สลายยางเหนียวของอัตภาพได้ด้วยวิชชาของพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สลายยางเหนียวของอัตภาพได้ด้วยวิชชาของพุทธ พ่อครูว่า... จำได้นะ.. “คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ” ก็เตือนกันไว้ มันไม่ใช่เรื่องพูดลอยลม ไม่ใช่พูดเล่น แต่มันเป็นสัจธรรม การสร้างอาวุธขึ้นมาฆ่ากันมันเลวร้ายมาก มันหยาบ มันเป็นอาวุธ เป็นเครื่องมือ เป็นวัตถุทางสสาร ทางดินน้ำไฟลมแท่งก้อน โลหะ เอามาผสมกัน ทั้งดินน้ำไฟลม เอามาทำเป็นอาวุธ เพื่อที่จะฆ่าแกงกัน มีฤทธิ์ มีอำนาจ มีประสิทธิภาพ ตูมลงไป คนเนี่ยถูกระเบิดเข้า จะกลายเป็นขี้เถ้าเลย ไม่เหลือซากให้เห็นเลย เขาเอาถึงขนาดนั้น ใจคอมันโหดเหี้ยมขนาด จริงๆเลยนะคน เขาไม่ได้สะดุด ไม่ได้ฉุกคิด ไม่ได้สำนึกเลย ซึ่งมันก็น่าเห็นใจ คนพวกนี้เขาไม่ได้เคยเรียนเรื่องกรรมวิบาก ไม่รู้จักจิตวิญญาณ มันเป็นอะไรอย่างไร มันจะต้องเกิด ต้องตาย จะต้องหมุนเวียน จะต้องรับกรรมวิบากอะไรต่ออะไรซับซ้อนอีกไม่รู้กี่ชาติ เป็นล้านๆชาติ เทวนิยมนับถือพระเจ้า เขาไม่ได้เรียน ไม่ได้รู้เลย ไม่ประสีประสาน่าสงสาร Innocent ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่เดียงสา ไม่เข้าใจเรื่องกรรมเรื่องวิบาก ก็ไม่ซาบซึ้งเรื่องความหมุนเวียนของจิตนิยาม ที่จะต้องเป็นอัตภาพเกิดแล้วเกิดอีก แล้วก็มีลีลา มีสิ่งต้องพบประสบอยู่ในแต่ละชาติแต่ละชาติ ยิ่งกว่านิยาย นิยายล้านๆๆๆ เรื่อง ก็คือคนทุกคน แต่ละคนมีนิยายแต่ละชาติแต่ละชาติ คนเดียวก็นิยายมากมายแล้ว แต่ละคน หลายขั้นหลายตอนหลายประสบการณ์ แล้วก็หลงในสุขบ้างทุกข์บ้าง กว่าจะมาได้เรียนสัจจะธรรมโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้า ถึงได้รู้ว่าจิตวิญญาณมันโง่ มันอวิชชา หลงในการยึดมั่นปรุงแต่ง ต้องได้อย่างนี้ต้องเป็นอย่างนี้ อย่างนี้เป็นสุขอย่างนี้เป็นทุกข์ จนกระทั่งมาบรรลุธรรมโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้า ถึงจะรู้ว่า อ๋อ.. สิ่งที่ได้เกิดมาเป็นอัตภาพแล้วนี่ มันมีอวิชชามา
อ่านต่อ
จนกว่าจะมาพบพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้ค้นพบความจริงสุดยอดว่า จิตวิญญาณหรืออัตภาพของแต่ละอัตภาพ แต่ละคน มันสามารถเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมไป หมุนเวียน และที่สุดมันไม่ใช่ตัวตนจริง มันอนัตตา สามารถศึกษาจนกระทั่งทำให้จิตนิยามของเรานี้ สูญสลาย เลิกการจับตัวที่จะหมุนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ หมุนเวียนอยู่ในกาละของเอกภพของมหาจักรวาล เลิกเลยจิตนิยาม แยกเป็นดินน้ำไฟลมได้เลย ซึ่งไม่มีใคร ไม่มีศาสดาองค์ใดตรัสรู้จุดนี้ได้เลย มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้อันเดียวกัน มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นในมหาจักรวาลนี้ ในประดาศาสดาทั้งหลาย ก็มีศาสนาพุทธมีพระพุทธเจ้า ที่จะสามารถทำให้จิตของตนเองทำให้อัตตาของตนเอง วิญญาณของตนเองนี้ เลิกเป็นจิต เลิกเป็นวิญญาณ เลิกเป็นอัตตา สลายกลายเป็นดินน้ำไฟลมไปได้ จึงพิสูจน์ได้ว่า เทวนิยมล้างอัตตาไม่ได้ ทำลายวิญญาณไม่ได้ ผู้รู้สูงสุด ศาสดาทางเทวนิยมทุกองค์ยอมจำนน ว่าจิตวิญญาณเป็นอัตตานิรันดร เป็นอยู่ แล้วก็มีเจ้าแห่งวิญญาณใหญ่เรียกว่าพระเจ้า เรียกว่า พระเจ้าครอบครอง บงการสั่งการเป็นเจ้าของทุกจิตวิญญาณหมด จะเป็นอย่างไรต้องพระเจ้าเป็นผู้บัญชา เป็นผู้บงการ เป็นผู้ให้เป็น แล้วไม่มีสิ้นสุด พระพุทธเจ้าตรัสรู้ล้มล้างความเชื่อนั้น ทำลายสูญได้ ไม่มีพระเจ้าเป็นเจ้าของจิตวิญญาณเรา เราเป็นเจ้าของจิตวิญญาณเราเอง เราสลายเป็นดินน้ำไฟลมไปได้เลย ตายแล้วไม่ต้องไปอยู่กับพระเจ้านิรันดรเลย ซึ่งเป็นสุดยอด มันสุดยอดตรงที่ว่า 1. ขั้นตอนแรกรู้จักความดีความชั่ว ตามเทวนิยมเขาก็เรียนความดีความชั่วที่เป็นสมมติสัจจะ ตามแต่ละกลุ่มหมู่สมมุติ แต่ละยุคแต่ละกาละ มันไม่ได้เป็นของจริงอะไร แต่เราก็จะต้องทำตามยุคสมัย ทำดีอย่าทำชั่ว นั้นเป็นขั้นตอนหนึ่ง โลกียะก็จบแค่นี้ ส่วนโลกุตระของพระพุทธเจ้านั้นรู้ว่านอกจากดีชั่ว ยังติดยึดว่าเป็นจิตวิญญาณหมุนเวียนอยู่ในโลก ต้องเป็นโลกแห่งความดี เป็นโลกแห่งความชั่ว แต่มันไม่เที่ยงมันลืมหมุนเวียนอยู่เหมือนเดิม เกิดไปทีหนึ่ง มันก็ลืมของเก่า แล้วมันก็ทำชั่วทำดี ทำชั่วทำดี หมุนเวียนกันไป แม้แต่ในองค์ประกอบของยุคสมัย แต่ละถิ่นแต่ละที่แต่ละแดนแต่ละคน แต่ละสังคม มันก็สมมุติต่างกันอยู่แล้วดีชั่ว แต่สิ่งที่ไปยึดติดว่ามันมี แล้วก็มีสุขมีทุกข์ แล้วก็ไม่รู้ว่าจิตวิญญาณมันเป็นสังขารที่ปรุงแต่งกันอยู่เท่านั้น ถ้ามีวิชชารู้สังขาร มีสังขารแล้วก็มาเป็นวิญญาณ แยกศึกษาได้เป็นนามรูป พระพุทธเจ้าใช้นามรูปเป็นตัวสภาพ 2 ศึกษา เป็นอายตนะ เป็นเวทนา รู้เหตุแห่งเวทนา ไปสำคัญอยู่ที่เวทนา สุขทุกข์ หรือเป็นตัวต้องเกิดกิเลสตัณหา รวมตัวอยู่ในเวทนานี้ พระพุทธเจ้าถึงได้ให้เรียนนเวทนา แจกออกเป็นเวทนา 108 แยกให้เป็นอย่างที่ศาสดา เคหะสิตะะรู้ ก็จบแค่นั้น ส่วนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นเนกขัมมะสิตะ เห็นได้ว่า มันมีเหตุ มีกิเลสเป็นตัวเหตุ ก็เอาเหตุออก เนกขัมมะ พ้นจากเหตุ จนสุดท้าย อรหันต์ มันหมดแล้วจากกิเลสตัวการที่มันผูกมันยึดเป็นอุปาทาน เป็นตัวยึดถือตัวตรึงตัวโง่ ทำให้มันเกิดอัตตา จัดการได้เลย สิ่งที่เป็นยางเหนียว เป็นอวิชชา เป็นความโง่ เมื่อจิตมันหมด หรือเมื่อจิตมันรู้ชัดแล้วแล้วทำให้จิตไม่ไปโง่ ไม่เป็นยางเหนียวที่ไปยึดติดกันอีก ก็สลายได้หมดเลย สลายได้จริงๆเลย ก็เป็นเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องที่เทวนิยมเขาเชื่อไม่ได้หรอก เพราะมันเกินกว่าภูมิเขา เทวนิยมกว่าจะค่อยๆมารู้มีปัญญา 8 ทางเทวนิยมเขาก็เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้รู้สูงสุด แต่พระเจ้าเขาเป็นความลึกลับ ไม่รู้ว่ามีหรือไม่มี อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แต่มีผู้ที่เอาความรู้ความจริงจากพระเจ้ามาประกาศ เป็นประกาศก ศาสดาทุกองค์เป็นประกาศก เป็นผู้ประกาศความรู้ความจริงของสิ่งลึกลับที่เรียกว่าพระเจ้า เป็นศาสนาที่ลึกลับ จึงทำลายไม่ได้ ทำลายอัตตา ทำลายจิตวิญญาณ ทำลายธาตุรู้สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ หรือสามารถที่จะมีปัญญารู้ความจริงจบครบหมดเลย สามารถบงการพลังงานที่มันเป็นอัตภาพเป็นวิญญาณ เป็นอัตตาของแต่ละคน ถึงได้จัดการควบคุมได้ ให้ไม่ทำชั่ว ทำแต่ดี เหมือนกับเทวนิยมต้องการได้ แล้วมันเที่ยงกว่าด้วย เหมือนกับอรหันต์เกิดมาไม่ทำชั่วอีกแล้ว เกิดอีกกี่ชาติก็ทำจะดี จะเป็นอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าสูงสุดที่สุด ในธาตุจิตที่สูงสุดก็คือเป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็รู้ครอบจักรวาลหมดเลย รู้รอบถ้วนทุกอย่างหมดเลย ว่าจิตนิยามที่มันเกิดมาแล้วนี่ มันไม่สามารถดับได้ เขาจึงจำนนไปเป็นเทวนิยม อัตตาของเขานิรันดร แต่ของพระพุทธเจ้าไม่จำนน สามารถรู้แจ้งจบ มีขั้นตอน ทำดี ไม่ทำชั่วสำเร็จ ทำแต่ดี ทำจิตให้บริสุทธิ์อย่างมีหลักประกันด้วย เทวนิยมไม่เที่ยงหรอกเป็นสมบัติผลัดกันชม แต่ของพระพุทธเจ้าทำดี ไม่ทำชั่ว เที่ยง เกิดอีกได้ เป็นอรหันต์จากชาตินั้นอีกแล้ว เมื่อไหร่ก็ได้แล้วก็เรียนรู้ความจริงของจิตวิญญาณ ของธาตุอัตภาพของอัตตานี้ อ๋อ.. มันมีอวิชชาที่เป็นยางเหนียวจับตั้งแต่ต้น แล้วมีความรู้สามารถล้างยางเหนียว ล้างความยึดเกาะตัวเกาะติดอันนี้ได้ ก็สลายหมดจบได้ ซึ่งมันเป็นอจินไตย พิสูจน์ได้เขาจะไม่เชื่อเลย ทางเทวนิยมเขาฟังไม่รู้เรื่อง จนกว่าเขาจะค่อยๆเจริญอีกเป็นล้านๆชาติ 641112_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โฮมแฮงกันซัดหอกเพื่อฆ่าโจรทำลายศาสนา