สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน คนจนแบบมีวรรณะ 9.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน คนจนแบบมีวรรณะ 9 อาตมาเองก็ขอคิดว่าวันนี้จะอธิบายถึงเรื่องของ ชีวิตพวกเราชาวอโศกที่เข้าใจธรรมะที่อาตมาได้มาเปิดเผยอธิบายขยายความ ผู้ที่สนใจใส่ใจจริง หรือ ผู้ที่มีภูมิมีบารมีถึงขั้นมาบวช เป็นนักบวชหญิงนักบวชชาย ถึงแม้ว่าจะไม่บวชก็สนใจธรรมะเป็นฆราวาสอยู่ก็ตามฐานะวิบากบารมี ก็สนใจ ก็เป็นอุบาสกอุบาสิกาเป็นพุทธบริษัท 1 เหมือนกัน ในพุทธบริษัท 4 พุทธบริษัท นับได้ว่าคือผู้ที่ก้าวเข้าสู่กระแสอย่างน้อยก็เป็นโสดาปัตติมรรค จึงเรียกว่าเป็นพุทธบริษัท ตามปรมัตถ์ ไม่ใช่แค่สมมุติง่ายๆ คนที่ยังไม่สนใจธรรมะสักเท่าไหร่ สำหรับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธก็จะเรียกว่าเป็นพุทธศาสนิกชน บอกว่านับถือศาสนาอะไรก็จะบอกว่านับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่เคยเกี่ยวข้องเลย ไม่เอาถ่านเรื่องศาสนาจะทำมาหากินอย่างเดียว จะไปวัดวาก็เพื่อล่าลาภยศให้พระเจ้าบันดาลอะไรให้ ส่งสิริมงคลให้ตัวเองด้วยลาภยศสรรเสริญ ทั้งที่ศาสนาพุทธมันไม่ใช่อย่างนั้น เนื้อแท้ของศาสนาพุทธเลยจะต้องมี โภคขันธาปหายะ วางทรัพย์ศฤงคารบ้านช่องเรือนชานออกไป ซึ่งก็เลยพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะฉะนั้นพุทธศาสนิกชนจึงได้ชื่อว่าเป็นพุทธศาสนาแต่ชื่อ เมื่อสูงขึ้นกว่าพุทธศาสนิกชน ก็เป็นพุทธมามกะ คือ ผู้ที่เข้าไปแสดงตัวเองว่าเป็นชาวพุทธ ไปแจ้งกับพระว่า ขอเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์บ้าง เป็นพุทธมามกะ เช่นเข้าไปเปล่งกล่าว พุทธังสะระณังคัจฉามิ ธัมมังสะระณังคัจฉามิ สังฆังสะระณังคัจฉามิ ก็แสดงว่าตัวเองขอเข้าถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ตามจาริตประเพณี ส่วนพุทธบริษัท ก็ต่างกันกับ พุทธมามกะ พุทธศาสนิกชน พุทธบริษัท 4 มีอุบาสก อุบาสิกา นักบวชหญิง นักบวชชาย เป็นผู้ที่มีความลึกซึ้ง อุบาสกอุบาสิกาก็ถือศีล 8 ก็ต้องถือศีล 5 ได้
อ่านต่อ
ผ่านศีล 5 มาถือศีล 8 แต่นี่ส่วนใหญ่ไม่ได้ผ่านการถือศีล 5 แต่บอกว่ามาถือศีล 8 ตามจารีตประเพณี ถือศีล 5 ก็ตามรูปแบบเท่านั้น อย่าว่าแต่ศีล 8 เลย แม้มาบวชเป็นเณร หรือเป็นภิกษุณี แต่จะรู้จักการปฏิบัติศีล 5 หรือไม่ จะรู้จัก ศีล สมาธิ ปัญญา หรือไม่ อย่างคนศีล 10 สามารถบรรลุพระอรหันต์ได้เลย ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องบ้านช่องเรือนชาน เรื่องญาติ พูดไปแล้วเหมือนกับยกย่องตัวเองหลงตัวเองดูถูกคนอื่นเขาหมด ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรสัจจะมันเป็นอย่างนั้น อาตมาว่าพูดด้วยเนื้อของสัจจะมันเป็นจริง อาตมาพอใจยินดีตัวเองพอใจตัวเองมีฉันทะในตัวเองมีปีติในตัวเองไม่ใช่ปิติที่เป็นอุปกิเลส แต่พูดพยัญชนะ ยินดีพอใจมีฉันทะที่เอาธรรมะมาเปิดเผยได้ผล จนคนปฏิบัติตามได้เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ พระอาริยะได้เลย เป็นพุทธอาริยะ ไม่ใช่แค่พุทธมามกะ บรรลุธรรมสมควรแก่ธรรมได้จริง จนสำเร็จผลให้เกิดชุมชนพุทธ เป็นหมู่กลุ่มสังคมเป็นหมู่บ้าน เป็นสังคมกลุ่มจริงๆที่มีวัฒนธรรมมีศีล สมาธิ ปัญญา มีความเป็นอยู่ มีพฤติกรรมสังคมจากชุมชนนั้น เป็นชุมชนที่มีศีล ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่คนแก่อยู่ในชุมชนก็มีศีลทั้งนั้น อย่างน้อยศีล 5 เป็นพื้นฐาน ดูกันที่ศีล 5 เราก็ชำระกิเลสกันจริงๆไม่ใช่แค่ทำตามจารีตประเพณี มีแต่ไม่รู้เฉยๆ นั่งตบยุงอยู่ก็ยังเฉยๆ แม้แต่ศีลข้อที่ 2 ไปทุจริตเอาของที่ไม่ใช่ของของเรา หรือละเมิดเพศ อย่างในชาวอโศกหากมาละเมิดเพศก็เอาเรื่องกัน ชำระกัน ให้ปลงอาบัติหรือให้ทำอะไรได้ก็เอา อย่างที่เราปฏิบัติกันมา เป็นหมู่ชนที่มีศีลจริงๆปฏิบัติการจริงๆได้มรรคผลจากศีล เป็นอธิจิต มีอธิปัญญา อธิวิมุติ ตามลำดับได้จริงๆ ผลจากการปฏิบัติศีล ศีลข้อที่ 1 2 3 ศีลข้อ1 เกี่ยวข้องกับการสัมผัสเกี่ยวกับมนุษย์กับสัตว์แล้วไม่ให้เกิดกิเลส ศีลข้อ 2 สัมผัสวัตถุเข้าของพืชพันธุ์ธัญญาหาร เราก็ไม่มีความทุจริตเอาของเขามา พืชกับสิ่งของมันไม่มีอะไรโต้ตอบกับเรา แต่สัตว์กับคนมันมีวิบากโต้ตอบเราได้ พืชกับของมันก็เรื่องทุจริตได้ ศีลข้อที่ 3 เกี่ยวกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เกี่ยวกับกาม ราคะ เป็นตัวปฏิบัติที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเป็นตัวกิเลสเลย อย่างวัตถุกับพืช ก็มีกิเลสกับวัตถุุ แต่ข้้อ3 นี้ เกี่ยวกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเลย ไม่เข้าใจศีลทั้ง 3 ข้อเราก็ปฏิบัติกับชีวิตที่เราเกี่ยวข้องกับอะไร เกี่ยวข้องกับสัตว์ หรือคน ก็จะเกิดกิเลสคุณก็ต้องศึกษา แน่นอน คุณต้องเกี่ยวข้องกับของ เกี่ยวข้องกับพืชพันธุ์ธัญญาหารของกินของใช้ เครื่องอุปโภคบริโภค แล้วคุณมีความทุจริตหรือไม่คุณก็ต้องเรียนรู้ หากไม่ทุจริตก็ปฏิบัติได้ลาภโดยธรรม มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนหรือสมมุติกำหนดของเราของเขาตามหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ส่วนข้อ 3 ปฏิบัติธรรมะเรียนรู้ใจในใจ เมื่อสัมผัสรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเราก็อ่านกิเลสที่เกิดขึ้น แล้วเกิดกามเกิดอัตตา เป็นตัวปฏิบัติแท้ ถ้ารู้ว่าศีลปฏิบัติอย่างนี้ แล้วคุณก็ปฏิบัติตรงตามที่อาตมาอธิบายคร่าวๆคุณก็มีมรรคผลในตัวเอง ชาวอโศก อาตมาอธิบายธรรมะพวกเราเข้าใจ แม้จะไม่กระจ่างละเอียดมาก แต่ก็เอาไปปฏิบัติจนเกิดมรรคผลได้จึงเกิดสังคมชาวอโศก สังคมชาวอโศกจึงเป็นสังคมที่มีสาราณียธรรม 6 เป็นสังคมที่มีวรรณะ 9 ได้จริง เอาหลัก ตรวจสอบ ธรรมะพระพุทธเจ้า 8 หรือเอากถาวัตถุ 10 มาตรวจสอบก็เป็นได้จริง คนมักน้อย ตั้งใจมาจน ไม่เอาแล้วที่จะคิดไปรวยแบบแต่ก่อน แต่ก่อนมันมีมากขึ้นก็ดีอยู่ แต่บางคนบอกว่า ไม่ได้มุ่งเพ่งจะไปรวย เรากินใช้เท่านี้มันก็มีความพอ เท่านี้ก็พอ แล้วบางคนมีเขตความพอ หากเกินกว่านี้ก็เอาไปแจกจ่ายเจือจาน บริจาคเข้ากองกลางอย่างนี้เป็นต้น พอแล้วก็เป็นผู้ที่รู้จักการขัดเกลา สัลเลขะ เป็นคนเข้าใจการปฏิบัติ ศีล อธิศีล จนเกิดเป็นคนที่มีกายกรรมวจีกรรมที่ดีที่น่าเลื่อมใส ปาสาทิกะ จนกระทั่งกลายเป็นคนที่ไม่สะสม อปจยะ ใครอยู่ในฐานวรรณะข้อที่ 8 นี้ ไม่สะสมทรัพย์สินเงินทอง มีกินใช้กับส่วนกลาง สะพัดแบ่งแจก มาวัดตามธรรมะพระพุทธเจ้าที่อาตมาอธิบาย ไม่สะสม แต่เรายิ่งปฏิบัติธรรมยิ่งเป็นคนที่ใส่ใจในความพากเพียร ขยันหมั่นเพียรสร้างสรร แล้วมันก็จะมีผลผลิตมาก หลักธรรมพระพุทธเจ้าวรรณะ 9 คือผู้ที่มีเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์สุดยอดสูงส่ง เป็นคน classic เป็นคนชั้นสูง วรรณะคือ class ชั้น มีวรรณะ 9 ชาวอโศก เอาวรรณะ 9 มาจับเป็นคน (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ใจมันพอจริงๆ แต่ก่อนมันไม่พอ ได้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี ได้ช่องเอาได้เรื่อยๆ แต่นี่ไม่ต้องการเอา แค่นี้ก็ดีแล้ว ตรวจรายละเอียดของจิตใจเรา สันโดษ ใจพอ แล้วเราก็รู้ว่าเราเองเป็นนักปฏิบัติธรรมที่มีการขัดเกลากายวาจาใจ สัลเลขธรรม ให้กายถูกต้องตามศีล วจีถูกต้องตามศีล เราก็ทำสัลเลขธรรม จึงเจริญด้วยศีล ธูตะ ศีลเคร่ง เจริญ เป็นคนที่น่าเลื่อมใส ปาสาทิกะ มีรูปธรรมที่เป็นคนชั้นสูง คนที่มีดวงตาภูมิปัญญาสัมผัสรู้เลย ปาสาทิกะ มีอาการที่น่าเลื่อมใส แล้วสุดท้ายอปจยะ กับวิริยารัมภะ ชาวอโศกคนที่ไม่สะสม อย่างคนที่บ้านราชฯวันๆทำงานฟรีเอาเข้ากองกลางไม่สะสมให้แก่ตัวเองเลย จะมี error บ้างแต่ไม่ได้คิดหาเงินทองเข้าตัวเลย คนที่อยู่ประจำเป็นสมาชิกแท้ในชุมชนชาวอโศกทำงานฟรี แม้ตัวเองจะมีรายได้ก็เอาเข้ากองกลาง ถึงเรียกว่าสาธารณโภคี ขยัน วิริยารัมภะ รู้ว่าขี้เกียจก็ไม่ได้อะไรเลี่ยงไปเลี่ยงมา คนอื่นเขาทำงาน งานก็มีให้ทำ คนอื่นเขาทำงาน แต่เราไม่ได้ทำก็จะเกิดความละอาย เราเฉยดูดาย ในชาวอโศกมีงานมากมายเยอะแยะ เพราะฉะนั้นไม่ตกงานเลยมาอยู่ในชาวอโศก ได้ทำงานหากขยันหมั่นเพียรก็จะเกิดความชำนาญเป็นผู้เจริญ อยู่กับอโศกไม่มีตกต่ำ มีแต่เจริญ วรรณะ 9 นี้สูงส่งมากเลย ผู้ใดปฏิบัติธรรมแล้วจะเกิดกำลัง 4 พ้นภัย 5 ปัญญาพลัง (กำลังคือ ปัญญา) . . . วิริยพลัง (กำลังคือ ความเพียร ขยัน) . . อนวัชชพลัง (กำลังคือ การงานที่ปราชญ์ไม่ติ) . , สังคหพลัง (กำลังคือ การสงเคราะห์ช่วยผู้อื่น) จะเป็นนักเศรษฐกิจชั้น 1 เป็นนักเศรษฐกิจที่สะพัดออกได้เก่ง ไม่ใช่นักเศรษฐกิจที่สะพัดเข้าหาตัวเองพยายามให้คนอื่นเอามาให้แก่ตัวเองคือพวกขี้โลภ คิดเห็นแก่ได้ มันไม่มักน้อยหรอก ถ้าผู้ใดมีกำลัง4 นี่แหละคือนักเศรษฐศาสตร์ชั้น 1 เป็นผู้ที่มีกำลังปัญญา ขยันหมั่นเพียรทำงานอย่างไม่มีโทษ ไม่มีพิษภัยไม่มีผิด แล้วท่านก็ทำสะพัด ไม่สะสม ขยันทำแล้วสะพัด เราไม่สะพัดเองเอาเข้ากองกลางให้ผู้บริหารเขาไปสะพัดต่อ สังคมหรือตัวบุคคลแต่ละบุคคล เช็คได้เลย ว่า เป็นสังคมที่บรรลุธรรม หรือเป็นมนุษย์ที่บรรลุธรรมคือ 1. ไม่มีหนี้ 2. มีพลังงานความรู้ความสามารถ ทำงานคุ้มตน เลี้ยงตนรอด ไม่เป็นหนี้ คนที่ทำงานไม่คุ้มตน เลี้ยงตนไม่รอด โดยสัจจะแล้วเป็นหนี้ผู้อื่นที่ต้องหาเลี้ยง คนที่เราจำนนจะต้องหาเลี้ยง คือ เด็ก คนแก่ จะต้องดูแลไว้ในสังคม เลี่ยงไม่ได้ ต่อมาคือคนป่วย และคนพิการ และคนที่อีเดียด โมรอน ไม่พิการร่างกาย แต่พิการสมอง ไม่เต็มเต็งเลี้ยงตัวเองไม่รอด คน 5 ประการนี้ อยู่ในสังคมที่เราจะต้องเข้าใจจะต้องเลี้ยงดู ในพระไตรปิฎกไม่มีหรอก แต่อาตมาเข้าใจ เด็กนั้นเราจะไม่เลี้ยงได้อย่างไร คนแก่ คนแก่ของชาวอโศก จะไม่หยุดนิ่ง บางทีให้หยุดทำงานยังไม่ยอมหยุดเลย ควรจะพักแล้วแต่ไม่พักระวังเถอะเดี๋ยวกระดูกจะร่วงลงไป ทำเป็นอวดดี เขาให้พักก็พักบ้างเถอะ หากว่าอายุมันควรจะต้องพักผ่อน แต่มันก็แข็งแรงนะ แต่พวกเราก็พอทำได้ คนพิการนั้นยกไว้ หรือคนที่ไม่เต็มเต็ง เด็กคนแก่ คนพิการ คนป่วย ก็ต้องยกไว้ในสังคม ผู้ที่เข้าใจแล้วจะต้องทำมาหากินเผื่อไว้ให้คน 5 ชนิดนี้ เพราะว่าต้องเลี้ยงดูเขา เขามีข้อจำกัดของเขา เพราะฉะนั้นถ้าคนมีปัญญารู้ คนขี้เกียจกับคนขี้โกงไม่ต้องไปเลี้ยงมันหรอกดีไม่ดีจะต้องปราบไม่ให้ขี้เกียจไม่ให้ขี้โกงมันเป็นบาปต่อตัวเป็นพิษภัยต่อสังคม ไม่ดี 2 จำพวกนี้ อาตมาทำงานกับสังคม ทำได้ตามที่อาตมามี มีแผนที่พาพวกเราให้เจริญเป็นพระอาริยบุคคล ซึ่งเป็นของพระพุทธเจ้า เป็นแบบที่ให้เรียนรู้กาย วาจา ใจให้ลดละกิเลส คนที่เรียนรู้พฤติกรรมตัวเอง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แล้วก็รู้จักกิเลสตัวเอง ทำลายกิเลสตนเองได้ คนเหล่านั้นเป็นสมาชิกของมนุษย์บุญนิยม รู้จัก กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม และรู้จักกิเลสตัวเองแล้วก็จัดการกิเลสตัวเองได้ คนเหล่านั้นคือสมาชิกของพวกบุญนิยม ซึ่งรู้จักการชำระกิเลส
ซึ่งคำว่าบุญนี้หากไม่มีอาตมาอุบัติ จะเข้าใจผิดเพี้ยนว่าบุญคือกุศล ซึ่งออกนอกทิศทางนอกสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้า ศาสนาพุทธจึงไม่มีมรรคผลเพราะไปเข้าใจคำว่าบุญคือกุศล กุศลเป็นความดีงามที่สร้างภพชาติ แต่เป็นภพดี อกุศลก็ภพไม่ดี กุศลมีภพชาติ แต่บุญไมมีภพชาติ คนที่ปฏิบัติแค่ปฏิบัติการทำทานก็ไม่รู้การทำใจในใจให้สัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นจึงเป็น นัตถิ ทินนัง ปฏิบัติการทานคุณก็ไม่มีมรรคผล ไม่มีอานิสงส์ นอกจากไม่มีบุญแล้ว ทานไปกิเลสก็หนาขึ้น เป็นพระเป็นเจ้าสอนให้เวลาทำทานให้ทำใจให้จะได้สวรรค์ รวยลาภกิเลสก็โตด้วยโลกธรรม ไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ก็ตามแต่อธิษฐานเอาสร้างวิมานเอา เอาๆ พระพุทธเจ้าสอนให้เอาออกเอาออก แต่พวกนี้สอนเอาๆ พวกนี้ต้องจับไปขึ้นศาลในข้อหากบฏต่อธรรมะพระพุทธเจ้า ต้องจับเข้าคุกให้หมด สอนทานให้คิดให้สร้างภพชาติ ก็เป็นผู้ทำลายศาสนา พระพุทธเจ้าสอนการทำทานให้ล้างกิเลส แต่เขาสอนการทานให้เพิ่มกิเลส แล้วมันจะทำให้ศาสนาดีขึ้นได้อย่างไรศาสนาก็ต้องเสื่อมลง ไม่ได้ไปว่าใครนะ ใครรู้ตัวดีก็ฟังด้วยดีสุสูสังลภเตปัญญัง จะได้ไปเปลี่ยนแปลงตัวเอง แม้บางคนเป็นเจ้าสำนักสอนอยู่ อย่างธัมมชโยไม่รู้ว่าจะสร้างบาปกันไปเท่าไหร่ สมณะฟ้าไท...พ่อครูสอนให้เราเอาออกจนหมดตัว แต่ที่อื่นสอนให้หมดตัวเหมือนกันอย่างธัมมชโย อย่างธัมมชโยกับอนันต์ อัศวโภคินบอกว่าให้ปิดบัญชีทางโลกเปิดบัญชีทางธรรม
พูดไปแล้วอาตมาก็อดไม่ได้ที่จะ ชมพวกคุณๆ ก็เหมือนกับชมตัวเอง ชมก็คือ พวกเราฟังธรรมะพระพุทธเจ้าเข้าใจ แล้วก็เอาชีวิต แต่ก่อนชีวิตมุ่งหน้าไปล่าสรรเสริญโลกียสุข เป็นโลกีย์ 100% แต่เมื่อเข้าใจแล้วก็มาลดลง จนกระทั่งเป็น อนาคาริกชน คนที่มาอยู่ในชุมชนชาวอโศกเป็นอนาคาริกชน ไม่ได้ทำมาหากินไม่ได้สะสมเงินทอง แต่ทำมาหากินเอาเข้ากองกลาง อยู่กับส่วนกลางส่วนรวม ส่วนตนไม่ต้อง สังคมที่อาตมาทำได้ถึงสาธารณโภคี นักเศรษฐศาสตร์การเมืองที่บริหารบ้านเมืองอยู่ หรือแม้แต่นักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ ก็น่าจะสะดุดใจ น่าจะเข้ามาทำวิจัยศึกษาว่า นี่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ คนพวกนี้มีเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจแบบนี้ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) พ่อครูว่า..พวกเราปฏิบัติธรรมจนกระทั่งเปลี่ยนชีวิตมาเป็นอย่างนี้ได้ อาตมาภาคภูมิใจ ซึ่งอาตมาก็พูดไปขยายความไป รับรองความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษยชาติในประชาชนคนไทย ก็ตั้งแต่ในหลวง ร.9 ที่ท่านทรงพระจริยวัตรต่างๆให้เป็นตัวอย่าง แต่ท่านอยู่ในฐานะพระเจ้าแผ่นดิน จึงอ่านรู้ยากว่า ท่านมาเป็นคนจน ท่านไม่ได้ใฝ่รวยเลย แต่คนก็หาว่าท่านมีบ่อน้ำมัน ทำกิจการต่างๆ พวกนี้บาป เที่ยวไปหาเรื่องใส่ร้ายจาบจ้วงท่านต่างๆนานา อาตมาไม่ได้มาประจบประแจงหรือโหนในหลวง แต่เป็นของจริงที่จะต้องยกตัวอย่างและทุกคนก็รู้ดี เข้าใจดีถึงพระจริยวัตรของท่าน มันก็ง่าย สังเกตได้อ่านได้ ท่านเป็นผู้ที่เป็นในหลวง 70 ปี เป็นผู้ที่ครองราชย์นานที่สุดในโลก ยังไม่มีใครทำลายสถิตินี้ มีพระราชินีอังกฤษควีนอลิซาเบธ ท่านอายุมากกว่าในโลก แต่ครองราชไม่นานเท่า ครองราชย์: 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 – ปัจจุบัน; (67 ปี) พาดพิงถึงพระเจ้าแผ่นดินก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนให้เข้าใจ คนเราจะเป็นคนจนก็ตาม จะเป็นคนรวยก็ตาม คนมีฐานะหรือไม่มีฐานะ มียศศักดิ์หรือไม่มียศศักดิ์ก็ตาม ชีวิต ถ้ามีสัมมาทิฏฐิแล้ว ปฏิบัติธรรมะก็จะมีภูมิธรรมสูงขึ้นได้ เป็นพระอาริยะบุคคล จริงๆแล้วท่านไม่ใช่พระอาริยะธรรมดาท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นอจินไตยที่อธิบายได้ยาก จะไปวิจัยวิจารณ์ท่านก็ไม่ค่อยดีนัก ตามจารีตประเพณี อาตมาเห็นว่า เมื่อเกิดมามีชีวิตแล้วถ้าคุณรู้ตัว อะไรก็ตาม ไม่ดีไปกว่าธรรมะ ถ้ายิ่งคุณทิ้งธรรมะหลงผิดไปเลย ยิ่งนรกหมกไหม้ไปหนักหน้าเลย เข้าใจไหมตรงนี้ มันน่าสงสารคนที่ไม่ใส่ใจในธรรมะ ก็น่าเห็นใจที่ทำหน้าที่น่าสนใจก็ไม่ค่อยมี แต่ตอนนี้มันมีแล้วนะ โพธิรักษ์มาประกาศเกือบ 50 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจกันเพราะว่ามีวิบากของประเทศ เถรสมาคม มาลบหลู่อาตมาไว้ เขาก็ต้องเชื่อถือเถรสมาคม พากันไม่เจริญ ไม่ขึ้นจากนรก นี่มันเป็นลักษณะอย่างนี้ ผู้ที่ไม่รู้ตัวก็ทำสิ่งที่ไม่ดีโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว น่าสงสาร อาตมาเองมาทำงานชาตินี้ มีวิบาก เป็นคนอาภัพ แต่ไม่ได้ท้อแท้เลยขอยืนยัน แต่หนักจริงๆ เหนื่อยหนักลำบาก มันก็ต้องลำบากเพราะว่ามาเป็นผู้ที่เข้ามาทำงานนี้ก็ต้องรับผิดชอบ รับตั้งใจอธิษฐานมาจริงๆ ก็ต้องทำ ที่จริงก็ทำมาแล้ว อาตมาบอกแล้วอาตมายินดี ปีติ พอใจนะ ที่ทำให้เกิดมรรคผลจริง ทำให้คนมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติสัมมาปฏิเวชพอสมควร ได้สมควรแก่ธรรมขนาดนี้ แล้วก็ได้ปลูกฝัง หยั่งลงซึ่งโลกุตรธรรมเป็นหลักเป็นฐานเป็นชุมชนเป็นสังคมธรรมะ เป็นสังคมโลกุตระ เป็นสังคมมีวรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 เอาหลักฐานพระพุทธเจ้ามายืนยันคนไม่เข้าใจ อ้างไปเขาก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรนะวรรณะ 9 แต่ผู้รู้ได้ก็มี ซึ่งเป็นเรื่องสังคมมนุษยชาติ อย่าง คุณรสนา โตสิตระกูล เขารู้เรื่องสาธารณโภคี เข้าใจขึ้น อยู่ในข้อที่ 4 ของสาราณียธรรม ผู้ได้ลาภโดยธรรมเอาเข้ากองกลาง อย่างชาวอโศกมีรูปธรรมจริงพฤติกรรมจริง ทำเพราะว่ามีปัญญาทำเพราะว่าเข้าใจทำ เพราะว่าเห็นดีเห็นงาม พวกคุณมาทำนี้ไม่ได้บังคับพวกคุณ เมื่อคุณสมัครใจเอง ด้วยอิสระเสรีภาพก็มา แล้วก็เป็นระบบ เป็นมวลกลุ่มคนสังคม ที่เป็นกลุ่มที่มีเศรษฐกิจ อาตมาเห็นใจคนอื่นที่ฟังแล้วจะอ้วกแตกตาย มันยกตัวเอง แต่ไม่ให้ยกสิ่งที่ถูก จะไปยกอะไร ยุคนี้ทำเศรษฐกิจมหัศจรรย์ถึงขั้นสาธารณโภคีได้ แหม! น่าจะประชุม Summit เศรษฐกิจสาธารณโภคี สักที สู่แดนธรรมว่า...พ่อท่านเคยเขียนไว้ พ่อครูว่า..คนจะต้องหันมาเอากับระบบ บุญนิยม เพราะอะไร อาตมาเอาคำนี้มาตรงกันข้ามกับทุนนิยม คนทุกข์มากขึ้น สาหัสมากขึ้น เอารัดเอาเปรียบกันมากขึ้น มีวิธีการเอาเปรียบกันมากขึ้น ไม่รู้สึกอบอุ่น ไร้ความไว้วางใจ หวาดระแวงกันมากขึ้น ทำร้ายกันรุนแรงยิ่งขึ้น ทุจริตหยาบคายยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง… อย่างอเมริกา ซับซ้อน หยาบคายอย่างให้คนอื่นเข้าใจว่าตนเองเป็นผู้ให้ประโยชน์คุ้มครองผู้อื่น แต่แท้จริงเป็นเล่ห์เหลี่ยมที่กวาดเอาของโลกมา ทรัพยากรของโลกร่อยหรอลง ขาดแคลน ไม่พอกันจริงๆ ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว มีตัวอย่างของสังคมที่ไปรอดในทิศทางนี้ ให้ดูเป็นการยืนยัน ได้แล้วจริงๆ คือชาวอโศก เป็นพวกที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจตก ระบบบุญนิยมเป็นระบบที่ยั่งยืนจริง พิสูจน์ได้ด้วยกาละ จนคนต้องเชื่อในที่สุด กิเลสคนแรงมากขึ้น บุญนิยมดีจริงเป็นจริงได้ โลกทั้งโลกแสวงหาทฤษฎีหรือระบบอะไรที่จะเป็นระบบที่ทำให้เศรษฐกิจสังคมของโลกดี คุณว่าพวกเราเศรษฐกิจดีหรือเศรษฐกิจแย่ มีคนจนหรือคนรวย ...คนจน แต่เศรษฐกิจดี ตรงกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสให้มาเป็นแบบคนจน จนอย่างมหัศจรรย์อุดมสมบูรณ์ มีประโยชน์คุณค่าต่อมนุษย์อื่น จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ สมณะฟ้าไทว่า...พวกเราคนจนแต่สังคมรวย พ่อครูว่า...สังคมโลก คนมุ่งไปรวย แต่สังคมจน คนโดยมีบางบุคคลที่กอบโกยไม่มีที่สิ้นสุดได้เปรียบ แล้วตั้งหลักเกณฑ์วิธีการแบบทุนนิยม ให้ไหลเข้าไปหาคนรวยอย่างกับน้ำก๊อก ตั้งแต่วิธีทำที่ใหญ่ที่สุด เช่น วิธีอบายมุข อาตมาเคยได้ยิน Elvis Presley อุทานว่า เงินมันมาจากไหน ทำไมหาได้ง่ายไหลมาเทมา ตอนที่แกดังมาก วิธีการของอบายมุขทุกวันนี้ รวย เป็นนักฟุตบอลก็รวยเป็นดาราก็รวยเป็นนักร้องก็รวย เป็นนักค้าเหล้าค้ายาก็รวย เศรษฐีอันดับ 1 ของไทยคือ นายธนินท์ เจียรวนนท์ เศรษฐีอันดับ 2 คือ พวกเซ็นทรัล เศรษฐีอันดับ 3 คือ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี เซ็นทรัลสำนักงานแรกแถววังบูรพา เคยเห็น ก็โตขึ้นไว แต่ก่อนอาตมาอยู่ทางโลกรู้จักพวกร้านค้าพวกสปอนเซอร์ แต่อาตมาไม่เคยหาสปอนเซอร์จากเซ็นทรัล แป๊บเดียวเดี๋ยวก็โตขึ้นมาก เอาเถอะ อาตมาพูดไปไม่ได้นิยมชมชื่นกับเรื่องของคนรวย เพราะคนรวยคือคนมีบาปมีหนี้ คนที่รู้ตัวแล้ว ว่าการเป็นคนรวยคือกันเป็นหนี้เป็นบาปก็จะไม่ทำรวย มันเป็นเรื่องของธรรมะเป็นเรื่องของปรมัตถ์ แม้แต่ทางสมมุติ คนไปรวยนี้ แล้วก็กอบโกยกักตุนเป็นของตัวเองคนอื่นก็ลำบาก คนอื่นจะต้องแย่งชิงกัน เข่นฆ่ากัน แล้วตัวเองก็รวยเอาๆ ไม่เคยหยุด ปันผลได้ดอกเบี้ย ได้สิ่งที่จะเพิ่มเติมให้กับตัวเอง พวกที่รวยแล้วก็เอาเงินไปฝากแบงค์นั่งกินดอกเบี้ยไหลมายังกับน้ำก๊อก แต่เขาไม่ได้เอาแค่ฝากแบงค์ แต่เอาไปหมุนเวียนให้เงินเพิ่มขึ้นอีก เขามีกิจการวิธีการที่ได้มา อย่างนี้เป็นต้น เป็นวิธีการของการหาเงิน ของโลกทุกวันนี้เป็นความฉลาดเฉโกมีกิเลสฉลาดมาก หากไม่ได้มาศึกษาโลกุตระไม่มีทางดิ้นหลุดข่ายแห ของพวกโลกียะนายทุน แหมันยิ่งกว่าอวน (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท...ทุกวันนี้ หลอกกันซึ่งหน้า ที่มีลับลมคมในอีกมากมาย แม้แต่คนทุกข์เขาก็ยังอยากจะรวย บอกว่าที่นี่ดีมาจน แต่เขาไม่เอาหรอก ต้องไปรวย เพราะกิเลสเขาบงการอยู่ หากเราไม่สะสมความดีรู้ว่าที่นี่ดีแต่ก็จะอยู่ไม่ได้ พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นคนที่รวยทั้งหลาย ปกติกลัวความจนกันเป็นสามัญ ก็เลยต้องทำตนให้เป็นคนรวย ยิ่งรวยเท่าไหร่ก็ยิ่งกลัวจนเท่านั้น แต่ผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนที่สัมมาทิฏฐิ เข้าเขตเข้าขั้น จะปฏิบัติตัวดี ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จะไม่กลัวความจน ใครตรวจสอบตัวเองว่ามีความรู้สึกเช่นนั้นบ้างยกมือขึ้นซิ … และใครที่มีความจนแล้วเบิกบานสุขสำราญใจด้วย ...ยกมือ
สมณะฟ้าไท..สรุป เราได้ฟังพ่อครู ท่านรับรองว่าชาวอโศก มีศีลที่เป็นอาริยะ เป็นพุทธบริษัทเป็นอริยบุคคล คือจะต้องมาเป็นคนจน ...จบ621110_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ คนจนแบบมีวรรณะ 9