มูลสูตร สูตรสู่ความเป็นอมตะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข13 พฤศจิกายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

มูลสูตร สูตรสู่ความเป็นอมตะ พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสยืนยันว่าผู้ใดมาพบศาสนาพุทธแล้ว พบแล้วก็มีความยินดีพอใจ ต้องอย่างนี้การศึกษาสัจธรรม สัจจะ 1 อย่างโน้นเป็นสัจจะอีกอันหนึ่งที่ไม่เที่ยง แต่อันนี้แหละจะรู้รอบโลกครบรู้จบ รู้เต็มที่เลยจนสลายได้มีนิพพาน นิพพานคืออะไร สามารถทำปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นสุดท้ายสลายเป็นดินน้ำไฟลมไปได้ ดีนะ ตรงที่ นิพพานเป็นปริโยสาน มีหลักฐานอยู่ในมูลสูตร 10 ข้อสุดท้าย อาตมามีสภาวะอันนี้ บรรลุอันนี้มาแล้ว มีหลักฐาน จึงได้เอามาอธิบายสู่ฟัง ถ้าคนไม่มีปัญญาที่จะรู้ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ แต่พูดตามตามกันไปจะไม่มีน้ำหนัก ฟังแล้วไม่ค่อยจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องจริง มันเป็นอย่างไรมาอย่างไรมันไม่รู้ได้ง่ายๆ แต่อาตมามีสภาวะนั้นจริง จึงอธิบายตามหลักฐานพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมูลสูตร 10 มูล แปลว่า รากเค้า รากต้นเค้าทั้ง 10 อย่าง 10 ขั้นตอนยิ่งใหญ่มาก เริ่มต้นตั้งแต่แค่ความยินดี ฉันทะเป็นมูลกา ข้อแรก โอ้โห ยิ่งใหญ่ พวกเราชาวอโศก แม้แต่ไม่ถึงชาวอโศกหรอก พวกเดียรถีย์สายอาจารย์มั่น เขาก็เอาจริงเอาจัง แต่มิจฉาทิฏฐิก็ตาม แต่ลึกๆแล้ว ศาสนาพุทธนี้ยิ่งใหญ่ ก็รู้ จึงมีฉันทะ แต่เป็นฉันทะที่มันไม่สว่าง ฉันทะแบบมืดๆ ยินดีอย่างไม่เปิดเผย ไม่กระจ่าง ไม่ละเอียด ไม่มีสภาวะรองรับครบ เพราะว่าเป็นการปฏิบัติแบบมืดๆ เป็นศาสนามืดๆ มันก็เลยไม่กระจ่าง เริ่มต้นมีฉันทะก็ไม่ธรรมดาแล้ว ยิ่ง มนสิการ เป็นข้อที่ 2 คือการทำ การ แปลว่าทำยังไม่มีโยนิโสนะ มีแต่ มนสิการ คนสามารถทำใจของตน ที่ใจของตน ก็ทำใจในใจของตนเองจัดการใจของตนเอง คนจะจัดการใจในใจของตนเองเป็น โอ้โห.. ต้องรู้ว่าใจคืออะไร จิตคืออะไร เจตสิกคืออะไร แล้วก็ต้องรู้เลยว่า อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ของพระพุทธเจ้า อุเทส คำสอน

อ่านต่อ

คำอธิบายของสัตบุรุษ ของผู้รู้ที่อธิบายไว้ ให้เรียนรู้ อาการ ลิงค นิมิต มีเครื่องหมายให้รู้เครื่องหมายของอาการจิต แล้วก็จัดการกับอาการของจิต เริ่มต้นจิตมันมี 2 หน่วย เทวะแล้ว มันก็เริ่มต่างกันแล้ว ต่างกันอย่างหยาบ ให้เรียนหยาบก่อน แล้วจัดการทำเหตุปัจจัยที่ทำให้เราหลงปรุงแต่งอยู่ในโลกไปเรื่อยๆ ทีละคู่ไปเรื่อยๆ ก็ทำใจในใจเก่งขึ้นเรื่อยๆ จนลงไปถึงที่เกิด โยนิโส คำว่าโยนิ คือที่เกิด ลงไปถึงที่เกิดจุดที่เกิดเป็น สัมภวะ แดนเกิด เกิดจิตวิญญาณนี่แหละ มันจะเกิดปฏิภาณปัญญา วิจัยวิจารณ์จิตนิยามต่างๆ รู้จิตเจตสิกต่างๆได้ เช่น เวทนา 108 เป็นต้น ที่พระพุทธเจ้า แจกวิภัตติไปเป็นกระบวนการ 108 แล้วก็แยกตัวที่มันเป็นเคหสิตะ แยกกิเลสเอากิเลสออกได้เป็นเนกขัมมะ จนหมด หมดเกลี้ยงจิตก็สะอาดเรียกว่าอุเบกขา เป็นเนกขัมมะสิตะอุเบกขา บริสุทธิ์ ซึ่งองค์ประกอบของอุเบกขาก็มี 5 อย่างคือ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อาตมาก็หยิบเอามาจากคำสอนพระพุทธเจ้า อยู่ในธาตุวิภังคสูตร อาตมาก็เอามาแจกแจง ผู้ไม่รู้ท่านเอามาอธิบายอย่างอาตมา ก็คงยาก คงไม่ได้อย่างอาตมาธิบาย ซึ่งเห็นได้ว่า ผู้ที่ตามแสวงหาสิ่งลึกซึ้งเกี่ยวกับวิญญาณเกี่ยวกับจิตเกี่ยวกับธรรมะยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ พอมาเจออันนี้แล้วถึง ยินดีมีฉันทะเกิด แล้วยิ่งรู้ว่า จะจัดการกับจิตกับใจได้นะ มนสิการ จัดการได้เลย จัดการได้ด้วยหลักการที่พระพุทธเจ้าท่านสรุปไว้เลย ในมูลสูตร 10 โดยการ ต้องเรียนรู้มีผัสสะ เป็นอันที่ 3 เรียนรู้โดยไม่มีผัสสะ หลับตาเข้าไปไม่มีผัสสะ โมฆะจากศาสนาพุทธ เป็นเดียรถีย์นอกรีต ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ใน พรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าสรุปไว้ชัดเจน ไม่มีเวทนา ไม่มีกรรมฐาน ไม่มีที่ตั้งให้การปฏิบัติ มีแต่วิญญาณ หลับตาก็เป็นสัมภเวสี ซึ่งมันไม่เป็นความจริง ความจริงที่เป็นปัจจุบันชาติ มีตาหูจมูกลิ้นกาย ทางทวารทั้ง 5 กระทบ มีจิตร่วม มันจึงจะครบความเป็นจริงของวิญญาณ หลัดๆเลย กระทบเดี๋ยวนี้ ตาก็เป็นวิญญาณ หูก็เป็นวิญญาณ จมูกลิ้นกายก็เป็นวิญญาณ วิญญาณทางข้างนอก มีกิเลสหมด ก็ทำให้มันลดลงไป จนเหลือเข้าไปหมดแล้วเหลือแต่อยู่ข้างใน เป็นรูปจิต อรูปจิต เป็นขั้นตอนจึงจะเลิกจิตวิญญาณ ดับจิตวิญญาณ ให้สลายหมดสิ้นจริงๆ การศึกษาต้องมีผัสสะ ถ้าไม่มีผัสสะ ไปหลับตา อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร สงสารก็สงสาร พูดด้วยใจจริง อาตมาเห็นความมุ่งมาดปรารถนาดี ท่านเอาชีวิตมาทิ้งในทางธรรมะ ที่ท่านแสวงหาและปรารถนาจริงๆแต่ละชาติ แต่ละชาติท่านก็ยังหลงเดียรถีย์ไปพาผิดอย่างนั้น ชื่อว่าได้มาเป็นชาวพุทธแล้ว อาตมาก็เป็นชาวพุทธที่รู้สัมมาทิฏฐิ เห็นพวกน้องๆทั้งนั้น อาจารย์มั่น มหาบัว ก็น้องอาตมาทั้งนั้น อาตมาเป็น ไก่ตัวพี่ ในยุคนี้ ขออภัยที่ต้องพูดความจริงอันนี้ เห็นแล้วก็สงสาร เลิกได้แล้วอย่างนั้น มันเดียรถีย์ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็เห็นเขานั่งเต็มป่า ท่านก็มาสอนใหม่ ไม่เหมือนโพธิรักษ์ ที่พระพุทธเจ้าท่านมีการสอนมาก่อนแล้ว พระพุทธเจ้าท่านตีทิ้งไม่ได้ ท่านต้องเก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน เอาพวกเดียรถีย์มาเป็นบริวาร ส่วนอาตมานั้นไม่ใช่ พระพุทธเจ้าปลูกฝังศาสนาพุทธไว้เต็มสภาพแล้ว แต่เขาดันเป็นขบถ เป็นโจรปล้นศาสนา เฮ้อ! เป็นโจรปล้นศาสนาจริงๆเลยนะ อาตมาเห็นโจรปล้นศาสนาอยู่อย่างนี้ ก็ต้องปลุกให้รู้สึก ให้เข้าใจว่า อย่าไปปฏิบัติแบบตาบอดมืดสนิทอยู่อย่างนั้น ตื่นมา ชาคริยา มาฟังมารู้อย่างนี้ แต่อาตมาชาตินี้เป็นคนอาภัพ เขาไม่เชื่อ เขาไปเชื่อผู้ที่ปทปรมะ ท่องจำมาก บอกสอนก็มาก ปทปรมะบุคคล แต่ไม่สามารถที่จะบรรลุธรรม สักกายทิฏฐิ ก็ไม่พ้น เพราะคำว่า กาย ก็ไม่เข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิ อาตมาแม้แต่คำว่ากาย ก็ต้องมาสอนกันใหม่ บรรยายให้เข้าใจคำว่า กาย ซึ่งก็ไม่ใช่จะรู้กันได้ง่ายๆ อาตมาก็ไม่ได้รู้มาตั้งแต่ต้น ที่จริงมันมีของเดิมอยู่แล้ว แต่มันยังไม่ขึ้นมา อาตมาอธิบายคำว่า กาย อย่างละเอียดนี้มาไม่กี่ปีนี้นะ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องตื้นๆ เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก เป็นข้อต้นของสัมมาทิฏฐิที่จะต้องพ้นคำว่า กาย ต้องเข้าใจเรื่องคำว่า กาย ให้สัมมาทิฏฐิให้ได้ พระพุทธเจ้าถึงสอนความเป็นกายตามความเป็นจริง ซึ่งมันแยกกันไม่ได้ แต่ก็สอนให้รู้ว่า แยกได้ด้วยปัญญา ปัญญานี้แยกกายกับจิตได้ด้วยปัญญา เพราะฉะนั้นผู้ตั้งใจมาเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าไปสู่พระนิพพานจริง พระพุทธเจ้าถึงให้อุปัชฌาย์สอนแยกกายแยกจิต แก่ลูกศิษย์ที่มาบวชเพื่อต้องการนิพพานทุกคน แต่ที่นี้ทุกวันนี้อุปัชฌาย์ก็ไม่รู้ว่าแยกกายแยกจิตอย่างไร ก็ไปแยกแบบนั่งหลับตาแล้วแยกกายออกจากจิต จิตลอยออกไปจากกาย กายก็นั่งแข็งอยู่ตรงนั้น จิตก็ลอยไปแล้วมาเห็นตัวเองนั่งแข็งอยู่อย่างนั้น นี่แหละผู้แยกกายแยกจิตสำเร็จของศาสนาเขาว่าอย่างนั้น ซึ่งเป็นอุปาทาน ก็หลงแยกกายแยกจิตได้แค่นั้น ซึ่งลึกซึ้ง อาตมาอธิบายไปแล้วมันไม่ใช่เล่นๆ แยกกายได้ว่า จิตของเราไม่เป็นกาย มันคืออย่างไร คือ จิตของเราไม่เป็นจิต ดูได้ว่าเราทำจิตไม่ให้เป็นจิตได้แล้ว จึงไม่มีกายเป็นแต่เพียง พีชนิยาม เป็นพีชนิยาม ก็ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีวิญญาณ ไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีวิบาก เป็นพืช ความหมายแค่ พีชนิยาม ต้องทำจิตของเราให้เป็น พีชนิยาม เท่านี้แหละ ก็ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นจึงบอกว่า โอ้โห.. น่าเห็นใจที่มันได้เสื่อมไป 2,500 กว่าปี ก็เสื่อมไปหมด อาตมาจึงต้องมากู้กลับ ต้องมาเริ่มคำว่า กาย ก็คิดว่า เพิ่งมาอธิบายไม่กี่ปีนี้ก็ยังน้อยอยู่ ก็คงยังต้องพยายามอยู่อธิบายไปอีกนานพอสมควรทีเดียว เพราะฉะนั้น ถึงไม่พยายามจะไม่ตายเร็วๆไม่ตายง่ายๆ ถ้าสังขารมันพูดไม่ได้อธิบายไม่ได้ก็ต้องตายแล้ว แต่มันยังอธิบายยังพูดได้อยู่ก็ไม่ตาย ยังไงก็ไม่ตาย มารจะมานั่งบอกไปได้แล้ว ตายได้แล้ว เราก็บอกว่าไม่ตาย มารมันเก่งกว่าเราไม่ได้หรอก จนกว่าเราจะจำนนต่อสังขาร มันไม่ได้จริงๆก็ต้องจำนนก็ต้องไป ทุกวันนี้ก็รู้สึกว่า แหม หนัก พยายามประคองสังขารให้มันอยู่ หนัก แต่พูดไปก็เท่านั้น ถ้าเข้าใจที่ท่านให้มาพิจารณาว่าเมื่อใดไม่ใช่กาย เมื่อใดไม่ใช่จิต แยกกายแยกจิตได้จริงๆ ผู้นั้นแหละถึงจะปฏิบัติธรรมบรรลุอรหันต์ได้ ถ้าแยกกายแยกจิตไม่เป็น บรรลุอรหันต์ไม่ได้หรอก แม้จะศึกษาไปรู้รอบโลก เหมือนท่านพุทธโฆษาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นพุทธโฆษาจารย์ที่เขียนคัมภีร์วิสุทธิมรรค หรือที่เป็นคนไทยปัจจุบันนี้ก็ตาม รู้มาก ศึกษาพยัญชนะ แต่ไม่ศึกษา เป็นปทปรมะ ไม่ศึกษาให้ลงไปถึงจิต มนสิการจนเป็นโยนิโส จนลงไปถึงที่เกิดอย่างถ่องแท้แยบคาย ละเอียด จนไปถึงนามธรรมที่เกิด สัมภวะหรือปภวะ แดนเกิดที่เกิด แต่ต้องมีผัสสะ จึงจะเห็นที่เกิดแดนเกิด ผัสสะเป็นสมุทัย ต้องมีผัสสะเป็นเหตุ แล้วจึงจะมาทำเวทนาได้ ถ้าไม่มีผัสสะ เวทนาไม่เกิด เป็นสัมภเวสี ไม่มีวิญญาณฐีติ ปฏิบัติที่ตาหูจมูกลิ้นกายก่อน แล้วปฏิบัติเอากิเลสออกให้ได้จริงๆ ในเวทนา ให้มาเรียนเป็นกรรมฐาน ที่ไปเรียนในวิสุทธิมรรคกรรมฐาน 40 มันเป็นสมถะทั้งนั้น เป็นของเดียรถีย์หมด ไม่ใช่เรื่องของศาสนาพุทธเลย จริงๆนะ อาตมาถึงว่า ทำอย่างไรให้คนมาศรัทธาเรา เราไปบังคับเขาไม่ได้ แต่เราก็ได้แต่แสดงความจริง น่าจะฟังความจริงที่อาตมาพูดอธิบายตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า เอาพระไตรปิฎกมายืนยัน อ้างอิง ไม่ใช่ไปอ้างอิงอรรถกถาจารย์มาประกอบ ซึ่งอาตมาไม่เอามาประกอบ อาตมาเอาแต่พระไตรปิฎกก็ชัดเจน ได้ครบแล้ว ไม่ต้องไปอาศัยอรรถกถาจารย์ เพราะอาตมาก็เป็นอรรถกถาจารย์อยู่ในตัวอยู่แล้ว ก็เอามายืนยันอธิบาย ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติวิญญาณฐีติ 7 วิโมกข์ 8 รู้จักความเป็นสัตว์ทั้ง 9 จนกระทั่งทำความเป็นสัตว์หมดไป ไม่เป็นสัตว์แล้ว กลายเป็นผู้เจริญ กลายเป็นผู้บรรลุ สุดท้ายก็ยิ่งกว่าพระเจ้า เจริญยิ่งกว่าพระเจ้า สามารถรู้แจ้งรู้จริงในเรื่องของจิตวิญญาณ เรื่องของอัตภาพหมด จบ ทำความเกิดความดับได้จริงๆ ฉะนั้นจึงสามารถที่จะมีสติ มีปัญญา มีวิมุติ ในมูลสูตรอีก 3 ข้อ มีสติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตตระ มีวิฟมุติเป็นแก่นสารเป็นสาระ เพราะปฏิบัติศึกษาถูกต้อง มาถึงเวทนาเป็นที่ประชุมลง ศึกษาอยู่ที่ฐานเวทนาเป็นกรรมฐาน เป็นที่ประชุมลง จึงรู้หมด สติถึงบริบูรณ์เป็นอธิปไตย ปัญญาก็บริบูรณ์เป็นอุตตระ วิมุติก็บริบูรณ์ จบ เป็นแก่น ด้วยหลักการ ศีล สมาธิ ปัญญา แก่น ศีลเป็นสะเก็ด สมาธิเป็นเปลือก ปัญญาเป็นกระพี้ วิมุติเป็นแก่น พระพุทธเจ้าอธิบายไว้หมดแล้ว ในมหาสาโรปมสูตร ศาสนาพุทธทุกวันนี้ศีลก็ไม่มี แค่สะเก็ดก็ไม่มีแม้นิดนึง สมาธิก็เลอะเทอะไปหมดเลย เป็นสมาธิมิจฉาทิฏฐิของเดียรถีย์ ปัญญายิ่งไปใหญ่ เป็นเฉโกทั้งนั้น ไม่ใช่ปัญญา 8 เลย วิมุติจึงไม่ต้องหวังเลย แก่น แต่เขาไม่ได้อะไรรู้ไหม เขาได้ใบกับดอก พระพุทธเจ้ายืนยันสรุปว่า ใบกับดอกก็คือ ลาภสักการะสรรเสริญ ทั้งหลายแหล่ ก็จริงไหมล่ะ เถรสมาคมทั้งเถรสมาคม ถ้าไม่มีลาภสักการะสรรเสริญพวกนี้ จะอยู่กับอะไร มาเป็นผู้ปฏิบัติพยายามจะไม่เอาตำแหน่งยศศักดิ์ ไม่เอาลาภยศอะไร ก็ไปนั่งหลับตาเป็นเดียรถีย์ออกป่า มืดๆไปควักขึ้นมาไม่ออกเลย จนกระทั่งจมไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า อาตมาก็ไม่กล้าเข้าไปสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า เพราะไปแล้วมันหายไปเลย เข้าไปแล้วไม่ได้ออกมา เพราะมันยิ่งกว่านรกอเวจี มืดหมดเลย ทางโลกเขาก็มีสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า เป็นหลุมดำ ใครตกไปในหลุมดำก็หายไปเลย

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน...

พ่อครูว่า... ในมูลสูตร 10 กว่าจะถึงประชุมลงที่เวทนาจบ สโมสรณา ก็จะสมบูรณ์ด้วยสติ ปัญญา วิมุติ เป็นแก่นแกนหมดเลย ผู้ที่สมบูรณ์ด้วย 3 อย่างก็เป็นอมตะบุคคล ในมูลสูตรข้อที่ 9 เป็นอมตะบุคคล เป็นคนที่อยู่เหนือความเป็นความตาย อยู่เหนือความเกิดความตาย จะเกิดก็ได้จะตายก็ได้ สามารถจริงๆ ผู้มีบารมีสูงสามารถจะตายก็ตาย เกิดก็เกิด จะไม่เกิดอีกก็ได้ จะตายแล้วไม่เกิดอีกก็ได้ ผู้ที่ไม่มีปัญญารู้ถึงขนาดนี้ ตายแล้วไม่เกิดอีก ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นเทวนิยมจึงจำนน ตายแล้วต้องไปอยู่กับพระเจ้า อยู่กับความลึกลับ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา อยู่ในที่ลึกลับมืดไม่รู้อยู่ที่ไหนอะไรอย่างไร 641112_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โฮมแฮงกันซัดหอกเพื่อฆ่าโจรทำลายศาสนา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน