610412_โอวาทพิธีรับกลด สัมมาสิกขาม.6 รุ่น จนที่มีแบบ ณ บวร ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข25 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

610412_โอวาทพิธีรับกลด สัมมาสิกขาม.6 รุ่น จนที่มีแบบ ณ บวร ราชธานีอโศก

สื่อธรรมะพ่อครู(การศึกษาบุญนิยม) ตอน พ่อครูให้โอวาทพิธีรับกลด รุ่นจนที่มีแบบ พ่อครูว่า... ชีวิตทุกชีวิตเกิดมาแล้ว จะอยู่ในกรอบของสังคม สังคมพาเป็นไปอย่างไร เราก็ดำเนินตามสังคมนั้นๆ ที่เราอยู่ร่วม ไปตามรูปแบบนั้นๆ ไปตามธรรมเนียมประเพณีจารีต กฎเกณฑ์ของสังคมนั้น ที่เป็นไป พวกผีตองเหลือง เขาอยู่ในกลุ่มของผีตองเหลือง ชีวิตของเขาเกิดมา เขาก็เป็นไปตามค่านิยม จารีตประเพณี ธรรมเนียมของเขา วันๆอยู่ไป ผ่านวันผ่านวันไป ผ่านเวลาแล้วก็ผ่านอายุขัยไป จนตาย เขาก็เปลี่ยนแปลงไปตามลำดับเหมือนกัน พวกชาวผีตองเหลือง ชาวอื่นๆ ที่มีวัฒนธรรมเพิ่มจากผีตองเหลือง ก็ค่อยๆเป็นไป จนกระทั่งลงมาจากเขา พวกชาวเมือง ก็มีจารีตประเพณีวัฒนธรรม มีกรอบ มีกฎเกณฑ์ มีรูปแบบ อะไรต่ออะไรไป ที่เขาจะพยายามสร้างขึ้นมา แล้วก็มีแตกแยกเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ มีซ้อนกลุ่มย่อยในกลุ่มใหญ่ ที่ทำได้อยู่ในสังคม เป็นความดีงาม แต่ถ้าแหกกฎเกณฑ์แล้ว ก็ไม่เป็นความดีงาม เป็นความเลวร้าย ก็เกิดการประท้วงต่อต้านขึ้นมา สังคมก็เป็นอยู่อย่างนั้นไปตลอด ชาวอโศก ก็เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในยุคกาล จนกระทั่งวันนี้เกิดมาแล้ว 47- 48 ปี มีระบบการศึกษา ซึ่งเป็นความคิดพัฒนาของชาวอโศก และตั้งใจที่จะทำให้ ประชากรมนุษยชาติได้รับการศึกษาแบบนี้ แบบที่เราตั้งกฎเกณฑ์ไว้ว่า ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา และเราก็ได้ทำมาตั้งแต่บัดนั้น จนถึงบัดนี้ เราตั้งมาได้ 20 กว่าปีแล้ว จำไม่ได้ทีเดียว ประมาณ 27 ปี โรงเรียนสัมมาสิกขา ที่ตั้งมา จนกระทั่งพยายามจะให้ ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา แล้วก็จะทำให้เป็น ศีลเคร่ง เก่งงาน ชำนาญวิชา และก็จะให้เป็น ศีลเข้ม เต็มงาน สืบสานวิชชา จะให้เป็นมหาวิทยาลัย แต่ไปแล้วก็

อ่านต่อ

ยังไม่รอด อาตมาก็ไม่ทำต่อแล้ว เพราะทางโน้นเขาเห็นว่าแตกต่างมาก เพราะพวกเรานั้น เน้น ศีลธรรม เน้นความเป็นคุณธรรมของมนุษยชาติ 40% เป็นงาน 35% ชาญวิชา 25% วิชาการเราก็เรียนตามเกณฑ์ของเขา ไม่ได้ย่อหย่อนกว่าเขา แต่เรามีเพิ่มเติม อย่างเป็นงาน ถึง 35% แล้วก็พยายามให้ได้รับศีลธรรม ธรรมะเข้าไปถึง 40 เปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ก็เป็นไปได้พอสมควร เป็นไปแล้ว ผ่านไปหลายสิบปี มาถึงวันนี้ ผลที่ได้ ผู้ที่ได้ออกไปแล้ว ก็มีเสียงสะท้อนกลับมา ตามที่ควร ตามที่เป็น ดำเนินชีวิตอยู่ตามวิถีชีวิตของแต่ละคน ก็ดำเนินไปได้ดี ดีในที่นี้ ไม่ได้หมายความอย่างโลกเขาหมาย ดีคือ จะไปเด่น ไปร่ำรวยมหาศาล ไปมียศข่มเบ่งคนอื่น ได้โดดเด่น หรือมีสรรเสริญเยินยอ เราก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องเหล่านั้น เรามุ่งหมายในทิศทางที่ควร ในทางด้านเศรษฐศาสตร์ ทางด้านการเมือง ทางด้านสังคม ความหมายของความเป็นคนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นเรื่องซับซ้อนลึกซึ้ง จนคนไม่สามารถจะเข้าใจได้ง่ายๆ ทั้งที่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธมาตลอด ตั้งแต่ตั้งประเทศไทย ก็ยังเข้าใจศาสนาพุทธไม่ได้อย่างลึกซึ้งเพียงพอ มีผู้ใหญ่ในระดับพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ท่านก็เข้าใจ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่มีภูมิธรรมทางด้านศาสนาพุทธ ระดับโลกุตระ พยายามที่จะหยิบยื่น เอามาให้ผู้บริหารจะนำพาไปด้วยดี ขอใช้คำว่า ผู้ใหญ่ที่รับสืบทอด รับช่วงจากในหลวง มือไม่ถึง รับไม่ได้ ไม่เข้ากระแสโลกุตระ ก็น่าสงสารสังคมประเทศ ที่มันตกต่ำ หรือว่ามันเสื่อม จนกระทั่งอย่างที่เป็น อย่างที่กล่าว เราก็พยายามสืบสานกันไป อาตมามองเห็นตามภูมิว่า อาตมาเกิดมาในชาตินี้ ก็บอกไปหมดแล้วสำหรับตัวเองว่าคือใคร มาทำงานอะไรในชาตินี้ สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้ทางพุทธศาสนาทั้งนั้น แต่พุทธศาสนานั้น คนเข้าไม่ถึง ก็เลยเชื่อถือบ้าง ไม่เชื่อถือบ้าง เพราะมันเสื่อมในความรู้ ความศรัทธา ความเชื่อถือ น้อยลงๆ ไปเชื่อทางโลก เชื่อทุนนิยม ไปเชื่อโลกีย์ เป็นไปตามแบบ สนามแม่เหล็กความรู้ความสามารถของโลก มีอำนาจที่จะพาให้ไปทางโน้น ทางนี้ก็สู้ไม่ได้ ถูกโลกดึงไป ก็เลยเสื่อมไปหาโลกียะ แย่ลงทุกที แต่อาตมาก็มีความเห็นว่า ต้องดึงเอาไว้ ไม่มากก็น้อย มันต้องมาทางนี้ โรงเรียนเรามีถึง 9 สถาบัน บางแห่งจบออกมา 1 คน อย่างนี้ บางโรงเรียนไม่มีเลย จบม.6 หรือม.ปลาย แต่ละสถานศึกษา มี 1 คน 5 คน ทางโลกเขาออกมาเป็นพัน เป็นหมื่น ที่จบมา นี่คืออัตราการเปรียบเทียบโลกุตระ กับโลกียะ มันไกลสุดกันเลย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม อาตมาก็มั่นใจอยู่ว่า อย่างไรๆ ปรอทก็มีน้ำหนักมากกว่าโฟม ปรอท จะมีเล็กน้อยอย่างไรก็ตาม ก็มีน้ำหนัก ถ่วงโฟมได้ตลอดกาล อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นสัจจะที่อาตมาพยายาม เกิดมาในชาตินี้ อาตมาไม่มีงานอะไร ไม่รู้ว่าเราจะทำอะไร ถ้าไม่ทำงานนี้ อาตมาก็ว่าตายดีกว่า ไม่อยู่แล้ว เพราะงานนี้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของความเป็นมนุษย์ ไม่ได้มีใครจ้าง ไม่ได้มีใครให้รายได้ตอบแทนอะไรเลย ดีไม่ดี ทำไป ถูกด่าด้วย แต่อาตมามั่นใจว่า ไม่ได้ทำส่วนเสีย แม้ว่าอาตมาทำมา ตั้ง 47- 48 ปีแล้ว อาตมาก็มั่นใจว่า อาตมาได้ช่วยสังคมประเทศชาติ ไม่ว่าจะทางด้านเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ อาตมาว่า อาตมาพยายามช่วยประเทศชาติ ด้วยการสร้างคนให้เป็นคนมีเศรษฐกิจดี รัฐกิจดี สังคมกิจที่ดี ให้แก่สังคมประเทศชาติ ให้แก่โลกด้วย เศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้านี้ เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ทำลายความทุกข์ ความเลวร้าย เศรษฐศาสตร์ทุนนิยมนั้น เป็นความทุกข์ เป็นความเลวร้าย เศรษฐศาสตร์บุญนิยม หรือ เศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้า เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ไม่สร้างความเลวร้ายให้แก่มนุษยชาติ อย่างน้อยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงงาน 70 พรรษา ท่านก็พยายามมีพระจริยวัตร ให้เห็นมาตลอด 70 ปี ใครรับได้หรือไม่ได้ ก็มีความเป็นไปได้ตามที่มันเป็นอยู่ เพราะเป็นสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์แท้ ไม่ใช่แค่พูด หรือคิดนึก แต่เป็นปรากฏการณ์แท้จริง สังคมประเทศชาติไทย จะรู้หรือไม่รู้ มันก็เป็นเรื่องที่ซึมซับ ซึมซาบกัน อย่างลึกซึ้ง สอดแทรกในมนุษยชาติเท่าที่มันจะเกิดได้ เป็นได้ อาตมาเองเห็นสอดคล้องกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็มาทำงานกับประชาชนโดยตรง กระแสหลักสังคมส่วนใหญ่ของประเทศชาติ เรียกว่ากระแสหลัก เขาไม่เห็นด้วย ไม่ส่งเสริม และก็ต่อต้านด้วย แต่อาตมาทำมาสี่สิบกว่าปี เห็นชัดเลยว่า มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ทุกวันนี้ก็เข้าใจได้เยอะขึ้น สิ่งที่เป็นนิมิต หรือเป็นสิ่งปรากฏขึ้นมา จะเรียกว่าเป็นนิมิตก็ได้ เป็นเครื่องแสดง ลักษณะชี้บ่งว่า ประเพณีวัฒนธรรม หรือความเป็นไทย ตั้งแต่ดั้งเดิม เป็นวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่ดีงาม โดยเฉพาะมันเป็นความดี ความประเสริฐ มันเรียบร้อย ราบรื่น งดงาม เสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ สวยภาพ สุญภาพ ขณะนี้ ปรากฏการณ์ที่บอกว่า คนไทย ชักเอาประเพณีไทย วัฒนธรรมไทยขึ้นมา ประเทศไหนเขาก็มีวัฒนธรรมประเพณีของเขา เป็นธรรมดาธรรมชาติ ผีตองเหลืองก็มีของเขา หรือว่าเป็นเผ่าเล็กเผ่าน้อย เป็นอิสระเสรีภาพของเขา ไม่เหมือนกับส่วนใหญ่ แค่นี้มันเป็นการเคลื่อนตัวที่เกี่ยวข้องกัน มีประโยชน์แก่กันและกัน ทั่วโลกแล้ว ดีไม่ดีก็มีการกัดกันบ้าง ใช้สำนวนง่ายๆ แง่งๆๆ ใส่กันบ้าง ก็เป็นธรรมดา ธรรมชาติของจิตวิญญาณ พระพุทธเจ้าจึงพยายามให้คนมีจิตวิญญาณที่ดี ไม่ต้องไปกัด ไปทะเลาะกัน คนเขาจะทะเลาะกับเรา เราก็ไม่ทะเลาะกับใคร พยายามสร้างสรรทำงานให้ดี เขาจะข่มเรา เราก็ยอมเป็นผู้แพ้ อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนรับใช้ เป็นประโยชน์คุณค่าให้แก่สังคม โดยมีจุดเป้าหมายสูงสุดว่า เราไม่แย่งความอยากใหญ่ เราไม่แย่งความรวย การไม่แย่งความรวยนี้ เป็นสิ่งที่เข้าใจยากมาก แม้แต่ในประเทศไทย อาตมาว่า คนที่มีความเข้าใจในเรื่องนี้ดี ก็ไม่ง่าย ขนาดนั้นผู้บริหารประเทศยังเข้าใจเลยว่า จะต้องสร้างสรรประเทศให้ไปแข่งขันความรวย ผู้บริหารประเทศ จะต้องให้ประชาชนช่วยพัฒนาประเทศให้รวย ทั้งๆที่พระเจ้าอยู่หัวตรัสชัดๆ เอามายืนยันว่าไม่เอาแบบคนรวย ให้มาเอาแบบคนจน ความรวยก้าวหน้า หรือรวย อย่างที่เขาเป็นกันนั้น ไม่เอา มันเป็นความถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว นี่พระปัญญาธิคุณของในหลวงเราชัดเจน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายของโลก เป็นเรื่องยากของโลก แต่ประเทศไทยก็ยังมีอย่างน้อยที่สุดชาวอโศก พวกเรานี้ทำได้ เพราะฉะนั้นเด็กๆทั้งหลายฟังไว้ เราได้รับคำสอน ได้รับการเรียนรู้ฝึกฝน เราต้องพยายามทำความเข้าใจให้ดีว่า นี่เป็นความสำคัญ เป็นสิ่งประเสริฐ ที่ในชีวิตเราเกิดมาเราได้รับการศึกษา จะได้รับไปเท่าไหร่ ทำให้ตนเองได้รับฝึกฝน จนตัวเองได้เป็น ประพฤติได้ จนกระทั่งจิตใจเป็นสมาธิ จิตเป็นตัวตั้ง เป็นประธาน แล้วเอาไปใช้ดำเนินชีวิตต่อไปข้างหน้า จิตก็จะเป็นประธานตามความรู้ มีความศรัทธาเลื่อมใส และมีปัญญา มันก็จะติดตัวเราไปตามที่เราได้นี้ เราก็มีแรงเท่านี้ มีความสามารถเท่านี้ สร้างสรรได้เท่านี้ รัฐบาลไม่ได้ส่งเสริม อาตมาทำงานนี้ รัฐบาลไม่ได้ส่งเสริม แต่อาตมาก็พยายามเอาเข้าสู่นิตินัย ก็เลยเข้าได้ เป็นนักเรียนตามนิตินัย แล้วเขาก็เลยต้องให้ตามเกณฑ์นิตินัย มีเงินอุดหนุนช่วยเหลือการศึกษา เพราะเราทำการศึกษาให้แก่ประเทศ สอนอนุชน สอนเยาวชน สร้างการศึกษาให้แก่เยาวชน ให้แก่ประเทศ รัฐบาลเขาก็ปฏิเสธไม่ได้ เราทำดี เราไม่ได้ทำเสียอะไร ก็จำนน แต่เขาก็ไม่รับว่า เราเป็นสากลเท่าไหร่ อาตมาเข้าใจว่า เหตุที่ไม่รับ เพราะภูมิไม่ถึง คนส่วนใหญ่เข้าใจไม่ได้ แต่พวกเราได้ไปแล้ว อย่างที่สากลเขามี 25 เปอร์เซ็นต์ของเรามี แต่เขาไม่ได้ฝึกหัดทำงานเท่าไหร่เลย เด็กสามัญทั่วไป อาชีวะก็ยิ่งได้ฝึกอย่างแท้จริง ฝึกจนทำได้ทำเป็นจบม.6 ออกไปไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัย คนจบมหาวิทยาลัยยังทำงานสู้ไม่ได้เลย ขนาดเราเรียนแค่ 6 ปี มหาวิทยาลัยเรียนเป็น 10 ปี ก็ยังสู้เราไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น นี่พูดตรงๆ ไม่ได้คุยตัวอวดตัว เบ่งข่มอะไรนะ เพราะฉะนั้น สังคมที่เขาไม่เข้าใจสิ่งจริง ความเป็นจริงนี้ อาตมามั่นใจว่า อาตมาตรวจสอบอย่างไม่ได้ลำเอียงเข้าข้างตัวเอง ไม่ไปหลงละเมอเพ้อพกตัวเอง แต่เข้าใจความจริงอันนี้ เพราะฉะนั้นจึงพูดอย่างชัดเจน ไม่อมพะนํา พูดอย่างมั่นใจ แข็งแรง เต็มคำ พูดอย่างมั่นใจ เพราะเราทำสิ่งที่สังคมควรจะส่งเสริม หรือสนับสนุนความเป็นคนที่มีสิ่งเต็ม ไม่ว่าจะเป็นคุณธรรม ศีลเด่น เป็นงานเป็นการศึกษาเรียนรู้ อย่างน้อย 6 ปี ก็น่าจะมีความรู้ความสามารถทำงานเป็นถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ส่วนวิชาการที่ 25 เปอร์เซ็นต์นั้น รับรองไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ทางโลก ไม่แพ้ความรู้การศึกษาวิชาการ ประเทศไทยทั้งประเทศ การศึกษาของประเทศไทย หลักสูตรการเรียนของประเทศไทย มัธยม 6 นี่ ของประเทศไทยเทียบเกณฑ์แล้ว สูงกว่าต่างประเทศเขาทั้งโลก เกณฑ์การศึกษาของประเทศไทย เด็กจบม.6 เกณฑ์ของสากลประเทศ ไม่ใช่ของอโศกด้วย ยังสูงกว่าประเทศต่างๆเขาแล้ว เรียนกันโอ้โห ที่อื่น ชาติอื่นสู้ไม่ได้หรอก ที่บอกว่าประเทศเจริญนั้น เอาการศึกษาเรียน เรียนจริงๆเลย ยิ่งชาวอโศก นักเรียนอโศกสัมมาสิกขา นี่ซ้อนลึกก็คือ จิตวิญญาณ เป็นการศึกษาที่ซ้อนลึก ได้คุณธรรม ได้ประโยชน์ทางจิตวิญญาณเติมแถมเข้าไปอีก แม้แต่พามาให้มีความรู้ความสามารถ สมรรถนะทำงานเป็น คุณสามารถทำงาน ไปแล้ว ออกไปก็เลี้ยงตัวเองได้แล้ว ทั้งๆที่มีระยะเวลา 6 ปีเหมือนกัน ในระยะเวลาเท่ากัน แต่เราทำได้มากกว่า ดีกว่า นี่เป็นเรื่องจริง เป็นความเป็นจริงของมนุษยชาติ ที่เราอยู่ในสังคม เราก็ทำอยู่ โดยไม่ได้ทำการศึกษาที่เป็นการหาเงินหาทองอย่างการศึกษาเอกชนทั่วไปเขา เราก็ทำเหมือนรัฐบาล เรียนฟรี รัฐบาลอุดหนุนบ้าง พวกเรานี่นักเรียนกินนอนนะ โรงเรียนรัฐบาลจริงๆ เขาไม่ใช่โรงเรียนกินนอน เป็นโรงเรียนไป-กลับเท่านั้นเอง แต่ของเรานี้โรงเรียนกินนอน นอกจากกินนอนแล้ว เลี้ยงเหมือนลูกหลานด้วย ข้าวของเครื่องใช้ ก็ให้อย่างเป็นลูกเป็นหลานในครอบครัว นี่พูดไม่ได้ทวงบุญคุณอะไร แต่พูดความจริงว่า เราเองเจตนาทำอะไรกับมวลมนุษยชาติ ตั้งแต่เหล่าเยาวชน จนกระทั่งถึงผู้ใหญ่ ในระดับอุดมศึกษา ในการดำเนินชีวิต โตขึ้นไปจนกระทั่งแก่ถึงขั้นตาย เราก็อุดหนุนช่วยเหลือกันพึ่งพากันได้ เกิดแก่เจ็บตาย เราก็อยู่กับสังคมแบบนี้ นี่ก็คือสิ่งที่อาตมาก็ขอใช้เวลา พูดถึงสาระแก่นสารที่พวกเราได้ทำไป อธิบายให้กันฟังประมาณนี้

ทีนี้ขณะนี้ ปัจจุบันนี้ ขณะนี้ไปถึงอนาคตข้างหน้า อาตมามีความคิด มี vision มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไปข้างหน้าอยู่ว่า เราควรจะต้องเป็นสังคมประเทศชาติ ที่มีทั้งสถานที่ เรียกว่าเสนาสนะ ที่มีทั้งบุคคล มนุษยชาติ พวกเราเป็นแก่นแกนของสังคม มีอาหาร มีเครื่องอาศัย และก็มีธรรมะ สัปปายะ 4 นี้ ควรจะเข้าร่องเข้ารอยของศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้า ซึ่งท่านเป็นเลิศในเรื่องของความเป็นมนุษยชาติ และความเป็นสังคม สุดยอดแล้ว ชาวอโศกทำเศรษฐศาสตร์ได้ถึงขั้น สาธารณโภคี ก็อยากจะให้ความเป็นจริงของสาธารณโภคี วิวัฒนาการก้าวหน้า มากยิ่งขึ้น พยายามสร้างพวกเราเอง คนอื่นจะเข้าใจ แล้วจะเห็นจะมาร่วมมือ จะไปเรียกร้อง โฆษณานั้น ไม่มีประโยชน์อะไรมากมาย เสียแรงงาน เสีย Calories เปล่าๆ สร้างหรือทำ ประพฤติให้เข้มแข็ง ให้ดีจริง ให้เจริญยิ่งๆขึ้นไปให้ได้ ทุกวันนี้ก็คิดว่า เสนาสนะหรือสถานที่ ก็จะทำสถานที่ บ้านราชนี้ ให้เป็นตัวอย่าง เพราะมีอาณาบริเวณพร้อมที่สุด มากที่สุด มีทั้งน้ำ ทั้งดิน เช่น ต้นไม้ก็ปลูกเองได้ ทำโครงร่างจนมาถึงทุกวันนี้ ได้แล้ว เป็นสถานที่ที่น่ารื่นรมย์ มีนิเวศวิทยาที่สมบูรณ์แบบ ไม่ได้ทำเพื่ออวดโอ่ ไม่ได้ทำเพื่อหาเงิน ไม่ได้ทำเพื่อเอาอะไรจากใคร แต่เราทำมา เพื่อที่จะเป็นตัวอย่าง อย่างที่พูดมาแต่ต้น เป็นต้นแบบ มีสถานที่ประกอบไปด้วยนิเวศวิทยา ที่เป็นภูมิทัศน์ ดินน้ำไฟลม อันเป็นองค์ประกอบที่ควรให้สดชื่น สะอาด สมบูรณ์ ด้วยธรรมชาติ ที่มันให้ประโยชน์คุณค่าแก่มนุษยชาติที่สุด แม้แต่แก๊สพิษ น้ำพิษ ดินพิษ สารพิษอะไรต่างๆ ก็ไม่มี มีแต่ประโยชน์เลย บุคคลใครที่เข้ามาก็พยายาม เรายังขาดเรื่องปฏิสันถาร อาตมาก็เห็นใจ ก็เพราะเรางานเยอะ เลยไม่มีคนทำงานปฏิสันถาร ไม่มีปฏิคม แต่บอกเอาไว้ ต่อไปจะมีแขกมา อาคันตุกะมา ลูกค้ามา หรือมิตรสหายมา เราก็จะได้ตั้งใจ ให้เขารับประโยชน์ เท่าที่ควร ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ ตอนนี้ที่ไม่สมบูรณ์ นี่ก็บอกไป อาตมารู้เหตุปัจจัย ข้อมูลว่า มันยังขัดข้อง ก็เข้าใจไม่ได้ไปเร่งรัดอะไรมากมาย แต่พูดนำ บอกให้เข้าใจกันไว้ แล้วพวกเราก็จะได้สืบสานต่อไป พัฒนาการต่อไปตามลำดับๆ เราทำได้แม้สิ่งที่เป็นอาหาร อาหารตั้งแต่ ปัจจัย 4 อาหารที่กินเข้าไป เอาไปสร้างชีวิต ...นี่มันกล้วยยักษ์หรือเปล่า? เราไม่ต้องไปยิ่งใหญ่ทางการเงิน ทางการอำนาจ อาวุธ แต่เรามายิ่งใหญ่ทางการสร้างสรรสิ่งเหล่านี้ ให้เจริญงอกงาม ให้เลี้ยงโลกได้ ยิ่งสื่อสารคมนาคมเดี๋ยวนี้ ส่งต่อกันได้ ต่อไปส่งทางโดรนเลย นี่เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และไม่ต้องไปตีราคา ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยน ให้ได้มาร่ำรวย ภาคภูมิใจในประเทศไทย ที่มีพระเจ้าแผ่นดิน ที่มีโลกุตระ ที่เข้าใจเศรษฐกิจโลกุตระ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ต้องมาเป็นแบบคนจน สังคมที่มีเศรษฐศาสตร์สูงสุด ต้องมาเป็นคนจน คนจนในความหมายของพระพุทธเจ้า 1. เป็นคนจนที่อุดมสมบูรณ์ เป็นคนจนที่พออยู่พอกิน ในหลวงตรัสเศรษฐกิจพอเพียง พอเหลือ พอกินแล้ว เหลือเฟือ เลี้ยงดูคนอื่นได้ ไม่สะสมให้ตนรวย เราสร้างสรรได้มาก แต่เราไม่กักตุนเอาไว้เป็นของเราเลย 2. เราไม่เอาไปค้าขายแลกเปลี่ยนคืนมา ไม่อวดร่ำ อวดรวย เราก็ย่อมจะจน เราสร้างให้มาก ให้คนอื่นได้ใช้กิน ให้มากขึ้น เพราะเราไม่เห็นแก่ได้ เราไม่หลงรวย เราอยู่อย่างพอมีพอกิน แต่เราเหลือเฟือ มีความอุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องไปรวย ต้องมาจน ความหมายแบบคนจนของในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือพระพุทธเจ้า แม้แต่อาตมาเห็นสอดคล้องว่า เป็นเรื่องของมนุษยชาติ ที่ประเสริฐที่สุด จนกระทั่งสูงสุดที่ชาวไทยเราเป็นสังคม เป็นเศรษฐกิจระดับสาธารณโภคีได้ คอมมิวนิสต์ก็ทำไม่ได้ ทำสู้ที่เราทำนี้ไม่ได้ และคอมมูนของเรา อิสระเสรีภาพ ยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ทั้งหลายในโลก คอมมูนของเราบริสุทธิ์สะอาด มีอิสรเสรีภาพ คนจะมาอยู่ในนี้ ก็ไม่ได้บังคับ มาเองไม่ได้ไปโฆษณาขอร้องด้วย ไม่ได้หว่านล้อม พูดความจริงว่าดีเท่านี้สั้นๆ ดีอย่างไรก็พูดความจริงเปรี้ยงๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม มีอย่างไร ก็พูดอย่างนั้น คนไทยก็ยังดียังเข้าใจ มาเป็นคนจน ก็สมัครใจมาเป็นคนจน แล้วก็พาสร้างสรร พาทำ พารับใช้สังคม ประเทศชาติ สร้างเรือนพาณิชย์ขึ้นมา ก็เพื่อกระจายสินค้า กระจายผลผลิต ให้ทั้งคนข้างนอกมาอาศัยเป็นตลาด ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนมาค้าขาย เราจะได้เก็บค่าเช่า ไม่ได้คิดแบบนั้น แต่เขาก็ยังไม่ค่อยจะเชื่อใจ กลัวเราจะตลบหลัง เราก็ว่า ไม่มีตลบหลัง มาได้อย่างซื่อสัตย์ บริสุทธิ์เลย และพวกเราก็อาศัยเป็นสถานที่ กระจายผลผลิต กระจายสินค้าออกไป มีมาบอกว่า วาระนี้ มีศิษย์เก่ามาเยี่ยมเยียน ที่จะต้อนรับน้องกัน ที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา เป็นสมาคมศิษย์เก่า ก็รบกวนพ่อครูบอกว่า ศิษย์เก่าที่พึงประสงค์ คืออย่างไร แก่รุ่น จนที่มีแบบ ศิษย์เก่าที่พึงประสงค์ ศิษย์เก่ามาเอง เป็นนักเรียน ที่จบม.ปลาย จบอาชีวะแล้ว ผ่านวันนี้ไปเป็นศิษย์เก่าหมดแล้วนะ พวกจบม.6 จบอาชีวะไป ผ่านวันนี้ไปก็เป็นศิษย์เก่า พวกนี้เป็นรุ่น จนที่มีแบบ ชื่อเพราะจริงๆ ให้อาตมาช่วยบอกว่า เป็นอย่างไร ที่พูดที่บอกกันอยู่นี้ ว่าเราจะต้องให้เป็นสังคม ให้เป็นความรู้ ที่คนในสังคม ก็จะต้องมีความรู้ ควรจะเป็นอย่างที่พวกเราเป็นอย่างนี้ เราเอาชีวิตมาศึกษา ฝึกฝนปฏิบัติจนได้ติดตัวไป เราก็จะมีสิ่งที่ได้รับดำเนินชีวิตต่อ นี่ก็คือศิษย์เก่า ได้รับสิ่งที่ได้ไป ได้เท่าไหร่ รู้เท่าไหร่ ทำได้เท่าไหร่ คุณก็เอาไปทำ แต่ในโลก ในสังคมมนุษยชาติ มีแรงดึงดูดของโลกีย์ มันเป็นความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ตัวใครตัวมัน คนโลกน่ะ ที่นี่พยายามให้มาล้างความเป็นตัวตน ความเห็นแก่ตัว ให้ขยันหมั่นเพียร สร้างสรร มีประโยชน์คุณค่าต่อผู้อื่น ให้ได้มากที่สุด แล้วไม่เห็นแก่ตัว ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เราก็มีเวลา มีความรู้ ความสามารถ ทำให้คน ทำให้พวกเรานี้ รับความจริงความรู้นี้ เท่าที่ได้ อยากให้ได้สูงสุดเลย มันก็ได้เท่าที่คนมีความสามารถ คนไม่สามารถทำเกินกว่า ที่ตนเองทำได้ อาตมาก็ว่ามันดีที่สุดแล้ว ในความเป็นสังคมโลก ที่มาทำให้มนุษยชาติ ให้เป็นเช่นนี้ ในโลกที่เขาเป็นกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นโลกีย์ มันคนละอย่างกับพวกเราเลย สวนกระแสกัน มันแย่งชิงทำร้ายกัน หนักหนาสาหัส เขารู้ตัวว่า อย่าไปสร้างอาวุธมามาก ไม่งั้นก็จะไม่เหลือ ขนาดนั้นก็ยังซุกซ่อนกันอยู่ทุกวันนี้ แล้วก็ขู่กันว่า อย่านะ เอ็งมีอาวุธร้ายขนาดไหน ข้าก็มีนะ แล้วก็มีชีวิตอยู่อย่างนั้น ทำไม แต่พวกเรานี้ไม่เลย คนละเรื่องแล้ว อาตมาพาทำทุกระดับ ในระดับสังคมกลุ่มเล็ก อย่างพวกชาวอโศก ในระดับสังคม กลุ่มที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับมนุษยชาติออกไป จนกระทั่งในระดับประเทศ อาตมาก็พากันไปทำ ออกไปช่วยประเทศ เช่น ประเทศมีคณะผู้บริหารประเทศ เสียหายมาก ควรจะไปช่วยกันล้ม ช่วยกันประท้วงล้มล้าง ชาวอโศก อาตมาก็พาพวกเราไปทำ จนทำสำเร็จไปอย่างที่เป็น มีอีกก็จะออกไปอีก จริงๆ ไม่ใช่ขู่นะ พูดจริง แต่ตอนนี้ มีผู้บริหารขึ้นมา ขออภัยนะที่ต้องพูดความจริง เราไปทำจนกระทั่ง ประชาชนเห็นดี เห็นด้วยกับเรา จนทุกคน ถ้าเผื่อว่า จะมีผู้มาบริหาร ไม่เอาอย่างนั้นนะ ปฏิวัติได้เลย เพราะเหตุนั้น พลเอกประยุทธ์จึงบอกว่า ผมขอปฏิวัติ ไม่ต้องทำอะไรมากเลย ตอนนี้เป็นพลังของประชาธิปไตย นี่คือลักษณะประชาธิปไตย พลเอกประยุทธ์ปฏิวัติ รัฐประหาร ยึดอำนาจ เป็นการยึดอำนาจที่มีประชาธิปไตย ฟังเข้าใจไว้นะพวกนักรัฐศาสตร์ เป็นการยึดอำนาจอย่างที่ประชาชนเห็นดีด้วย ยังไม่เกิดคลื่นของประชาชนเลยสักนิดเดียว พวกที่เถียง ที่บริหารอยู่ ก็แหย ประเทศไทยมานิยมแบบไทยนั้น ก็ดีแล้ว ไม่ใช่เป็นแบบเฮละโล เป็นแฟชั่นเพียงชั่ววูบ ก็ไม่เอา ให้ทำดำเนินไปเลยเช่นนี้ ให้ศึกษารากเหง้าของประเทศไทย ถ้าประเทศไทยจะมีสภาพกลับคืน ไปเสมือนสมัยพ่อขุนรามคำแหงนี้เอาไหม นั่นคือรากเหง้าของประเทศไทย อยู่กันอย่างพ่อลูก อยู่กันอย่างญาติพี่น้อง มีความสุขความทุกข์อะไร ก็ช่วยเหลือกัน เมืองไทยมีสิ่งดีประเสริฐเหล่านี้แล้ว จงดำเนินต่อไป แต่อย่าให้เว่อร์เกินไป ... จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน