จะขึ้นมากวน มาบังคับเราให้มาเอามันอีก นี่คือความเป็นจริงในมนุษยชาติ มันหายไปนั้น มีสองอย่างคือ 1 .ลืม 2 .ล้าง ถ้าลืมมันก็ยังไม่หมด มันก็เวียนกลับ ถ้าล้างจนสนิทก็ไม่เวียนกลับหรือไม่รับเลยสัมผัสแล้วก็ไม่เอา ใจคนที่จะสัมผัสแล้วไม่เอาต้องมีวิชชา รู้ว่าสิ่งเสพรสมันเป็นสุขเท็จ ถ้าสุขที่ไม่เบียดเบียนใคร สุขสงบ เบียดเบียนตนเท่านั้นที่ยึดถือ ไม่ไปเกี่ยวข้องเบียนเบียนคนอื่น มีแต่ตนปั้นเองปรุงเองทำเองไม่เกี่ยวข้องกับใคร โดยเฉพาะสัตว์โลก อาจเกี่ยวกับดินน้ำไฟลม ไม่เกี่ยวกับคนหรือสัตว์เลย มีแต่กับพืช จนถึง ดิน น้ำ ไฟ ลมก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเกี่ยวกับคนหรือสัตว์ก็เกี่ยวกับวิบากแล้ว มันลึกซึ้งมากเลยที่จะต้องเกี่ยวกับคน มันจะยืดยาดยืนยาว เป็นเรื่องเวรภัย เบียดเบียนตน ท่าน สุข คือ ความเท็จ สุขขัลลิกะ สรุปแล้ว ความรักเป็นทุกข์

_2 .ถ้าไม่มีความรักมิติที่ 1 แล้วจะมีความรักมิติอื่นๆ ได้อย่างไร? ตอบ... เราจะมีความรักมิติอื่นได้ ผู้ที่ไม่มีความรักมิติที่ 1 ได้จริงๆ คือผู้ปฏิบัติธรรมถึงขั้นอนาคามี ก็ไม่มีความรักเรื่องคู่แล้ว ถามเช่นนั้นก็มีความรักมิติที่ 1 จะมีได้อย่างไรก็มีโดยไม่ต้องถาม มันมีมาแต่โลกแตก ตั้งแต่เดรัจฉานมาก็มีแล้ว ไปถามช้างม้า วัวควายก็มีความรักมิติที่ 1 แน่ เป็นอวิชชา คำถามที่ถ้าไม่มีความรักมิติที่ 1 นั้นเป็นคำถามที่ไม่เป็นคำถาม ไม่ควรถาม เพราะเป็นไปไม่ได้ คนจะไม่มีความรักมิติที่ 1 ไม่มีหรอก มันมีมาตั้งแต่เป็นสัตว์ ต้องมาละล้างออก จนถึงอนาคามีบริบูรณ์ก็หมด สัตว์โลกต้องมีมิติที่ 1 นี้ทุกคนทุกตัว

_3 .วันแม่ตอนกราบแม่ไม่รู้สึกซาบซึ้งอะไรเลย พอแม่กลับก็รู้สึกซาบซึ้งขึ้นมา เป็นเพราะอะไร ? ตอบ...ทำไมกราบพ่อแม่แล้วเฉยๆ โอ้โหเด็กๆ นี่ถามลึกมาก มันมีสองอย่างที่กราบพ่อแม่แล้วไม่ซึ้งคือ 1 .ไม่ศรัทธาพ่อแม่แต่อันนี้คงไม่ใช่เพราะพอพ่อแม่กลับก็ซึ้ง 2 .มันมีอัตตา คือ แอ็ค เพราะเราเรียนธรรมะมาว่าให้จิตวางเฉย ตอนนี้ก็ทำจิตวางเฉย เท่นะ จิตวา งเฉยก็ไม่ซาบซึ้ง 3 .จริงๆ ก็ไม่มีอาการซาบซึ้ง ถ้าเป็น อาริยะขั้นสูงแล้ว เข้าใจบุญคุณพ่อแม่แล้ว กราบตามมารยาทสังคมก็ไม่ปฏิเสธ แต่จิตวางเฉยได้ ผู้จิตสะอาดจริงก็วางเฉยได้ แต่นัย 3 อย่างนี้ อาจ มีถึงอั น ที่ 3 ได้แต่มันยังซ้อนอยู่ที่มีอัตตาไปทำเต๊ะแบบที่สอง ทำกดข่มวางท่า แต่พอแม่กลับแล้วกลับซาบซึ้ง อันนั้นเรียกว่าเราปล่อยวางกดข่ม แสดงอัตตา ดราม่า แต่เราก็ยังซาบซึ้งพ่อแม่อยู่ก็ดีแล้ว คนเราจะซาบซึ้งหรือไม่ซาบซึ้งเราก็นับถือจริง ตามสมมุติสัจจะ ไม่เดือดร้อนหนักหนาเลย ทำกาย ทำใจ อย่างโลกเขาได้อย่างไม่เดือดร้อนใจ ทำถูกตามสมมุติโลกเลย ยกตัวอย่างตัวเอง อาตมาเลี้ยงน้องมานี่เป็นหน้าที่ อาตมาจะพูดโดยภาษาหยาบๆ ได้ว่าอาตมาไม่รักน้องเลย แต่น้องทุกคนปฏิเสธไม่ได้ว่าอาตมาไม่รักน้อง โดยสมมุติสัจจะ แต่ใจอาตมากลางๆ อาตมาเลี้ยงน้อง พอเรียนจบเลย ตั้งแต่เงินเดือน 150 นอกนั้นก็ใช้เงินพิเศษเลี้ยงน้อง ก็เลี้ยงมาทุกอย่างไม่ให้ขาดแคลนเหมือนลูกทุกอย่าง อันนี้พูดความจริงสู่ฟัง มีดาราโทรทัศน์คนหนึ่ง เขาก็รู้ว่าอาตมากำพร้า เลี้ยงน้อง เขาบอกอาตมาว่าถ้าเขาไม่หมั้นผู้ชายไว้ เขาจะขอแต่งงานกับอาตมานะ เขาศรัทธาคุณค่าในความรับผิดชอบ อาตมาเองเคยพูดเคยบอกว่าอาตมาทำจิตเฉยๆ กลางๆ ไม่มีจิตอย่างที่เขาตู่ว่า มีจิตอยากอวดอยากดังอยากใหญ่ อาตมาก็ว่าจิตอาตมาไม่มี จิตเสเฐยยะก็ไม่มี แต่ท่าทางคำพูดนี่อวดใหญ่ยกตน เช่น พระพุทธเจ้านี่ท่านอวดยกตัวตนขนาดไหน เรื่องนี้เป็นปัจจัตตัง สรุปว่าโลกนี้มีแต่จริงในสมมุติสัจจะ แต่ในปรมัตถ์แล้วไม่มีส ิ่ งจริงเลย นี่คือสัญญาย นิจจานิ อย่าเอาไปตีกิน

_4 .ความรักพ่อแม่ลูกนี่จะลำเอียงอย่างไร.. ตอบ..ก็เห็นแก่ลูกมากว่าคนอื่น คือลูกเราช่วยให้พอดีแล้วก็พอ อย่าไปช่วยจนเสียนิสัยเฟ้อเกิน ให้ลูกช่วยตัวเองบ้าง อย่างพระเจ้าจักรพรรดิ์องค์สุดท้ายของจีน คนอื่นช่วยหมดเลยทำอะไรไม่เป็น จนถูกปลดจากจักรพรรดิ์แล้วก็ผูกเชือกรองเท้ายังไม่เป็นเลย

_5 .เวลาเราเติบโตขึ้น แล้วมีภาระต้องดูแลครอบครัว เมื่อเราทำหน้าที่ มันมักมีทุกข์เกิดขึ้นมา แทนที่เราช่วยคนอื่น แทนที่จะได้กำลังใจหรือความสุข แต่เรากลับได้รับสิ่งไม่ดีตอบแทน เราจะทำใจอย่างไร? ตอบ..ถามมาซ้อน การช่วยคนอื่นนี่ดีไหม? แต่ทีนี้ไปช่วยคนอื่นแล้วฝืนก็คือเราขี้เกียจ หรือไม่มีปัญญาว่าการช่วยคนอื่นนี่ดี แม้ไม่มีโอกาสก็หาโอกาส ย ิ่ งมี ขี้เกียจมากอีกก็เลยทุกข์ ไม่เข้าใจว่าการช่วยคนอื่นนี้สุดยอดแล้ว ยิ่งช่วยคนอื่นไม่มีจำกัดเลย ไม่จำกัดว่าแค่ลูก แค่ญาติ หรือแค่คนไทย แต่กว้างไปทั่วจักรวาลเลย การช่วยผู้อื่นนี่ดี นอกจากไปช่วยมากเกิน ก็ไม่ดี แต่การช่วยคนอื่นนั้นดีทั้งนั้น เมื่อเราไม่มีปัญญาเข้าใจก็เลยไม่ทำ หรือมีกิเลสเห็นแก่ตัวขี้เกียจ หรือทำแล้วก็ยากหนักก็ฝืนทำ ต้องล้างกิเลสขี้เกียจ แล้วการทำงานก็ต้องหนัก ยาก ร้อน ก็ต้องฝึก ต้องรู้ว่าควรทำเป็นประโยชน์คุณค่า หรือจำเป็นต้องทำ ใจมันก็ไม่ทุกข์มาก ยิ่งรู้ว่าเป็นส ิ่ งประเสริฐ คนไหนได้ทำเพื่อคนอื่นนี่จะเจริญเป็นคนประเสริฐก็ควรทำ

_6 .โลกธรรม ปกติแล้วโลกธรรมลบ เรื่องนินทาก็ทุกข์ชัดเจน เอามันออกได้ แต่เรื่องสรรเสริญ ตรงนี้บางคนอาจไม่เห็นโทษภัย ทำอย่างไรจะเห็นโทษภัย เพราะมันชอบใจก็ไม่เห็นทุกข์ ตอบ...อันนี้ลึกซึ้ง การได้สรรเสริญเพราะเราทำดีจริง คนมาชมเราก็ฟูใจเป็นอุปกิเลส สิ่งเป็นโทษภัยเราก็เอาออกได้แล้ว แต่นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสอันหนึ่ง ยากมาก เช่น คนลดกิเลสได้แล้วเกิดปีติ เป็นฌาน 1 หรือฌาน 2 ทำกิเลสนิวรณ์ลดได้ ก็เกิดปีติ พระพุทธเจ้าก็สอนว่า ปีตินี่ไม่ใช่ไปทำลายมัน แต่เข้าใจมัน ให้ปีตินี้แผ่ซ่าน เหมือนจุนสีที่มันละลายน้ำไปแทรกซึมทุกที่เลย ซึ่งยากมากเลย ท่านไม่ได้ให้ทิ้งส ิ่ งที่เป็นพลังเกื้อหนุนให้คนมีกำลัง คนจะมีกำลังได้ต้องมีจิตยินดี แม้แต่ปฏิบัติธรรมหากไม่มีฉันทะก็ไม่มีแสงอรุณไม่สำเร็จ แม้แต่ทำจิตอภิปโมทยัง คือปราโมทย์ ยินดีก็ต้องทำให้แก่จิต ไม่ให้ทิ้ง คุณจะถามว่าให้ทิ้งได้อย่างไร? ถ้าคุณทิ้งจะเป็นคนไม่เบิกบาน น่ากลัว คนมีจิตเช่นนี้อย่าไปอยู่เฮือนเอิ้นขานนะ เราก็อย่าให้มันแรง อธิบายปีติว่าเป็นส ิ่ งกุศลที่ดี เมื่อยินดีในสิ่งดีได้ ก็อย่าไปยึดติดว่าจะต้องมีจิตตัวนี้ ถ้าไม่มีก็ไม่ได้ อย่าไปคิดเช่นนั้น เราใช้อาศัย อย่าให้มันเป็นก้อน ถ้าเป็นก้อนจะเป็นอุพเพงคาปีติ กลายเป็นกระตุก น้ำตาไหล ดีใจมากจนช็อกได้ ขาดใจตายเลยได้ นั่นคืออุพเพงคาปีติ อย่าไปเพ ิ่ มให้อาการมันเบาลงๆ เป็นลหุตา แล้วเป็นพลังงานมีจริง จะรู้ว่าแม้ลหุตาเราก็ไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา เราใช้อาศัย ลหุตา ในชีวิตเราจะอาศัย “กายลหุตา” เราไม่ยึดรูปเป็นเรา นามเป็นเรา เราอาศัยใช้สอยเท่านั้น กายลหุตา จะทำงานเป็นองค์ประชุมก็มีจิตแบบนี้ ต้องให้มันเบาที่สุดเท่าที่จะเบาได้ มันต่างจากสังขาร คุณอาศัยกายลหุตาหรือกายมุทุตา

_7 .เวลาทำงาน คนที่ทำนี่เกี่ยงงานคนแก่ และอู้งาน แล้วเขาว่าเขาว่าเขาหลุดพ้นแล้ว ตอบ...ถ้าจริงอย่างที่ว่า ก็คือปากเขาพ่นว่าหลุดพ้นแล้วเท่านั้น แต่ใจไม่จริง

_8 .พ่อครูอ่าน หลังปก “เราคิดอะไร? ฉบับล่าสุด” …. _9 .เราทำดีแล้วได้รับผลตอบแทนกลับมาที่ไม่ดี ซึ่งโดยสามัญเราก็รู้กันว่าไม่ดี โดยสมมุติเขาก็รู้ว่าไม่ดีแล้ว และโดยปรมัตถ์แล้วใครได้กรรมดีล่ะ อีกอย่างคือเราอยากได้การตอบแทนดีด้วย แต่การที่เขาจะตอบแทนดีหรือไม่ก็คือกรรมของเขา เราทำดีแล้วให้เขาก็จบในตัวแล้วนี่ ส.ด่วนดีถามต่อ ว่าเราไม่ได้ผลตามที่เราทำดีก็เลยทุกข์เช่นอยากให้น้องดี สอนน้องแต่น้องก็เป็นเหมือนเดิมเป็นต้น ตอบ.... ก็เป็นอัตตาของตัว อยากให้เขาดีก็เป็นปรารถนาของเรา เราทำดีก็ดีแล้วจะไปอยากได้ให้สมใจอัตตาของตัวอีกทำไม?

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน