โลกุตระคือการศึกษาความต่างเพื่อจบ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.43 KB
วันที่แก้ไข9 กุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาในไฟล์

โลกุตระคือการศึกษาความต่างเพื่อจบ _พ่อครูว่า... อย่างที่ท่านฟ้าไทกล่าว อาตมาพยายามนำความรู้ที่มีความหมายขั้นโลกุตระมาอธิบายขยายความ นำพาให้พวกเราเข้าใจจะได้ปฏิบัติตามนั้น ทั่วโลกเขามีแต่ความรู้โลกียะมีแต่ความเฉโก ความรู้โลกียะคือ ความรู้ที่สอนอยู่ในขั้นแค่ทำดี อย่าทำชั่ว เรียนรู้ความดี ทำแต่ดีแล้วอย่าทำชั่ว คู่เดียว เขาก็สอนกันแค่นั้น เขาไม่ได้เรียนรู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่ได้เข้าใจถึงอนัตตา ไม่เข้าใจถึงความเป็นอัตตาเลย ส่วนโลกุตระนั้นรู้จักอัตตา เรียนรู้อนัตตา เรียนรู้ความสุขความทุกข์ โลกียะไม่รู้เรื่องความสุขความทุกข์ แต่ติดในความสุขเกลียดความทุกข์ ทั้งๆที่สุขทุกข์นี้ยากจะรู้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่าความสุขความทุกข์เป็นมายาของมนุษยชาติ ซึ่งมันแยกกันไม่ออก มันเป็นฝาแฝดที่แยกกันไม่ได้ เป็นฝาแฝดอินจัน ที่มีอวัยวะติดกันเลย แยกไม่ได้ถ้าแยกก็ตาย เพราะฉะนั้นถ้าไม่เอาสุขก็ไม่เอาทุกข์เลย ไม่เอาสุขไม่เอาทุกข์ โลกุตระนิพพานคือไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ศาสนาพุทธทุกวันนี้เสื่อมมากจนไม่รู้เรื่องเหล่านี้ สอนกันแบบโลกีย์ให้ติดในความสุข มีสวรรค์ มีนรก ไม่มีนิพพาน ในโลกียะมีสวรรค์มีนรก ในโลกุตระหมดสวรรค์หมดนรก ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก มีแต่ความเป็นจริง ความเป็นจริงที่มีสิ่งแตกต่างที่มีความจริงที่สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย มีใจเป็นตัวรู้ รู้ความแตกต่างกัน ที่แตกต่างกันจริง แล้วเราก็อยู่กับความแตกต่างเหล่านี้ให้กลมกลืนสามัคคีกันได้ ไม่มีอะไรที่จะไม่แตกต่างกัน อันนี้คือความจริง แฝด 2 คนก็เหมือนกันแต่มีจุดต่างกันที่ไม่เหมือนกันได้ ผู้ที่รู้ละเอียดดูเป็นก็จะดูออก ไม่ต้องดูเครื่องหมายหยาบ บางคนจะดูตรงไฝ อย่างแฝดนายเวียงนายวัง จะดูตรงปานดำ แต่มันมีดูโครงสร้างรูปธรรมก็ได้ ไม่เหมือนกัน ยิ่งนิสัยก็จ

อ่านต่อ

ะแตกต่างกันอะไรอย่างนี้ บุคลิกต่างๆก็จะแตกต่างกัน คนที่ละเอียดลออก็จะดูออก สัมผัสนิดนึงก็รู้คนนี้เป็นคนนี้ แม้จะเป็นแฝดกันก็ตาม เพราะฉะนั้นการศึกษาที่รู้ความแตกต่างกันนี่แหละเรียกว่า ลิงคะหรือความเป็นเพศแล้วมันก็จะแย้งกันอยู่ด้วยกันยาก เพราะฉะนั้นจึงต้องมาเรียนรู้ว่าที่รู้ไม่เหมือนกันนี่แหละ จะต้องอยู่ด้วยกัน อยู่ด้วยกันก็รักกันเกิน จากกันไม่ได้อีก โง่อีก แยกกันไม่ได้เลย มีดูดกับผลักสองทาง เรามาเรียนรู้ความจริงว่ามันมีความต่าง ในจักรวาลมันมีสิ่ง 2 สิ่ง ตั้งแต่วัตถุ อุตุนิยาม มีบวกมีลบ มีสิ่งต่างกัน ตั้งแต่พลังงานจนกระทั่งถึงสสารที่ต่างกัน จนมาถึงพืชพันธุ์ธัญญาหารที่แตกต่างกัน แล้วก็มาถึงจิตนิยาม สัตว์ มนุษย์ ทั้งหมด เรียนรู้แล้วก็รู้ได้จริง ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าค้นพบ อ๋อ.. ไอ้ตัวนำเกิด พาเกิดวนเวียนอยู่ เป็นธาตุรู้ที่มีทุกข์มีสุขคือจิตนิยาม สัตว์เดรัจฉานมันก็มีทุกข์มีสุขแล้ว แต่มันไม่รู้ เรียนอย่างไรมันก็เรียนไม่ได้ จนมาถึงคน อเวไนยสัตว์ ศึกษาอย่างไรก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน จนมาเป็นเวไนยสัตว์ เป็นคนที่มีบารมี มีฐานที่จะรู้โลกุตรธรรมนี้ได้ ถึงจะเรียนรู้ว่าจิตนิยามมีความเกิดมีความตั้งอยู่ ทรงอยู่ แล้วก็ความเสื่อม แล้วก็ไม่จบ จนกระทั่งค้นพบความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับให้แยกธาตุไปเลยได้ พระพุทธเจ้าประสบผลสำเร็จอันนี้สมบูรณ์แบบ เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธเสื่อมเพราะไม่ค่อยรู้เรื่องนี้กันแล้ว อาตมาก็นำสัจธรรมโลกุตรธรรมที่ถึงขั้นอนัตตา หรือ ถึงขั้นสุญญตา แยกธาตุปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นดินน้ำไฟลมไปเลยได้ในยุคนี้ ซึ่งไม่มีใครที่จะเหลือความรู้ที่จะรู้อันนี้ ทั้งๆที่ในพระไตรปิฎกมีปรินิพพานเป็นปริโยสานในมูลสูตร ไม่มีใครเข้าใจได้ เขารู้แต่เพียงนิพพานมีความสูญ แต่สูญอย่างไร ปรินิพพานเป็นปริโยสานที่มีรายละเอียด นิพพาน ก็รู้แล้วว่ามันจบกิจ เรื่องที่จะมีชีวิตอยู่ ความทุกข์ ความสุขตามขั้นตามตอน โสดาบันก็โล่งระดับหนึ่ง สกิทาคามีก็โล่งระดับหนึ่ง อนาคามีก็โล่งระดับหนึ่ง เป็นนิพพานแต่ละขั้น อรหันต์ก็ถึงขั้นปรินิพพาน นิพพานรอบสุดจนกระทั่งหมด แล้วก็จะเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน อรหันต์ก็จะรู้ความจริงอันนี้ได้ ก็จะทำความเป็นสูญจนกระทั่งเลิกได้หรือไม่เลิกก็ได้เป็นอมตะบุคคล เพราะฉะนั้นผู้ยังไม่มีภูมิจะเข้าใจมูลสูตร 10 ตั้งแต่มีฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด สัมภวะ มีผัสสะเป็นสมุทัย มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง แล้วมีสมาธิเป็นประมุข จนมีสติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตตระ มีวิมุติเป็นแก่นสารสาระ อมตะ เป็นการหยั่งลงสู่ความเป็นอมตะ และสุดท้ายมีปรินิพพานเป็นปริโยสาน มีปรินิพพานเป็นที่สุด ปริโยสานหรืออวสานรอบถ้วนเลย อวสานอย่างจบ ไม่มีอีกแล้วสิ้นสุดสูงสุด นี่เป็นมูลสูตร 10 ข้อ อาตมาเจอสิ่งนี้เข้าแล้วโอ้โห เอามาพูดเอามาขยายความพวกเราก็ได้รับความรู้ ได้รับประโยชน์จากอันนี้กันใช่ไหม ได้ชัดเจนในธรรมะพระพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้กัน ชัดเจนรอบถ้วนกันถึงขนาดนี้ ในนความเป็นจิตวิญญาณ ในความเป็นมนุษย์ที่จะปฏิบัติประพฤติให้สมบูรณ์ที่สุดจนถึงขั้นทำปรินิพพานเป็นปริโยสานสำเร็จ แล้วเราก็จะรู้ตัวเมื่อเป็นอรหันต์ อรหันต์สมบูรณ์แบบ เป็นอรหันต์สมบูรณ์แบบ ก็คืออรหันต์นี้จะเกิดอีกก็ได้ จะตายสูญไปเลยปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้ อันนี้แหละทางเถรวาทเขาไม่รู้เรื่องเพราะเขาเป็นอุจเฉททิฏฐิ ถ้าโพธิสัตว์ทางมหายานก็เลยเถิด เกิดเป็นโพธิสัตว์ จนกระทั่งโพธิสัตว์ก็ไม่มีวันสูญ ไปอยู่ที่พุทธเกษตรอะไรอีก เลยเถิดไปอีกแบบนึง เราก็มาแก้ มาทำให้เข้าใจซะ เป็นเถรวาทก็ไม่เอา อุจเฉททิฏฐิก็ไม่เอา สัสสตะทิฏฐิก็ไม่เอา แต่เป็นผู้ที่อยู่เหนือแล้วสูญได้ เกิดได้ ดับได้ จะอยู่ต่อก็ได้ 650209 โลกุตระคือสิ่งสำคัญสุดที่เกิดมาแล้วต้องเอาให้ได้ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน