สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8 สัตตาวาส 9) ตอน บุคคล ๗ ที่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข12 พฤศจิกายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8 สัตตาวาส 9) ตอน บุคคล ๗ ที่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ที่อาตมาเอาของพระพุทธเจ้ามาพูด ที่บอกว่าต้องสัมผัส วิโมกข์ 8 ด้วยกาย คำนี้ พระพุทธเจ้าตรัสในบุคคล 7 กายสักขี คือคนที่มีกาย มีรูปนาม เป็นหลักฐานแล้วว่าเป็นผู้ที่ลดกิเลสได้ ต้องรู้จักรูปนามจึงลดกิเลสได้ ผู้นี้จึงต้องมีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เป็นผู้ที่มีภูมิธรรมแล้ว เมื่อสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายได้ จึงจะได้เรียนรู้กิเลสได้ แล้วก็ทำให้กิเลสดับสิ้นอาสวะได้เป็นบางส่วนๆ ผู้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายได้ก็จะเป็นอาริยะในระดับ 5 เรียกว่ากายสักขี แล้วก็ มี 1. เรียกสัทธานุสารี สายศรัทธา ตามหาสาระแก่นสารของศาสนา 2. ธัมมานุสารี ผู้ที่เป็นสายปัญญา ซึ่งแกนศรัทธากับปัญญา มันเป็นจริตของคน จะมีผู้ศรัทธาจริต อันนี้เป็นเรื่องแต่ไหนแต่ไรมา แล้วแต่ละคน พยายามรู้ตัวเองให้ได้ แต่ไม่แปลกอะไร ถึงอยู่แกนไหนก็ตาม คนที่มีศรัทธาจริตต้องพยายามคบหาคนที่มีปัญญา คนสายปัญญาต้องคบหาคนสายเจโต มันจึงจะได้ถ่ายทอดแก่กันและกัน แต่จริงๆแล้ว สายปัญญาไม่ค่อยศรัทธาสายศรัทธา สายศรัทธาไม่ค่อยศรัทธาสายปัญญา แต่โดยจริตแล้ว ศรัทธาหรือปัญญาจะต้องเข้าใจทุกอย่าง และจริงๆแล้วต้องมาเป็นปัญญา ศรัทธาตัวเดียวไม่มีปัญญานั้น หลง เพราะฉะนั้นสายศรัทธาทุกวันนี้ สายเจโตหรือสายศรัทธา จึงพากันล้มเหลวออกป่าเขาถ้ำกันไปอยู่โดยรวม สุดโต่ง เราไม่มีปฏิภาณปัญญา สายบ้าน ก็อีกแหละ ถูกครอบงำทางความคิด ไปหลงว่าพระปฏิบัติจะต้องออกป่าเป็นมิจฉาทิฐิตาม แม้ว่าตัวเองไม่ได้ออกป่าก็ตาม แต่ก็นั่งหลับตาทำสมาธิอยู่ ไม่ได้ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 หรือว่าปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์แล้วจะเกิดสัมมาสมาธิ ก็ไปนึกว่าการทำสมาธิต้องไปนั่งหลับตาสะกดจิตเข้าไป แม้สายบ้านก็ตาม แต่ตัวเอง

อ่านต่อ

ยังล่าลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จึงเป็นพระบ้านไม่ใช่พระป่า ก็นับถือพระป่า เราเป็นพระบ้านก็ต้องพยายามนั่งหลับตาสมาธิให้เหมือนพระป่า อย่างนี้เป็นต้น นี่คือความเข้าใจผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิเต็มบ้านเต็มเมือง

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไทว่า...จริตที่ต่างกัน ต้องลดตัวตนของเรา อะไรที่เราขาดคนจะไปเอาจากเขา แต่เราก็ปฏิเสธสิ่งที่ดี เราต้องปรโตโฆษะ น้อมรับสิ่งที่เราขาด พ่อครูว่า.. ที่จริงสายที่บอกว่าตัวเองเป็นสายปัญญาเป็นพวกฟุ้งซ่านเสียเยอะ ยังไม่ได้ทำใจในใจเป็น ส่วนอาตมามันรู้มากพูดมาก ไม่ใช่เป็นพวกฟุ้งซ่านนะ ส่วนพวกฟุ้งซ่านก็ฝอยเก่งแล้วหลงภาษา สายพวกอภิธรรมเป็นต้น หรือเรียนมาเป็นดอกเตอร์เป็นเปรียญ 9 ก็ชอบสอนชอบบรรยาย เป็นปทปรมบุคคล พูดไปแล้ว ชาตินี้ อาตมา ถ้าไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายแล้ว พระพุทธเจ้าไม่ยอมรับผู้นั้นจะสามารถถอนอาสวะสิ้นไปได้ สายที่ 1 สัทธานุสารี สายที่ 2 ธัมมานุสารี เป็นพวกตามหาแก่นสาร ผู้มาแสวงหาธรรมะที่ไม่ใช่พวกสายศรัทธา สายที่ 3 ศรัทธาวิมุติ พวกสายศรัทธาก็จะเข้าใจวิมุติ อย่างพวกสายศรัทธาจะไปหลงตัว หรือนึกว่าตัวเองได้วิมุติด้วยศรัทธาก่อน ซึ่งก็ยังไม่สมบูรณ์ไม่สัมมาทิฏฐิ เต็มช้า ส่วนพวกสายปัญญาก็จะมีสัมมาทิฏฐิเต็ม ระดับที่ 4 ก็จะเป็นผู้บรรลุ ปัฏฏะ บรรลุด้วยทิฏฐิ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท..เราต้องแก้ไขให้เกิดสัมมาทิฏฐิ พ่อครูว่า...การจะตรัสรู้ได้ต้องตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง หรือใช้คำว่าอภิญญา ก็คือปัญญาอันยิ่ง คำว่าปัญญา พยัญชนะบาลี ปัญญาอันนี้ เป็นปัญญาที่มีผลจริงๆ ต้องเห็นด้วยปัญญาอันยิ่ง เพราะฉะนั้นบุคคลที่เป็น ธัมมานุสารี พอเป็นผู้ที่บรรลุก็เป็น ทิฏฐิปัตตะ ส่วนสัทธานุสารี เลื่อนชั้นไปเป็นสัทธาวิมุต ก็ยังไม่สัมมาทิฏฐิ แต่พวกทิฏฐิปัตตะ ปฏิบัติจนได้ผลมีผลเป็นกายสักขี กายสักขีที่ไปจัดอยู่ในสายศรัทธานั้น กายสักขีคือผู้รู้กิเลสทำให้กิเลสอาสวะด้บไปได้ เพราะกายสักขีนั้น สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย นี่คือบุคคลในระดับที่ 5 กายสักขี ระดับที่ 6 เป็นปัญญาวิมุติ มีพยัญชนะกำกับว่า นเหวโข แล้วต่อไปคือ อัตถวิโมกเขกาเยนผุสิตวาวิหารติ แล้วอาสวปริขีณา คือทำให้อาสวะหมดสิ้นได้ บุคคลผู้ใดที่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงจะเป็นคนทำให้อาสวะสิ้นไปได้ คนที่ไม่เข้าใจสภาวะ แม้แต่พยัญชนะ เขาก็บอกว่า นเหวโข คือยืนยันอันนั้น ไม่ต้องไปพูดถึงความจริงที่จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แต่ถ้าไปแปลเอาดื้อๆว่า บุคคลปัญญาวิมุต ก็ไปแปล นเหวโข ว่า บุคคลผู้ที่ไม่ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย มันก็เลยสลับกัน ผู้นี้สูงกว่ากายสักขี คือปัญญาวิมุติ แล้วเนื้อหาคือผู้ที่อาสวะทุกอย่างหมดสิ้นด้วย ส่วนกายสักขีคืออาสวะบางอย่างหมดไป กายสักขีคือ บุคคลที่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายสำเร็จด้วยอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นี้ก็หมดไปได้ ปัญญาวิมุติ บุคคลบางคนในโลกนี้ ท่านไปแปลว่าไม่ต้องสัมผัส วิโมกข์ 8 ด้วยการสำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา คนนี้หมดสิ้นอาสวะ แต่กายสักขีคืออาสวะบางอย่างหมดสิ้นไป คนที่แปลว่าไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ถ้าอย่างนั้นจะต้องต่ำกว่ากายสักขี พวกปัญญาวิมุติไม่มีวิโมกข์สิ แต่กายสักขีมีวิโมกข์ก็เลยเข้าใจกลับกันเลย ทั้งที่ปัญญาวิมุติสูงกว่ากายสักขี นี่คือความไม่รู้จักสภาวะธรรม ก็เลยแปลไปตามภาษา อาตมานับถือพวกที่แปลพระไตรปิฎกนะ แต่เข้าใจว่ามันไม่ง่ายในจุดที่ละเอียดลึกซึ้งพวกนี้ มันยาก สมณะฟ้าไทว่า..เขาแปล ปัญญาวิมุติว่า ไม่ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แต่ก็บอกว่าสำเร็จเป็นพระอรหันต์ คืออาสวะสิ้นหมดเลย กายสักขี เขาแปลว่า ผู้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แต่อาสวะบางอย่างสิ้นไปได้ พ่อครูว่า..เขาแปลตามพยัญชนะไปเท่านั้น แต่ว่าปัญญาวิมุติ ผู้บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ ไม่มีกายไม่ได้ เพราะว่าผู้บรรลุธรรมจะต้องมีจักษุ ปัญญา -ญาณ -วิชชา- แสงสว่าง(อาโลก) ต้องลืมตามีแสงสว่างให้เห็นนะการบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า การหลับตาไม่เห็นแสงสว่าง ไม่มีทางได้บรรลุธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่มีกายให้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คือไม่เข้าใจสภาวะ นเหวโข ไปแปล น ว่า ไม่ คือไม่สัมผัส วิโมกข์ 8 ด้วยกาย ปัญญาวิมุติคือ...[41] บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า “ปัญญาวิมุติ” (กตโม จ ปุคฺคโล ปญญาวิมุตฺโต อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล น เหว โข อฏฺฐ วิโมกฺเข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ปญญาย จสฺส ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล ปญญาวิมุตฺโต ฯ)

พ่อท่านว่า…ที่จริงต้องแปลว่า ไม่ต้องไปกล่าวว่าท่านจะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เพราะว่าท่านต้องทำมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว สู่แดนธรรมว่า...พอท่านทั้งหลายแปลว่า ไม่ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายเลยทำให้เข้าใจว่าไม่ได้สมาบัติ พ่อครูว่า...สมาบัติเขาบอกว่าต้องไปนั่งหลับตาสมาธิจึงจะได้วิโมกข์ สมณะฟ้าไทว่า... อุภโตภาควิมุต ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน คือ ท่านที่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายและสิ้นอาสวะแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา (หมายเอาพระอรหันต์ผู้ได้เจโตวิมุติ ขั้นอรูปสมาบัติมาก่อนที่จะได้ปัญญาวิมุตติ) พตปฎ. ล.36 ข้อ 41

พ่อครูว่า..อุภโตภาค คือท่านสมบูรณ์ทุกอย่าง ปัญญาวิมุติก็ถือว่าเป็นพระอรหันต์แล้ว เรียกอรหันต์ได้แล้ว เพราะท่านรู้จักอาสวะและถอนอาสวะสิ้นไปได้ ถ้าสิ้นอาสวะเลย อาสวาปริกขีโณโหนติ คือ คนผู้นี้สำเร็จแล้วหมดสิ้นอาสวะแล้ว คือปัญญาวิมุติ อยู่ในบุคคล 7 ก็สูงกว่ากายสักขี พูดไปพูดมาเขาเข้าใจว่าผู้สัมผัสภายนอก 8 ด้วยกายคือต้องไปนั่งหลับตาสมาธิ เขากว่ากายสักขีนี้สูงกว่าปัญญาวิมุติ ทั้งที่ปัญญาวิมุติเป็นผู้ที่สูงกว่ากายสักที คนนี้เป็นนักกายกรรมเปียงยางตีลังกากลับไปกลับมา เพราะไม่รู้จักความจริง ไม่รู้จักสภาวะธรรมหรือธรรมะที่เป็นโลกุตระ เป็นสัจธรรมที่สมบูรณ์ 621110_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ คนจนแบบมีวรรณะ 9

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน