ทุกข์ 10 ประการ ที่เลี่ยงได้และเลี่ยงไม่ได้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข9 กุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาในไฟล์

ทุกข์ 10 ประการ ที่เลี่ยงได้และเลี่ยงไม่ได้ _ครูเคร่ง : ขอถามพ่อครูครับ ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ๖ มีอะไรบ้างครับ ทุกข์อริยสัจ มี ๔ มีอะไรบ้างครับ พ่อครูกล่าวถึง แต่ไม่มีรายละเอียด ขอเมตตา ขยายได้ไหมครับ พ่อครูว่า... ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้คือทุกข์ที่เกิดจากองค์ประกอบเกี่ยวเนื่องกับทางร่างกายทางวัตถุภายนอก มันเป็นเรื่องธรรมชาติของการปรุงแต่งของกายสังขาร มี 6 อย่าง _ก. ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ (ทุกข์อันเกิดจากกาย) . ๑. สภาวทุกข์ ทุกข์ประจำสังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย พ่อครูว่า...อาตมาก็เลี่ยงไม่ได้มาถึงทุกวันนี้จะไม่ยอมรับว่าแก่ก็ไม่ได้ต้องยอมรับว่าแก่ _๒. นิพัทธทุกข์ ทุกข์อยู่เนืองนิตย์ คือ หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ๓. อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ในการหากิน-การทำงาน พ่อครูว่า...ก็ทำมาหากินประจำวันของมนุษย์เลี่ยงไม่ได้ ไม่เหมือนสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานมันก็ต้องหากินเหมือนกัน ไม่ว่าจะปลูกสร้างไม่เป็นแต่มันก็ต้องหากิน มันไม่ทำงานที่จะปลูกสร้างแต่มันทำงานหากิน มันก็เลี่ยงไม่ได้ เป็นคนก็เลี่ยงไม่ได้ _๔. พยาธิทุกข์ อวัยวะเจ้าการทำหน้าที่ไม่เป็นปกติ ๕. วิปากทุกข์ ทุกข์เพราะผลกรรม เลี่ยงวิบากเก่าไม่ได้ พ่อครูว่า...อย่างอาตมามีกระเปาะที่หลอดลมเป็นเหตุให้ต้องไอ มันสร้างเสลด ทำให้ติดท่อลม มันต้องขจัดก็คือวิธีไอ ใช้แรงเพื่อจะให้มันเอาเสลดออกให้ได้ อาตมาไม่ได้อยากได้ ไม่ได้ไปแสวงหา ไม่ใช่เชื้อโรค แต่เป็นผลวิบาก ที่ได้ตำหนิคนมามาก แม้ในชาตินี้ก็ยังตำหนิอยู่ มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตำหนิคน เพราะการสอนคนไม่ใช่เป็นการสรรเสริญ สอนคนนี้คือการตำหนิ ตำหนิเป็นหลักให้แก้ไขปรับปรุง ส่วนคนดีๆเขาทำดีแล้วไม่ต้องสอนอะไรมาก แต่คนที่ยังไม่ดีนี่สิ ต้องสอนต้องบอกข้อบกพร่อง บอกข้อไม่

อ่านต่อ

ดีไม่งาม คนเขาก็ไม่ชอบ มันก็มีพลังต่อต้าน พลังไม่ชอบมันเป็นกรรมวิบากที่ละเอียดลึกซึ้ง ยังไงๆเราก็ต้องได้รับ ก็เลยเป็นอยู่ เลี่ยงไม่ได้ ถ้าไม่สมัครใจที่จะทำงานนี้ก็ไม่ต้องสมัคร ถ้าสมัครใจแล้วก็ต้องทำ แม้แต่พระพุทธเจ้าเอง ก็มีปักขันทิกาพาธ เป็นโรคหลอดลมหลอดเสียงเหมือนกัน เพราะต้องใช้อันนี้ทำ _๖. ทุกขขันธ์ ทุกข์รวบยอดเพราะการประชุมแห่งขันธ์ ๕ อันยังอาศัยมีชีวิตอยู่ พ่อครูว่า...ทุกข์คือความตั้งอยู่อย่างเดิมไม่ได้ รูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่เที่ยงไม่ตั้งอยู่อย่างเดิมมันเปลี่ยนแปลง อันนี้แหละคือ มีความสูญเท่านั้นที่ไม่เคลื่อน เป็นความเที่ยง เพราะฉะนั้น 0 จะทำอะไร ทำที่จิต ที่ชัดที่สุดคือทำให้กิเลสสูญไปจากจิต นี่คือตัวแท้ เมื่อจิตสูญไปจากกิเลสแล้วก็เที่ยง สูญไปอย่างชัดเจนถาวร ปหาน อาสวะอนุสัยกิเลสก็หมดไปยัง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ถ้าจะมาขยายความมาจนทุกวันนี้ พวกเราได้ยินได้ฟังก็จำได้ รู้ นี่คือทุกข์ 10 อย่างที่มี 6 อย่างไม่เที่ยง อีก 4 อย่างเป็นอริยสัจ 4 แต่ก็ไม่ได้ไปขยายความแบบอริยสัจ 4

_ข. ทุกข์ที่เลี่ยงได้ (เจตสิกทุกข์ อันสามารถดับเหตุได้แท้) ๗. ปกิณกทุกข์ (ทุกข์จรแห่งกิเลส คือ โศก ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ เมื่อพรากจากคนที่รัก หรือพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นต้น) พ่อครูว่า...คือทุกข์ที่เข้าใจไม่ได้ แล้วก็ให้มันมาย่ำยีจิตวิญญาณตัวเอง เป็นทุกข์จร เป็นกิเลสเข้ามาเป็นตัวการมีเศร้าโศก พิไรรำพัน โทมนัส มีข้องใจขัดเคือง ไม่เรียบร้อยไม่โล่งไม่โปร่งไม่วาง ต้องเรียนรู้ความจริงให้ได้เลยว่าโง่ทั้งนั้น มันเกิดจากอวิชชา อย่างพวกเราข้อแรก โศก แล้วเรามาเลิกโศก ไม่โศกไม่เศร้า รู้แล้วรู้รอดรู้จบ ไม่ต้องไปพิรี้พิไรไม่รู้จักจบ มันก็หมดทุกข์หมดโทมนัส หมดอุปายาสะ ถ้าคุณไม่รู้จริง โศก ก็ไม่รู้ ทำต้นทางไม่ได้ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ ไม่มีเสร็จหรอก นี่คือทุกข์ที่ทำให้หมดไปจากชีวิตได้ _๘. สันตาปทุกข์ (ทุกข์ คือ ความร้อนเผาใจ อันเนื่องมาจากกิเลสไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ แผดเผา) พ่อครูว่า... พวกอภิธรรมฟังอาตมาว่า กิเลสเป็นพลังงาน เขาก็ว่าเป็นไม่ได้ ก็จะแย้งก็แย้งไป มาเรียนรู้อาการทางจิต เรียนรู้ได้จากอาการลิงคนิมิต อุเทส คือคำอธิบายที่อาตมาอธิบาย เรียนรู้แยกแยะอาการ ที่มีความต่างคือลิงคะ เป็นราคะ โทสะ โมหะมันก็มีความแตกต่างกัน โมหะ มันก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ราคะ เป็นอย่างหนึ่ง โทสะ เป็นอีกอย่างหนึ่ง โทษลักษณะ ไม่ต้องเรียกคุณลักษณะ โทษลักษณะของราคะ โทษลักษณะของโทสะ มันเป็นแบบอย่างไร เรียนรู้อย่าให้มันเกิดในจิต เรียนรู้จากการทำใจในใจ คือมนสิกโรติ หรือมนสิการ คือการทำที่ใจเรา เราเป็นคนทำ ทำเอง ทำใจของเรา ให้มีอาการอย่างนี้ๆ สามารถทำอาการของใจได้ ไม่ให้มันเกิดอาการของราคะ ดูดดึงเกิน เสพติดอยู่ มันเป็นรสเป็นชาติอย่างเป็นราคะ โทสะ ก็เสพติดอยู่ จะดูอาการพวกนี้แล้วรู้ว่ามนุษย์ประเสริฐเขาไม่มีอาการเหล่านี้หรอก ถ้ามีอยู่ก็เป็นมนุษย์โง่มนุษย์ไม่เจริญ รู้เหตุปัจจัยใน สามัญโลกมันจะต้องมีอะไรที่สัมพันธ์กันกระทบกัน แล้วเราก็ยังยินดีที่จะมีอันนั้น จนสุดท้ายเราก็ไม่ต้องยินดี ไม่ว่าจะเป็นราคะ ไม่ว่าจะเป็นโทสะ ไม่ต้องไปยินดี จิตของเราไม่มีราคะ โทสะ มันก็ไม่เกิดอาการของราคะ โทสะ จิตวิญญาณก็บริสุทธิ์จากราคะ โทสะ เรียกว่าบริสุทธิ์ อุเบกขา ก็ไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่ดูดไม่ผลัก รู้ความจริงตามความเป็นจริงว่า มันก็เกี่ยวข้องกัน กับไม่เกี่ยวข้องกัน มีความสัมพันธ์กันประโยชน์แก่กันและกันอย่างไร ก็อยู่กันไป เป็นมนุษย์ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไป อย่างพวกเรานี้มาปฏิบัติธรรมเสร็จแล้ว ก็อยู่กันเป็นมนุษย์ช่วยเหลือกันไป ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงเพศชาย สบาย _๙. สหคตทุกข์ (ทุกข์ไปด้วยกันกับโลก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข) พ่อครูว่า... ทุกข์มันคตะ(ไปด้วยกัน) อยู่กับชีวิตที่โง่ๆ เป็นโลกโลกียธรรม คนที่ยังตกอยู่ในทุกข์ ยังติดอยู่ในลาภ สะสมลาภ แย่งชิงลาภ ตระหนี่ถี่เหนียวในลาภ ทุกข์ ทุกข์ทั้งนั้นแหละ ติดในยศชั้น เป็นพระครู เป็นเจ้าคุณชั้นสามัญ เป็นเจ้าคุณชั้นราช เป็นเจ้าคุณชั้นเทพเป็นเจ้าคุณชั้นธรรม เป็นเจ้าคุณชั้นพรหม เป็นเจ้าคุณชั้นสมเด็จ แบกเบิ้มๆๆอยู่นั่นแหละ สหคตทุกข์ แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นทุกข์ ติดในสรรเสริญ ได้รับคำสรรเสริญเยินยอ ถ้าใครมาตำหนิก็ทุกข์ ตำหนินิดหน่อยก็ไม่ได้ ถือมาก เราต้องเป็นคนไม่มีที่ตำหนิ โถ! พระพุทธปฏิมายังราคิน เราต้องไม่มีที่ตำหนิ ติดในสรรเสริญเยินยอ ซึ่งไม่ใช่รู้ได้ง่ายๆ ติดยศก็ไม่ใช่รู้ได้ง่ายๆ ติดในสรรเสริญก็ไม่ใช่รู้ได้ง่ายๆ อาตมานี่นะ เกิดมาชาตินี้ มันติดไม่ลงหรอกสรรเสริญ มันต้องมาระมัดระวังเขาตำหนิ โอ้โห! ตำหนิมาแหลกเลย เอาแรงงานพลังงานมารับหน้าทางตำหนิก็ไม่หวาดไม่ไหวแล้ว สรรเสริญไม่ต้องไปนำพาเลย มีน้อย แล้วก็ไม่ต้องอยากได้สรรเสริญ เอาเถอะไม่เป็นไร ไม่ได้สรรเสริญก็ไม่เป็นไร แต่ก็มีคนมาสรรเสริญอยู่บ้าง คนที่มองออก คนที่เห็นจริงเขาก็สรรเสริญ ผู้ที่รู้จริงแล้วสรรเสริญก็ดี ตำหนิก็ดี ก็เป็นเรื่องของโลกธรรมธรรมดาก็ไม่ได้ติดใจอะไร ผู้ที่รู้ดีว่าดีควรสรรเสริญก็ดีแล้วถูก ผู้ที่รู้ว่าไม่ดีควรตำหนิ เขาก็ถูกเหมือนกัน แต่ตำหนิโดยไม่รู้ว่าควรตำหนิ ตำหนิสิ่งที่ผิด อันนี้สิขายขี้หน้ามาก แสดงความขี้เท่อ แสดงความไม่รู้จริงๆ อย่างอาตมา เขาไม่รู้ว่าเป็นสัตบุรุษจริง เพราะเมื่อบอกไปเขาก็แทบจะอ้วกออกมาเลย เขาก็ดูถูกดูแคลน เพราะเขาติดยึดในสิ่งที่ผิดว่าเป็นสิ่งที่ถูก แล้วก็แบกเทิ่งๆ แบกลาภยศสรรเสริญ ลึกที่สุดก็เป็นโลกียสุข สุข เพราะลาภยศสรรเสริญนั่นแหละ ตัวโลกีย์แท้ๆ ไม่รู้ตัวมันซ้อน เพราะฉะนั้นรายละเอียดของสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบพวกนี้จึงลึกละเอียดมาก จะเห็นได้ว่า คนในโลกที่ติดยึดแบกพวกนี้ แบกลาภ ยศ สรรเสริญก็ตาม ถูกราคะ โทสะ โมหะ เผาเอาก็ตาม แล้วก็ยังเป็นคนที่มีโศก โทมนัส อุปายาสะก็ตาม เขาเข้าใจไม่ได้ ล้างไม่ออก ไม่ได้เป็นอาริยะ ไม่ต้องพูดถึงขั้นเป็นอรหันต์

_๑๐.วิวาทมูลกทุกข์ (ทุกข์มีสงครามวิวาทะเป็นรากเหง้า) พ่อครูว่า... เป็นธรรมาธรรมะสงคราม มีความทุกข์ที่มีการวิวาทเป็นมูล เพราะฉะนั้นใครยังเป็นจอมวิวาทอยู่ก็หาเรื่องวิวาท อย่างอาตมาตำหนิ แต่ว่าอาตมาไม่วิวาทกับใคร ใครจะหาเรื่องรบกับอาตมา ก็รบไป ดีไม่ดีใครจะมาฆ่าจะมาก็ฆ่าไป ไม่วิวาทกับเขา เป็นผู้แพ้ผู้ยอม แต่คนที่วิวาทก็วิวาทไปทำไปสารพัด วิวาทมูลกะ เพราะไม่รู้ความจริงว่า มัน..โอ้โห! ไปหาเรื่องวิวาททำไม คุณจะตำหนิก็ตำหนิเขา แน่นอน คุณตำหนิเขาแล้ว เขาต้องมีผลกระเทือน เขาต้องมี reaction ต้องมีปฏิกิริยาโต้ตอบ คุณตำหนิเขา นอกจากคุณจะแน่ คุณจะดี คุณจะเก่ง ตำหนิเขาแล้วเขาก็สงบไม่กล้าแย้ง ไม่กล้าเถียง นั่นคือธรรมฤทธิ์ อย่างเช่นอาตมาทุกวันนี้ก็ตำหนิเขามาก ไม่ได้ปิดบัง ก็เปิดไปออกไปทางโทรทัศน์ ในทาง LINE หรือทางอะไรต่ออะไร เอามาใช้รีรันอยู่แล้วๆเล่าๆ แต่เขาก็อาจจะเป็นว่า ปัดไปเถอะ คนนี้มันมีแต่ตำหนิ เขาก็ตัดทิ้ง ส่วนคนที่จำนน มีปัญญารู้ว่าตำหนิถูกเขาก็ฟังก็ดี ฟังไม่ไหวแต่มันถูกว่าเหลือเกิน เกินไปก็ หลบบ้าง เลี่ยงบ้าง ก็ไม่ได้เกิดการวิวาท ทุกวันนี้อาตมาทำงานอยู่ก็ไม่ได้ก่อวิวาท ตอนแรกๆวิวาท มีคนไม่รู้ คนอวดดีหาว่าอาตมานี้ เขาไม่ให้มาสอนแบบนี้ อาตมาทำงานสอนแบบที่อาตมายึดถือว่า ถูกต้อง จนเดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนไป (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... โลกียะ ก็จะต้องถูกตำหนิจากโลกุตระเสมออยู่แล้ว โลกุตระก็ต้องถูกโลกียเขาตำหนิแน่นอน พ่อครูว่า... ไม่มีทางเลี่ยง เพราะฉะนั้นเราก็ไม่วิวาทกับเขา เขาก็ต้องแย้งเป็นธรรมดา 650209 โลกุตระคือสิ่งสำคัญสุดที่เกิดมาแล้วต้องเอาให้ได้ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน