สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน วิปัสสนากำจัดไฟกิเลสด้วยไฟบุญ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข19 พฤศจิกายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน วิปัสสนากำจัดไฟกิเลสด้วยไฟบุญ สรุปแล้วพลังงานตั้งแต่อุตุนิยามจนถึงจิตนิยามมันเป็นพลังงาน อาตมาอธิบายธรรมะตั้งแต่แรก บอกว่าจิตนิยามเป็นพลังงาน พวกอภิธรรมจะเอาตาย บอกว่าพลังงานเป็นพลังงานฟิสิกส์จะบอกว่าจิตนิยามเป็นพลังงานได้อย่างไร หาว่าอาตมาพูดผิดพูดทำลายศาสนาพุทธ พูดสัจธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าไม่ถูกต้อง ทุกวันนี้ไม่รู้จะเห็นแย้งหรือเปล่า ถ้าเข้าใจที่จะมาอธิบายมาจนป่านนี้แล้ว ถ้ายังไม่เข้าใจก็แน่นอน ก็คิดถึงอย่างนั้นความรู้เขาก็แค่นั้น จะเข้าใจธรรมชาติ 5 หรือ ก็จะไม่เข้าใจพลังงาน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อาการของพลังงานอุตุ พีชะ จนจิตนี่แหละจะก่อกรรม หากเป็นพีชะ จะไม่ก่อกรรมไม่มีพลังงานครอง ไม่เกิดเป็นกรรมวิบาก แต่ถ้าเป็นจิตนิยามก็เริ่มมีกรรมวิบาก ผู้ที่เริ่มศึกษาพลังงานเหล่านี้จึงรู้ว่า จิตที่จะไปก่อกรรม เพราะพลังงานจิตของคนจะมีความรู้สูงจนกระทั่งรู้ว่า กรรมอย่างนี้เป็นกรรมที่ไม่ควรทำ เพราะเป็นอกุศลกรรม เป็นบาป จะทำให้เกิดความเลวร้ายความทุกข์แก่เราเอง ถ้ากรรมไหนก่อความสุขความเจริญ เป็นโลกีย์ก็มีความสุขความทุกข์ มีความเสื่อมความเจริญ แต่โลกุตระนั้นรู้พร้อมทั้งความเจริญในความดีความเสื่อมความชั่วแล้ว ไม่ปฏิบัติความชั่วความเสื่อม ปฏิบัติแต่ความเจริญ สำหรับผู้ที่สามารถทำจิต ให้จิตตนควบคุมพลังงานตนเองให้ก่อกรรมที่มีแต่ความเจริญ ไม่ก่อกรรมที่ไม่เจริญไม่ก่อกิเลสเลย นั่นคือผู้รู้จักกรรมและควบคุมพลังงานกรรม สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) เพราะว่าได้เรียนรู้อกุศลจิต ที่ที่มันไปก่อกุศลกรรม แล้วล้างเหตุทำให้มันจบล้างอกุศลในจิต ล้างกิเลสได้ด้วยก็เป็นบุญ ปุญญะ กำจัดกิเลสในตนได้ บุญสามารถกำจัดกิเลสได้จริง บุญเป็นพลังงานอุณหธาตุ กำจัดไฟราคะโทสะโมหะ ให้หมด

อ่านต่อ

บุญกำจัดราคะได้ หน่วยหนึ่งนิดหน่อย ไม่ถึงหน่วยครึ่งหน่วยก็ตามด้วย ส่วนแห่งบุญ บุญมันก้อนเท่านี้ ถ้าเรียกเป็นสังขยาเลข อกุศลมี 100 หน่วยกำจัดได้ 10 ก็เป็นส่วนแห่งบุญ กำจัดได้ 20 ก็มีส่วนแห่งบุญ 20 กำจัดได้ 90 ส่วน ก็มีส่วนแห่งบุญ 10 เหลือกิเลสอีก 10 กำจัดกิเลสได้หมดก็หมดบุญ บุญก็หมดไปไม่มีการสะสม มีแต่ความวิบัติ ความรู้นี้ไม่มีใครพูดแล้ว ถ้าใครจะพูดก็พูดตามอาตมาไม่มีใครพูดอย่างอาตมาหรอก แม้แต่ผู้ที่เป็นปราชญ์ของศาสนาพุทธในยุคนี้ก็ไม่มีใครพูดอย่างนี้ บุญไม่ใช่เครื่องมือหาเงิน ไม่ใช่เครื่องมือสร้างสมบัติ แต่เป็นเครื่องมือวิบัติ บุญเป็นพลังงานโลกุตระ มีหน้าที่ทำลายกิเลสอย่างเดียวไม่ทำหน้าที่อย่างอื่นเลย บุญไม่ใช่ความรู้ บุญเป็นอาวุธ เป็นปัญญาวุฒิเลิศยอด อาตมาใช้ภาษาสื่อสภาวธรรม เป็นสิ่งที่เป็นอจินไตย หากไม่มีผู้รู้มาเปิดเผยคุณคิดเองไม่ได้ คิดไม่ออกหรอก เข้าใจไม่ได้ เพราะฉะนั้นสรุปก็คือ ถ้าอาตมาไม่พูดเรื่องบุญคืออะไรขึ้นมา สูญหายแล้วศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธไม่มีความเป็นศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธมีเป็นเจ้าของคำว่าบุญ ศาสนาอื่นเทวนิยมไม่มีการล้างกิเลส ศาสนาอื่นใดไม่เรียนรู้พลังงานที่เป็นกิเลสในจิตเราที่เป็นพลังงาน แล้วจับตัวกิเลสพลังงานที่มันเป็นกิเลสนี่ให้ได้ แล้วล้างกำจัดเฉพาะตัวนี้ ไม่ใช่กำจัดจิต ไม่ใช่สะกดจิตให้จิตหยุด แต่ต้องเรียนรู้แยกแยะอกุศลจิตออก แล้วทำลายตัวนี้ อย่าไปทำร้ายจิตใจตัวเอง จิตใจมันเป็นธาตุรู้ไม่ใช่ธาตุชั่ว อกุศลต่างหากเป็นธาตุชั่วที่ต้องกำจัด จะเหลือแต่จิตใจที่เป็นตัวรู้ที่มีความคล่องแคล่ว ผู้ใดทำจิตตนมีประสิทธิภาพ ได้จิตใจดีจะยิ่งคล่องแคล่ว กายปาคุญญตา เป็นรูปธรรมที่ยิ่งคล่องแคล่วว่องไว ไม่ใช่จิตใจกำจัดกิเลสได้แล้วก็เป็นจิตที่นิ่งแข็งทื่อไม่คิด ไม่นึก ไม่ใช่ แต่ยิ่งจะมีความนึกคิดที่แววไว กายปาคุญญตา เป็นรูปนามที่ว่องไว เวทนาสัญญาสังขาร ยิ่งคล่องแคล่วว่องไว จิตวิญญาณก็ยิ่งจะคล่องแคล่วว่องไว ไม่ใช่เป็นเวทนาที่ไม่รู้สึกอะไร สัญญาไม่กำหนดรู้อะไร สังขารไม่ปรุงแต่งอะไรเลย บื้อ มันเป็นความเข้าใจผิดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิเป็นมิจฉาปฏิบัติ ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้ได้มิจฉาไปหมดแล้วทั้งมิจฉาทิฐิ มิจฉาปฏิบัติ เรียกจิตใจที่ดีขึ้นเรียกว่าอธิจิต สมาธิคือจิตใจตั้งมั่น เมื่อทำกิเลสที่ออกไปออกไปจนกระทั่งออกได้แล้วมันก็ตกผลึก เป็นจิตใจที่ตกผลึกได้ว่าสมาธิตั้งมั่นขึ้นเรื่อยๆ ใจที่มีสมาธิมีคุณสมบัติ ปริสุทธา มีความบริสุทธิ์ ปริโยทาตากระทบกับอะไรก็ยังบริสุทธิ์ได้ มุทุ ตัวจิตจริงเป็นมุทุภูตธาตุ เป็นธาตุจิตเก่งแคล่วคล่องว่องไว เจโตคือฐานจิต ปัญญาคือตัวทำงานจะยิ่งแข็งแรง static ยิ่งแข็งแรง dynamic ยิ่งเร็วไว มีประสิทธิภาพสูงเรียกว่ามุทุภูตธาตุ จึง กัมมัญญา ทำกรรมการงานได้ดี ทำงานได้อย่างดีไม่มีโทษภัย ทำมีแต่คุณค่าประโยชน์ ปภัสสรา จะทำงานหนักหนาสาหัส คลุกคลีเกี่ยวข้องปรุงแต่งอย่างไรก็ยังปภัสรา ผ่องใส แม้จะผ่านศึกไหน ก็ยังบริสุทธิ์เหมือนเดิม นี่คือคุณสมบัติของอุเบกขา เนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา ผู้ใดสามารถอ่านอาการจิตเรียกว่าเวทนา เรียนรู้เวทนา108 แล้วสามารถกำจัดเวทนาที่เรียกว่ามโนปวิจาร 18 เกิดจากตาหูจมูกลิ้นกายใจ หกทวาร มากระทบสัมผัสกับอะไรมันก็จะเกิดอาการ สุข ทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์เป็นได้ 3 อย่าง มโนปวิจารก็จะเกิดได้ 18 จาก ตาหูจมูกลิ้นกายใจ 6 ทวาร มันกระทบแล้ว สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ รวมแล้วเป็น 18 เรียกว่ามโนปวิจาร คือพฤติกรรมของจิตที่เกิดอยู่ วิจารคือพฤติกรรมของจิตที่เกิดอยู่ 18 ในปุถุชน ผู้ที่ไม่ศึกษา จะเกิดมโนปวิจารเป็นเคหสิตเวทนา 18 ผู้ที่ปฏิบัติธรรมก็จะอ่านตัวนี้ออก ทำให้เกิดสมาธิ ต้องอ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทสของจิตตน เกิดทางตากระทบรูป อาการนี้สุขนี้ทุกข์ นี้ไม่สุขไม่ทุกข์ มีอะไรเป็นเหตุเกิด ตัณหาอวิชชาเป็นเหตุเกิด อาการอย่างนี้เป็นอวิชชาตัณหา ก็กำจัดลีลาอาการของมัน ลีลานี้ มันจะเป็นอย่างนี้มีพฤติกรรมนี้ก็กำจัดมัน ลดด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยกดข่มเท่านั้น กดข่มนั้นชั่วครั้งชั่วคราว ถ้ามันแรงนัก ไม่ไหวก็กดข่มไว้ก่อน และพิจารณาให้เห็นไตรลักษณ์ของจิต ไตรลักษณ์ของจิตคือมันเกิดอย่างนี้ มันไม่ใช่เกิดตลอดเวลา เดี๋ยวมันก็เกิดสุขเดี๋ยวมันก็เกิดทุกข์ เดี๋ยวมันก็ไม่สุขไม่ทุกข์ มันไม่ได้เที่ยง ไม่ได้สุขตลอดเวลาหรือทุกข์ตลอดเวลา ก็ไม่ใช่ ไม่สุขไม่ทุกข์ตลอดกาล ก็ไม่ใช่ เดี๋ยวมันก็สุขเดี๋ยวมันก็ทุกข์ เดี๋ยวมันก็ไม่สุขไม่ทุกข์ยิ่งกว่าลิง จิตมันยิ่งกว่าลิง อย่างนี้เป็นต้น มันเร็ว มันจับไม่ทันง่ายๆหรอกเร็วไว ไม่เที่ยง ไม่อยู่กับร่องรอย และความไม่รู้จิตใจพวกนี้ ธรรมชาติมันจะเกิดอย่างนี้ แต่เราไปยึดถือว่าอย่างนี้มันต้องได้อย่างนี้ต้องเป็นอย่างนี้ต้องมี ถ้าไม่ได้มาก็ทุกข์ ได้มาก็เป็นสุข บางทีมันก็เฉยๆ แบบเคหสิตเวทนา หมายความว่ามันเฉยๆแบบโลกๆ พักยก มันไม่รู้เรื่องหรอก รู้สึกเซ็งๆ เฉยๆไม่สุขไม่ทุกข์อะไรไป ก็ได้ แต่พระพุทธเจ้าให้ศึกษาเวทนานี้อย่างละเอียดชัดเจนในอาการต่างๆพวกนี้ แล้วเรียนรู้ตัวที่มันเป็นเหตุ เหตุที่หลงว่าเป็นสุขเป็นทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ก็ตาม อย่างบื้อๆไม่เอา ให้มันเกิดสุขกับทุกข์แล้วรู้เหตุ ล้างเหตุ กำจัดเหตุนี้ได้ จิตใจมันก็จะดีขึ้น เจริญขึ้น เรียนรู้ เคหสิตเวทนา18 แล้วทำให้เกิดเป็น มโนปวิจาร เนกขัมมสิตเวทนา18 ให้ได้ ไม่ใช่ไปสะกดจิตไม่เรียนรู้มโนปวิจาร คนปฏิบัติธรรมแล้วแยกแยะ อ่านอาการตนเองไม่ชัด ไม่พ้นวิจิกิจฉา อ่านแยกจิตเจตสิกตัวเองออกแล้วลด เคหสิตเวทนาไม่ได้ จิตวิญญาณก็ไม่เข้าสู่ เนกขัมมะธรรมะ เนกขัมมะคือทำกิเลสออกไปจากจิต กามเป็นต้น พยาบาทเป็นต้น ทำให้เป็น ผู้นั้นทำสมาธิของศาสนาพุทธไม่เป็น การนั่งสะกดจิตไม่ใช่วิธีของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธต้องลืมตาปฏิบัติ มีผัสสะเป็นปัจจัยอ่านกิเลสขณะทำกรรมการงานอยู่ พูดอยู่ก็อ่านกิเลส คิดอยู่สังกัปปะก็อ่านกิเลส แล้วรู้วิธีกำจัดกิเลสให้ได้ กำจัดอย่างสมถะและวิปัสสนาจนกิเลสมันดับจริงๆไม่เกิดอีกเลยตลอดกาล นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) อย่างนั้นคือศาสนาพุทธ อาตมาพูดซ้ำซากวนเวียน ก็จะพูดอย่างนี้ต่อไปจนกว่าจะตายก็จะพูดต่อไปอีก ถ้าเข้าใจกันแกนของศาสนาพุทธ ถ้ารู้มโนปวิจาร18 แล้วทำเป็น ทำให้เกิดอุเบกขา เนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา จะมีคุณสมบัติ 5 ประการ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา แล้วทำให้มันแข็งแรง ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เหมือนเสาระเนียด เป็นอเนญชาภิสังขาร ทำให้ได้ตลอดไป เรียกกว่าทำให้เกิดเวทนา 36 36 36 ขึ้นกับกาละ ปัจจุบันทำให้กิเลสเป็นศูนย์เรียกว่า 36 คือรู้จัก เคหสิตตะมาเป็นเนกขัมมะ ทำจนกระทั่งมันเป็นศูนย์ตลอดกาล สั่งสมเป็นอดีตเป็นฐาน static แข็งแรงตั้งมั่น มั่นคงไม่หวั่นไหว กระทบสัมผัสกิเลสนี้ไม่เกิดแล้ว มันมีต้นทุนแห่งจิตเป็นสมาธิ เป็นอธิจิตยิ่งใหญ่ รู้เท่าทันและมีกำลังเจโต กระทบสัมผัสแล้วกิเลสเข้าไม่ได้ กิเลสร่วงผลอย จนเป็นจิตที่ลูบหัวล้านกิเลสได้ กิเลสมันจะร้อนแรงอย่างกับพระอาทิตย์ ก็ลูบหัวล้านพระอาทิตย์ได้ ตามที่ท่านตรัสไว้ในมโนมยิทธิญาณ โลกจะร้อนแรงด้วยไฟราคะโทสะโมหะอย่างกับพระอาทิตย์ ผู้ที่อยู่เหนือพลังงานเหล่านี้ได้แล้ว มีพลังงานไฟฌาน จะจับต้องสัมผัสไฟราคะโทสะโมหะได้ จึงอยู่เหนือโลกธรรม อยู่เหนือพลังงานโลกีย์ทั้งหมด นี่คือสัจจะที่เป็นไปได้จริง สันทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโกโอปนยิโกปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ ตามที่กล่าวข้างต้นได้จริงในยุคนี้ อกาลิโกก็ปฏิบัติได้ พิสูจน์ได้ เอหิปัสสิโกมาดูได้ เป็นของสูงเป็นของวิเศษสุดเอื้อม แค่เอื้อมเอามาได้ ทำได้แล้วจะเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ แล้วคุณทุกคนควรจะมาเอา สันทิฏฐิโก คนทุกคนควรจะมาเอาให้ได้ เอาได้แล้วเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ สมณะเดินดินว่า...พ่อครูอธิบายมาถึงจุดนี้ทำให้เข้าใจถึงว่า แพ้ชนะอยู่ที่สมถะหรือวิปัสสนา พ่อครูว่า...เข้าใจสมถะ เข้าใจวิปัสสนา สมถะก็ต้องใช้วิกขัมภนปหานช่วยล้าง ธรรมดาธรรมชาติคนเราก็ต้องใช้บ้างอยู่แล้ว ธรรมดาคนเราเกิดมามีกิเลสราคะโทสะโมหะ คุณก็ต้องกดข่มไว้ทั้งนั้น ไม่ใช่ปลดปล่อยไปหมด ออกไปหมด ไม่ใช่ โดยธรรมชาติสัญชาตญาณคนเราก็จะกดข่มไว้ ก็ต้องมีความละอาย เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ นอกจากมันไม่ละอาย จะโกรธก็แสดงมาเต็มที่เป็นพวกฮิปปี้ แสดงราคะก็แสดงเต็มที่ ไม่ปิดไม่เม้มเลย มันไม่ใช่คน มันเหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน วิกขัมภนปหานมีโดยสัญชาตญาณอยู่แล้ว ก็ใช้ให้เป็น แล้วก็เรียนรู้เรียกว่าวิปัสสนา เรียนรู้กิเลสทีละคู่ เป็นธรรมะ 2 กำจัดให้ได้ กำจัดได้หน่วยหนึ่งเป็นตทังคปหาน กำจัดกิเลสไปทีละหน่วยทีละอัน ไม่ใช่เรียนรู้มั่วเอาไปหมด ศาสนาพุทธให้ตัดกิเลสไปเป็นลำดับ ไม่ใช่ว่าอะไรก็เป็นกิเลสคว้าหมดเลย ให้จับปลาทีละตัว เรียนรู้ให้มีผัสสะให้เกิดเวทนาเป็นธรรมะ 2 แล้วจะมีฐานที่ทำการเรียกว่ากรรมฐาน ฐานคือที่ตั้งที่จะจัดการ กรรมคือการทำงานจึงจะทำงานได้ ถ้าไม่มีผัสสะปฏิบัติธรรมไม่ได้ ไม่มีเวทนา ศาสนาพุทธมีกรรมฐานเป็นเวทนาอย่างเดียว แต่ทุกวันนี้ มีกรรมฐาน 40 ดินน้ำไฟลมอะไร มันเป็นเรื่องการสะกดจิต อันนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธเลย ศาสนาพุทธนั้นให้รู้จักกรรมฐาน คือเวทนา ถ้าไม่มีเวทนาแล้ว ไม่มีความเป็นไปได้ ไม่มีทางปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสรุปในพรหมชาลสูตร แต่เขาอ่านพระไตรปิฎกไม่แตก ถ้าไม่มีผัสสะไม่มีทางปฏิบัติ ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยจึงจะมีการปฏิบัติได้แต่ทุกวันนี้ไปนั่งหลับหูหลับตาปฏิบัติ ไม่มีการสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย พูดจนเมื่อยแล้ว เมื่อไหร่เขาจะได้ยิน เมื่อไหร่เขาจะรู้สึก เมื่อไหร่จะเข้าใจ เมื่อไหร่จะเลิกสิ่งที่ผิดนี้สักที เขาไม่เชื่อน้ำมนต์ ไม่เชื่อน้ำยาอาตมาเลย อาตมาว่า ไม่ได้พูดร้ายพูดไม่ดีเลย พูดบอกให้รู้ว่าโจรทำไม่ดีไว้อย่างไร โจรมันไม่ได้บุกรุกแต่มันอยู่ในตัวคุณเลย ในตัวมีแต่ไอ้โจรทั้งนั้น รู้ตัวเองเสียบ้าง อาตมาบอกว่าโจรอยู่ในตัวคุณ เขาก็ไม่ฟัง โจรมันก็เลยยิ้ม บอกว่าพวกนี้ตาบอดหูหนวกหมดแล้ว เขาไม่ฟังหรอก เขามองเราเป็นตัวตลกบ้าๆบอๆ แต่เขาไปฟังอาจารย์ที่ช่างหลอก เป็นลูกศิษย์ของโจร ลูกศิษย์ของกิเลสไปโน่นแล้ว พูดความจริงไม่ใช่ยกตนข่มท่านว่าเขาผิดเราถูกอะไร แต่พูดสัจจะ ผู้ที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองพูดผิด จะไปหลงว่าถูก ก็ยกเป็นอาจารย์เสียเยอะ ศาสนาพุทธเพี้ยนไปเกินครึ่งศาสนาพุทธแล้วจึงเสื่อมมาก อาตมาพยายามมากอบกู้แต่มันไม่ค่อยเป็นไปได้เลย อาตมาเองในปางนี้อย่างนี้ ในชีวิตของวัฏสงสารในโลกใบนี้ อาตมาก็ได้เวียนตายเวียนเกิดมาช่วยศาสนา รอบแล้วรอบเล่า มาถึงรอบนี้ก็เช่นกัน ทำร้ายทำแรงก็เคยทำมาแล้ว ทำอย่างไม่ร้ายไม่แรงก็ทำมาแล้ว ไม่ค่อยได้เรื่อง ก็ยังเสื่อมอยู่นั่นแหละ ไอ้ตอนที่อาตมาทำร้ายแรง ไม่ได้เกิดในเชื้อชาติไทย คือทำงานศาสนาต้องปราบต้องโหด ต้องใช้อาญาสิทธิ์ เสร็จแล้วก็ดีขึ้นหน่อยนึง พอมางวดต่อมา ก็ทำร้ายแรงอีกก็ยังไม่ดีขึ้น มาถึงยุคนี้ปางนี้เลยต้องทำร้ายแรงแต่เบา ทำนิ่มนวล ทำร้ายแรงแต่นิ่มนวลยิ่งกว่าจอมยุทธ ร้ายแรงแต่สุภาพนิ่มนวล คนไม่มีปัญญาแท้ อ่านวรยุทธนี้ไม่ออก วรยุทธนี้ก๊วยเจ๋งก็สู้ไม่ได้เอี๊ยก๊วยก็สู้ไม่ได้ ทั้งเร็ว และทั้งไร้ตัวตน แต่คนรับสัมผัสเห็นว่าอาตมาทำแรง อันนั้นเป็นธรรมฤทธิ์ แต่จริงๆแล้วอาตมาไม่เคยตบตีใคร นอกจากมุขสตีปากหอก ไม่เคยไปลงมือลงไม้อะไรกับใคร ไม่เคยไปทำร้ายแรงที่จะไปรบกวนผิวหนัง กระทบกระเทือนผิวหนังใคร ทำแต่เสียงพูด ภาษาสำเนียงมุขสตี ไม่เคยทำร้ายทำลายใครทำกายกรรม ทำแต่วจีกรรม ซึ่งก็เกิดจากมโนกรรมทั้งนั้น เป็นสิ่งที่อาตมาจะต้องทำไปจนตาย ไปทำทางกายกรรมมันเกิดเป็นวิบาก มาเล่นงานอาตมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นก็ไม่เอาแล้วก็เลยมาทำอย่างสุภาพก็ไม่ได้เรื่อง เลยต้องทำอย่างนี้ จะบอกว่าไม่สุภาพไม่ได้ นี่มันสุภาพที่สุดแล้ว เพราะไม่มีทางที่จะทำงานด้วยกายกรรมวจีกรรมที่มาจากมโนกรรม ไม่มีทางทำกายวิญญัติวจีวิญญัติได้ดีกว่านี้แล้ว เกิดจากสภาพที่รู้ว่าอะไรเป็นอย่างแรงอย่างเบา แล้วประมาณทำให้ได้สัดส่วนที่เป็นประโยชน์สูงสุด

601112_วิถีอาริยธรรม ดอยรายปลายฟ้า คนจนแบบถาวรยั่งยืนตลอดกาล

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน