570807_ความรัก ๑๐ มิติ(๓) วนบ. มิติที่ ๑(ท้าย).doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

570807 ความรัก 10 มิติ( 3 ) วนบ. มิติที่ 1 (ท้าย)

วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก ให้มันชัดเจนในมิติที่ 1 ให้ผ่านได้ก็จะเข้าใจมิติอื่นๆ มิติที่ 1 นี่มันกินใจและก็แรง ส่วนมิติต่อไปก็มีคุณธรรมเพ ิ่ มขึ้นตามลำดับ ง่ายขึ้นสะดวกมีคุณค่าเพ ิ่ มขึ้น เราก็ต้องมาพูดถึงตัวร้าย มิติที่ 1 กามนิยม มิติที่ 8 เป็นโลกุตระ แต่มิติที่ 1 ถึง 7 ก็เป็นโลกียะ แต่มีคุณธรรมเพิ่มขึ้นๆ แต่โลกียะนั้นไม่ได้เรียนเป็นขั้นตอนมีที่จบชัดเจนเหมือนพุทธ คุณธรรมของเขาจึงซ้อนกันไปมา วนไปวนมาอยู่ ไม่ชัดเจน ส่วนของพุทธชัดเจนในเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าศึกษานานมาก และเป็นปรมัตถธรรม คือลักษณะที่มีญาณปัญญาอ่านรู้จิตตนเองได้ อ่านจิตตนเองเป็น นี่คือประเด็นหลักของปรมัตถธรรม คือสภาพของจิตเจตสิก ที่ทรงไว้เป็นขั้นสูง เลยโลกียะ เป็นคำบอกลักษณะที่เต็มกว่าโลกียะ ส่วนปรมัตถธรรมนั้นระบุไปเลยว่า เป็นปรมัตถ์ อยู่ที่ จิต เจตสิก ธรรมะอยู่ที่อื่นไม่ได้ไปอยู่ที่ดิน น้ำ ไฟ ลมไม่ได้ และธรรมะจะบงการแสดงออกทาง กาย วาจาทั้งหมด และในปรมัตถ์ คือเป็นปรมะ(บรม) เป็นความยิ่งใหญ่ เลิศยอดสุดๆ มีอัตถะ คือมีเนื้อหา แก่น สาระสำคัญ คนควรได้ควรมีควรเป็น เพราะเป็นประโยชน์ยิ่ง มนุษย์ถ้าได้ส ิ่ งนี้คือกำไร หากไปหลงโลกีย์คือขาดทุน จะแปลอัตถะว่ากำไรก็ควรเป็นโลกุตระ คำว่า สัจจะ แปลว่า ความจริง ซึ่งกว้างกว่าธรรมะ มีทั้งปรมัตถะและสมมุติสัจจะ แล้วแต่จะยึดถือกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า สัจจะนั้นไม่มีอะไรเอาแน่นอนหรอก แต่สมมุติสัจจะต้องมีส ิ่ งที่ถูกต้องอันเดียว ต้องตัดสิน แม้แต่ปรมัตถสัจจะก็ต้องตัดสินเอาอันใดอันหนึ่งเป็นที่สุด แต่ถ้าเอาตัวมันเองก็ไม่มี มันคือการกำหนดหมายเอา 1 คนก็ของ 1 คน , 2 คนก็เอาของ 2 ค

อ่านต่อ

น , 3 คนก็ต้องเอาของ 3 คน หากขัดแย้งก็ตีกัน หรือเอามวลที่มากกว่าชนะ จะทะเลาะกัน ตีกัน ว่าของฉันชนะ ของฉันถูก ก็อยู่ที่การกำหนด สัญญาย นิจจา นิ ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นปรมัตถธรรมที่สูงส่ง เถียงไม่ได้ ท่านกลั่นเอามาที่ดีที่สุด แม้โลกียะเขาเข้าไม่ถึงหรอก ไม่รู้ความจริงอันสุดยอดของนามธรรมที่เขาเข้าไม่ถึงก็ตาม มันละเอียดขนาดนั้น ชาวโลกไม่ละเอียดขนาดนั้นก็เถียงตามที่เขายึดถือ แต่พระพุทธเจ้าหรือผู้รู้จะไปเถียงทำไม เพราะเขาไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี เหมือนเอาแหวนเพชรพลอยเถียงกับไก่ว่าอันนี้ดีกว่าข้าวเปลือก เถียงอย่างไรไก่มันก็ไม่รู้เรื่อง ว่าเพชรนี่อะไร มันจะดีกว่าข้าวเปลือกได้อย่างไหร ไก่มันไม่รู้เรื่อง เราอย่าไปเถียงกับคนไม่รู้เลย รู้ว่าเขาไม่รู้ก็ช่วยเขาอนุโลมเขา หากอนุโลมไม่ได้ก็อย่าไปยุ่ง เราเข้าใจก็จะอยู่กับโลกเขาได้สบายไม่ทะเลาะกัน มาสู่ความรัก 10 มิติ เล่มเดิม หน้า 11 แล้ว ความรักเป็นการขาดทุน สุดท้ายก็ต้องมีลูก มีเรื่องจับจ่ายเพื่อลูกเท่าไหร่ กว่าจะส่งเสียให้โต ให้เรียนจนจบมีงายทำพึ่งตัวเองได้ต้องใช้ทุนเท่าไหร่? เดี๋ยวนี้เขาโฆษณากันว่าลูกมาก ยากจน มีลูกถี่หนี้ย ิ่ งหลาย ก็จริงทำไมเขาเพ ิ่ งมารู้ก็ไม่รู้ จริงยิ่งกว่านี้คือผู้เป็นเพียงทาสเมถุนนิยม จนโงหัวไม่ขึ้น จะยากจนยิ่งกว่า ยิ่งกว่ามีลูกอีก เพราะรักลูกยังมีคุณธรรม สูงกว่ารักเมถุน ถ้ารักเมถุนมาก ยิ่งดำกฤษณา มืดดำ กามราคะคือการเสพรสสัมผัสเสียดสีตามที่ได้อุปาทานยึดไว้ ว่าจะต้องได้อย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ผนวกอัตตาเข้าไปด้วย ตนเองต้องเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอีก หนักเข้าไปอีก ในสัตว์บางชนิด ตัวผู้ต้องจัดการตัวเมียเสียหนักก่อนสืบพันธ์ แต่บางชนิดตัวเมียมันก็กินตัวผู้ในขณะมันสืบพันธ์ แต่คนนี่แหละร้ายกว่าสัตว์เดรัจฉาน สัตว์มันมีสรีระฮอร์โมนกระตุ้นทางสรีระ เป็นธรรมชาติตามเวลา เพื่อต่อเผ่าสืบพันธ์ุ ในคนก็มี แต่ถ้าคนมีอำนาจทางจิต ตัดได้ก็มีจิตเหนือธรรมชาติ เป็นโลกุตรจิต ถ้าเป็นอรหันต์ทั้งหญิงและชาย ถ้าเป็นอรหันต์ก็ยังมีไข่ ยังมีประจำเดือน หรือในชายก็ยังมีสเปิร์มมีน้ำเชื้อยังมี แต่จิตมันเหนือ มีพลังพิเศษไม่ตกอยู่ใต้พลังธรรมชาตินั้นๆ เรื่องธรรมชาติก็ยังมีเป็นอรหันต์ก็ไม่หมด แต่ท่านมีอำนาจจิตเหนือไม่ต้องเดือนร้อนกับเรื่องนี้แล้ว อำนาจที่ชัดเจนเหล่านี้จึงเหนือได้ เรื่องกามเมถุนนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมีต้องเป็นเลย มีคนบอกว่าถ้าสอนให้ไม่มีเมถุนคนก็สูญพันธ์ุสิ อาตมาเคยเจอคนหนึ่งก็เลยหาวิธีแก้ ว่า เอาคุณก่อนมาปฏิบัติก่อน จนกว่าคุณจะบรรลุว่าจะง่ายไหม? ก่อนคุณคิดว่าคนหมดโลกจะบรรลุจะสูญพันธ์ุ มันไม่ง่ายนะ คนได้ต้องบูชาเคารพ เอาคุณก่อนก็แล้วกัน ทุกวันนี้คนจะล้นโลกแล้ว ขนาดคนจีนต้องจำกัด หรือทุกวันนี้มีวิธีคุมกำเนิดเยอะแยะ ขนาดนั้นก็คุมไม่อยู่เสียมากเลย เกิดอาชญากรรมฆ่าลูกเต้า ไปกันใหญ่ เรื่องเสพรสเฉยๆ นี่ไปถึงกระเทยนี่ชัดเจน พวกกระเทยไม่สืบเผ่าพันธ์ุเลย มันสัมผัสเสียดสีรส มันวิตถารนอกเหนือธรรมชาติสัตว์โลก เป็นเรื่องอุปาทานแท้ๆ เป็นเรื่องกิเลสที่เสพติดรสชาติกามราคะแท้ๆ เต็มๆ จัดที่สุดกระเทยมันจะกลัวมีลูกหรือไม่กลัวมีลูก ไปจ้างอุ้มบุญอยากได้ลูกมันก็ไม่เกี่ยวกับการได้ลูกหรือไม่ แต่มันติดรสสัมผัสเสียดสีเท่านั้นเอง จะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วแต่สมมุติบ้าบอได้หมด ทั้งนั้น ก็เลยเละเฟะไปหมด ผิดธรรมชาติ พระพุทธเจ้าเลยถือว่ากระเทยนี่มีกิเลสเลวร้ายที่สุดในเรื่องเพศ เมถุน มันต่ำสุดเกินแก้ แต่ละชาติหากมีกิเลสเป็นกระเทยอยู่ พระพุทธเจ้าก็ตัดทางเลย ปิดทางเป็นอรหันต์ แต่กระเทยก็ปฏิบัติได้แต่ก็ต้องพากเพียรหนักหนา จะมีผลบ้าง แต่พระพุทธเจ้าว่าเสียเวลา นอกจากไม่มีผลได้ถ้าเอาเข้ามายิ่งเป็นผลเสียหนักอีก ก็เลยไม่ให้บวช ถ้ารู้ทีหลังก็ให้สึก ถ้าไม่รู้ก็แล้วไป เป็นเรื่องร้ายแรงว่าเราไม่รู้จักมีเมตตาไม่เข้าใจ ถ้าจะว่าพวกเราก็ไปว่าพระพุทธเจ้าก่อนสิ พระพุทธเจ้าท่านรู้ทุกอย่างลึกซึ้งละเอียดแล้ว เขาในโลกคุมกำเนิดกัน แต่ของพระพุทธเจ้าทำมาก่อนแล้วคุมกำเนิดนานแล้วเพราะรู้ว่ามันก่อทุกข์ แต่ให้สมัครใจ เช่นมาถือศีล 8 ก็ให้เลิกแล้ว ไม่มีเรื่องนี้แล้ว จากศีล 5 ยกฐานะเป็นศีล 8 พระพุทธเจ้ารู้ว่าการเกิดก่อทุกข์ และยิ่งการเกิดคนนี่แหละก่อทุกข์ถ่วงที่สุดเพราะคนแต่ละคนเกิดมามีวิบาก อธิบายตรงนี้ให้ฟังว่า ถ้าคนได้เกิดมาเป็นร่างคน คนนั้นมีวิบากมาก ก็มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน ถ้าว่ามีบุญก็บุญกว่าสัตว์เดรัจฉาน สัตว์มันได้ประมาณหนึ่ง ถ้าคนมีวิบากบาปมากเกิดเป็นคนจะเลวได้ยิ่งกว่าเดรัจฉาน ได้ร่างคนทำเลวได้มากกว่าจัดกว่าเดรัจฉาน ถ้ามาได้ร่างคนแล้วไม่พยายามศึกษาธรรมะ ชั่วบาปก็ทำได้จัดจ้านมากกว่า เหตุปัจจัยการปรุงแต่งมากซับซ้อนกว่า จึงเป็นสัตว์ที่อยู่ลำบากมากกว่า อย่างเดรัจฉานไม่ทุกข์มาก ไม่ฉลาดโกงได้มากมายเท่าไหร่ แต่เดรัจฉานมันก็อยู่ของมันไปเท่าที่มีแวดวงให้ทำได้ มันใช้วิบากของมันเยอะ อย่าไปร่วมวิบากกับเขา เอาเขา ม าเลี ้ ยงเป็น ต้ น ไปทำลายเขาไม่ให้เขาได้ใช้หนี้วิบาก เป็นตัวกันเขา ให้เขาเสียเวลา แล้วคุณก็มาแบ่งส่วนร่วมกับกรรมวิบากไปด้วย เพราะเขาจะต้องพบกับวิบากเขาต้องแก้ไขเองต่อสู้เอง แต่คุณเองไปตัดไม่ให้เขาไปเกิดสภาพที่ต้องเป็นไปตามวิถีทางของเขา ก็เลยมีส่วนร่วม การเอาสัตว์มาเลี้ยงไม่ได้กำไรสักอย่าง คุณไปรักหรือชังสัตว์ก็เป็นเวรภัย คุณไปรักสัตว์ก็เป็นเวรภัยวิบาก ใช้หนี้วิบากไม่หวาดไหวอยู่แล้วจะไปสร้างเพ ิ่ มทำไม แต่ทุกวันนี้พระแท้ๆ ตามวัดเลี้ยงสัตว์ไปทั่ว ทั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสในศีลชัดเจนว่าไม่ให้เลี้ยงสัตว์ ท่านไม่ได้ใส่ชื่อหมดแต่เอาเป็นตัวอย่าง เขาก็ว่าไม่มีชื่อห้ามเลี้ยง นั่นพาซื่อจนไม่เข้าใจอะไร ศานาเลยไปไม่ได้ แย่ ใครไม่มีลูกคนนั้นประเสริฐ ใครไม่แต่งงานเลยประเสริฐยิ่งกว่า พระพุทธเจ้าว่า ...ผู้ที่ไม่มีบุตรนั้นเป็นผู้มีบุญ เพราะฉะนั้นจะกล่าวไปไย ถึงผู้เป็นโสด ...การขาดทุนในการมีความรักมิติที่ 1 นี้มากเท่าไหร่ ผู้ไม่มีอภิปัญญาก็จะได้สุขอันเดียวนั่นแหละคือ สุขตอแหล เป็นสุขเท็จ ก่อทุกข์หนักหนา ทั้งก่อน และตอนได้ และหลังการได้ ทั้งหมด แต่คนไม่รู้ คนไปยึดว่าเป็นสุข เพราะมันหลอก อาตมาเห็นใจพลโลกทุกวันนี้จะล้นโลกแล้ว ทุกประเทศหาวิธีคุมกำเนิดกัน บางประเทศเลวถึงยอมให้ทำแท้งก็คือฆ่าคนนั่นเอง เพราะอะไร ก็เพราะพลโลกจะล้นโลกจริงๆ เขาถึงต้องสะกัดกั้น ที่เถียงกันว่าทำแท้งไม่บาปนี่พูดกันไม่รู้เรื่อง ผู้ใดไม่มีความรักระหว่าเพศไม่แต่งงานไม่สมสู่แล้ว เป็นคนช่วยโลกอย่างแท้จริง เป็นความประเสริฐเลย ดังนั้นควรรู้สัจจะเลยว่าถ้าจะแต่งงานหรือมีความรัก มีความใคร่นั้นเป็นความหลอก เป็นอวิชชา ถ้าจะมีความรักความใคร่ ก็ต้องรู้ว่าเป็นอวิชชา พระพุทธเจ้าท่านมีสูตรคุมกำเนิดโดยการคุมกำหนัด ไม่ต้องมีเครื่องมืออะไร จะบังคับก็ไม่ถาวร ต้องใช้ปัญญาคุมกำหนัด ให้เกิดปัญญาเป็นไฟฌาน ที่ไปสลายไฟราคะได้ ถ้ามันเกิดพลังงานธรรมะ เป็นฌาน แปลว่าไฟกองใหญ่ ไฟวิเศษมีฤทธิ์สลายไฟราคะได้ ต้องสร้างฌานขึ้นมาจริงๆให้ได้ แล้วจะไปจัดการสิ่งที่เราจะจัดการ อันนี้เป็นเครื่องมือย ิ่ งใหญ่ ให้คุมกำเนิดด้วยการคุมกำหนัด ท่านคุมถึงรากเห ง้ า คือการสร้างอภิปัญญาฝึกหัดลดละตัด ได้แล้วเป็นประโยชน์ไม่มีการเสีย เพราะท่านคุมกำเนิดโดยการคุมกำหนัดได้จริง อย่าไปหลงว่ารูปสวยงาม รสอร่อย กลิ่นหอมน่าได้ ต้องฝึกฝนตามฐานะไม่ใช่ว่าทำขาดหมดเลย ยกตัวอย่างเราเรียนรู้มาว่ากามคุณ 5 เสร็จแล้วก็เลยปฏิบัติจะให้ได้ก็เลยละกาม เสร็จแล้วแม้แต่รสทางลิ้น อาหารก็จะให้หมดไปเลยทันที ก็อย่าเพิ่งเลย ตายก่อนแน่ไม่ได้หรอก ต้องค่อยเป็นไป เราติดจัดจ้านก็ค่อยเรียนรู้ลดไปเป็นอย่างๆ ใครติดอันนั้นอันนี้ไม่เหมือนหรือซ้อนกันได้ ติดปาท่องโก๋เหมือนกัน แต่เราติดทุเรียนมากกว่าขนุน แต่ถ้าบางคนบอกว่าทุเรียนเหม็น เอาขนุนดีกว่า ก็ต่างหรือเหมือนกันได้ พยายามตรวจสอบจริง

จะทำได้ ระงับจิตได้ สิ่งนี้คืออะไรต้องเข้าใจในของหลอก ที่แฝงมากับสิ่งที่เห็น ได้ยิน ได้รส ได้สัมผัส เป็นต้น ต้องค่อยๆ ทำไป ต้องเข้าใจในสิ่งที่จะเร่งเร้าให้เราเกิดอารมณ์ที่เป็นของปลอม สุขขัลลิกะ เป็นของตอแหล ไม่จริง รสอร่อยของกามเราไปบอกว่าของเท็จนี่ยากจริงๆเพราะเขาติดแล้ว จนกว่าจะมาล้างออกได้หมด ในจิตเราไม่มีอารมณ์นี้ แม้สัมผัสอย่างเก่า ก็ไม่มีรสสุขทุกข์ เราเฉยจริงๆ อย่างอาตมานี่ทิ้งรสเสียงดนตรีเพลงหลังสุด มันยังมีรสอะไรอยู่บ้าง แต่อันอื่นก็หมดเลย แต่หลังๆมาหลุดหมดก็เป็นอย่างนี้ จนมาบวชนี่ยังนึกว่าเราไม่เอาแล้วเรื่องเพลง ทิ้งเลยนึกว่าตนเองจะแต่งเพลงอีกไม่ได้ จนกระทั่งมาเห็นคุณค่าประโยชน์สงสารโลกที่มีแต่เพลงมอมเมา นึกถึงตอนเรายังหลงแต่งเพลงรัก แต่ไม่ลามกอะไรนะ แม้แต่เพลงผกาดั่งนารี แต่งตอนอายุ 17 ก็สอนผู้หญิง ขอเตือนว่าอย่าไปเล่นกับมัน อะไรอื่นๆ เหมือนเราได้ทดสอบ แต่เรื่องเมถุนนี่ท่านไม่ให้ไปลอง ท่านไม่ให้ลอง เรื่องเมถุน เรื่องน้ำเมา เรื่องนอน อย่าไปลองมีแต่ท่านให้เนสัชชิ ที่ว่าจะให้นอนๆๆๆมันจะได้เบื่อ นั้นอย่าไปทำ สามอย่างนี้ไม่มีวันอิ่มเต็ม (เมถุน การนอน การเมา) ให้ละเว้นขาดไปเลยสามอย่างนี้ ให้ฝึกฝนมีสติ แม้แต่การนอนก็ให้ฝึก เราฝึก สัมผัสด้วยตา ด้วยหู นี่ก็ชัด แต่เรื่องลิ้นนี่ก็ชัด โภชเนมัตตัญญุตา ให้แบ่งทำเอาตามฐานะของเรา เรื่องอปันกปฏิปทานี่ปฏิบัติได้ไปถึงอรหันต์ อย่างอาหารนี่ให้ฝึกได้เลย จะเป็น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ก็ให้ฝึก ทวารที่ตา หู นี่ฝึกง่าย มีรูปแบบชัด พยายามลดละแล้วคุณจะได้ช่วยโลก เป็นผู้คุมกำหนัด หลุดพ้นแล้วจะเป็นผู้อิสระจริงๆ เช่นคุณติดอาหาร อาหารจะมีอะไรมาก็ไม่ต้องห่วง อะไรมาเราก็กินธาตุอาหารสาระของมัน เราไม่ติดไม่ว่าเรื่องไหนเราก็ไม่กังว ล กับมัน เราเอาเนื้อหาสาระ ไม่เกี่ยวกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มันหลุดพ้นอิสระสบาย ไม่ว่าจะเรื่อง ข้าว ผ้า ยา บ้าน ไม่กังว ล สุดยอดจริงๆ ให้พยายามดู จะทำประโยชน์แก่โลกได้มากมาย ถ้าพ้นมิติที่ 1 อันเลวร้ายที่สุด ผู้ใดที่จะยินดีทุกข์ ก็ขอร้องว่าให้เลิกเสียเถอะ ถ้าจะทุกข์ไปกวาดขยะไปเช็ดส้วมก็ยังดีกว่าทำไปเถอะ แต่ทุกข์อย่างนี้ก็ขอร้องเถอะอย่าไปยินดีกับมัน ศาสนาพุทธสอนให้เลิกเมถุนอย่างตรงเลยไม่อ้อม ในเมถุนนิยมหรือกามนิยมนี่ให้เลิกเลย หมดมิติที่ 1 พอดี ขึ้นหัวมิติที่ 2 นิดหนึ่ง มิติที่ 2 คือขยายวงมาหน่อย แทนที่จะเห็นแก่ตัวในอารมณ์ร่วมระหว่างสองคน โลกนี้มีแต่สองเรา ก็แผ่มาสู่บุคคลที่ 3 คือลูก เป็นความรักสายโลหิต พ่อ แม่ ลูก เป็นความรักที่ดีขึ้นมา เติบโตขึ้น แต่ก็ยังคับแคบ อยู่ แม้แต่ญาติก็ไม่ไปถึง ตอนที่มี 2 คนก็เพื่อสองคนนี้ แต่พอมี สามคน สี่คน มีลูกนี่มันจะต้องตะกละขึ้นในเชิงกิเลส แต่ในเชิงความรักนี่ลดลงจะแผ่ไปหาลูก ต้องให้ลูกมากขึ้น แต่มันกลายเป็นว่าต้องยิ่งเห็นแก่วัตถุ โลภวัตถุเพื่อลูกมากขึ้นอีก มันซ้อนอยู่ อย่างหนึ่งรู้สึกว่าเห็นแก่ตัวแรงขึ้นกอบโกยโลภเห็นแก่ได้มากขึ้น หรือแม้แต่เรื่องโทสะ หวงแหน พอมีลูกเพ ิ่ มมาก็ว่าใครอย่าแตะลูกข้า แต่ถ้ามีลูกสองคนก็กระจายความรักเพ ิ่ มอีก มีลูกมากขึ้นก็เผื่อแผ่สู่ลูกมากขึ้น เรื่องความรู้สึกของคนที่เป็นสัตว์โลกเป็นธรรมชาติที่ต้องต่อเผ่าพันธ์ุแม้แต่พีชะก็มี ก็เป็นไปตามพลังงานแม่เหล็ก แต่คนนี่เป็นสัตว์โลกที่ต้องเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าผู้ได้ฝึก มีความรู้สึกว่าการเป็นคนคู่นี่เป็นเรื่องต่ำ ใครก็ตามมีความรู้สึกเช่นนั้น จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ รู้สึกเช่นนี้ถือว่าเป็นอาริยภูมิ เพราะสัตว์โลกก็มีถือว่าไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดน่าอาย สัตว์บางชนิดไม่สมสู่ประเจิดประเจ้อ คนก็มีความรู้มากกว่านั้นก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องไม่ดี ต้องปิดบังไม่เปิดเผย แต่ก็คงมีคนอวดดีว่าไปปิดทำไม จะทำที่ไหนก็ทำ มันบ้าจนสมสู่กันกลางห้างสรรพสินค้า พวกนี้เป็นความคิดวิตถาร แก้ขวยตนเอง ไม่มีภูมิธรรมของสัตว์โลก แม้เดรัจฉานก็มีได้ แต่ถ้าใครรู้สึกเลยว่าเป็นเรื่องต่ำนี่เป็นอาริยภูมิแท้จริง มันเกิดจริงในใจคน พระพุทธเจ้าว่าเป็นคามธัมมัง ทุฏฐุลลัง วสลธัมมัง มันเป็นเรื่องของชาวบ้าน เป็นเรื่องหยาบต่ำ กว่าจิตใจจะมีปัญญาเกิดอาการเช่นนี้จริง เหมือนวิปัสสนาญาณ 9 อุทัพยานุปัสสนาญาณจะเกิดจริงเช่นนั้นสูงขึ้นไป เป็นคุณลักษณะเห็นโทษภัย เบื่อหน่าย จนปล่อยวาง เป็นคุณสมบัติจริงของธาตุจิต เป็นพลังงานปัญญามีอำนาจ ละเอียดลึกซึ้งมีอำนาจ สามารถสลายไฟราคะ โทสะ โมหะได้ เป็นนามธรรมเกิดจริงได้เป็นวิชชาศาตร์ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์

_ ดช.เพชรแสงธรรมถาม..ถ้าเราพ้นกามได้จะมีความสุขอย่างไร? ...ตอบ..อย่างเราง่วงนอน เราก็หายง่วงนอน เราก็หยุดขาดเลยการง่วงนอนไม่มีเลย แล้วเวลาง่วงนอนมันทุกข์ไหม?อยากสลัดออก แล้วเวลาเราโปร่งๆ เห็นอะไรก็สนุก เป็นต้น เวลาเรามีกามก็ทุกข์เช่นนั้น ถ้าเราหมดกามก็สุขอย่างนั้น

_ ดช.เพชรแสงธรรมถาม...การแต่งงานแล้วไม่มีลูกเป็นบุญอย่างไร? ..ตอบ..ก็ไม่มีส ิ่ งต่อโยงผู ก พัน เป็นความรักความโกรธ ลูกบางคนมาทวงหนี้ไม่เป็นสุขหรอก การมีลูกไม่สุขก็ทุกข์ จะกลางๆ นั้นยาก มีแล้วจะปล่อยเฉยๆ นั้นยาก มันจะเกิดไม่พยาบาทก็ผู ก พัน ใครเรียนรู้แล้วมาล้าง เหมือนคนใจดำไม่ห่วงลูกเต้าเฉยๆ เขาก็ว่าพ่อแม่นี่ใจดำ การมีลูกจึงลำบากมาก แต่ถ้าเผื่อว่า มีลูก แต่ทำใจกลางๆ ไม่รักไม่ชังเขาก็จะว่าเอา โดยเฉพาะโลกข้างนอก แต่ในอโศกไม่เป็นไร

_ ดช.เพชรแสงธรรมถาม..การรักเพื่อนพ้องนี่เป็นอย่างไร? ..ตอบ..ก็สูงขึ้นไป เผื่อแผ่ไป ความรักคือความช่วยเหลือเผื่อแผ่ เป็นความรักที่ถูกต้องแบบพุทธ _ ในน้ำคำ...ความรักมิติที่ 1 ก็เป็นเราสองคน ,ความรักถ้ามีลูกก็เป็นเราสามคน ,เป็นเราสี่คน,ห้าคน ไปเรื่อยๆ เปรียบเหมือนเค้กได้ไหม? ที่จะถูกแบ่งไปเรื่อยๆ จนถึงมิติที่ 8 ก็หมดเค้กเลย ไม่มีเค้กเลย ...ได้ไหม?.... พ่อครูตอบ...ก็เป็นได้ ให้ได้ตลอดไป มันเจริญได้แต่ในมุมที่ไม่ชัด คือเรามีพลังรักแค่เค้ก พอแบ่งไปก็ได้น้อยลงๆ ไปเรื่อยๆ เป็นมุมต่ำก็ได้ แต่มองในมุมเจริญก็ได้ จริงๆ ความรักคือความเผื่อแผ่ออก ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน