สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมาธิของพุทธคืือกิเลสไม่กวนตลอดกาล.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมาธิของพุทธคืือกิเลสไม่กวนตลอดกาล _อ.นริศร์ แสงปัญญา กราบเรียนถามด้วยความเคารพยิ่ง พ่อครู ได้สอนเรื่อง อานาปานสติ อย่างไรบ้างครับ พ่อครูว่า…อาตมาสอนอานาปานสติ แรกๆก็สอนคล้ายๆกับที่เขาอธิบายเหมือนกัน แต่ก็ไม่คล้ายทีเดียว เพราะว่า อานาปานสตินี่ มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากมาก ตามตำนาน ตามประวัติศาสตร์ พระพุทธเจ้าออกบวช พอออกบวช ท่านก็ออกบวชตามแบบ ลิงลมอมข้าวพอง ตามแบบที่สังคมพาเป็นไป ตอนแรกท่านก็ออกไปตามนั้น ออกบวชคือออกไปทิ้งบ้านช่องเรือนชาน ไปอยู่กับหมู่ปฏิบัติธรรมซึ่งเขาก็อยู่ในป่า ไม่ใช่ปฏิบัติแล้วก็อยู่ในบ้านในวังของตัวเอง แต่เดินออกไปอยู่ป่า มันเหมือนกับชาวโลกที่เขาเข้าใจเช่นนั้น เขาเชื่อว่าการปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธต้องออกป่า พระพุทธเจ้าตอนแรกก็เป็นลิงลมอมข้าวพอง เห็นว่าเขาเป็นอย่างนี้ก็ออกไปแล้วเป็นไปตามเขาด้วย เขาพาทำทุกรกิริยาต่างๆนานาสารพัด ท่านก็เป็นลิงลมอมข้าวพอง คือความรู้เดิมของพุทธที่เป็นโลกุตระยังไม่เต็มที่ แต่พระพุทธเจ้าก็คงจะรู้อยู่บ้าง แต่จำเป็นที่ท่านจะต้องอนุโลม ท่านรู้หรอกว่าไม่ใช่ทำเช่นนั้น แต่ถ้าจะอยู่บ้านจะปฏิบัติธรรมประกาศศาสนานั้นมันเป็นไปไม่ได้ เพราะคนในสังคมเมืองไม่ได้เอาธรรมะ ไม่ได้ใส่ใจ แล้วก็ต้องจะไปพูดอธิบายปฏิบัติอยู่ร่วมกับพวกที่เขาใส่ใจปฏิบัติธรรมะ คือพวกที่ออกป่าท่านก็เลยต้องอนุโลมออกป่ากับเขา แล้วก็ค่อยๆสอนค่อยๆอธิบาย เข้าปฏิบัติจนกระทั่งบอกว่าอานาปานสติคือนั่งคู้บัลลังก์หยุดนิ่งร่างกายตรงดำรงสติคงมั่น ซึ่งไม่มีในมรรคมีองค์ 8 ไม่มีโพชฌงค์ 7 ไม่มีโพธิปักขิยธรรม 37 ในวิชชาจรณสัมปันโนก็ไม่มี ศีล สมาธิ ปัญญาก็ไม่มี จะไปเข้าใจว่าปฏิบัติสมาธิคือไปนั่งอย่างนี้ ไม่มีไตรสิกขา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เขาเข้าใจว
อ่านต่อ
่าอธิจิตคือไปนั่งหลับตา แต่ถ้าปฏิบัติตามพุทธแล้ว อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา มีวิมุติ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ความสงบของพุทธเป็นสมาธิ คือ กิเลสไม่รบกวน จิตใจก็แข็งแรงอยู่ได้สบาย แต่ของที่ไม่ใช่พุทธ จิตสงบเพราะว่าหลีกหนี หลีกเร้น ไม่ให้มาเกี่ยวข้อง ดีไม่ดี หลับตาอีก ไม่ให้กระทบสัมผัสอะไรเลย ตรงกันข้ามแบบ 180 องศา มันก็เลยไม่ค่อยรู้เรื่อง พูดกับคนพวกนี้ยาก เพราะว่าสองพันกว่าปีมาแล้ว ศาสนาพุทธเสื่อมมาเรื่อยๆจนถึงทุกวันนี้ เพี้ยนจนหาของเดิมไม่เจอ เหมือนกับตอนพระพุทธเจ้าประกาศศาสนาแรกๆ เขาก็มีมิจฉาทิฏฐิเหมือนกันอย่างนี้เลย จนกระทั่งไปเข้าใจเอาว่า นักปฏิบัติธรรมของพุทธนั่งหลับตานั่นแหละจะบรรลุพระอรหันต์ อาตมาก็พูดอย่างไม่เกรงใจว่าอย่างนั้นเป็นอรหันต์เก๊ทั้งนั้น อย่างนี้เป็นต้น ศาสนาทุกวันนี้ ที่ ปฏิบัติอานาปานสตินั้น อาตมาก็เคยอธิบายเคยพูดว่า ตราบที่คนมีลมหายใจเข้าและลมหายใจออก คือมีอานา ปานะ คุณก็ปฏิบัติธรรม ให้เกิดความรู้ โดยไม่จำเป็นจะต้องไปนั่งหลับตาอยู่กับที่ แต่ยืน-เดิน-นั่ง-นอนมีสัมมาวาจา สัมมาอาชีวะมีการกระทำต่างๆกัมมันตะ พูดจามีสัมมาวาจาคิดนึกว่าเป็นสัมมาสังกัปปะ อย่างนี้ คือทางปฏิบัติของพระพุทธเจ้าและจิตก็จะเป็นสัมมาสมาธิได้ นี่คือการปฏิบัติอานาปานสติ จิตใจก็มีญาณปัญญา เห็นความไม่เที่ยง อนิจจานุปัสสี เรารู้ว่าตัวเองปฏิบัติก็ทำได้ เห็นความจางคลายของกิเลส วิราคานุปัสสี เป็นผลของอานาปานสติ ที่ปฏิบัติถูกต้อง แล้วก็จะเห็นนิโรธ นิโรธานุปัสสี แล้วก็จะรู้ว่าตัวเองได้ปฏิบัติทบทวนซ้ำซ้ำ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง จนเป็น ปฏินิสสัคคานุปัสสี ทวนซ้ำไปซ้ำมาจนกระทั่งที่สุดก็ขาดสะเด็ด กิเลสก็ไม่มี ท่านแปลว่าสลัดคืน สลัดกิเลสออกจากจิตได้ การปฏิบัติอานาปานสตินั้น ก็คือพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรมนั่นแหละ ขาดกายไม่ได้ แม้อานาปานสติก็ขาดกายไม่ได้ แต่ไม่เข้าใจอ่านพระไตรปิฎกไม่แตก ขาดไม่ได้ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่าสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย หรือถ้าผู้ใดทำกาย คือหมวดแห่งเจตสิก กาย คืออะไร เปิดพจนานุกรมอ่านให้ฟังเลย มีหลายเล่ม คำว่า กาย นี้แปลว่า กลุ่มกอง ไม่ใช่เดี่ยว เป็นกอง หมู่ กลุ่ม ฝูง ประชุม อะไรประชุม ก็คือเจตสิกธรรม เจตสิกคือนาม ไม่ใช่ร่าง คือเวทนา สัญญา สังขาร องค์ประชุมของเวทนาสัญญา สังขาร นี่คือกาย พจนานุกรมแปลว่าชัดเจนอย่างนี้ ไม่ได้แปลว่าร่างหรือเอาเฉพาะภายนอก เราเคยเอาพระไตรปิฎกยืนยัน ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 เขาจะเข้าใจ คำว่า กาย มี Concept ความหมายถึงร่างกายภายนอก นี่เป็น Concept ของคนส่วนใหญ่จะเข้าใจเช่นนี้ ซึ่งในพระไตรปิฎกแปลไว้ถูก กายต้องไม่ได้หมายความว่าร่างโต้งๆ แต่เขาไม่ได้หมายถึงจิตเลย เขาจึงไม่ได้บรรลุธรรม “ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้างคลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับจึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกาย นั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้างวิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ ตลอดกาลช้านานฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ฯ พ่อครูว่า..การจะเกิดปัญญาเองเป็นไปไม่ได้ อาตมาเองปัญญาที่มีในชาตินี้ ได้มาจากชาติก่อนๆ ไม่ได้มีครูบาอาจารย์สำนักต่างๆที่ได้เรียนรู้มาในชาตินี้ เป็นความรู้ของอาตมาที่ดูจะขัดแย้งกับเขากับมหาเถรสมาคม เขาเป็นโลกียะเทวนิยม พออาตมาพูดโลกุตระเป็นอเทวนิยม ก็เลยขัดแย้งกับเขา เขาก็เลยจะจัดการเอา แต่อาตมาเป็นผู้มีสัจธรรมแล้ว คงทน หนังเหนียวฆ่าไม่ตาย เหมือนพระโมคคัลลานะ ใครจะฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย นี่เป็นธรรมาธิษฐานไม่ใช่ปุคคลาธิษฐานที่พูดในพระไตรปิฎกว่าพระโมคคัลลานะใครฆ่าก็ไม่ตายฟื้นมาได้ทุกที เป็นคนอมตะฆ่าไม่ตาย ถ้าจะตายก็ตายของท่านเอง นี่เป็นธรรมาธิษฐาน ถ้าใครสังเกตุ ตั้งแต่อาตมาบรรยายธรรมะตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้ก็ถึง 50 ปีแล้ว เพราะว่าพูดธรรมะมาตั้งแต่เป็นฆราวาส นุ่งกางเกงขาสั้นใส่เสื้อคอกลมขึ้นเวทีอภิปรายพูดกับรัฐธรรมนูญอื่นๆเลย ตั้งแต่ยังไม่บวช โกนหัว ใส่เสื้อคอกลม อาตมาไขความให้ฟัง สมัยโน้น อาตมาเป็นดาราโทรทัศน์ที่เขารู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองนะ ตอนนั้นมีแค่ 2 ช่อง กำลังจะมีช่องสีของช่อง 3 ที่จะเกิด ตอนนั้นเดินสุขุมไม่มองใคร เดินช้าๆ ใครเห็นก็ต้องสะดุด เขาก็จะหาว่าบ้าไปแล้ว ซึ่งตรงกันข้ามกับความเห็นของคน อาตมาเคร่งคุมสังวรระวัง ไม่มีอะไรในหัวนอกจากธรรมะ สบาย ไม่ได้ไปวุ่นวายอะไรกับโลก ผู้ที่เข้าใจธรรมะหรือเข้าถึงธรรม มันจะแยกออกว่าโลกียะเป็นเรื่องไร้ค่าที่ต้องไปแย่ง เพราะฉะนั้นผู้ที่เห็นจึงจะออกเนกขัมมะ หรือออกปฏิบัติธรรมแม้จะไม่ได้เข้าพิธีบวช ก็เรียกว่าออกเนกขัมมะ ออกเนกขัมมะ คือ ไม่เอาแล้วที่จะไปแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เข้าใจเห็นว่าแบบนั้นมันเสียเวลาไร้สาระ ไม่ต้องไปแย่งอะไรกันหรอก ถ้าจะทำมาหากินก็ทำเอาได้ไม่ยากอะไร คนที่จะเลิกจากการไม่ไปอยู่กับโลก ที่เป็นตา หู จมูก ลิ้น กายภายนอก เป็นกามคุณ 5 พอถึงอนาคามี จนเป็นอรหันต์ไม่ยินดีในกามคุณ ก็จะอยากออกจากโลกเขามา แต่ถ้ามีสัมมาทิฏฐิแล้วก็ไม่ต้องออกจากโลกออกจากสังคม จะแยกได้ชัดเจนว่าอย่างไรคือโลกียะอย่างไรคือโลกุตระ แต่คนชัดเจนไม่ยินดียินร้ายก็ไม่จำเป็นต้องไปรับผิดชอบกับลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็เห็นแล้วว่ามันไร้สาระ นอกจากคนติดกองลาภ กองยศฐาบรรดาศักดิ์ แม้จะไม่ได้มียศทางราชการทางสังคม มันก็เป็นฐานะอย่างหนึ่งเหมือนกัน เป็นยศที่คนเขายกให้ตามสมมุติ ที่สำคัญคือยังไม่เข้าใจการเสพสุข แม้ทุกวันนี้ศาสนาพุทธก็ยังไม่รู้จักว่าจริงๆแล้ว จะต้องไม่มีสุข ดับสุข ถ้าใครดับสุขได้หมด คุณก็หมดทุกข์ คุณก็เป็นพระอรหันต์ แต่เขายังไม่รู้จักสุข สุขกับทุกข์เป็นอันเดียวกัน เป็นสิริมหามายาเป็นเหรียญสองหน้า แล้วแยกกันไม่ออกหรอกสุขกับทุกข์ ศาสนาพุทธจึงไม่เอาเลยความสุขความทุกข์ อุทุกขมสุข เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา แต่เขาไม่เข้าใจความไม่สุขไม่ทุกข์ได้ ก็ทำด้วยวิธี เคหสิตอุเบกขา ข่มจิตให้มันปรุงแต่ง เขาก็พอจะเข้าใจตรงนี้ พยายามทำวิธีการสะกดจิตเพื่อไม่ให้จิตใจไปนึกคิด ซึ่งมันจะไม่ได้เรียนรู้ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วล้างออกจากกิเลสเป็นลำดับ พอได้ที่มันก็ล้างออกหมด ก็รู้โลกุตระ แยกแยะโลกียะกับโลกุตระได้ก็สมบูรณ์ จบเป็นพระอรหันต์ได้621110_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ คนจนแบบมีวรรณะ 9