สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ลักษณะของคนศีลเคร่งหรือธูตะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข19 พฤศจิกายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ลักษณะของคนศีลเคร่งหรือธูตะ ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองต้องมาทำงานนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2513 มาจนบัดนี้ 2560 กำลังจะขึ้น 2561 47 ปีกำลังจะขึ้นปีที่ 48 ก็ประสบผลสำเร็จ อาตมาว่า ประสบผลสำเร็จที่ทำได้ที่ทำให้คนเข้าใจคุณลักษณะอันวิเศษของความเป็นคน แล้วมาประพฤติปฏิบัติจนเกิดเป็นสังคมหมู่กลุ่ม ที่มีพฤติกรรมสังคมประพฤติอย่างนี้สำเร็จได้จนถึงเป็นวัฒนธรรม เป็นคนมีวรรณะก็เป็นคนชั้นสูง เลี้ยงง่ายบำรุงง่าย อยู่กับใครก็ไม่เป็นภาระเป็นคนอบรมง่าย เป็นคนบำรุงง่าย หมายความว่าเป็นคนที่บอก เป็นคนที่สอน เป็นคนที่พัฒนาได้ดีเร็วง่าย สุโปสะ เป็นคนที่คนที่พาทำ หรือแนะนำให้เจริญได้ง่าย อัปปิจฉะ เป็นคนมักน้อยหรือกล้าจน ชอบมีน้อยๆ เป็นคนพอ สันตุฏฐิ เป็นคนสัลเลขะ ขัดเกลาตนเอง ขัดเกลาผู้อื่น กายวาจาไม่ดีขัดเกลาให้เจริญ โดยเฉพาะใจที่อกุศลก็ขัดออก ธูตะ คือ การปฏิบัติเคร่งไปตามลำดับ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือมีองค์แห่งการปฏิบัติให้เจริญด้วยพระธุดงค์ ธุดงค์ไม่ได้หมายความว่าเจริญ ไม่ได้หมายความว่าออกป่า ธุดงค์ก็เลยกลายเป็นมุทะลุดุลงนั่นเข้าใจไปเอง ธูตะนี่ แปลว่า มีข้อปฏิบัติที่สามารถปฏิบัติได้สูงขึ้นสูงขึ้น เรียกว่าความเคร่ง ปฏิบัติให้สูงขึ้นตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า จุลศีล 26 ข้อเป็นต้น มัชฌิมศีล 10 ข้อ มหาศีลอีก 7 ข้อ มหาศีลเป็นเรื่องของสังคมสงฆ์ เรื่องของสังคมศาสนา ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ไม่มีการประพฤติแบบที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหาศีล มหาศีลคือเดรัจฉานวิชา ที่บัญญัติในมหาศีลไม่มีในสังคมของศาสนาพุทธ มหาศีล 1.พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิช

อ่านต่อ

า เห็นปานนี้คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะพื้นที่ ดูลักษณะที่ไร่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัดเป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอดูรอยเท้าสัตว์

อ่านมาถึงข้อที่ 7 เลย ...พระสมณะโคดมเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล สรุปแล้วไม่ทำการรักษาไข้ใบ้หวย นี่เฉพาะพระภิกษุ ไม่ได้ห้ามฆราวาสเดี๋ยวยุ่ง ไปห้ามฆราวาสรักษาไข้ไม่ได้ เดี๋ยวแพทย์วิถีธรรมยุ่งเลย ฆราวาสไม่ต้องทำพอดี ต้องชัดเจนว่าจะทำอะไร อย่างนี้เป็นต้น ศาสนาพุทธทุกวันนี้ อาตมาเอาพระไตรปิฎกมาอ่านก็เหมือนว่าเขา เพราะมันหมดแล้วไม่เหลือความเป็นศาสนาพุทธ เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อาณิสูตรว่า กลองอานกะ แต่เดิมมีไม้หนังเส้นสายเป็นของเดิม วัตถุที่ประกอบเป็นกลองอานกะ เดี๋ยวนี้ไม่เหลือของเดิมแล้ว เนื้อแท้เก่าวัตถุเก่านั้นเปลี่ยนไปหมดแล้ว เปลี่ยนเป็นเนื้อใหม่หมด ฉันเดียวกันกับศาสนาพุทธเรียกว่าชื่อพุทธ แต่เนื้อแท้ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นของใหม่หมด นี่ไม่ใช่ไปว่าหรือไปลงโทษ สูตรนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตั้งแต่ศาสนายังไม่เสื่อม ท่านว่าถึงอนาคตแหละว่าจะเป็นเช่นนี้ ซึ่งในยุคนี้มันเป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ตั้งแต่บัดนี้ เปลี่ยนแปลงไปหมด แล้วท่านก็มีเนื้อความต่อไปว่า พุทธเป็นศาสนาที่มีโลกุตรธรรม เมื่อมาถึงยุคที่ได้ผิดเพี้ยนไปเหมือนกลองที่ผิดรูปไป หมดเนื้อแท้แล้ว ใครมาพูดโลกุตรธรรมขึ้นมา เขาจะไม่ฟังกันไม่เห็นว่าน่าฟัง เขาจะฟังแต่คำสอนที่ไม่ใช่โลกุตระ พูดเพราะพูดเอาใจประเล้าประโลม หากจะชัดเจนก็ไปฟังธรรมกายเขาสอนนั่นแหละที่เป็นคำสอนที่ถูกเปลี่ยนแปลงทั้งหมด แม้แต่ในเถรสมาคม องค์กรใหญ่ กระแสหลักของศาสนาพุทธก็ตาม ก็เปลี่ยนรูปเป็นอะไรไป เหมือนกัน เป็นแต่เพียงว่าเขาทำนี้ไม่ได้ใหญ่เหมือนธรรมกายเขาใหญ่ ธรรมกายทำใหญ่เป็นรูปร่างที่ผิดใหญ่ มันถึงได้ยินชัด ส่วนอื่นๆ ทำกันคนละเหลี่ยมมุม รวมกันแล้วก็เหมือนกับธรรมกาย ไม่ใช่เนื้อแท้ของเก่าของพระพุทธเจ้า ทุกวันนี้เป็นอย่างนั้น วันนี้หรือวันไหนที่อาตมาพูด ก็พูดว่าศาสนาพุทธที่เป็นอยู่ ยกตนข่มท่านอย่างบริบูรณ์แล้ว ที่ยกตนข่มท่านนี้ เป็นความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอคติในใจเลย ไม่ได้มีความเกลียดชัง มีแต่ความเมตตา พูดยกสิ่งที่ควรยก ปัคคัณเหปัคหารหัง สิ่งที่ท่านทำกันที่ผิด ก็เป็นสิ่งที่ควรจะตำหนิ นิคคัณเหนิคหารหัง สิ่งควรข่มก็ต้องข่ม ทำตามพระพุทธเจ้าสอน ส่วนจิตใจนั้นอาตมาเห็นเป็นความเมตตาไม่ได้ปรารถนาร้าย ไม่ได้มองในแง่ร้ายหรือทำร้าย แต่พูดให้สะดวกให้เข้าใจพูดเป็นความจริง ถ้ารู้ตัวแล้วก็ตรวจสอบธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นศีลของศาสนาพุทธแต่ทุกวันนี้ไปไกล จนศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่มีแล้วศีล มีแต่พระวินัย 227 ข้อ พอถามว่าศีลมีเท่าไหร่ ของพระภิกษุก็บอกว่ามี 227 ข้อ อันนั้นมันข้อวินัยไม่ใช่ศีล ต้องรู้ความแตกต่างของศีลกับวินัย วินัย เป็นข้อกำหนดขึ้นมาเพื่อลงโทษภิกษุ ส่วนศีลนั้นสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนปฏิบัติไม่ใช่เพียงแต่ภิกษุเท่านั้นแต่เป็นของศาสนา ศีลเป็นของศาสนาทั้งภิกษุและชาวพุทธทั้งหมดพึงปฏิบัติตาม เช่น จุลศีล เป็นสิ่งที่ต้องมาปฏิบัติเพื่อให้เกิด สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสสนะ เช่นจุลศีลข้อที่ 1 1 พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ถ้าผู้ใดเข้าใจเนื้อหาความหมายของศาสนาพุทธ ศีลข้อที่ 1 พระพุทธเจ้าตรัส หมายถึงว่าให้รู้จักความเป็นชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ตั้งแต่สัตว์เล็กสัตว์เซลล์เดียว จนถึงสัตว์ที่มีเซลล์มากมายขนาดถึงระดับมนุษย์หรือคน ก็จะต้องมอง ก็จะต้องเห็นความเป็นสัตว์ หวังประโยชน์ต่อความเป็นสัตว์ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว จนกระทั่งถึงความเป็นคนดังกล่าว ถ้าใครมีความรู้มีปัญญา แล้วประพฤติจริง ไม่ฆ่าสัตว์ เว้นจากการฆ่าสัตว์ วางอาวุธ วางหมดเลยที่จะไปทำร้ายสัตว์ ตั้งแต่อาวุธระเบิดนิวเคลียร์ ระเบิดที่ร้ายแรงกว่านิวเคลียร์ก็ตามจนกระทั่งถึง อะไรที่เป็นอาวุธเล็กที่สุด เข็ม มีดโกน ไม่ใช้อาวุธทำร้ายใครเลยอะไรเลย วางศาสตรา คืออาวุธที่ร้ายแรง ทัณฑะ คืออาวุธที่มีร้ายแรงใช้ในการลงโทษ มีความละอาย ที่จะทำร้ายสัตว์ ที่จะไปเบียดเบียนสัตว์ต่างๆ มีความเอ็นดู นอกจากละอายที่จะต้องเบียดเบียนทำร้ายสัตว์แล้ว ยังมีจิตใจเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ เพราะฉะนั้นคนที่มีจิต เห็นว่านี่คือสัตว์และหวังประโยชน์ต่อสัตว์ต่างๆแม้ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว สัตว์เซลล์เดียวนี้เริ่มเกิดเป็นสัตว์ จากพีชนิยามมาเป็นจิตนิยาม อาจจะพัฒนาเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในอนาคต เรา ควรหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ผลเป็นความมีจิตหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงนั้นยิ่งใหญ่ อย่างอาตมานี้ พูดไปแล้ว พวกเราจะเข้าใจแค่ไหนไม่รู้ นอกจากอาจจะหมั่นไส้ แต่ที่พูดไปนี้ไม่มีความอยากอวด คนไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหา ส่วนคนที่ตั้งใจฟังก็ตั้งใจฟังว่า อาตมามีจิตใจปรารถนา อยากจะอธิบายธรรมะทำให้ลึกซึ้งครบครันให้ฟัง ไม่ใช่อวดดี แต่การรู้ดีๆอย่างนี้แล้วเอามาอวดก็ควรจะฟัง แล้วสิ่งที่ดีลึกซึ้งสูง มันควรจะเอามาอวดให้รู้อยู่คนเดียว ปกปิดคนเดียวทำไม อาตมาเอาของสูงละเอียดพวกนี้มาแสดง ผู้ที่เข้าใจเช่นนี้จะเข้าใจถึงจิตนิยามของความเป็นสัตว์ แล้วความเป็นสัตว์นี่นับตรงไหน อ่านตรงไหน? มีอะไรแสดงถึงความเป็นสัตว์ มีพลังงาน พลังงานที่เรียกว่าพลังงานถึงขั้นเป็นสัตว์ เรียกว่าจิตนิยาม แต่ถ้าพลังงานนั้นไม่ถึงขั้นเป็นสัตว์ เป็นแค่พืช ก็เป็นชีวิตเป็นชีวะ เพิ่มเป็นพลังงานที่เจริญเป็นชีวะ แต่พืชนั้นเป็นพลังงานที่ยังไม่มีเวทนา ยังไม่มีวิญญาณ เป็นอนุปาทินกสังขาร เป็นสังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง มีแต่สัญญากับสังขาร ยังไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ เพราะฉะนั้น พีชะ จึงต่างจากสัตว์ พืชจึงต่างจากชีวะที่เป็นสัตว์ สัตว์น้ำมีวิญญาณ มีเวทนา มีความรู้สึกที่เป็นอัตตา เกิดเป็นตัวตนยึดตัวตน ใครมาแตะต้องเบียดเบียนตัวเรา ทำร้ายตัวเราก็เกิดพยาบาทอาฆาต หรือพลังงานของตัวเราผูกพันไม่ใช่แค่สัมพันธ์ผู้อื่น มีการดูดการผลัก อย่างนี้เป็นต้น ก็จะเข้าใจพลังงานเหล่านี้ พลังงานที่เราเรียกว่าเป็นขั้นจิต ขั้นพืช หรือเป็นขั้นไม่มีชีวะเป็นอุตุนิยาม นิยาม 5 ประการ คือ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยามเป็นความรู้ที่เกินกว่าความรู้วิทยาศาสตร์ทางโลก มันก่อเกิดต่อเนื่องกันอย่างไร จะข้ามขั้นอย่างไรที่พลังงานจากอุตุนิยามมาเป็นพีชะอย่างไร จะต่อกันอย่างไร จะออกนอกกรอบ ตั้งแต่อุตุนิยามที่เป็นสสาร เป็นชีวะ เป็นความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า แม้จะมีความรุนแรงอย่างไร เช่นพระอาทิตย์มีความเป็นพลังงานฟิสิกส์เยอะ แต่ในดวงอาทิตย์ไม่มีชีวะเลย ดวงอาทิตย์ชีวะอยู่ไม่ได้เกิดไม่ได้ แม้แต่ในโลกหลายโลกก็เกิดความเป็นสัตว์ไม่ได้ มีแต่ความเป็นโลหะ มีแต่ความเป็นธาตุดินธาตุลม น้ำก็ยังไม่มีเลย ในดวงดาวบางดวงดาวก็ไม่มีน้ำจึงไม่สามารถปรุงแต่ง น้ำเป็นตัวที่จะทำให้เกิดสัตว์ น้ำสังเคราะห์กับดินกับลมกับไฟก็เกิดเป็นชีวะ เป็นพืช แล้วก็เกิดเป็นสัตว์ อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าตรัสรู้สุดยอดเลย ตั้งแต่เริ่มต้นพลังงานทั้งหลายแหล่ 601112_วิถีอาริยธรรม ดอยรายปลายฟ้า คนจนแบบถาวรยั่งยืนตลอดกาล

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน