191111-B อุปปถกิริยา ตอน2-พ่อท่าน-สันติอโศก.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันนี้เป็นวันที่ 11 พฤศจิกายนพุทธศักราช 2519 ต่อจากนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์ได้นำหมู่พวกเราทำวัตรเช้าที่พืชสังขารสันติอาโจวข่าววันนี้เราก็มาทำวัดกันต่อซึ่งเมื่อวานนี้ได้มาถึงเรื่องอุปถกริยาต่อไปอีกแล้วก็ได้สรุปลงซึ่งก็ได้ฟังไปแล้วก็จะสรุปเป็นสุดท้ายครั้งหนึ่งผ่านแล้วจะต่อบทที่ควรจะต่อไปขยายคำขยายความเป็นให้เข้าใจชัดแจ้ง อุปถัมภ์กริยาหรือว่าอาการหรือสิ่งที่มีพฤติกรรมของคนตั้งแต่นกนอกตั้งแต่การวจีตลอดจนไปถึงติดกิริยาของจิตในการกระทำหรือเป็นอาการของมันไม่เคยบทบาทเกิดอาการเกิดสภาวะเป็นอย่างนั้นอย่างนั้นขึ้นมาแม้ในจิตผู้ที่รู้จิตอยู่ธุรกิจตนอยู่นั่นแหละถือว่ายอดเป็นสิ่งละเอียดรู้ยากเข้าใจยากนอกจากรู้อาการของจิตแล้วและจะรู้ต่อลงไปอีกว่ามันดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควรก็อยากจะไปอีกนอกจากจะรู้ว่าควรหรือไม่ควรดีหรือไม่ดีแล้วจะทำให้มันเป็นแต่ดีให้มันมีแต่กิริยาดีมีอาการดีอาการที่ไม่ดีนั้นสงบได้หยุดมันได้ระงับจิตลงได้ไม่ให้จิตมีพฤติกรรมไม่ให้จิตมันกระทำอาการไม่ดีนั้นขึ้นมาให้มันสงบให้มันหยุดจากไม่ดีถ้ามันจะทำดีทำควรนั้นไม่ห้ามเลยไม่ห้ามเลยต้องเกิดจงเป็นจงมีอาจจึงจะเรียกว่าเป็นบุญกิริยาวัตถุครบถ้วนเพราะ ความรู้ซึ่งกิริยาที่เป็นอุปสรรคเรียกว่าเป็นผู้ที่มีบุญกิริยาวัตถุเพราะรู้ในบุญรู้ในการชำระล้างแล้วโดยบริบูรณ์บุญแปลว่าการชำระล้างทุกกิริยากิริยาอย่างนี้เป็นกิริยาจริงกิริยาของจิตก็ต้องมีกิริยาเมื่อจิตนั้นมันยังเกิดยังไม่ได้แตกดับสูญสลายยังมีเหตุมีปัจจัยยังมีรูปขันนามขันยังมีอุปาทิยังมีเชื้อต้นยังมีเขาเงื่อนอาจจะมีดินน้ำไฟลมที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นร่างกายเป็นสังขารและยังมีนามธรรมที่เกิดร่วมกันอยู่มันย่อมมีจิตเป็นธรรมดามีวิญญาณเป็นธรรมดา งานธาตุแต่วิญญาณธาตุนั้นได้ทำจนว่างไปทำจนสงบแล้วซึ่งกิเลสตัณ
อ่านต่อ
หาอุปาทานมีอาการเหมาะสมแก่อาการนิติวิทยาเหมาะสมกับกิริยาเป็นสิ่งที่ใกล้เป็นเสียงเป็นเสียงจริงจิตเป็นทาสรู้วิญญาณเป็นธาตุรู้จิตเป็นตัวการงานอาชีพเป็นตัวกิริยาที่อยู่เคียงกันรู้กับเป็นมันอยู่ด้วยกันจึงเรียกว่าอุปทานใดที่เป็นอุปสรรคและเรารู้ซึ้งมันยังเกิดอยู่อย่างอยู่เป็นต้น ไม้เขาไม่สงบเกาะอยู่อย่างนั้นเป็นอยู่อย่างนั้นรวมอยู่ไปประชุมอยู่อย่างนั้นและพระตัวนี้ถ้ามันเป็นไปเพื่อมันประชุมด้วยเหตุปัจจัยเท่านั้นมันก็เกิดแล้วก็เลิกไปถ้ามันเกิดอยู่สงบดีและเป็นไปด้วยความสบายได้อย่างนั้นเสมอๆท่านเรียกว่าสมัครเป็นจิตที่เป็นไปโดยสม่ำเสมออยู่อย่างสงบหรือเรียกว่าอุปสมะพระธาตุเอาเป็นปัจจัยแล้วก็เรียกว่าสมัครเรียกว่าสงบสบายถ้าเอาเป็นอุปสรรคทางทะเล อุปสมะหรืองูปะมะแปลว่าอาการสงบอย่างพิเศษเป็นไปอย่างพิเศษเป็นไปอย่างจิตสำนึกก็คือจิตนั่นเองประกอบไปด้วยจิตที่พิเศษแล้วเรียกว่าเป็นไปโดยอุปสรรคหรือเป็นไปโดยผ่านจะเป็นไปโดยปิดฝาหรือเป็นไปโดยผ่านก็ตามเป็นกิริยาที่เรารู้แจ้งถึงสภาพของมันพร้อมความจะเรียกว่าอุปสมะผู้ใดทำสัมมะทำจิตประกอบกิจหรือว่าให้จิตมันเป็นอย่างนั้นได้ยังยังลงโปรแกรมไปก่อนไอ้ตัว ตรวจอันนั้นแหละตัวประธานตัวนั้นเป็นตัวจริงแล้วก็หมดกันเกิดแล้วก็หมดกันพักก็หมายความว่ามันได้อย่างนั้นแหละดีที่สุดแล้วสงบที่สุดและภาษาคำอธิบายว่าสงบสบายหรือว่าหยอดส่งยอดดียอดเจริญอะไรก็หมายความว่าเรากระทำไปจนกระทั่งถึงจิตแล้วก็ทำเป็นกระทั่งถึงจิตแล้วก็จิตของเราเนี่ยเป็นตัวประธานเป็นตัวปากฐานะเป็นพวกเกิดแร่และเมื่อมันดีที่สุดมันเรียบๆมันเรียบร้อยงามมันก็ใช้ได้แล้วที่สุด จึงเรียกว่าเป็นกิจที่ได้ชำระแล้วก็บุญสิ่งนี้ดีเยี่ยมของคุณและเรารู้แจ้งสุริยาอันจริงรู้แจ้งสึกกิริยาหรือว่าอาการกิริยานี่มันหมายถึงว่าอาการหมายถึงพฤติกรรมหมายถึงสภาวะที่อันนั้นมันมีการเกิดอยู่เป็นอยู่ดำเนินอยู่มีบทบาทอยู่อย่างนั้นเรียกว่ากิริยาพระกิริยาที่เราพูดขณะที่กำลังพูดอันนี้กำลังสรุปถึงจิตแท้ๆโดยจิตแท้ๆเป็นกิริยากิริยานี้เรียกว่าบุญกิริยานี้เรียกว่าได้ชำระแล้วบุญแปลว่าการชำระจนกระทั่งมีพฤติกรรมอันเป็น สาระที่บริบูรณ์ที่สุดระหว่างวัตถุเรียกว่าวัตถุมีสาระมีเนื้อหาที่เข้าใจด้วยปัญญาอันยิ่งคนที่มีปัญญาอันยิ่งมีอธิปัญญาหรือมีญาณทัศนะวิเศษมีโพธิญาณมีความรู้ยอดยอดยิ่งเท่านั้นถึงจะรู้สาระที่ถูกต้องแท้จริงเป็นปัจจัยสำคัญที่ตาเพราะรู้ชั้นเชิงของสิ่งที่เรียกว่าควรจะส่งไว้อย่างนี้เรียกว่าธรรมะหรือทำมันหรือเปล่าทำไมไม่สามารถเข้ามารู้ในธรรมะรู้ในชั้นเชิงรู้ในความพอดีลูกมีความเหมาะสมในความงามพรั่งพร้อมแล้วเพราะเอาชั้นนี้เอาอย่างนี้แหละ ขนาดนี้แหละสูงกว่านี้ก็รู้อยู่ต่ำกว่านี้รู้อยู่รู้ต้นรู้กลางรู้ปลายแต่เอากลางเอาความพอดีมากไปรู้น้อยไปรู้ดูชัดเพราะฉะนั้นไม่เอามากไปไม่เอาเนาะไปเอากลางเอาคนดีเอาอย่างนี้แหละเหมาะควรที่สุดแล้วชอบแล้วดีแล้วจึงเรียกว่าผู้ที่รู้ธรรมะผู้ที่รู้อัฏฐะมีธรรมะปฏิสัมภิทาญาณมีอัตถะอย่างก็คือความรู้ยอดความฉลาดยอดยอดไม่รู้อย่างถึงสภาวะที่เรียกว่าธรรมะสภาวะที่เรียกว่าเป็นเนื้อหาเป็นสาระ มันเป็นแก่นแท้ของมันอย่างนี้แล้วรู้ชั้นเชิงที่คำนวณได้ความจำที่ใกล้เคียงว่าสูงกว่าต่ำรู้ใกล้รู้เพียงและรู้ว่าขณะนี้ดีที่สุดและไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นจะเพิ่มจะลดยืดหยุ่นตามเหตุปัจจัยถ้าเหตุปัจจัยตัวเราเองเรารู้ตัวเราเป็นแฟนแล้วเราก็ประมาณตามการรับมีมัตตัญญุตารู้ตนเป็นการวัดปัญญารู้ประมาณรู้กำหนดให้มากจะให้น้อยจะให้แก่จะให้เข้มมัดจำอยู่ตาดูกาลเวลาอย่างนี้สมัยอย่างนี้โอกาสอย่างนี้อย่างใดดีที่สุด ยางใดจึงจะเรียกว่ามัชฌิมาอย่างไรสมควรที่สุดอย่างใดจะเรียกว่าสัมมาอย่างไรเรียกว่าดีดีที่สุดแล้วไม่เข้าข้างใครนอกจากเอาธรรมะเป็นใหญ่เอาสิ่งที่ทรงไว้นั้นเอาสิ่งที่เกิดไว้นั้นเป็นใหญ่เคยตัวเราเองนี่เป็นองค์ประกอบเป็นคนเป็นส่วนประกอบของเขาโดยมีกรรมมีกิริยาของเราเป็นเป็นด้วยมีกายกรรมมีวิธีกรรมมีทั้งเนื้อตัวหน้าตามีทั้งเสียงมีทั้งอื่นๆที่เราประกอบอยู่ที่ตัวเราเราต้องรู้ว่าคนนี้เป็นอย่างไรหมู่ชนนี้มีความรู้สึกต่อเราอย่างไรอันนี้ 3.3 และบุคลากรยึดตามคือคนคนแต่ละบุคคลกับเรา เทียบรู้แล้วก็เข้าใจด้วยสาระต่างๆด้วยว่าหมายถึงอะไรที่ผมพูดเดี๋ยวนี้หมายถึงคนที่ประมูลกับเราคนเฉพาะคนกับเราเขามีศรัทธาต่อกันมีความนับถือต่อกันมีความเชื่อถือต่อกันอย่างไรเราควรจะทำแค่ไหนแล้วควรจะประมาณว่าขณะนี้เราควรจะเอาสาระแค่ไหนออกไปคิดว่าทำร่วมด้วยขนาดไหนจึงเป็นผู้ที่รู้ว่าวัตถุเป็นผู้รู้สาระที่จะต้องมีพฤติกรรมอันนั้นแหละเกิดอยู่อย่างนั้นจึงจะเรียกว่าเป็นผู้ที่มีทั้งนอกและในผู้จะรู้นอกได้ก็ต้องมี ใบอันฉลาดมีสาระในใจมีความเป็นจริงได้จิตใจเป็นประธานมาก่อนอย่างที่อธิบายนี้เมื่อรู้พฤติกรรมของจิตหรือบุตรรู้บทบาทของจิตใจปัญญารู้ชั้นเชิงอย่างชัดอย่างนี้แล้วก็จะเป็นผู้ที่เข้าใจอย่าออกมาได้อย่างดีซ้อนอีกตอนแรกเราไม่รู้ในขณะเราเป็นคนเราไม่รู้เราก็จะต้องรู้อย่าไปก่อนเพราะว่าอยากสมมุติดูง่ายอย่างนี้เรียกว่าดำอย่างนี้เรียกว่าขาวอย่างนี้เรียกว่ามียาหยาบกิริยากายอย่างนี้เรียกว่าหยาบกิริยาวจีอย่างนี้เรียกว่ายามอย่างนี้เรียกว่าชัวร์ทุจริตกายยังเรียกว่ากลายเป็น เรียนรู้จักจากแล้วก็สำรวมกายสำรวมวิธีไม่ทุจริตมันจะมีอารมณ์เป็นกามใครอยากจะทำกายอย่างนี้ใครอยากจะพูดอย่างนี้ต้องรู้ว่าพูดนี่เป็นสัมมาวาจากระทำอย่างนี้เป็นสัมมากัมมันตะหรือไม่ตายอย่างนี้กายกรรมอย่างนี้เป็นกายสุจริตหรือไม่ว่าวจีอย่างนี้เป็นวจีสุจริตหรือไม่ต้องรู้รู้จริงๆมันอยากมันยาวกว่าใจเราใจละเอียดเหลือเกินเป็นกายแล้วไม่รู้กายจะทำออกไปแล้วไม่รู้ว่าเราก็ทำอะไรแม่พูดออกไปแล้วไม่รู้ว่าเราพูดอะไรไม่มีประมาณ ไม่มีคุณภาพไม่รู้จักคุณภาพของกายกรรมไม่รู้จักคุณภาพของวิธีกรรมอย่างนี้เรียกว่าเราไม่ได้เรียนรู้สุจริตเราไม่ได้เรียนรู้สุจริตไม่เรียนรู้ทุจริต 373 ราชภัฏวิชาไม่ได้แต่ผลอภิชาได้ก็เพราะว่าเรารู้เรารู้อาหารของนิวรณ์ 5 เราจะค้นหาอิจฉาได้เพราะเรารู้อาหารของนิวรณ์ 5 อาหารของนิวรณ์ 5 คือทุจริตทุจริตมันเกิดตายมันก็ทุจริตวจีมันทุจริตมโนมันเฉยๆมันจึงเป็นอาหารเมื่อมันทุจริตเมื่อไหร่มันก็เป็นอาหารทำให้กามันฉันพระเราต้องเพิ่มพยาบาทเราก็เพิ่มสิน เราก็เพิ่มวัฏจักรกุกกุจจะก็เพิ่มความสงสัยลังเลมากจนเวียนจนไม่รู้เรื่องแล้วก็กลายเป็นเต่าโง่เง่าเพราะตัดสินไม่ออกสงสัยไม่รู้เพราะฉะนั้นเราจะต้องดับความไม่รู้มาเป็นค่อยๆรู้ว่าใครรู้แล้วก็รู้แม่อยากรู้ก็รู้ให้ชัดรู้ว่าฉันรู้ชัดจนกระทั่งหมดสงสัยชัดว่าอะไรกามาฉันทะอะไรคือพยาบาลอะไรคือสีดำมีพระอะไรคืออุตุมันรู้สึกตัวเรารู้ติดตัวเราเรามีอุปสรรคอุปสรรคเรามีผีนะมีพระเรามีพยาบาทเรามีกามมาฉันทะมีสภาวะมีกิริยามีบทบาทบทบาท อาร์มก็อย่างนี้บทบาทพยาบาลก็อย่างนี้กิริยาที่เรียกว่ากามฉันทะกิริยาอย่างนี้อาการของจิตอาการอย่างนี้ออกมาจะเป็นอาการกายมันจะเป็นกามราคะแสดงบทบาทกามมีแสดงบทบาทพยาบาลนี่แสดงบทบาทผีในแสดงบทบาทของพุทธเจ้าอย่างหยาบที่เรารู้จักกันลงไปเรื่อยๆจนให้มันดีขึ้นงามขึ้นสำรวมสังวรระวังให้มันหายไปตามมาฉันพระบทบาทตามหยาบๆหายไปบทบาทพยาบาลรุนแรงหายไปบทบาทผีนั้นกะหรี่ง่วงเหงาเศร้าซึมช่วยชาติเชื่องเชื่องกลาย หยุดโดนขอบเขตหรือว่าบทบาทของการอุทิศจักรฟุ้งซ่านรำคาญดิ้นรนกระสับกระส่ายไม่หยุดเป็นกายหยาบๆเป็นวจีเหมือนกันเมื่อกี้ของผู้ที่จะร่ำรวยทีไรไปผู้ช่วยไม่รู้หยุดไม่รู้หย่อนแล้วก็ไม่รู้ว่าควรพอหรือไม่ควรพอมากไปแรงไปเบาไปไม่รู้พร่ำพรรณนาอยู่ด้วยไปอุทยานก็ไม่รู้แม้ว่ากี่เมตรกายกรรมที่ทำอยู่ไม่รู้หยุดมากไปก็เป็นอาการของสีน้ำตาลทำหรือเปล่าก็อยู่ไม่รู้จบก็เป็นเช่นกันเราจะรู้อาการจริงหรือพฤติกรรมจริงหรือสาร แล้วเราก็ระงับไม่ได้ 3 ขวดโดยจริงเราก็คือรู้กายรู้วิธีรู้มโนมันไม่ใช่ทุจริตอย่างนี้มันไม่งามแล้วล่ะทุจริตสุจริตที่ทุจริตที่ไม่งามเพราะอังกฤษที่งามกายก็ให้พอเหมาะพอสมควรพอดีแล้วควรพักก็พักควรพอก็พออย่างนี้ยังไม่ควรพอควรเพิ่มคนที่เกิดควรให้เป็นไปควรให้ดำเนินไปก็ควรดำเนินอย่าเอาแต่หยุดมากไปอย่างนี้ก็เข้าใจเป็นจริตที่ควรจะถามว่าดีแล้วงามแล้วอย่างนี้แล้วเราจึงจะเจริญเจริญขึ้นมันก็จบได้ ชาก็เพราะว่าเราเข้าใจมีสติสัมปชัญญะมีธรรมวิจัยมีวิริยะพากเพียรให้ทำให้สิ่งที่ดีเกิดอยู่มีปิติรู้ดีมีสติมีความสงบระงับมีสมาธิมีอุเบกขามีครบก็จงเดินอยู่เมื่อเวลามันเดินมรรคมีองค์ 8 ก็คือตัวผลรู้รู้ว่านี่สัมมานี้ดูดีแล้วชอบแล้วความเห็นตรงแล้วการดำริเหมาะแล้วการทำวาจาเกิดมาก็เป็นวาจาที่เป็นสัมมาแล้วกรรมมันโตการกระทำก็กระทำควรแล้วดีแล้วเป็นการงานเป็นบทบาทอยู่อย่างดีแล้วอาชีวไม่ให้มีชีวิตอยู่ก็ยังชีวิตไว้รักษาชีวิตไว้หรือเลี้ยงชีวิตไว้ให้มันเป็นไปประคองชีวิตไว้ให้มันเป็นไปดีที่สุด แล้วเพราะมีสัมมาสติเพราะมีสติที่ดีที่ชอบที่ควรเพราะมีสัมมาวายามะมีความพยายามที่ดีที่สุดควรอันเกิดแต่สมาธิยอดจิตแปลสุดท้ายสมาธิที่รู้ยอดของสัมมาอะระหังว่ายอดฮิตหรือจิตอันยอดผิดอันยิ่งยอดฮิตมีจิตมีปัญญาและกระทำได้จริงตามนั้นมันมักองค์ 8 นี่ไงบริบูรณ์ก็คือผลของคนที่ทำได้มีปัญญาร่วมด้วยเหตุผลแล้วเป็นของจริงแล้วแล้วเราก็ดำเนินไปดีๆอยู่ด้วยชงทั้งหมดจึงเรียกว่ากายสิทธิ์กายสิทธิ์ เพราะมนูญเป็นอาหารเมื่อสุจริตเป็นอาหารสติปัฏฐานบริบูรณ์โพชฌงค์บริบูรณ์วิชาวิมุติก็เป็นมิจฉาแผ่นดินคนพูดพร้อมแล้วซึ่งวิชาพร้อมแล้วสิ่งวิมุตก็เป็นผู้สูงสุดเพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราให้อาหารผิดไม่ครบสัตบุรุษแต่ไปพบคนพาลเราก็ไม่ได้ฟังสัจธรรมก็ได้ฟังแต่ธรรมะอันไม่ได้ถามไม่ได้เรื่องผิดเพี้ยนก็เกิดมิจฉาทิฏฐิมโนเป็นพฤติกรรมก็ไม่เข้าใจว่าอะไรคือพยาบาลไม่เข้าใจว่าอะไรคืออภิชา ไม่เข้าใจว่าเราจะเพ่งอะไรจะเพี้ยนอะไรอภิชาก็ไปเพ่งสิ่งที่เป็นไปเพี้ยนไอ้สิ่งที่ไม่ควรจึงเรียกว่าทุจริต 3 มโนเอ้ยทุจริต 3 ของมโนมโนมโนมีทุจริตก็คือมีมิจฉาทิฏฐิมีพยาบาลมันไม่เข้าใจมันเห็นไม่ถูกเมื่อมันเห็นไม่ถูกมันก็ไม่รู้ว่าอย่างนี้นี่เป็นไปเพื่อก่อเวรเรียกว่าพยาบาลอย่างนี้เป็นไปเพื่อก่อทุกข์เรียกว่าอิจฉามันเป็นเพลงสิ่งที่มันจะเป็นภัยแห่งตนเป็นทุกข์แห่งตนและไม่รู้หรอกมันอยากได้มันเร่งมันอภิชชาต้องการคือโลกโลกอย่างแรงไปด้วยอภิชาญเพลง โลกอย่างแรงต้องการอย่างมากถ้าพยาบาทก็เป็นไปทั่วไทยทั่วๆแท้ๆมันเป็นการก่อเวรก่อภัยขอโทษที่ตนเป็นการรุนแรงเพราะจิตรุนแรงเพราะจิตเพ่งผิดเพราะจิตเพียรผิดนี่เป็นทุจริตของมนุษย์ทำเราก็ไม่ได้เรื่องศรัทธาก็มีแต่ไม่ได้เป็นศรัทธาโดยธรรมไม่เชื่องมงายเชื่องมงายงมงายเพราะมันเป็นคบกับตำรวจก็เกิดอาการก็เป็นผู้งมงายเชื่อเชื่อด้วยสะพาน ไม่เชื่อด้วยไปเชื่องมงายไม่เชื่อที่เป็นธรรมะไปเชื่ออสัทธรรมหมายคำว่าธรรมะที่มันไม่ถูกไม่ดีมันไม่ได้เรื่องสัจธรรมแปลว่าธรรมะที่ถูกแล้วดีแล้วชอบแล้วสัทธรรมได้ฟังธรรมะที่ดีได้รับธรรมะที่ดีสัจธรรมกันไม่ดีเพราะไม่ดีก็เลยไปเชื่อเอาสิ่งที่ไม่ควรเชื่อเป็นศรัทธาที่ไม่งมงายศรัทธาที่เสียหายเมื่อศรัทธาเสียหายเราก็ไปทำในใจของเราเปลี่ยนมันก็ฉลาดเหมือนกันฉลาดเป็นฉลาดเฉโปเป็นฉลาดโกงเพราะเป็นอย่างนั้นเราก็มีสติสัมปชัญญะไปในทางโกงมี ที่จะเล็งปืนใส่เบ้าตาคนนี้แล้วมีสติในการที่จะกำลังเอาเปรียบเอารัดเขาหาเชิงที่จะข่มขี่ขูดรีดเอาเรียกว่ามันไม่เข้าท่ามันไม่ดีมันมีเหมือนกันสติสัมปชัญญะมันก็รู้แต่มันรู้อย่างคนผู้นั้นรู้ผิดเพราะเป็นมิจฉาทิฐิเหมือนเดิมเพราะฉะนั้นจึงบานปลายไปหมดสำรวมอินทรีย์ก็สำรวมไว้เพื่อที่จะเอากอบโกยปลาก็แสวงหาเอาไอ้สิ่งที่ไม่ควรเอาหูก็จะแสวงหาเอาพามันไปฟังเสียงที่มีคนฟังมันก็ไม่ได้ฟังสรรพนามก็จะเป็นดูในสิ่งที่มีคนดูกลิ่นก็จะไปแสวงหา กลิ่นที่จะทำให้ตัวเองหนักหน้ารถก็จะแสวงหาแต่สิ่งที่จะเพิ่มกิเลสเพิ่มการตัณหาราคะเพิ่มความถูกปิดเพิ่มพยาบาทก่อเวรมีแต่จะผูกไปหมดรถก็ตามสัมผัสก็ตามแม้ที่สุดใจมันก็ไม่ได้สำรวมอินทรีย์ไปในทางดีไม่ได้สังวรอินทรีย์ไม่ได้สำรวมหรือสังวรมันเพื่อลดละแต่ไปพยายามที่จะรวมมาแต่รวมมาเอามาให้มันพอกเพิ่มเอามาติดเอามายึดเอามันหลงงมงายมารวมมาทีเดียวไม่ใช่สำรวมเพื่อจะรู้แล้วก็เพื่อลดลงลดลงไม่ใช่อย่างนั้นอินทรีย์ทั้ง 6 ต่างหูจมูกลิ้นกายใจและกลายเป็นจะ พ่อมาเพิ่มไปหมดไม่ใช่สำรวมเพื่อระวังตาหูจมูกลิ้นกายใจและก็คอยสัมผัสเพื่อคอยล้างรถลงไม่ใช่อย่างนั้นถ้าอย่างนั้นเรียกว่าอาการสำรวมไอ้นี่ไปรวมเอามาเลยเอามาพอกมาเลยนั่นแหละสวยตรงข้ามกันไม่ได้สังวรแต่ไปวอนหาเรื่องมาสังวรหมายความว่าทำให้ประทำให้มันดูพอเหมาะพอเจาะพอดีพองามให้เป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้เหมาะสมที่สุดเราก็อยู่ในภาวะมากน้อยแล้วดีแล้วประหยัดแล้วประโยชน์สูงเป็นประโยชน์แก่ใครต่อใครในโลกก็เป็นไปมันไม่อย่างนั้นมันไปวอนหาเรื่องไม้แก่ตัวหนักๆหนาๆเป็นอภิชามากขึ้นเป็นพยาบาทมากขึ้นเป็นมิจฉาทิฐิมากขึ้นหลงงมงาย มันเป็นยังไงมันไม่สำรวมอย่างถูกทำและมันไม่สังวรมันไม่สำรวมแต่มันเป็นรวมเอามามันไม่สังวรแต่มันไปวอนไปวอนหาเรื่องมานี่มันเป็นอย่างนั้นการสำรวมอินทรีย์ทั้งหมดก็ไม่เกิดเมื่อไม่เกิดก็เป็นทุกชนิด 3 ตายก็ไปทำกายที่เป็นการรวมอะไรมาไม่รู้ไอ้บอลหาอะไรมาไม่รู้ในกายกรรมวจีก็ไปวอนมาวอนหาเรื่องมาด้วยวิธีไม่รู้ว่ามองอะไรมาไม่รู้แล้วๆมากมายหากว่าจีน่าไม่ได้เรื่องไม่ได้สาระไม่ได้อัดไม่ได้รสอะไรมันก็เป็นทุจ เพราะใจเรามันทุจริตแล้วมันมิจฉาทิฐิแล้วใจเรามันไม่รู้พยาบาลใจเรามันไม่รู้อภิชามันทุจริตไปหมดเพราะมันแยกไม่ออกว่าอย่างนี้คือกามฉันทะอย่างนี้คือพยาบาลแยกจากละเอียดลงไปอีกอย่างนี้คือผีนางพิทักษ์อย่างนี้คืออุปสรรคอุปสรรคมันแยกไม่ออกอย่างนี้คือไม่ใช่อิจฉาไม่รู้จริงวางแผนสงสัยลังเลไม่แพงทะลุไม่แยกให้เกิดจากกระจ่างปัญญาไม่เกิดแพ้มันก็เกิดมีวอนห่าอยู่นั่นแหละเมื่อนิวรณ์ 5 มีจุดใดหากคุณชายก็มียุทธศาสตร์นั้นเพราะนิวรณ์ 5 เป็นอาหารของวิชาฉะนั้น เราจะมีนิวรณ์ 5 อยู่ก็เพราะเราเติมทุจริต 3 เป็นอาหารเรามีทุจริต 3 กับเพราะเรามีการไม่สำรวมอินทรีย์ทั้ง 5 ทั้ง 6 เมื่อไม่สำรวจเป็นสีต่างหากเป็นอาหารที่ดีทุจริตก็เกิดใหญ่โตเพราะเราไม่มีสติสัมปชัญญะไอ้สติสัมปชัญญะอย่างดีอย่างถูกคิดถูกถามอะไรมันมีสัมปชัญญะมันไม่มีซ้ำมันไม่มีตัวรู้มันไม่มีสัมผัส ลงเป็นชีวิตที่รู้อัญญะอันยุตามันไม่มีสัปบุรุษมันไม่มีอันที่ตาไม่มีทำมันยึดตามันไม่มีหลักฐานที่ตามไม่มีอัตตัญญุตามันไม่มีมัดจำที่ตาไม่มีการันต์ยึดตาปะริฉันยึดตาทุกขลาภอันยูมันไม่มีอันยึดตานั่นเลยไอ้ที่หยั่งลงปากอย่างลงไปตั้งลงไปนำลงไปเป็นชีวิตชีวาของตัวตนมันไม่มีอย่างนี้เสมอสัมมะสัมปชัญญะมันไม่มีอันนี้ส่วนที่ติดอย่างลงที่สุดจึงเรียกว่ามันไม่มีสัมปชัญญะมันมีสติเหมือนกันแต่มันไม่มีสัมปชัญญะมันไม่มีตัวรู้ตัวดีพวกนี้รู้เลยเราต้องเอารู้ดีรู้ดีรู้ชั่วแล้วเลือกเอาดีไม่ใช่เรื่องเอาชั่วมันไม่มีตัวนี้ มันจึงไม่มีเรียกว่าไม่มีสติสัมปชัญญะมีสติเหมือนกันแต่เป็นสติเร็วมันรู้ตัวระลึกรู้ตัวเหมือนกันกำลังทำอะไรแต่ไม่รู้ว่าที่ตัวทำนั้นเป็นทุจริตที่ชัดเจนและไม่รู้หรอกว่ามันไม่มีสติสัมปชัญญะมันไม่มีความลึกละเอียดอย่างนี้เป็นสัปบุรุษมันก็ไม่มีการแยกขายจิตใจมันไม่ทำให้ตนอย่างแยบคายไม่มีใจอยากขายก็เป็นอาหารของสติสัมปชัญญะที่เร็วมันไม่มีสติสัมปชัญญะเพราะเราไม่เชื่อไม่เกิดศรัทธาของศาสนาไอ้เชือกงมงายเป็นอาหารจึงเกิดการทำจิตไม่แยกทาง อยากแล้วก็จะไม่รู้สึกเรื่อยไปทำอะไรตามอัตโนมัติเพราะเราจะต้องฟังสัจธรรมเมื่อได้ฟังอรรถธรรมที่เป็นอาหารของศรัทธาโง่เง่าไม่นั่งใกล้กับตำรวจไม่เข้าหาสัตบุรุษเป็นอาหารคือเอาอย่างไม่ไม่เข้าใกล้ไปคบหาแต่ผ่านไปพบคนพาลเป็นอาหารมีแต่ภาระมีแต่คนโง่มีแต่คนอ่อนคนยาวคนไม่รู้เป็นอาหารมันก็พากันไม่รู้หมดมันก็ตรงกันชัดๆอย่างเงี้ยแล้วถ้าพูดได้เข้าใจทั้งกายและกรรมเข้าใจทั้งหมดกี่กรรมเข้าใจทั้งกิริยาของจิตผู้นั้นก็รู้ว่าไอ้นี่คนหรือไม่ควรสิ่งที่ไม่ พฤติกรรมอนาจารอะนะบอกอาจารย์นะอาจารย์แปลว่าพฤติกรรมหรือพฤติกรรมประพฤติที่มันไม่ควรกายประพฤติอย่างนี้ก็ไม่ควรพูดอย่างนี้ก็ไม่ควรหรือจิตให้มันมีพฤติกรรมอย่างนี้ให้มันมีอาการอย่างนี้ให้มีอาการกิริยาอย่างนี้ไม่ควรเราก็เปลี่ยนสิเปลี่ยนไปสู่จิตที่ควรสงบระงับจากอาการนี้เพราะมีกิเลสตัณหาเพราะมีการแก่ไปเบาไปปรับปรุงจิตวิทยาจิตให้กิริยาจิตอยู่ในสภาวะพอดีมัชฌิมางามถึงจะควรเพราะฉะนั้นยิ่งรู้ว่าอันนี้เป็นบาปอย่าให้เกิดสมาธิอย่าให้เกิดพฤติกรรมนี้อยู่ที่จิต 1 เดือน อย่าให้มีหน่วงๆถ้ารู้ว่าอย่างนี้เป็นบาปไม่ดีแล้วเป็นอกุศลอย่าให้มีอย่าให้มีให้ได้เพราะยิ่งมันมีบาปสมาจารย์นะยิ่งอยากใหญ่กายก็ตามพฤติกรรมของกายอย่างนี้เป็นบาปอยู่เสมออย่าทำละเว้นเลิกขาดหยุดบังคับเมื่อเรารู้ว่าอย่างนี้เป็นทุจริตอย่างนี้เป็นบาปอย่างนี้เป็นชั่วหนีไปอกุศลอย่าให้มีวจีก็เหมือนกันไม่ต้องมีบาปสมาชิกความประพฤติเลวทรามต่ำช้าปราบสมาชิกไม่เอาเพราะฉะนั้นเราจะมาถึงขั้นอเนสนาอเนสนาที่แปลหยาบๆว่ายังเลี้ยงชีพด้วยความไม่ควรหรือความ ฉีกอันไม่ควรแปลหยาบๆและหมายเอาแค่หยาบๆอย่างนี้มาจากคำว่าอะนะบอกว่าเอสมาแปลว่าความแสวงหรือการแสวงหาอานัสแปลว่าไม่ควรหรือว่าไม่ไม่แสวงหาอย่างนี้ไม่เป็นอย่างนี้ไม่ต้องการหรือไม่ปล่อยให้ชีวิตเดินทางไปอย่างนี้ไม่ลุกไม่ก้าวไม่ดำเนินไปอย่างนี้ต้องดำเนินไปอีกอย่างหนึ่งถึงเรียกว่าเจตนาต้องรู้ในทิศทางที่มันควรเป็นอย่าไปเป็นในทิศทางที่ไม่ควรเป็นเพราะฉะนั้นจะได้ชีวิตมันเป็นไปอยู่ก็ต้องเลี้ยงชีวิตตะล่อมมันไว้ประคองมันไว้ให้ไปในทิศที่ถูกจึงเรียกว่า อเนสนาส่วนเสน่ห์ท่านแยกออกเป็น 2 หนึ่งเรียกว่าอริยะปริยายอริยะปริเยสนาอีกอันนึงด้วยนะห้าแยกออกเป็น 2 เอกนามมาจากคำว่าอริยะ + A / 1 เรียกว่าอริยะปริเยสนามาจากคำว่าอะนะบวกอริยวงปริยัติ + A ^ ง่ายๆกับอริยะอริยสัจมาทำให้ฉลาดอริยะกัปตันมันไม่ฉลาดก็คือโง่แปลตรงเลยว่าโง่หันหน้าระยะไม่ได้อารยะก็ได้อริยะก็ได้พระอริยหรืออารยะปริยะนั้นแปลว่าโดยรอบปริยัติรู้ทั่วโลกเพราะเราจะแสวงหาอะไรก็ต้องรู้หัวหางกลางปลายรอบหมดเลยทิศเหนือทิศใต้ทิศตะวันออกตะวันตกรู้ให้รอหมดเลยว่าควรจะไปทิศไหนควรจะแสวงหายังไงควรจะตั้งทิศไปยังไงเรารู้เลยควรจะทำยังไงให้จิตมันไปอย่างนี้ให้จิตมันพยายามทำอย่างนี้อย่างไรที่ดี ฉลาดไม่ใช่เฉโกไม่ใช่ฉลาดแกมโกงเชคโกแปลว่าฉลาดเหมือนกันแต่ฉลาดฉลาดโกงฉลาดเบี้ยวฉลาดไม่จริงใจฉลาดมันมีอะไรซ่อนแฝงลามกแต่ส่วนอริยสัจฉลาดและจริงใจรู้ว่าเสียสละเป็นความดีไม่ใช่รู้ว่าเอาเปรียบคือความดีสุดเชคโกน่ะมันฉลาดดิเอาเปรียบเป็นความดีหลงในการที่จะโลภหลงในการที่จะต้องทำให้คนอื่นเดือดร้อนนึกว่าทำให้คนอื่นเดือดร้อนน้ำมันหัวใจดีแกล้งเขาได้เป็นดีทรมานเขาได้เป็นดีข่มขี่ทารุณก็ได้เป็นดีแต่อย่างนั้นมันฉลาดผิดๆอย่าหลงผิดเพราะอะไร ปริเยสนานี่หมายก็แปลในนี้ว่าแสวงหาอย่างประเสริฐอริยะปริเยสนาแสวงหาอย่างประเสริฐสวดอนิจจามันต่างกันอยู่นิดนึงกูไม่ไม่เชี่ยวชาญหรือว่าไม่ถนัดในเรื่องภาษาฟังดีๆอริยสัจ 4 เยสนา anal หมายความว่าแสวงหาอย่างไม่ประเสริฐแสวงหาอย่างไม่เป็นเพราะงั้น 2 คำนี้ก็มาแยกกันผิดกันอยู่แต่ว่าอย่างหนึ่งมันไม่ประเสริฐอย่างหนึ่งมันประเสริฐมันเป็นแสวงหาพระเอกสนาทั้งนั้นมันเป็นการแสวงหาด้วยความแสวงหาทั้งคู่ 8 แสวงหาอย่างไรในนี้ก็อธิบายความลงไปอีกว่าสัมมาอาชีวะเป็นอริยสัจ 4 สนามิจฉาอาชีวะเป็นอนิยมปริเยสนานี่ก็ยกตัวอย่างมันก็ทับศัพท์อย่างนั้นมันก็ยากแต่คนไม่เข้าใจว่าสัมมาอะระหังมิจฉาอาชีวะคืออะไรมันก็แต่ก็พอเข้าใจด้วยภาษาอ๋ออย่างนี้เรียกว่าแสวงหาประเสริฐถ้ามีสมาชิกมันก็เข้าใจคนเราก็เข้าใจแล้วล่ะหำแสวงหาที่ไม่ประเสริฐก็คือเป็นมิจฉาเลี้ยงชีพไม่ชอบเลี้ยงชีพไม่ดีแต่มันก็ต้องไปอธิบายแย่งชิงดีคืออะไรอายุนานในพระสูตรแสดงว่าแสวงหาคุณธรรมมี ทานเป็นอย่างสูงที่หมายความว่าจะอธิบายกันจบเลยก็ถูกแสวงหาทางนิพพานแสวงหานิพพานให้เป็นที่สุดน่าจะเป็นอริยะปริเยสนาอัจฉริยะสะนาแสดงว่าแสวงหาของมีความแก่ความเจ็บความตายเป็นธรรมอันอริยะปริเยสนาแสวงหาที่ไม่ประเสริฐไปแสวงหามีความแก่ความเจ็บความตายเป็นธรรมคือความแก่เราก็มีอยู่เป็นธรรมดาเราก็ไปแสวงหาความแก่ความเจ็บเป็นธรรมดาเราก็ไปแสวงหาความเจ็บความตายเป็นธรรมดาเราก็ไปแสวงหาความตายอย่างที่เคยอธิบายให้ฟังมาแล้วในเรื่อง อภินิหารปัญจเวทชนะ 5 อำเภออธิบายให้ฟังหน่อยพิจารณาเสมอๆมีความแก่เป็นธรรมดามีความเจ็บเป็นธรรมดามีความตายเป็นธรรมดาและก็อธิบายสอนให้ฟังแล้วว่าเรามีเป็นธรรมดาจริงๆแต่เราไปหลงว่าเป็นธรรมเป็นสิ่งที่ควรได้เป็นสิ่งที่ควรลงไม่ต้องไปอยากได้ไม่ต้องไปลงแล้วมันมีแล้วมีแล้วก็ไม่ต้องไปตกใจไม่ต้องทุกข์เมื่อมันถึงความรักเจ็บก็เจ็บมันถึงมารักแก่ก็ต้องแก่มันถึงวาระที่มันจะตายมันก็ตายเป็นธรรมดาเป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไรเรากลับไปแสวงหาอย่างนั้นแต่ในนี้ก็อธิบายต่อไปอีกซึ่งอาจอธิบายให้เข้าใจหยาบลงไปอีกให้ชัดๆ อธิบายว่าเช่นหาของเล่นเป็นต้นในนี้บอกว่าแสวงหามีความแก่ความเจ็บความตายเป็นธรรมเป็นธรรมดาหรือเป็นธรรมและเขาก็ไม่รู้ว่าเขาแสวงหาอะไรไปแสวงหาความแก่ความเจ็บความตายเขาก็ไม่รู้ว่าเขาแสวงหาถ้าพูดอย่างนี้บางคนที่ไม่มีปัญญาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันจึงอธิบายยาวลงไปอีกว่าแสวงหาของเล่นหรือแสวงหาของที่มันไม่ใช่สัจจะหรือไม่ใช่เนื้อหาถึงเรียกว่าของเล่นคนที่ไปแสวงหาอะไรนอกจากนิพพานมีอริยกุลการเงินอริยะพูดกันให้ไปแสวงหาสิ่งที่ไม่ใช่นิพพานเด็กทั้งนั้นไปหาของเล่นทั้งนั้นเพราะแสวงหาลาภยศสรรเสริญสุข แสวงหาของเล่นทั้งนั้นมันเล่นกันมาตั้งเท่าไหร่เดี๋ยวนี้มันกำลังเล่นกันอยู่คนน่ะมันเล่นกันอยู่ที่จริงมันเล่นน่ะมันฆ่ากันตายเนี่ยคนนี้แย่งลาบฉันฆ่าตายคนนี้มาแย่งยศฉันฆ่าตายมันทำกันเล่นเพราะว่ามันทำแล้วมันจะทำอีกมันไม่แล้วฟังดีๆมันทำการเล่นทุกวันนี้มันยิงกันฆ่ากันแสวงหาอำนาจแสวงยศแสวงสรรเสริญแสวงสุขที่เขาหลงมาเป็นสุขเพราะแสวงหาอยู่เดี๋ยวนี้เยอะมากมายแล้วก็ฆ่าแกงกันด้วยดูเหมือนจริงๆดูเหมือนว่าจริงเหลือเกินฆ่ากันแปลงกันเอาจริงเอาจังทำลายกันลงประหารกันลงเป็นเวรเป็นกรรมเป็นพยาบาลไม่เขาไม่เข้าใจ จบเขาทำเล่นน่ะเขาไม่ได้ทำแล้วฟังดีๆก็ทำเล่นเขาไม่ได้ทำจบถ้าไม่ทำแล้วเขาทำแล้วจะได้ทำอีกทำก็ทำอีกทำแล้วเขาก็จะต้องมาผูกพันเป็นเวลานู่นเวรเป็นพยาบาลไม่จบแย่งกันเล่นกันนี่พูดอย่างอัจฉริยะน่าจะเห็นชัดกว่าพวกนี้เขาเล่นสรรเสริญสุขนี่เขาเล่นนี่แหละเรียกว่าแสวงหาของเล่นเป็นต้นถ้าจะแปลในนี้ขยายคำว่าแสวงหาของเล่นเช่นแสวงหาของเล่นไทยแปลว่าหาของเล่นตุ๊กตาพวกคุณก็เป็นอาจารย์แล้วถ้าอย่างนั้นถ้าบอกว่าของเล่นเหมือนตุ๊กตาเหมือนของอะไรไอ้นั่นมันของเด็กๆพูดกัน ที่เราพูดกันอย่างธรรมะนักธรรมะแล้วผู้ใดแสวงหาของเล่น
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive