610410_ตอบปัญหางานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 42 บวร ราชธานีอโศก ตอน 1.docx
เนื้อหาในไฟล์
610410_ตอบปัญหางานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 42 บวร ราชธานีอโศก ตอน 1
พ่อครูว่า... วันนี้ วันอังคารที่ 10 เมษายน 2561 ที่บวรราชธานีอโศก
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ความฉลาดที่ต่างกันระหว่างเทวนิยมกับพุทธ ผู้ที่มีปัญหาอยู่ ก็คือผู้ที่ยังไม่มีปัญญา คนที่ยังไม่รู้ แต่รู้ คือคนที่มีเฉกา เฉโก ไม่รู้แต่เขารู้ เขาไม่รู้เรื่องโลกุตระ เขารู้ฉลาดเฉลียวมากมายเยอะแยะ แต่ฉลาดเฉกา แต่คนมีปัญญานั้น ฉลาดอย่างรู้โลกุตระ จึงเรียกว่าเป็นผู้ที่ไม่อวิชชา ผู้ที่มีวิชชา คือผู้ที่มีปัญญา วิชชาไม่ได้หมายถึงฉลาดทางโลก ไปเรียนเอา จากมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่เรียนจากสำนักบาลี จบเปรียญ 9 มา ก็ไม่ได้หมายความว่า จะได้ปัญญามา ก็ได้แต่เฉกา หรือเฉโก นอกจากบางคนที่มี ภูมิเรียนบาลี ก็เลยช่วยให้สามารถเกิด อัญญะ อัญญา ปัญญา ก็เป็นผู้ที่ได้โลกุตระ มีสถิติการลงทะเบียน มีชาย 125 คน หญิง 369 คน รวมแล้วมี 494 คน ในวันที่ 5 วันที่ 6 มีชาย 43 คน ผู้หญิง 175 คน ก็รวมแล้ว 218 คน วันที่ 7 มีชายมาลงเพิ่มเติมอีก 42 คน หญิงอีก 92 คน รวมแล้วเป็น 134 รวม 5 ถึงวันที่ 7 มี 846 คน เติมแต่ชื่อเฉยๆ แต่ไม่รู้ตัวอยู่หรือเปล่า ในแต่ละวัน ที่จริงก็น่าจะมี ว่าไปแล้วนะ กลับแล้วล่ะ ลงทะเบียนกลับ รวมถึงวันที่ 8 มี 959 คน วันที่ 9 รวมวันที่ 5 ถึงวันที่ 9 1038 คน เรามีเท่าไหร่ก็เท่านั้น ไม่มีปัญหา เรามีแต่ปัญญา เราก็ว่ากันไปด้วยปัญญา เพราะว่า ศาสนาพุทธ นั้น เป็น ศาสนาแห่งปัญญา เฉกาก็ไม่เท่าไหร่ ที่จริงเฉกานั้น มีฉลาดแบบกุศล กับอกุศล ฉลาดที่เป็นกุศล ก็ยังดี ก็เป็นได้ถึงขั้นศาสดา ผู้ฉลาดที่มีกุศล เป็นเทวนิยม เป็นได้ถึงขั้นเป็นศาสดา ก็เป็นประโยชน์ คุณค่าต่อโลกนี้ ประเด็นโลกุตระกับโลกียะนั้น ต่างกันอยู่แค่ว่า โลกุตระนั้น สามารถ
อ่านต่อ
อ่านจิต เจตสิก รูป นิพพาน มีอภิธรรม รู้ปรมัตถสัจจะอย่างชัดเจน รู้ชัดเจนในจิตเจตสิกต่างๆ รู้รูป รู้นาม สามารถอ่านกิเลส แล้วก็ทำให้กิเลสมันดับสนิท หมดไปจากจิตได้ตลอดกาล โลกียะนั้น ขยันทำความดี กดข่มความชั่ว ไม่ได้ล้างกิเลส แล้วก็มีลัทธิเทวนิยม ล้างบาป ภาษาว่าล้างบาปได้ ของศาสนาพุทธ ล้างบาปไม่ได้ บาปบุญทำแล้วสั่งสมหมด ล้างไม่ได้ มีแต่ล้างกิเลส ประเด็นต่างกันตรงที่กุศล อกุศล ล้างบาปได้ หรือไม่ได้ นี่ก็อยู่ที่การเข้าถึงจิตหรือไม่ จิตนั้นอยู่ที่การรู้จักกิเลส แล้วดับกิเลสได้จริง นี่คือความต่าง เท่าที่อาตมามีภูมิปัญญา รู้ว่า ศาสนา เทวนิยม กับ อเทวนิยม ต่างกันอย่างนี้ โลกียะ กับ โลกุตระ นั้น ต่างกันอย่างนี้
ตอบปัญหา
สื่อธรรมะพ่อครู(สุขภาพบุญนิยม) ตอน สัมประสิทธิ์ชะลอวัย พ่อครูใช้ธรรมะกับ 8อ _ทำไมหลวงปู่อายุเยอะแล้ว ดูไม่แก่เลยค่ะ พ่อครูว่า... ไม่ใช่เรื่องเล่นหรอก เป็นเรื่องจริง หลวงปู่ค้นพบสัมประสิทธิ์ เป็นพลังงานที่จะพยายามช่วยสังขารตัวเอง ให้ อายุยาวยืน โดยบัญญัติออกมา มี เหตุปัจจัย ประกอบอยู่ 8 อย่าง มี อิทธิบาท อารมณ์ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย เอนกาย เอาพิษออก อาชีพ อิทธิบาท กับอารมณ์ เป็นนามธรรม นอกนั้นเป็นรูปธรรม แล้วก็จะดูแลรูปนามนี้ได้ หากมันไม่เจริญ ไม่พอดี อยู่ใน 8 อ. ให้เจริญ ให้รู้จักแม้แต่อาชีพของเรา แม้แต่อาชีพที่สัมมาแล้ว ก็ให้เจริญมากยิ่งขึ้น อาชีพที่เจริญสูงสุด คืออาชีพทำงานฟรี เป็นคนทำงานอาชีพสูงสุดแล้ว สูงสุดทั้งทางด้านเศรษฐศาสตร์ ทางด้านสังคมศาสตร์ และสูงสุดทางรัฐศาสตร์ หรือการเมืองด้วย ผู้ที่ทำอาชีพทำงานฟรี อย่างชาวอโศกเรา ชีวิตชัดเจนแล้ว อยู่กับกลุ่มหมู่นี้แหละ สาธารณโภคี เราก็ทำงานฟรีกับหมู่กลุ่ม จนจบชีวิต อยู่ได้สบาย ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย พึ่งพากันได้อย่างแท้จริง เพราะเป็นสังคมที่สมบูรณ์ เป็นสังคมที่บริบูรณ์ ทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ การเมือง และสังคม เป็นสังคมที่จบ อาตมาทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ อาตมาสรุปได้ว่า สังคมเราลงตัวแล้ว ลงตัวทั้งทางด้านเศรษฐศาสตร์ การเมือง ทางสังคม อยู่สบายแล้ว ทุกวันนี้ อยู่กันอย่างเป็นระบบที่ลงตัว สบาย ดำเนินไปอย่างโดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌานทั้ง 4 เข้าใจภาวะที่กระทบ ต้องใช้ฌาน 1 เราก็จัดการ แก้ปัญหาไป อันไหนแก้ได้ ก็อยู่กันอย่างสบาย มีปีติ มีสุข อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นสัจจะที่ ครบครัน ฌานที่ว่า เป็นฌานลืมตาแบบพุทธ ไม่ใช่แบบสะกดจิต ที่เขาหลงนั่งหลับตาสะกดจิตกัน แต่เป็นจิตที่มีไฟฌาน เป็นพลังงาน ที่สามารถสร้างขึ้น มีทั้งปัญญา พระพุทธเจ้าตรัสว่า ฌานต้องมีปัญญา ไม่มีปัญญา ไม่ใช่ฌาน ต้องรู้จักกิเลสแล้ว รู้จักการกำจัดกิเลสได้ด้วย ฌานก็สำเร็จลง เป็นบุญ เป็นปุญญะ ฌาน เป็นการสร้าง พลังงาน นั้น เกิดพลังงานนั้น ได้พลังงานนั้น ทำงานกำจัดกิเลส ได้ กำจัดกิเลสได้ ก็เรียกว่าเป็นประสิทธิผลของบุญ จะเป็นเช่นนั้นทุกทีไป หลวงปู่ไม่แก่ อันนี้ไม่ใช่เรื่องพูดเล่น เป็นคารมพูดเล่นหัว แต่เป็นสัจจะ หลวงปู่ไม่แก่กว่าที่ควร ที่จริงมันต้องเสื่อมไปบ้าง แก่อะไรบ้าง แต่ไม่ใช่ว่า มันแก่มากแก่ยัง แม้แต่แก่เหมือนกับโลกเขาแก่ ก็สามารถที่จะรู้สึกว่าไม่เท่า แข็งแรงกว่า ยังสดกว่า ยังมีความเป็น protoplasm ที่สดใส ที่มีธาตุแห่งชีวะ ที่แข็งแรงกว่าปกติ นั่นแหละ ทำสัมประสิทธิ์ coefficient เพื่อให้พลังงานมันชะลอความแก่ จะไปหายาอายุวัฒนะที่ไหนก็ไม่ได้ ต้องใช้ 8 อ.นี้ กับความรู้ทางธรรม มาช่วยเป็นรูปนามแล้ว จะเกิดความไม่แก่ที่เป็นไปได้ หนูจิราภาคงพอฟังได้ ผู้ใหญ่ก็คงจะเข้าใจ
_สร้างบ้านตั้งแต่ก่อนงานเพื่อฟ้าดิน จ่ายค่าแรงช่างไปก่อน เพราะค่าวัสดุยังไม่ได้สรุป แล้วเจ้าหน้าที่การเงินแจ้งว่า คนงานเบิกค่าแรงไปแล้ว 6000 บาท ระบุตัวเลขก็จำได้ ได้รับการทวงถามเกิน 1 ครั้ง จึงจ่ายให้ด้วยการห่อเงินแบงค์พันหกใบด้วยกระดาษ แล้วเขียนแจ้งว่าของใคร จ่ายค่าแรงซ่อมบ้าน (ห้องน้ำ) ต่อมาค่าวัสดุแจ้งมา เรื่องน่าจะจบ แต่เมื่อ 3 วันที่แล้วมีบิล มาทวงค่าแรง 6000 บาท แต่จำนนด้วย บิลยังอยู่ จึงได้เบิกเงินให้เขาไป แต่ก็ยังไม่จบที่คาใจ เพราะจะรีเช็ค ก็คงจะทำได้ ไม่อยากให้ใจตนเองไปเพ่งโทษ มิตรดีสหายดี เข้าใจว่างานเยอะ แต่มันยังมุ้งมิ้งในใจค่ะ ยังย้ำค่ะว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงิน มันอยู่ที่ใจนี่แหละค่ะ พ่อครูว่า.. .ตกลงก็มีความผิดพลาดอยู่เหมือนกัน ปัญหาเป็นอย่างนี้ ก็เหมือนความว่าทางด้านการเงิน อาตมายังสงสัยอยู่เหมือนกัน สงสัย ภาวะการเงินนี่แหละ พอเราเหมือนคนใจดี อาตมาบอกตรงๆ คนมีกิเลส อาตมาว่า พวกช่างก็ดี น่าจะซับซ้อน ผู้จ่ายเงินนี้ ทันเขาไหม เขาอาจจะมาเบิกเงินซ้ำซ้อนหลายชั้น จะต้องมีการจ่ายเงินซ้ำซ้อนแน่ นี่อาตมายังสงสัยข้องใจเหมือนกัน อาตมาว่า น่าจะมีคนตรวจสอบ อาตมาเคยถามท่านด่วนดีว่า บิลทุกใบ ท่านเซ็นกำกับทุกใบไหม ท่านก็ว่าเซ็น แต่ไม่รู้ว่าตรวจสอบแต่ละใบหรือเปล่า หรือว่าเซ็นตะพึด แบบที่เป็นอธิบดีเซ็น อาตมาเชื่อว่าคนมีกิเลส ไม่เห็นคนอื่น ทำได้ 1 ครั้ง 2 ครั้ง เขาก็จะทำซ้ำ เขาจะบอกว่าอโศกนี้โง่ โกงซ้ำซ้อน เขาก็ทำซ้ำได้ จะมีหรือไม่มี อาตมาไม่รู้ เป็นความสงสัยของอาตมาตามประสา เอากิเลสของมนุษย์มาพูดเท่านั้น ถ้าเราตรวจสอบระมัดระวังได้จริง หรือสมมุติว่า คนที่มาทำงานที่นี่ ช่างที่ทำ ไม่มีคนทุจริตเลย ก็อนุโมทนาสาธุ ราชธานีอโศกช่างมีกุศลอะไรอย่างนี้ ไม่มีคนทุจริตในอโศกเลย อาตมาก็ยังไม่มั่นใจว่า จะไม่มีคนทุจริตในอโศกเลย คนข้างนอกด้วย แม้แต่ข้างใน ยังมีตุกติก คนข้างนอกจะเหลือหรือ เขาบอกว่าอโศกนี้โง่ตาย หลอกได้เงินฟรีไป คนงานที่มาทำงานในอโศกนี้ อู้งานก็ปานนั้นแล้ว เพราะพวกเราไม่มีใครไปเร่งรัด ไปดุ หรือเข้มงวดกวดขัน อ้อยอิ่งไป อาตมารู้อยู่ แต่ก็ไม่อยากจะไปพูด พูดอย่างนี้ไปให้เขารู้สึกเอา เขารู้สึกได้ ก็ปรับปรุงตัวเอง ชั่วใครชั่วมัน บาปใครบาปมัน ยุคนี้เป็นยุคอิสระเสรีภาพ จะไม่ไปละลาบละล้วงใคร นี่เป็นสัจจะที่พูดให้ฟัง เป็นความรู้ทางธรรม ในหลวงรัชกาลที่ 9 องค์หนึ่ง ท่านมายุคนี้ ท่านให้อิสระเสรีภาพ ตามยุคสมัย อาตมาก็ทำแบบนั้น อาตมาทำทางธรรม ในหลวงทำทางโลกแท้ๆ ยังให้อิสระเสรีภาพขนาดนั้นเลย อาตมาให้อิสระเสรีภาพแต่อาตมาด่า ในหลวงทำให้อิสระเสรีภาพ และไม่ได้ควบคุมทางธรรมะ ก็เลยไม่ด่า อาตมานี้ ให้อิสระเสรีภาพ แต่ด่า ให้ประโยชน์ด้วยการด่า เป็นคำตำหนิ นิคคัณเห นิคหารหัง สิ่งที่ต้องตำหนิ สิ่งที่น่าตำหนิ จะต้องตำหนิ ถ้าไม่มีใครตำหนิเลย เขาก็ไม่รู้ว่านี่ผิด จะได้แก้ไข ก็เป็นประโยชน์อย่างนั้น
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน เรียนรู้ปฏิจจสมุปบาททั้งสายเพื่อสลายภพ _ในปฏิจจสมุปบาท(อนุโลมตัวที่11) คือ ขั้นตอนตามสภาวะนามธรรม ใช่หรือไม่ บางครั้งเพื่อนบอกว่า อยู่ในภพ คือเราอยู่ในขั้นไม่พ้นภพ จึงอ่านเวทนาไม่ออกเป็นปัจจุบัน ต้องอาศัยสภาวะทบทวนย้อนหลัง ผมเข้าใจถูกต้องหรือไม่ครับ พ่อครูว่า... ก็ต้องอธิบายปฏิจจสมุปบาท คำว่าภพ อยู่ในคำปลาย คำที่ 11 ภพ แล้วมีชาติ อวิชชา เป็นตัวต้น ตัวหลัก คนที่อวิชชา คือคนไม่รู้เรื่องตั้งแต่ตั้งต้น คือ สังขาร ไม่รู้เรื่อง วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา เพราะฉะนั้นจึงมี มรณะ โศก ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาสะ ถามมาว่า ขั้นตอนตามสภาวะนามธรรม ใช่หรือไม่ เป็นสภาวะที่ต้องมีทั้งรูป และนาม รูป จะถูกรู้ ตั้งแต่คำว่าสังขาร คำว่าสังขารมี สังขาร 3 คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร คนจะรู้จักกายก็ต้องรู้จัก รูป นาม เป็นธรรมะสอง รู้ทั้งภายนอก และภายใน กายต้องมีภายนอกด้วย ทุกวันนี้ศาสนาพุทธ กำหนดกายแค่ภายนอก กายไม่เกี่ยวกับจิต ไม่เกี่ยวกับภายใน นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธทุกวันนี้ เข้าใจกายว่าคือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เท่านั้น เป็นวัตถุภายนอกเท่านั้น จริงๆแล้วคำว่ากาย แยกรูป แยกนาม ออกจากกันไม่ได้ กายต้องเป็นธรรมะสอง กายนอกกาย คือจิตนั้นแหละ สามารถรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัส แตะต้อง ติดตัว ถ้ารูปก็ไม่ต้องติดตัว มีแสงกระทบสะท้อนหาลูกตา ปสาทรูปรับรู้ได้ เสียงดังจากภายนอกกระทบกับแก้วหู ประสาทหู ก็เข้าใจ อ่านได้ จมูกก็ได้กลิ่นมา ลิ้นก็ไปแตะสัมผัส หากไม่แตะสัมผัส ก็ไม่รู้รส กายก็ต้องสัมผัส กายต้องมีรูปนาม มีธรรมะสอง ตากระทบก็สัมผัส หูกระทบก็สัมผัส ฯ ทั้งนั้น สรุปแล้ว การศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า ต้องมีสัมผัสทั้ง 6 มีจิตร่วมกับผัสสะสามภายนอก เรียกว่า กามภพ ถือเป็นตัวภายนอก เข้าไปภายในคือ รูปภพ อรูปภพ หรือจะแยกศัพท์ ข้างนอกเรียก กามภพ ข้างในคือ ภวภพ ที่จริง ภว ก็คือภพ แต่กามนี้ถือเป็นภายนอก เพราะกามคุณ มี 5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจมาร่วมกับกามคุณ 5 ผู้ที่สามารถรู้ปฏิจจสมุปบาททั้งสาย สังขารแยกออก กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร คืออะไร วจีสังขารต่างจากจิตสังขาร วจีสังขาร ยังไม่ใช่ วจีกรรม คือการปรุงแต่งอยู่ในจิต เป็น องค์ที่ 7 ของสังกัปปะ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขาร ถ้ามันใช้วจีสังขารนั้น ทำงานออกมาภายนอก จึงเรียกว่าวจีกรรม วจีสังขารที่มันเป็นพลังงานปรุงแต่งอยู่ในจิต ผู้ที่สามารถรู้รายละเอียดของสังขารนั้น แล้วแยกกายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขารได้ คุณก็สามารถรู้กายได้ดี เพราะรู้รูปนามได้ดี รู้จักธาตุจิตวิญญาณได้ดี แยกจิตวิญญาณแยก เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณได้ดี หรือสามารถรู้อุบายเครื่องออก รู้วิธีปฏิบัติ พระพุทธเจ้าสอน รูป 28 นาม 5 นาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ถ้าไม่ใช้นาม 5 ในการปฏิบัติธรรมคนนั้นไม่ใช่ชาวพุทธ ปฏิบัติก็ยังมีมิจฉาทิฐิอยู่ ไม่สามารถบรรลุธรรม ผู้จะบรรลุธรรม ต้องใช้นาม 5 นั้นเป็นจริงๆ เช่น มนสิการ คุณต้องทำใจในใจ มีการทำใจในใจของตนได้อย่าง โยนิโส อย่างถ่องแท้ แยบคาย ละเอียด หยั่งลงไปถึงที่เกิดของกิเลสตั้งแต่หยาบ กลางละเอียดของ อาสวะ อนุสัย ผู้นั้นคือผู้ที่ มนสิการ เป็น ทำใจในใจ เป็น ถ้าทำใจในใจได้ละเอียดลออ และบรรลุจริงก็เป็นอรหันต์ ถ้ารู้ชัดแล้วทำจริง ไม่รู้ชาตินี้ ก็รู้ชาติหน้า อย่างน้อยพระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้รู้รายละเอียดรูปนามชัดเจน ตั้งใจปฏิบัติ ชาตินี้อย่างต่ำที่สุด ได้เป็นโอปปาติกะ ได้เป็นอนาคามี รูปนอกสำเร็จ เรื่องกามภพ เหลือแต่ภว ภายในเท่านั้นเอง ก็ไม่ยากอะไร อย่างน้อยต้องมีสัมมาทิฏฐิ อย่างน้อยต้องเป็นอนาคามี เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้า เรียนรู้ให้สัมมาทิฏฐิแล้วปฏิบัติ สงสารแต่พวกนั่งหลับตาปฏิบัติ เขาไม่ฟังอาตมา เขาไม่เชื่อน้ำมนต์อาตมา น่าสงสารจริงๆไม่รู้เมื่อไหร่จะตื่น ชาคริยา ก็งมจมอยู่อย่างนั้น ไม่รู้จะทำอย่างไร บารมีของใครของมัน ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จริงๆแล้ว นั่งหลับตานั้น พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ไปตีทิ้งทีเดียว ทำได้ไหม ก็ทำได้ ถ้าสัมมาทิฏฐิแล้ว ผู้ปฏิบัติ นั่งหลับตา มีประโยชน์ 4 อย่าง 1. ได้ พักผ่อน แบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษา เพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ ตรวจอ่าน ภาวะจิต ต่างๆ ในภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติ เตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี 4. สร้าง พลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน)
คนก็จำเป็นต้องทำ เพราะจิตบางคนต้องทำการควบคุมให้ได้สะกดจิตให้ได้ ถ้ามันฟุ้งซ่าน ควบคุมไม่ได้ คุณก็ต้องนั่งสมถะ ให้มันจิตสงบบ้าง ไม่เช่นนั้น ไม่ได้ควบคุมเลย หากแม้หลับตาก็คุมไม่ได้ แล้วลืมตาจะควบคุมไหวหรือ หลับตาก็ยังได้เรียนรู้ว่า มันฟุ้งอะไร มีภาพแสงสีความคิดนึกอะไรก็พอรู้ได้ ไม่สับสนปนเปจนจับอะไรไม่ได้ ยิ่งนั่งหลับตาแล้วสามารถหยุดคิดได้ ไม่นึกคิดอะไร ทำจิตว่างจิตสูญจิตไม่มีอะไรเลยแม้แต่แสงสี หลับตา ความมืดไม่มีแสงสว่าง ไม่มีอาโลกสัญญา ถ้ายังมีสีแสงอะไรม่วงแดงอะไร แสดงว่าจิตคุณยังไม่สนิท มีอุปาทานค้าง ถ้ามีแสงไฟส่อง ก็จะเห็นแสงบางๆ แต่ไม่ยุบยิบ แต่ถ้ายุบยิบ ก็แสดงว่า มีอุปาทานซ้อน จิตคนไม่สนิท ก็มีเล็กๆน้อยๆ พูดอะไรไปนี้ ไม่มีในตำราไหนเขาพูดกัน แต่อาตมามีของตนเอง ก็เอามาอธิบายกันว่า เป็นเช่นนี้ คนที่ปฏิบัติหลับตานี้ มันจึงไม่ใช่ของศาสนาพุทธ ถ้าสัมมาทิฏฐิ ใช้ประโยชน์ได้บ้างอย่างน้อยนั่งเพื่อเตวิชโช เราปฏิบัติธรรมมาแล้วได้ผลประโยชน์อะไร ผ่านมาวินาทีที่แล้ว ผ่านมาชั่วโมงที่แล้ว ผ่านมาวันที่แล้ว ผ่านมาเดือนที่แล้ว ตรวจสอบไป ถ้าไม่ตรวจสอบ เราก็เข้าใจถึงปัจจุบันนี้ที่เราทำ เราจะไปนั่งเตวิชโชทำไม เราก็ปฏิบัติไปทุกวัน ทุกเวลา แต่ถ้าปฏิบัติเพื่อที่จะให้ฝึกควบคุมจิตได้บ้าง ถ้าเราฟุ้งซ่านเยอะ ควบคุมไม่ได้ ก็ควรทำ ปฏิจจสมุปบาท ที่อธิบายไปก็รู้จัก สังขาร 3 วิญญาณ ก็ต้องรู้ ศึกษาที่เจตสิก 3 ในเวทนา สัญญา สังขาร ก็รวมสังขารไว้ในเจตสิก 3 ก็เหลือสัญญากับเวทนา ต้องรู้จักเวทนาแล้ว ใช้เวทนาเป็น เวทนามีในการปฏิบัติธรรมตลอด สัญญาจะเป็นตัวทำงานตลอด เป็นตัวกำหนดรู้กำหนดหมาย จะทำงานเป็นวิโมกข์ 8 วิโมกข์ 8 จะต้องสัมผัสด้วยกายมีธรรมะสอง วิโมกข์ 8 จึงเป็นตัวสมบูรณ์แบบ ปฏิบัติธรรมะ ไม่มีวิโมกข์ 8 ไม่รู้จักกาย ไม่รู้จักสัญญา จะไปกำจัดความเป็นสัตว์ สัตตาวาส 9 ให้เป็นผู้ที่มีจิตสูง เป็นเทพเทวะ ที่มีจิตสะอาดบริบูรณ์ไม่ได้ จะเป็นสัตตาวาสตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น เรียนรู้รูปนามแล้ว ทำให้เป็นหนึ่งก็จบ ทำเอกสโมสรณาภวันติ ได้ทุกรูปนาม ก็จบ คุณต้องมีผัสสะ เป็นสำคัญเลย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตร ไม่เช่นนั้นไม่มีฐานแห่งการปฏิบัติ หรือฐีติ ไม่มีวิญญาณฐีติ ก็จะเรียนรู้ไม่ได้ ไม่ใช่วิญญาณเหมือนภิกษุสาติ เป็นวิญญาณล่องลอย ก็เรียนรู้ไม่ได้ ต้องเรียนรู้วิญญาณด้วยการแยกรูปนาม มีอายตนะ มีผัสสะ อ่านแยกตัณหาให้ออก ตัณหา คือพลังงาน Dynamic อุปาทาน คือพลังงาน Static จัดการกับตัณหาหมด อุปาทานก็หมด ภพก็หมด โศกปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสก็หมด
สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร) ตอน อรหันต์เลือกเกิดต่อได้ไหมหากยังไม่ปรินิพพาน _ผู้ที่เป็นอรหันต์แล้ว ตายแล้วมีสิทธิ์เลือกเกิดได้ หรือไม่ หากไม่ปรินิพพาน พ่อครูว่า... ได้ พระอรหันต์นั้นเป็นอมตะบุคคล คำว่า อมตะนี้อยู่ในมูลสูตร 10 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) ทำให้เวทนาเทียมหมดไป เหลือแต่เวทนาแท้ สัมผัสกับส้มโอ ลิ้นแตะกับส้มโอ เจ๊ก แขก ฝรั่ง ไทย นิวกีเนียน มาสัมผัสก็รสเดียวกันหมด แต่ชอบหรือไม่ชอบ มันคนละบ้า บ้าใครบ้ามัน แล้วมันเป็นของปลอม พระอรหันต์สัมผัสกับส้มโอ ก็รสเดียวกันหมด เท่ากันหมด อรหันต์ไม่มีรสอื่น ที่แปลกแตกต่าง จึงไม่มีเวทนาเก๊ในใจแล้ว 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา) = สอุปาทิเสสนิพพาน 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 58) อรหันต์ตายไป มีสิทธิ์เลือกเกิด หรือไม่ก็ได้ ไปเกิดเป็นโพธิสัตว์ ในเถรวาทในเมืองไทย ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องโพธิสัตว์ อาตมามาพูดเรื่องโพธิสัตว์ขึ้น เพราะอาตมาเป็นโพธิสัตว์ตัวจริง ผู้ที่อยู่ในความรู้ทางเถรวาท ไม่รู้เรื่องโพธิสัตว์ ก็เลยไม่เอาโพธิสัตว์ ก็ไม่รู้ ตัวจริงมาปรากฏก็ไม่รู้ ก็น่าสงสารเหมือนกัน ก็แล้วไป ไม่รู้ก็ไม่ได้ประโยชน์ หากเขารู้ ก็จะได้ศึกษา ไม่มีปัญหาอะไร บังคับกันไม่ได้ ใครไม่เชื่อ ก็ไม่เชื่อ ใครเชื่อ ก็ได้รับประโยชน์ อาตมามีหน้าที่ เติมประโยชน์ทางธรรมะของพระพุทธเจ้าให้ฟัง จึงมาทำงานนี้ ตั้งแต่รู้ตัวว่า อาตมาเป็นใคร ตั้งแต่อายุ 36 ไปเสียเวลาอยู่ตั้ง 36 ปี เมื่อรู้แล้ว ก็เลิกสนิทเลย ไม่ได้ไปตอแยอะไร ก็มาทำงานทางธรรมะ จนถึงทุกวันนี้
สื่อธรรมะพ่อครู(ความตาย) ตอน เตรียมใจก่อนตายอย่างไร _ คุณทรายใต้ต้นโพธิ์... ได้เห็นมรณานุสติ สมณะ 1 รูป พระอาคันตุกะ 1 รูป ไปใกล้เคียงกัน สมณะคือ ท่านถนอมคูณ จัดการเผาไปแล้ว เหลือสรีระของพระอาคันตุกะ มาร่วมงานก็มามรณภาพ ญาติก็ให้เผาพรุ่งนี้
_อ่านเวทนา 5 ตัวเอง ได้ทัน คือทุกข์โทมนัส หดหู่ใจ ใจหมองเล็กน้อย วจีสังขารบอกว่า นักรบแห่งกองทัพธรรมจากไปอีกแล้ว และจิตใจก็ไปเกาะเกี่ยวกับเรื่องอื่นต่อ โดยไม่รู้ว่าจิตใจนั้นหายจากอาการหมอง เมื่อไหร่อย่างไร เลยถามมา พ่อครูว่า... ของคุณทำตกหล่นเอง แล้วมาถามมา จะให้อาตมาเก็บ แล้วมันจะเก็บได้ถูกต้องหรือนี่ คำถามคือ เห็นอาการกระสับกระส่ายของหลวงพ่อถนอมคูณ ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะจากไป จะมีวิธีทิ้งร่างอย่างไร หรือจะมีวิธีการ เตรียมตัวก่อนตายอย่างไร ในเรื่องของการกำหนดจิตใจ ถ้ารู้ตัวว่า วาระสุดท้ายมา ไม่ต้องกังวลมากหรอกเรื่องนี้ เรียนรู้ธรรมะไปแล้ว เราจะเข้าใจ สภาพของจิต จิตเจตสิกต่างๆ อารมณ์จิตต่างๆ และที่สำคัญคือ อารมณ์ การยึดกิเลส การยึดมั่นถือมั่นในกิเลส ยึดว่าเป็นเรา ยึดว่าเป็นสิ่งที่ให้มีอยู่ ท่านถนอมคูณรู้สึกว่าจะวางอย่างไร ก็เลยถามอาตมา อาตมาก็อยู่ด้วย แต่ไม่ได้อยู่ตลอด แต่ก็เห็นอาการแล้ว รู้แล้วมันเป็นนามธรรม เรียนมาขนาดนี้ ตอนแรกมันเร็ว ท่านก็จะวางอย่างไร ท่านอุทานว่าจะวางอย่างไร ท่านก็สับสนภาษา ที่จริงวางเป็น ฝึกมาขนาดนี้วางได้เร็วหรือช้า เท่านั้นเอง ท่านมีสติดีมาก เจ็บปวดร่างกายมันแย่ จนพยาบาลที่อยู่ จับบอกว่าขาเย็นขึ้นมาได้เรื่อยๆ ท่านก็ยังมีสติพูดอยู่เลย สติดีมาก ท่านปวดเจ็บ ก็ปวดเจ็บ พลังงานมันเริ่มเย็นมาเรื่อยๆ ปลายมือปลายเท้าเย็นมาเรื่อยๆ คนจับชีพจรก็อ่อนลง จนหมดไป คำถามว่าเราจะทำอย่างไร ก็ไม่ต้องกังวล เรียนรู้ตามธรรมที่พาทำนี้แล้ว จะวางเป็น ที่ท่านถามนั่น มันสับสน เพราะเจ็บปวด ยังตัดสินไม่ได้ แต่เมื่อตั้งหลักนิดหน่อยได้สติดี ท่านก็รู้ตัวเองได้ เพราะฉะนั้นเวลาท่านจะไป ก็ไม่ได้อะไรเลย ไม่ได้ดิ้นรนอะไร ตอนแรกพลิกไปมา พอได้ที่แล้ว ก็หายใจหมดไป แสดงถึงความเป็นคนอดทน เพราะว่าล้างไตมาถึง 13-14 ปี ก็ไม่รบกวนใคร พึ่งพาตัวเองได้ ก็พึ่งพา ไม่ต้องการจะเบียดเบียนใคร เป็นคนอดทน เป็นคนมีน้ำใจมาก เป็นคนสร้างกุศลเต็มที่ และเรียนรู้ธรรมะได้ คำตอบก็คือ ไม่ต้องกังวลหรอก เรียนรู้ไปเถอะ แล้วก็จะเรียนรู้ได้ ท่านถนอมคูณก็จัดการสังขารของท่าน คุณก็จัดการของคุณ
_จดหมายฉบับนี้ เป็นฉบับแรก ที่เขียนมาถามค่ะ หนูมางานปลุกเสกฯ กับงานพุทธาฯ สองงาน คนต่างด้าว ด้วยใจรักในภาษาไทย หนูก็เลยเขียนได้ หนูกลับมาทำงาน หนูคิดถึงงานที่ได้ไป ถึงบรรยากาศที่นั่น ทำให้หนูมีปีติ มีความสุขมากค่ะ พอดีมีเจ้านายที่สัมมาทิฏฐิ ก็ให้ลางานมา อยู่บ้านหนูคงไม่ได้มางานอย่างนี้ นอกจากเจอเจ้านายที่สัมมาทิฏฐิ งานนี้หนูลางาน 7 วันค่ะ ...เย็นบุญ (มิโซเอะ)
_ลูกไกลพ่อ...ขออนุญาต เป็นลูกในบ้าน เป็นว่านของพ่อครูด้วยนะคะ มาที่นี่ถูกทุบ ถูกตี ถูกปลอบ ครบ... ชาตินี้หนูขอปฏิบัติเอาแค่โสดาบันก่อนค่ะ ( พ่อครูว่า... ก็ปฏิบัติไปตามลำดับดีแล้ว ) ขอบคุณชาวอโศกที่มาอยู่แล้ว มีผัสสะ รู้ทุกข์ พ่อครูว่า... คนที่ไม่รู้ทุกข์ เช่น คนที่ไปชกมวย เขาเจ็บ แต่ก็ไม่รู้ทุกข์ แล้วเขาก็บอกว่า นี่แหละยอดเยี่ยม เป็นนักมวย เจ็บได้ก็เจ็บไป จะได้เป็นแชมเปี้ยน โลกธรรมก็หลอกเขา ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ ทุกข์ บางคนอาจจะเป็นมาโซคิส ไม่ได้ถูกชก ก็ไม่มีความสุข คนๆนี้สู้ตายสู้ๆ อย่างน้อยคนที่ชกมวย ที่เป็นซาดิส หรือคนชอบดูคนชกมวย ก็เป็นซาดิส เป็นคนชอบรุนแรง คนตีกัน ฆ่ากัน ทำร้ายกัน ก็ไปชอบดู ไปดูเขาเจ็บปวด เห็นก็น่ารู้ว่า เป็นวิบากใครวิบากมัน ก็ปลง ก็รู้แล้ว เท่านั้น ก็มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คนรู้ทุกข์ เป็นคนที่รู้จักอริยสัจ 4 ก็ต้องรู้จักอุบายเครื่องออก รู้จักทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา รู้วิธีปฏิบัติ แล้วก็ปฏิบัติอย่างที่ปฏิบัติได้ผล นี้แหละ แล้วก็จะรู้ทั้งวิธีปฏิบัติแล้วก็ปฏิบัติได้ผล ปฏิบัติได้ผลและก็ทำซ้ำอาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง จนมันสิ้นสนิท ก็จบ
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ลดกิเลสอย่างไรจึงจะได้เกิดเป็นผู้ชาย _ทำไม เราถึงเกิดมาเป็นผู้หญิง แล้วทำอย่างไรเราจะลดกิเลส จนได้เป็นผู้ชาย พ่อครูว่า... คนนี้รู้จักทุกข์ของผู้หญิง ไม่อยากเกิดเป็นผู้หญิง อย่าอยากเป็นผู้ชาย จนเป็นกระเทยล่ะ เกิดมาชาตินี้ได้รับร่างเป็นผู้หญิง ก็เป็นผู้หญิงเถอะ ยอมรับ พระพุทธเจ้าตรัสไม่ได้ปิดบังว่า ผู้หญิงมีทุกข์กว่าผู้ชายเยอะ อย่างน้อยต้องอุ้มลูก 9 เดือนหนักนะ ต้องมีประจำเดือน แม้จะต้องรับใช้เพศชาย ยุคสมัยโน้น เป็นสมัยทาส แต่ยุคนี้ผู้หญิงผู้ชายเสมอกัน ฝรั่งบางคนพูดกับอาตมา อาตมาก็บอกว่า ถ้าอยากให้ผู้หญิงผู้ชายเสมอกัน ก็ไปบอกพระเจ้าของคุณก่อน ต้องทำให้อดัมกับอีฟเท่ากัน แต่แท้จริงอีฟก็เกิดจากเอาซี่โครงของอดัม ซี่โครงซี่ที่ 7 มาเสกให้เป็นอีฟ คุณทำให้ได้ก่อนสิ เพราะว่าเขาถือศาสนาคริสต์ แม้แต่ศาสนาเขาเอง ก็บอกว่าต้องเสมอกัน แต่มันไม่เสมอมาตั้งแต่ต้นราก แต่ไหนๆ ศรัทธากับปัญญา มันก็ไม่เท่ากัน ในลักษณะสอง ของความเป็นมนุษย์ ต้องเข้าใจ แล้วเราก็ดำเนินไปตามอะไรที่สั่งสม เราสั่งสมสายศรัทธา ก็เป็นศรัทธา สั่งสมปัญญา ก็เป็นปัญญา ปัญญาก็ต้องสั่งสมศรัทธา ศรัทธาก็ต้องสั่งสมปัญญา จะได้ช่วยกัน ทำไมต้องเกิดมาเป็นผู้หญิง ก็เป็นวิบาก ที่เราสะสมมา ในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ผู้หญิงเป็นตัวทุกข์มาก สรุปง่ายๆก็คือ กิเลสอย่างมาก มันทุกข์มาก เพราะมีกิเลสมาก เพราะฉะนั้นทำไม ตอบเลย ไปสะสมกิเลสมามากทำไม นี่ก็คือคำตอบที่จบแล้วล่ะ ก็ต้องมาล้างอิตถีภาวะ แต่อย่าอยากเป็นผู้ชาย และเป็นกระเทย แม้จะเป็นผู้หญิง ก็ต้องเป็นอย่างสมส่วน ตามที่มันเป็นธรรมชาติ แล้วต้องลดกิเลสอย่างไร จึงเกิดเป็นผู้ชาย ก็มาเรียนรู้อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ แล้วก็จะเรียนรู้ไปตามธรรม กำจัดกิเลสที่ไม่ควรจะเป็นออกไปได้ ให้ดี เป็นผู้หญิง คุณก็ทำจิตให้สมส่วน
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อันตคาหิกทิฏฐิ โลก ชีพ สรีระ อัตตา _โลกก็อย่างหนึ่ง ชีพก็อย่างหนึ่ง ชีวะก็อย่างหนึ่ง ฯ พระพุทธเจ้า หมายจะสอนอะไรแก่คน ซึ่งคนเกิดมาก็น่าจะรู้ ชีพ ชีวะ สรีระ ก็เป็นอย่างที่เห็น พ่อครูว่า... เป็น อันตคาหิกทิฏฐิ 10 สิ่งเหล่านี้เป็นลักษณะของสภาวะธรรม เราจะเรียนรู้อัตตาต่างๆ เราจะเรียนรู้โลกต่างๆ แล้วเราก็จะเรียนรู้ ชีพ ชีวะ ต่างๆ เรียนรู้ชีพ ชีวะของอัตตา พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ รูป 28 มันจะมีทั้งตัวสภาวะที่จะรู้ ตั้งแต่ภาวรูป 2 เราจะชัดเจน จะแก้ปัญหา อันตคาหิกทิฏฐิ วัตถุ 10 นี้ ได้ รู้จักสภาวะจริงสิ่งจริงของความเป็น ในอันตคาหิกทิฏฐิ 10 นี้ได้ (พระสูตร เล่ม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive