ประเด็นโลกุตระจากงานศพอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์.docx
เนื้อหาในไฟล์
ประเด็นโลกุตระจากงานศพอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พ่อครูว่า...พูดถึงงานศพของอาจารย์สมเกียรติ มันเป็นประเด็นที่ทำให้สังคมเกิด question Mark ขึ้นมาอยู่หลายประเด็น ประเด็นที่หนึ่งก็คือ ทำไม อาจารย์สมเกียรติจะต้องสั่งครอบครัวให้มาจัดงานศพที่สีมาอโศกที่ชาวอโศก ทำไมจะต้องสั่งอย่างนี้ ประเด็นนี้ก็ขอไขความว่า อาจารย์สมเกียรตินี่ เป็นโพธิสัตว์ ก็พูดไปแล้วบอกไปแล้ว ไม่ได้พูดเล่น เรื่องพวกนี้พูดเล่นพูดพล่อยบาปกินตายเลย มันเป็นเรื่องสัจธรรม กรรมเป็นอันทำ ทำเล่น ทำหัวไม่ได้ เช่นพระพุทธเจ้า ใครอย่าไปด่าพระพุทธเจ้าเล่น เป็นเรื่องสัจธรรมไปด่าพระพุทธเจ้าได้อย่างไร บาปกินหัวเท่าไหร่ มันเป็นเรื่องสัจธรรม อาจารย์สมเกียรติเป็นโพธิสัตว์ย่อมรู้ว่า ศาสนาพุทธคืออะไร อันนี้สำคัญมาก อาจารย์สมเกียรติรู้ว่าศาสนาพุทธคืออย่างนี้ คืออย่างที่เราชาวอโศกทำ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ในชีวิตอาจารย์สมเกียรติไม่ค่อยได้ไปวุ่นวายกับวัดอื่นที่ไหนเท่าไหร่ ทั้งๆที่อาจารย์สมเกียรติเป็นคนของสังคม เป็นคนกว้างขวางในสังคม แต่ก็ไม่ตามใจสังคมในจุดนี้เลย แต่ก็ไม่ได้แข็งกระด้างจนเกินควร ก็ดูทำได้ดีทีเดียว แต่ตอนนี้อาตมาเอามาพูดไขความ เพื่อให้รู้ว่า ในมนุษยชาติมีจิตที่เป็นปัญญา ปัญญาเป็นธาตุรู้ของพระพุทธเจ้าที่ค้นพบ ไม่ใช่เป็นปัญญาของโลกีย์ทั่วไปที่เขาเข้าใจกัน อาตมาพยายามอธิบายเอาปัญญา 8 ของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกเล่ม 23 มาขยายความ ตอนนี้เขียนเข้าไป 500 กว่าหน้าแล้ว ก็ยังไม่จบ ทวนไปทวนมา ขยายแล้วขยายอีก เอาพระสูตรอื่นๆมาประกอบ ตอนนี้ไปเจอ สูตร อภิภู อภิภายตนะ 8 เอามาขยายอีกยิ่งซับซ้อนลึกซึ้งละเอียด แต่เชื่อว่าเขียนไปพูดไปทำเอาไว้ คนไม่ค่อยเข้าใจได้ง่ายๆหรอก คนไม่สนใจจะอ่านจะรู้เท่าไหร่ แต่ก็ต้องทำไว้ อาตมาต้องทำเอา
อ่านต่อ
ไว้ ไม่ใช่ดูถูกคนนะ แต่มันเป็นสถานะที่แท้จริง สถานะของคนยุคนี้ เป็นสถานะที่คนไม่มีภูมิธรรมทางโลกุตรธรรม ปัญญาเป็นความรู้ทางโลกุตรธรรม ไม่ใช่แค่ความรู้โลกียะเท่านั้น คนก็ยังยาก คำว่าความรู้ ในภาษาไทยไม่มีคำอื่น นอกจากจะใช้คำว่าปัญญา คำว่า เฉโก เป็นความรู้ความฉลาดแต่เป็นความรู้ความฉลาดที่ประดาโลกียชน ปุถุชนเขามีกัน แต่เขาไม่เข้าใจกันแล้ว เอาเฉโกมาเรียกว่าเป็นความรู้เขาก็จะงง เขาจะรู้ว่า เฉโก เป็นความรู้ขี้โกงความรู้ที่มีกิเลสปนอยู่ ความรู้ที่ไม่มีกิเลสจึงจะเรียกว่าปัญญา อย่างน้อยที่สุดความรู้ที่คุณพยายามไม่ให้มีกิเลสเข้าไปร่วมได้ ความรู้ตอนนั้นอันนั้น ความรู้ที่คุณแสดงออกไปนั้น ทางกาย ทางวาจา ที่ไม่มีกิเลสเข้าไปร่วมปรุงเข้าด้วย อันนั้นจึงจะเรียกว่าความรู้ที่เป็นปัญญา ขณะใดที่คุณแสดงความรู้ออกไปแล้วมีกิเลสร่วมไปนั้น ไม่ใช่ปัญญาสักตัว มันยังไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยกิเลส อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่จะเข้าใจกันได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้น ธรรมะที่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับมนุษยชาติ โดยเฉพาะธรรมะ ขั้นโลกุตระที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ จึงเป็นสุดยอดในการเกิดมาเป็นคน แล้วก็มาได้ปัญญา นอกจากได้ปัญญาแล้ว ปัญญานั้นเอามาปฏิบัติที่ตนเอง จนกระทั่งผู้มีปัญญาก็จัดการกับตัวเอง ให้ตัวเองอยู่ในสถานะที่ดีที่สุด เช่น เจ้าชายสิทธัตถะ มีปัญญา เกิดปัญญาแล้วจัดตัวเองให้อยู่ในสถานะที่ดีที่สุดคือเป็นคนอย่างไร เป็นคนไม่มีอะไรเลย ทั้งๆที่ท่านเป็นเจ้าของแผ่นดินในแคว้นของท่าน เป็นเจ้าของทรัพย์สิน เป็นเจ้าของอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นเจ้าของอำนาจในหมู่ชนคนทั้งหลาย ท่านก็ไม่เอาสักอย่าง โยนทิ้งหมดเลย มาเดินพระบาทเปล่า ไม่เอาทรัพย์ศฤงคารอะไรเลย แล้วก็มาให้ปัญญาหรือมาให้ความรู้สถาปนาปัญญาลงไปในมนุษยชาติ จนมนุษยชาติรับได้ อจินไตยก็คือ ยุคพระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็ต้องมีคนที่มีภูมิธรรมมารองรับ ถ้าไม่เช่นนั้นจะเป็นศาสนาไม่ได้ มันต้องมีความจริงอันนั้นพร้อมด้วย อย่างยุคนี้นี่ ก็มีพวกคุณนี่แหละ จำนวนหนึ่ง จนอาตมาตายมันก็ไม่มากหรอก ไม่มาก มันจะต้องมีจำนวนหนึ่ง ที่คนจะมารู้โลกุตรธรรม นี่เป็นสัจธรรมที่สำคัญ แล้วคนอย่างพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เป็นคนเหมือนเราทุกคน สุดท้ายท่านแสวงหาแล้วก็ได้สิ่งที่สูงสุด จนกระทั่งสุดท้ายท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายชาติสุดท้ายที่เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็เลิกเกิด จิตนิยามของท่านหายไป อัตภาพของท่านก็สูญสลายไป เป็นดินน้ำไฟลม ที่อาตมาไขความไปแล้ว อธิบายสัจธรรมสุดท้ายพวกนี้จนหมดสิ้นแล้ว เพราะฉะนั้นเกิดมาเป็นคนหนึ่งคน ได้อัตภาพมาตั้งแต่เป็นชีวะ จิตนิยามเซลล์เดียว จนพัฒนามาเป็นมนุษย์ไม่รู้กี่ล้านชาติ กว่าจะได้มาเป็นคน จากเซลล์ ตั้งแต่แบคทีเรียจนถึงเป็นสัตว์ จนกระทั่งเป็นสัตว์ที่มีเซลล์ไม่รู้กี่ล้านเซลล์ จนกระทั่งมาเป็นสัตว์ สัตว์น้ำ สัตว์บก 2 ขา 4 ขา จนกระทั่งมาเป็นคนได้ แล้วพัฒนาจากคน จากปุถุชนมาเป็นอาริยะ กว่าจะจบอรหันต์ แล้วก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ นี่คือใบไม้กำมือเดียวที่ศาสนาพระพุทธเจ้าสรุปไปให้แต่ละคนรู้ความจริงอันนี้ แล้วก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ และ ตัวเองจะเป็นได้ จะแยกธาตุจิตนิยามของตัวเองเป็นดินน้ำไฟลมได้ แต่ยังไม่แยก ตายแล้วก็กลับมาสืบทอดธรรมะพระพุทธเจ้า หรือสืบทอดธรรมะอันยิ่งใหญ่โลกุตระนี้ต่อไปอีก ให้มันยืนยาวที่สุดเท่าที่มันสมควรจะอยู่ ของพระสมณโคดมควรอยู่เท่านี้ ของสมณะโกนาคมโนควรอยู่เท่านี้ ของสมณะกัสสปะจะอยู่เท่านี้ แต่ละพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ก็สมกับความเป็นจริงที่ต้องเป็นจริงอย่างนั้น จะนานเท่าใดอย่างไร ก็ตามสัจจะที่มี ท่านได้ระบุไว้หมดแล้ว เหมือนกับที่ทางเทวนิยมเชื่อว่า ทุกอย่างพระเจ้าบันดาล ตีกรอบไปหมดแล้ว สั่งการจะต้องเป็นอย่างนี้ๆ พระเจ้าจัดการไว้หมดแล้ว อย่าทำให้พระเจ้าท่านโกรธก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นท่านเปลี่ยนแปลงให้ไปลงนรก ไม่อย่างนั้นก็เอาใจพระเจ้าไว้ดีๆ ก็อย่างนั้นทั้งนั้น สรุปแล้วเกิดมาเป็นคนได้ เกิดธาตุรู้ธาตุปัญญา ก็จะรู้ความจริงสูงสุดว่า อ๋อ.. เกิดมาแล้ว ธาตุชีวะชีวิตเป็นจิตนิยาม กี่ล้านๆชาติก็วนเวียน สุขๆ ทุกข์ๆ สูงๆ ต่ำๆ ร่ำรวย จน ทรมานทรกรรม หรือสบายไปตามเรื่องตามราว รู้เรื่องกรรมวิบาก ศาสนาพระเจ้า ศาสนาเทวนิยมไม่รู้จักกรรมวิบาก ไม่รู้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นศาสนาที่น่ากลัว แต่ก็บังคับไม่ได้ จะน่ากลัวยังไงก็ต้องเป็นไปตามนั้น ต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมานไป ศาสนาพุทธจึงหมดความกลัว บรรลุอย่างพระอรหันต์บรรลุแล้ว ไม่ได้กลัวอะไรจะเกิดจะตายอย่างไร หรือจะเกิดอีกๆๆๆๆ ไม่ยอมสลายเป็นดินน้ำไฟลม อย่างเช่นอาตมาจะบำเพ็ญโพธิสัตวภูมิไปอีกเรื่อยๆก็ได้ จะให้นานไปอีกก็ได้ เหมือนพระอวโลกิเตศวร เจ้าแม่กวนอิม จะอยู่ไปอีกเท่าไหร่ เป็นนานนิรันดร ก็อยู่ไปสิ นี่เป็นเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องที่คิดเล่นๆไม่ได้ แต่เป็นเรื่องจริงที่ลึกซึ้งสูงสุด พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พอท่านตรัสรู้สิ่งที่สูงสุดแล้วในความเป็นคน เป็นสัตว์โลก ก็ไม่เอาอีก ท่านมีสมบัติพัสถาน มีสถานะ มีทรัพย์สินต่างๆนานา ท่านก็ไม่เอา ปล่อยให้พวกบ้าๆบอๆไปหลงแย่งชิงกันไป ท่านไม่เอาแล้ว ฟังเข้าใจไหม มันง่ายๆ แต่มันยากๆนะ อะไร? ก็นี่แหละ ก็ตรัสรู้สูงสุดแล้วเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านไม่เอา ไอ้ที่โลกมันแย่งมาตลอดไม่รู้กี่กัปกี่กัลป์ สมบัติผลัดกันชม เขาไม่รู้หรอก พระพุทธเจ้าท่านไม่แย่ง ถ้าท่านอยู่เป็นฆราวาส เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ท่านจะเป็นจอมจักรพรรดิเลย ยิ่งกว่าเจงกิสข่าน เพราะจะเป็นจอมจักรพรรดิจริงๆ เป็นจอมจักรพรรดิโลกุตระ ไม่ต้องไปฆ่าแกงทำร้ายใคร ไม่ต้องล่าเมืองขึ้น แต่ประเทศต่างๆ ในสมัยพุทธเจ้ามีแคว้นต่างๆในทวีปอินเดียจะมาขึ้นอยู่กับพระพุทธเจ้าหมด เพราะฉะนั้นจะเป็นใหญ่ ใหญ่ยิ่งกว่าพระเจ้าปเสนทิโกศล ใหญ่กว่าพระเจ้าพิมพิสารในยุคนั้นที่เป็นแคว้นใหญ่ 2 แคว้นในทวีปอินเดีย จะใหญ่กว่าเลย ท่านจะเป็นจอมจักรพรรดิ แต่ท่านไม่เอาอะไรเลย เสื้อผ้าหน้าแพรก็ไม่เอารองเท้าทองก็ไม่เอา ถอดรองเท้าฝ่าพระบาทเปล่า เสื้อผ้าก็ไม่เอา เอาผ้าห่อศพมานุ่งห่ม ท่านตรัสรู้นะ มีความรู้สูงสุดนะ และท่านก็ทำตลอดพระชนม์ชีพ จนกระทั่งปรินิพพานไปก็จบ ท่านค้นคว้า ค้นหา จนกว่าจะได้ความเป็นพระพุทธเจ้ามาไม่รู้กี่ล้านชาติ อย่างอาตมา เป็นโพธิสัตว์ กว่าจะรู้ว่า โอ้โห..คนเรากว่าจะสูงสุดมันแค่นี้เอง แต่มันโอ้โห สูงสุดที่สุดจริงๆ สูงสุดที่สุดก็คือต่ำสุด ไม่มีอะไรไม่เอาอะไร มีทุกอย่างที่มนุษย์จะพึงได้พึงเอา ท่านกลับไม่มีไม่เอา “มี” ที่ไม่มีประมาณเท่ากับ 0 สนิทเลย เท่ากัน แล้วท่านก็เลือกเอา 0 ไม่ไปเลือกเอาอย่าง “มี” ที่ไม่มีประมาณ ซึ่งมันเกินกว่าที่คนจะคิด เพราะฉะนั้นศาสนาที่ยังไม่เข้าใจโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าจึงยากมาก อาตมาก็ภูมิใจอย่างยิ่งเลยที่มีความรู้น้อยนิด เป็นโพธิสัตว์ ไม่ได้เป็นโพธิสัตว์อะไรเท่าไหร่หรอกแค่นี้แหละ เกิดมาในยุคนี้ คนในศาสนาพุทธกระแสหลักเขาก็บอกว่าหลงตัวหลงตนบ้าๆบอๆ เขาก็มองอย่างนั้นด้วยซ้ำ ขนาดศาสนาพุทธ แต่มีคนมาเข้าใจก็หยิบนึง (ทำมือกอบมา) มีเท่านี้ กอบเดียว ได้เท่านี้ เอ๊าะเจ๊าะ แต่มันก็สำคัญ อาตมารู้ตัวเองอาตมามาทำงานก็เหมือนกัน แต่ไม่ได้เท่าพระพุทธเจ้านะ ไม่เอางานทางโลกมาทำงานทางธรรม ไม่ได้สงสัยลังเล ไม่ได้งง ไม่ได้สับสน ไม่ได้ต้องการลาภยศสรรเสริญโลกียสุขอะไร มันต้องเป็นอย่างนี้ มันต้องมาเป็นอย่างนี้ไม่เป็นอื่น ไปเป็นอื่นมันไม่เอา มาเอาอย่างนี้ จะถูกด่าถูกว่า จะถูกเข่น เอาเป็นเอาตายอย่างไร ก็ต้องมาทำงานนี้ ไม่ทำงานนี้จะทำงานไหน งานนี้เป็นงานที่สุดยอดแล้ว อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านเป็น อาตมาก็ต้องเอางานนี้เป็นงานหลักไปอีกไม่รู้กี่ชาติจนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสานเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง หรือ รีไทร์ตนเอง อาตมาไม่รีไทร์ตนเอง ไม่ อาตมาพูดไปอย่างนี้พวกเถรวาทหรือพวกชาวไทย เขาฟังแล้ว ก็อาจงง หากอาตมาเกิดในแดนมหายาน จะถูกประคบประหงมไม่ได้เรื่องหรอก จะได้รับการสรรเสริญ การได้รับการสรรเสริญนี้ มันเป็นเรื่องต่ำทราม คำตรัสของพระพุทธเจ้านี้ก็สุดยอด ไม่มีค่าควรแก่การให้เกิดการละหน่ายคลายอะไร จริงไหม?... จริง คมเสียจนไม่รู้จะคมอย่างไร มันคม อย่าไปแตะเชียวนะ เข้าไปใกล้ก็บาดแล้ว คมสุดยอดจริงๆ
พ่อครูว่า... ที่อื่นๆก็มองเพ่งมา เพราะว่าอาจารย์สมเกียรติ เป็นคนที่ลูกก็ยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อพอตายลงลูกก็เข้าใจ ฉันเดียวกันกับคนที่ยังไม่เข้าใจอาจารย์สมเกียรติ จะเข้าใจยิ่งขึ้นเลย แม้แต่ชาวพุทธกระแสหลัก ก็จะคิดว่า น่าคิดนะ ทำไมคนที่เป็นคนของประชาชน และเป็นคนของประชาชนที่มีสาระเป็นสาระ ที่เป็นสาระเนื้อแท้ของสังคมด้วย ไม่ว่าจะทางด้านเศรษฐศาสตร์ ทางด้านรัฐศาสตร์ หรือด้านของสังคม อาจารย์สมเกียรติมีพอ เพราะฉะนั้นก็ทำให้คนสะดุด นักศาสนาจะสะดุด และที่สำคัญคือ จะเกิดการเชื่อมต่อ ไม่มีใครกล้าเข้ามาในแดนของอโศก เขาเรียกว่าแดนสนธยา เมืองลับแล ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามา แต่คนมาเพราะอาจารย์สมเกียรติ เข้ามาเยอะทีเดียว ขนาดคนอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล ยังก้าวเข้ามาได้ตั้ง 1 วัน ฟังดีๆก็แล้วกันหมายความว่าอย่างไร เพราะ อาจารย์ของสนธิเขาก็คือมหาบัวที่อาตมาว่า คืออย่างไร มีความซับซ้อนนัยยะลึกซึ้งหลายอย่าง ก็ยังต้องมา 1 วัน ทั้งๆที่มีงานตั้ง 3-4 วัน มีอะไรอีกเยอะแยะ เกิดสภาพต่างๆเป็นรายละเอียดปลีกย่อย แต่พูดแค่นี้ก็แล้วกัน 641119_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประเด็นโลกุตระจากงานศพอาจารย์สมเกียรติ