สื่อธรรมะพ่อครู(อาสวะ อนุสัย) ตอน ความฝัน 3 แบบ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาสวะ อนุสัย) ตอน ความฝัน 3 แบบ _ลอย แคนาดา ขออนุญาตเรียนถามพ่อท่านอีกครั้งครับว่า ความฝันของผู้บรรลุธรรมในระดับต่างๆ แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร มีชนิดของความฝันที่เรียกว่า lucid dream มีนักวิทยาศาสตร์บางคน เชื่อว่า ผู้เป็นอรหันต์ ควรรู้ตนเองว่า กำลังฝันอยู่ เรื่องนี้พ่อท่านมีความเห็นอย่างไรครับ lucid dream คือความฝันเหมือนจริงภาพสี แต่ผู้ฝันจะรู้ตนเองว่ากำลังฝัน และมีสติในฝัน และคิดแก้ปัญหา อย่างมีสติ การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และการประดิษฐ์ คิดค้น มาจาก ความฝันลักษณะนี้ จำนวนมาก เช่น คิดค้นโครงสร้างของอะตอม นักวิทยาศาสตร์ทางจิต เชื่อว่าบางคนฝึกได้ โดยการเข้าสมาธิสูง ก่อนที่จะหลับไป ผมเองมีประสบการณ์ lucid dream เช่นกัน แต่ไม่บ่อย คือรู้ตัวว่ากำลังฝันไป มีทั้งปล่อยวาง และแก้ปัญหาที่ซับซ้อน จนนำมาเขียน ตีพิมพ์ผลงานในระดับชาติครับ
โปรดอย่าเข้าใจผิดว่า ผมอวดการบรรลุธรรมระดับไหนนะครับ เพราะผมไม่เคยสนใจ เรื่องระดับการบรรลุ เหมือนไม่สนใจ ยศตำแหน่ง ครับ ผมสนใจพิจจารณาให้ปฏิบัตตนในองค์มรรค ด้วยสัมมาทิฏฐิ เพราะเชื่อว่า ถ้ามรรคถูกต้อง แกนนำคือสัมมาทิฏฐิ จะพาไปหาผลอยู่แล้ว กรณี lucid dream นี้ อาจเป็นผลจาก สติ สมาธิ สังกัปปะ และทิฏฐิ จึงอาจเกี่ยวกับระดับการลดละกิเลส ตามที่มีนักวิทยาศาสตร์ตะวันตกบางกลุ่มเชื่อ จึงอยากเรียนขอความเห็นจากพ่อครูครับ พ่อครูว่า...ถ้าจะให้ชี้ชัดความฝันก็คือสิ่งที่ตกเข้าไปในซับคอนเชียสsub conciusเข้าไปในจิต ด้วยความฝัน หรือจะเรียกว่านิมิต ก็คือภาพ เป็นเครื่องหมายอะไรบอกให้รู้ในนั้น ผู้ควบคุมฝันได้คือผู้ที่จะเป็นพระอรหันต์เป็นต้นไปเป็นอเสขบุคคล ส่วนอนุสัย เป็นเรื่องลึกที่จะต้องสาธยายกันยาว เพราะว่าอนุสัยเป็นสิ่งที่มีทั้งความประเส
อ่านต่อ
ริฐสุดก็เป็นสิ่งที่เลวสุด เพราะว่าเป็น คลัง ของความรู้ของความนึกคิด แล้วมันก็จะมีกิเลสในนั้นถ้าเป็นอรหันต์แล้ว มันก็ไม่มีกิเลสอีก แต่เป็นคลังความคิด อนุสัย จึงเป็นสิ่งที่ประเสริฐ แทนที่จะเป็นอนุสัยที่เป็นกิเลสต่างๆก็ควบคุมได้ เป็นสิ่งที่ประเสริฐทั้งสิ้น เขาใช้ภาษาว่า 1 ฝัน 2 นิมิต นิมิตคือเครื่องหมายที่บอกให้รู้ ก็ควบคุมได้ไปเรื่อยๆจนอรหันต์ควบคุมได้หมด ฝัน คือ 1 จินตนาการ 2 คืออาการของอนุสัย 3 วิสัยแห่งอจินไตย 3 คำนี้3อาตมาใช้พยัญชนะเรียกสภาวะ 1 คนที่อยู่ในภพของความคิดคือจินตนาการ 2 คนที่รู้เข้าใจก็จะเห็นอาการของตัวนิมิตหรือฝัน อ่านได้เห็นอาการเรียนรู้ มันเป็นอาการของอนุสัยขึ้นมาทำงาน คนที่ไม่สามารถที่จะรู้ได้ ถึงอาการของอนุสัยที่จะควบคุมมันได้ จนกระทั่งล้าง อกุศลเจตสิกในอนุสัยจนหมด จนกลายเป็นอนุสัยที่สะอาดเป็นอนุสัยของพระอรหันต์ คนนั้นก็สามารถที่จะเรียนรู้ไปเรื่อย จนถึงขั้น วิสัย ผู้ที่มีวิสัย ตั้งแต่ ฌานวิสัย ก็คือคนเรียนรู้ จิตตั้งแต่ตัวสยัง ที่เป็นตัวอาศัย อาศัยเป็นภาษาไทยก็คือต้องอยู่กับอันนี้ อาศัยแปลว่าอยู่ทางนี้ เรียนรู้กับอันนี้แล้วจัดการล้างกิเลสออกไปเรื่อยๆ จนสั่งสมเป็น วิสัย วิสัยคือตัวเราที่ทำ นิ ปฏิบัติสิ่งที่จะไม่ให้มีออกไปเรื่อยๆ จนเป็น สย ที่สุดยอดเรียกว่า วิเศษ วิสิทธิ์ วิสุทธิ์ เป็นวิสยะ วิสัย คนที่ทำวิสัยจบก็เป็นอนุสัยของพระอรหันต์ อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย จะไม่มีใครมาพูดหรอกว่าอนุสัยเป็นสิ่งที่ดี เพราะคนเขาทำให้อนุสัยบริสุทธิ์ไม่ได้ ทำตัวน้อยยิ่งกว่าปรมาณูของตัวตน พลังงานตัวตนพลังงาน สยะ พลังงานจิต พลังงานอัตตา แล้วตัวน้อยตัวเล็กนี้แหละ หากคุณไม่เรียนรู้ มันก็ครอบงำบงการไปตลอดชีวิตเป็นปุถุชน จนกว่าคุณจะมาเรียนรู้ แล้วทำ นิสัย วิสัย ทำนิสัยให้ลดกิเลสลงเรื่อยๆเป็นวิสัย อนุสัยคุณก็สมบูรณ์ ผู้ที่สามารถทำอย่างนี้ได้ก็ต้องสร้างพลังงาน ฌานให้ได้ เมื่อสร้างพลังงานฌานได้ เกิดผล ฌานคือเครื่องเผากิเลส ฌานคือปัญญา ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาไม่มีฌานไม่ใช่ปัญญา ฌานที่ไม่มีปัญญาไม่ใช่ฌาน ฌานกับปัญญาต้องอยู่ด้วยกัน ฌานที่ไม่มีปัญญาไม่มี ปัญญาที่ไม่มีฌานไม่มี ผู้ที่สามารถสร้างพลังงานให้เกิดฉันได้ เป็นพลังงานอุณหธาตุ พลังงานไฟ สามารถกำจัดพลังงานไฟราคะโทสะโมหะ จิตก็เป็นพลังงาน แยกจิตเป็นสิ่งที่ถูกรู้เป็นรูป โดยพลังงานตัวนามธรรม ถ้าเรารวมสะกดจิตไว้ให้จิตใจอยู่เฉยๆ มันก็ไม่ทำอะไรก็ไม่ทำงาน อนุสัยคุณก็รวมมันไว้ ก็ไม่ได้สลายตัวกิเลส ไม่ได้แยกแยะตัวอกุศลจิต เป็นวิธีปฏิบัติเป็นสะกดจิต ก็ไปนั่งหลับตาสะกดจิต การนั่งหลับตาสะกดจิต ไม่ใช่วิธีปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ฟังไว้บ้างแล้วไปศึกษาให้ดีแล้วเลิกเสียจะได้ไม่เสียเวลาเปล่า แต่ทำไมพระพุทธเจ้ายังยอมให้มีนั่งหลับตา พระพุทธเจ้านั้นท่านจำนน ท่านอุบัติท่ามกลางศาสนาหลับตาหมดเลย ศาสนาพุทธยังไม่เกิด ท่านสร้างศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ทำลายการนั่งหลับตา ท่านจะทำแบบนั้นกับคู่หัวใจเขาท่ามกลางเขาหมดเลยเขาก็เอาตาย ถ้าเขานั่งหลับตากันทั้งป่า แล้วก็ต้องไปออกป่าด้วย ในเมืองก็นั่งแต่หลงออกป่า แม้แต่พระพุทธเจ้าตอนออกบวชก็ไปหลงออกป่าตามค่านิยมของสมัยนั้น เป็นลิงลมอมข้าวพอง ไปหาอาจารย์ที่เขาบอกว่า ทำฌานก็ไปเจออาฬารดาบส อุทกดาบส พานั่งหลับตา ท่านก็ได้รูปฌาน อรูปฌาน ท่านก็รู้ว่าไม่ถูก ท่านก็ทำตามของท่าน เมื่อบรรลุแล้วก็ประกาศศาสนาที่จริงเป็นของเก่าของท่าน ท่านระลึกได้ตอนอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ตอนในชาติที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะนั้นไม่ได้ปฏิบัติธรรมะของศาสนาพุทธเลย 6 ปีที่เข้าป่านั้นเป็นการปฏิบัติที่ผิด สุดท้ายท่านก็นั่งตรวจสอบระลึกหรือว่าชาติก่อนๆท่านได้สะสมความเป็นพระพุทธเจ้ามาแล้ว พระพุทธเจ้านั้นท่านมีความเป็นได้มาแล้ว ไม่ใช่ว่าท่านตรัสรู้แต่ว่าท่านตรัสรู้มาก่อนแล้ว ไปนั่งระลึกของเก่า มีบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ อาตมาทุกวันนี้ก็ที่ระลึกของเก่ามาใช้ ก็ในฝัน ก่อนจะนอนแล้วนอนก็ให้มันตกผลึก จะเรียกว่าฝันก็ตาม ก็เป็นสัญญาที่ระลึกขึ้นมาเป็นอนุสัย ที่ตกค้าง กิเลสมันทำอะไรอาตมาไม่ได้ เราไม่ควบคุมแล้วฝันก็เละ เป็นเรื่องราวปรุงแต่งเละ ตามกิเลสไปบำเรอกิเลสในภพ ปั้นอะไรก็ได้ในฝันนิมิตเอาสร้างเอาได้ ก็เป็นเรื่องจินตนาการของจิตของเราที่นึกคิดไป มันเป็นอาการของอนุสัยฟุ้งขึ้นมาทำงาน แล้วมันก็เป็นเรื่องของ วิสัยของอจินไตยที่พาทำ เพราะฉะนั้นคนที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจึงต้องเรียนรู้ให้ถึง วิสัยของฌาน ในอจินไตยมี 4 อย่าง พุทธวิสัย ฌานวิสัย กรรมวิบาก โลกจินตา ประสิทธิภาพของฌานคือการขจัดกิเลสออก ตกผลึกเป็น ฌานวิสัย กำจัดกิเลสได้สำเร็จ กำจัดไฟราคะโทสะโมหะก็เหลือแต่ ฌานวิสัยของอรหันต์ แล้วจะเข้าใจกรรมวิบากที่เป็นอจินไตย จะรู้โลกจินตา สารพัดที่เป็นสังขารโลก ในยุคพระพุทธเจ้านั้นไม่มีหรอกในยุคนี้การรบเป็นทางสตาร์วอร์ อันนี้มันสร้างอาวุธอย่างโน้นอย่างนี้เป็นโลกจินตา ผู้ที่มีฌานวิสัยสมบูรณ์แล้ว อจินไตยอีกสองอันจะเข้าใจตามบารมีแต่โลกจินตา คือสิ่งที่ปรุงแต่งกันทั้งหมดโลกคือความคิดของชาวโลก ก็คิดบ้าๆบอๆเต็มไปหมดเป็นเรื่องไร้สาระเป็นเรื่องที่คิดขึ้นมาแล้วทำลายกันเป็นเพราะอะไรกันเต็มไปหมด เรารู้แต่ไม่เสียเวลากับสิ่งเหล่านี้จึงมีเวลาที่ทำแต่กุศล โดยเฉพาะมารู้กิเลสแล้วล้างกิเลสหมด 100 ปีนั้นน้อยไป 500 ปีก็ยังน้อย แต่มันลากสังขารไป 500 ปีไม่ได้ แต่ก็จะพยายามฝืนลากไป มันไม่ถึง 500 ปีก็เอา 151 ปี บอกว่าคนที่อายุยืนที่สุดที่มีสถิติไว้คือนายลีชิงยุนอายุ 256 ปี อยู่ได้เพราะว่าอะไร เพราะว่าต้อง stimulated กาม แกถึงต้องมีเมียตั้ง 20 คน มันจะเป็น Coefficient ฮอร์โมนเสริมกาม ต้องอยากก้าวหน้า Coefficient คือพลังงานก้าวหน้า สามารถที่จะทำให้พลังงานในจิต ถ้าทำได้ดีก็อยู่ในระยะสมดุล ถ้าทำไม่ดีก็เผาผลาญ สลายไปเร็ว แต่ถ้าทำได้ดีจะยืนยาว มันเป็นตัวที่สร้าง ให้ได้สัดส่วนที่ดี จะมีอายุยืนยาวนาน โพชฌงค์ของพระพุทธเจ้าที่จะทำให้อายุยืน เขาไปท่องโพชฌงค์ เขาพาซื่อ สวดปริตร สวดโพชฌงค์แล้วบอกว่าจะอายุยืน สวดให้ตายก็ไม่มีทาง ทีนี้ ความฝัน ภาษาไทยเอามาใช้ฝัน ฝันคือจินตนาการ การขบคิด ไอน์สไตน์บอกว่า แกเองอาศัยจินตนาการแล้วทำอะไรต่อมาได้ ที่จริงน่ะ อาตมาเองอาตมาเคยพูดไปแล้วว่า ไอน์สไตน์แกไม่ได้คิดใหม่ แต่เป็นของเก่าของแก แม้แต่ความรู้พลังงานในระดับ ทฤษฎีสัมพัทธภาพสูงสุด E=mc 2 เอามาเปิดเผยแต่ไม่ได้กำกับว่าไม่ให้ใช้อย่างชั่วร้าย แกก็เลยเสียใจ อาตมาเองพูดไปเหมือนคุยตัวอวดตัว ว่าอาตมาเข้าใจพลังงานพวกนี้ อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ แต่อาตมาไม่ใช่สายที่จะพูดไปถึงวัตถุ ทางสสาร อาตมามาชาตินี้มาทางนามธรรม แต่ของพลังงานสสารนั้นมันหยาบ ทางนามธรรมนี้ละเอียด ทางหยาบนั้นเอาสูตรไปใช้ได้ง่าย อาตมามาต่อ E=mc 2 มาเป็น E=C(mc 2 + A) ตัว A คือนามธรรมทั้งหลาย ที่คุณเริ่มได้ก็คือคุณต้องมีนามธรรมที่เกิดจาก mc 2 คือพลังงานไอน์สไตน์แล้วคุณสามารถใช้พลังงานนี้มี A เป็นตัวแปร mc 2 +mc 2 +mc 2 ไปเรื่อยๆ แล้วมีพลังงานตัวแปรพิเศษที่คูณเข้าไปอีก C เต็มรูปเลย มนุษย์นี่มีความใฝ่ฝัน ฝันคือจินตนาการ ต้องการที่จะฝันไปให้ไกล ฝันสารพัดสารเพจินตนาการมาให้ได้ ซึ่งมันเต็มไปหมดแล้วที่เขาฝันกันมา จินตนาการกันมาจนกระทั่งเอามาอาศัยใช้ในชีวิตสังคมเต็มไปหมด เหลือเฟือ เฟ้อจนมากไป เนื้อหาตัวแทนของความรู้ไม่ใช่ความฝัน ไม่ต้องไปใฝ่ฝันอะไร พระพุทธเจ้าเอามาสรุปเป็นอริยสัจ คนนี้คุณจะเอาไปบ้าๆบอๆอะไรกับมันนักหนา มันดิ้นรนไม่รู้จักหยุดเพราะว่ามันอยาก มีความใฝ่ฝันอยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ อยากได้สุข สุขนี้มีสองอย่าง 1.สุขบำเรอกาม 2.สุขบำเรออัตตา พระพุทธเจ้าเทศน์สูตรแรกคือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มีโลกกับอัตตา โลกคือภายนอก อัตตาคือภายใน ผู้ใดไม่รู้ว่าภายนอกเราต้องการอะไรที่เอามาเสพสัมผัสภายนอก ก็เอามาบำเรออัตตา คุณหยุดเอามาบำเรอกามกับอัตตาได้คุณเป็นอรหันต์ มาเรียกว่าสิ่งที่คุณต้องการด้วยกามตัณหาหรือความต้องการ อยากได้ พอได้มาบำเรอสิ่งที่ต้องการ อยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญอยากได้สิ่งมาสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายหรือสิ่งที่นอกเหนือจากนั้นเป็นการบำเรอภายใน อัตตา คุณได้มาแล้วก็ได้สิ่งนั้นว่าสุข พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่านั่นคือของหลอกสุขขัลลิกะ ของเท็จ ของไม่จริง ความสุขนั้นไม่มีหรอก คนนึกว่ามันมีในโลก แต่ความจริงแล้วสุขมันไม่มีหรอกในโลก ความจริงนั้นมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ได้อะไรมาบำเรอสุขอุปาทานแล้วก็สุขเก๊ จะสัมผัสวัตถุอะไรก็แล้วแต่ สัมผัสลาภยศสรรเสริญ สัมผัสทุกอย่าง มันก็คือความจริงเท่านั้นเป็นเวทนาแท้ รู้ความจริงตามความเป็นจริง ส่วนอาการที่คุณเองจะมีความสุขหรือความทุกข์ มันเป็นอาการที่ไม่มีในโลกของพระอรหันต์ พระอรหันต์จึงไม่มีสุขไม่มีทุกข์ มีแต่ความเป็นจริงของเวทนาในเวทนา พระพุทธเจ้าถึงรวมลงว่า ต้องเรียนรู้เวทนาในเวทนา เวทนา 108 คนที่ทำเวทนาทำตามพระพุทธเจ้าสอน เทวธัมมาให้เป็นเอกสโมสรณา ภวันติ ทำเวทนาสองให้รวมลงเป็นหนึ่งได้ก็จบ จะต้องไปทำทีละ 2 ทีละ 2 ด้วยการทำธรรมะ 2 ให้เป็นหนึ่ง เอาเวทนาเป็นกรรมฐาน ทวเยนเวทนายะ คือทำเวทนาโลกีย์ให้เป็นโลกุตระให้ได้ หรือทำจากเคหสิตเวทนาเป็นเนกขัมมสิตเวทนา ถ้าอ่านเวทนาไม่ออก แล้วไม่รู้ว่านี่แหละคือกรรมฐาน กรรมฐานเดียวนี่แหละในศาสนาพุทธ กรรมฐาน 40 นั้นออกนอกรีตของศาสนาพุทธ อรรถกถาจารย์บัญญัติไว้ด้วยความไม่เข้าใจด้วยความไม่รู้ ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พระสูตรที่ 1 พรหมชาลสูตรท่านก็บอกว่ามีเวทนาเท่านั้นเป็นกรรมฐานหากไม่มีเวทนาก็ไม่มีทางแห่งการปฏิบัติ ที่ปฏิบัติกันก็มีแต่การสะกดจิต ออกนอกรีตหมดเลย พระพุทธเจ้าให้มีความตื่นมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์แล้วเรียนรู้แยกแยะ เคหสิตเวทนาว่ามันมีกิเลสในตัวจิต แล้วกำจัดกิเลสให้ได้ ล. ๙ ข.๘๗ [๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ ๕ ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ไปเรียนรู้กันผิดๆไปเอากรรมฐาน 40 มาทำให้จิตใจหยุด ที่จริงแล้วศาสนาพุทธจะต้องมีโพชฌงค์ สติ ธัมมวิจัยวิริยสัมโพชฌงค์ จะพูดจะทำจะคิดอะไรต้องมีจิตใจรู้สังกัปปะ ในขณะทำกรรมการงานทุกอย่าง คุณต้องมีความคิด คุณจะพูดอยู่ก็มีสังกัปปะ คุณจะต้องมีจิต สามารถที่จะจับสังกัปปะได้ ในขณะทำกรรมการงานอาชีพ ต้องมีจิต มุทุภูตธาตุ แยกแยะอ่านจิต มีกามวิตก พยาบาทวิตกหรือไม่ ก็เห็นแล้วพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง กามเป็นเหตุแห่งทุกข์ พยาบาทเป็นเหตุแห่งทุกข์ แล้วมันไม่จริงมันไม่มีตัวตน มันเป็นของเก๊ กามหรือพยาบาทของเก๊ มันไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่อะไรของเราเลย หากมีกามพยาบาทก็อวิชชาอยู่ทั้งนั้น จิตใจเราไม่จำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้เลย ถ้ามีอยู่ก็โง่ทั้งนั้น ต้องดูอาการ กามพยาบาทแล้วจี้มันเลยว่า เอ็งไม่ใช่ข้า เอ็งไม่ใช่จิตข้า เอ็งมันของเก๊ อย่ามาอยู่ในจิตข้า เอ็งไม่ใช่ตัวจริง เอ็งมันไม่จริงหรอก ถ้าสามารถทำจิตให้สะอาด อย่างเที่ยงให้ตัวเก๊ไม่เข้ามา จุดนี้จึงเป็นจุดที่ถาวรจะเรียกว่าจิตเดิมแท้ก็ได้ แต่จิตนี้ก็คือจิตอนัตตา เที่ยงนี้คือธาตุรู้ที่รู้ว่า อาการจิตมันมีอยู่ ถ้าเราเองเราไม่ยึดอาการจิตนี้ไว้ อาการจิตนี้ก็สลาย จิตมันไม่ใช่อะไรเลยมันเป็นพลังงาน คุณทำให้จิตของคุณรวมตัวอยู่ได้เพราะคุณมีปัญญาที่สามารถทำให้พลังงานอันนี้ พลังงานละเอียดเลย เป็นอะตอม เป็นปรมาณู ทำให้มันเป็น นิวเคลียร์ฟิวชั่นได้ ให้อยู่เป็นตัวตนร่วมเป็นตัวเอง ถ้าไม่พยายามใช้พลังงานให้มันมารวมตัว ปล่อยไปมันก็สลายไป มันไม่ใช่ตัวตน ถ้าคุณทำใด้มันก็รวม พระอรหันต์ก็จึงรู้ว่าเรายังยึดมั่นอยู่ แต่รู้ว่ายึดไปทำไม ไม่ใช่ยึดมั่นถือมั่น อวิชชาซึ่งเป็นสภาวะที่ยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น อรหันต์จีงยึดอย่างรู้และมีประสิทธิภาพที่ทำให้สิ่งที่ไม่ใช่ตัวเราเป็นอาคันตุกะไม่ให้มาวอแว ไม่ให้กิเลสเข้ามาในจิต 601110_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก สภาวะความฝัน 3 ประการ