สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทำไมพระบางพวกต้องไปอยู่วัดป่า.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข7 ตุลาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทำไมพระบางพวกต้องไปอยู่วัดป่า _ผมเคยฟังเทปธรรมะของหลวงปู่ชาวัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี พ่อครูว่า...พออาตมามาบวช คนก็ไปถามหลวงพ่อชาว่ารู้จักอาตมามั้ย.. เขาก็บอกว่ารู้จักพ่อเขา เพราะว่าบ้านของพ่ออยู่หน้าวัดไม่ได้ไกลเท่าไหร่ ไม่รู้ได้อย่างไร หลวงปู่ชา ได้ชี้แจงสาเหตุที่ท่านต้องไปสร้างวัดอยู่ในป่า ว่า พระพุทธเจ้าเมื่อประสูติตรัสรู้ปรินิพพานก็อยู่ในป่า เหตุผลดังกล่าวเป็นเหตุผลที่กินใจนักปฏิบัติธรรมสายป่าเป็นอย่างยิ่ง พ่อท่านจะวิจารณ์การใช้เหตุผลนั้นว่าอย่างไร พ่อครูว่า...ก็วิจารณ์ให้ฟังว่าพระพุทธเจ้าตกกระไดพลอยโจน ในยุคนั้นมันได้ผิดเพี้ยนกันไปไกล แม้ยุคนี้ ศาสนาพุทธเกิดแล้ว ซึ่งเป็นศาสนาที่ไม่ใช่ศาสนาออกป่า เป็นศาสนาปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ทำไปตามลำดับนี้มีกัมมันตะ วาจา สังกัปปะ ปฏิบัติศีลสมาธิปัญญา ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลก็บรรลุธรรมได้ แต่ไม่เข้าใจกันก็ไปออกป่า เมื่อไม่เข้าใจโพธิปักขิยธรรม 37 ก็ปฏิบัติไม่เป็น ปฏิบัติศีลไม่เป็น เพราะฉะนั้นจึงล้มเหลวหมด พูดถึงพระพุทธเจ้าในยุคนั้น คนทั้งหมดเข้าใจว่าศาสนาคือปฏิบัติออกป่า ท่านออกบวชก็เข้าป่า ปฏิบัติตามเขาหมด 6 ปีในป่า ทำอย่างตกกระไดพลอยโจน แล้วท่านถึงไประลึกชาติในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ที่ใต้ต้นโพธิ์ จึงรู้ว่า อุต๊ะ มันไม่ใช่นี่ ศาสนาพุทธไม่ได้เป็นศาสนาออกป่า สัพพัญญุตญาณท่านขึ้นมาเต็มที่ แล้วคนก็หลวมๆเผินๆว่า ถ้าจะบรรลุธรรมต้องนั่งหลับตาแล้วระลึกชาติ จึงบรรลุออกมาได้ พระพุทธเจ้าก็ไขความไว้แต่คนบันทึกเอาไว้อย่างสั้นๆ ที่จริงมีในพระสูตรอื่นๆอีก พรหมชาลสูตร สามัญผลสูตร อัมพัฏฐสูตร แต่ที่ท่านออกป่านั้น ช่วงแสวงหา 6 ปี ไม่ใช่การปฏิบัติธรรม.

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เราเป็นผู้ช

อ่านต่อ

ื่อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จาก โพธิมณฑลที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง” ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา 6 ปี เราถูกบุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต) จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น ต่อจากนั้นจึงได้บรรลุการตรัสรู้ ไม่มีโศก ฯลฯ (ล.32 ข.392) ถ้าไม่มีหลักฐานเหล่านี้ อาตมาแบนแล้ว เพราะเขาไปนั่งหลับตาปฏิบัตินั้นมีแต่สัญญา ไม่มีปัญญาเกิด พรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าเรียกการนั่งหลับตาปฏิบัติว่าเป็นเจโตสมาธิ จะมีมิจฉาทิฐิถึง 62 ทิฏฐิ จะไประลึกอดีตได้ 18 แล้วไปฟุ้งในอนาคตได้อีก 44 ไม่มีปัจจุบัน ศาสนาพุทธต้องอยู่กับปัจจุบัน มีการงานอาชีพ มีการกระทำ มีการพูด การคิด สัมผัสทางทวารทั้ง 6 อยู่ตลอดเวลา ตามสามัญผลสูตรคือ การบรรลุธรรมเป็นสามัญเป็นลำดับเป็นสมณะตามลำดับ ด้วยศีลสมาธิปัญญาวิมุติด้วยจรณะ 15 อย่างนี้เป็นของพุทธในสามัญผล มีการปฏิบัติศีลอันเป็นอริยะ มีการสำรวมอินทรีย์อันเป็นอริยะ มีสติสัมปชัญญะอันเป็นอริยะ มีการลดละได้จนบรรลุสันโดษ เป็นผู้มีสันโดษอันเป็นอริยะ นี่คือเป็นผู้บรรลุอาริยธรรมได้ ปฏิบัติอย่างนี้โดยมีศีลมีจรณะ 15 มีการเจริญ ด้วยการสำรวมอินทรีย์ สํารวมเสร็จแล้วก็ประหารกิเลส สังวรในอินทรีย์ทั้งหมด ตามสติปัฏฐาน 4 อิทธิบาท 4 สัมมัปปธาน 4 หรือ ตามจรณะ 15 สังวรศีลไปตามลำดับ แล้วปฏิบัติในกฎเกณฑ์ 3 อย่างคือ สํารวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคคะ นี่คือการปฏิบัติที่ไม่ผิดของพระพุทธเจ้า จะต้องมีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 แล้วกระทบสัมผัสสิ่งที่บริโภคอุปโภค โภชเนมัตตัญญุตา กระทบสัมผัสแล้วมันจะเกิดกิเลสก็อ่านกิเลสนั้น แล้วให้ตื่นจากการหลงงมงายด้วยโลกียรส แล้วล้างออกมา นี่คือ อปัณกปฏิปทา แล้วจะเกิด ฌานอีก 4 วิชชาอีก 8 นี่คือจรณะ 15 เมื่อไม่เข้าใจคำสอนพระพุทธเจ้าอ่านพระไตรปิฎกไม่แตก ก็เลยเอามาปนเปกันเละเทะไปหมด แต่ถ้าเข้าใจแล้วมันจะสอดคล้องเรียงลำดับกันอย่างดี มีผู้รู้ว่า ผู้ที่บรรลุในป่าก็มีบารมีของแต่ละองค์แต่ละท่าน ซึ่งมีน้อย ส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้บรรลุธรรมในเมืองในวัดในวิหารในวัดเชตวันวิหารเชตวัน แม้แต่มีวัดวาก็มีป่าไผ่ ป่าเวฬุวัน อาตมาพยายามบอกสิ่งจริงสิ่งชัด ศาสนาพุทธน่าจะชัดเจนแต่มันกลับกลายเป็นสิ่งที่เสื่อม นานมาถึงสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้วมันก็เสื่อมลงอาตมาถึงมาแก้กลับ จริงๆแล้วพระพุทธเจ้านั้นส่งมาให้อาตมาแก้กลับ แต่คนไม่เชื่อหรอก ท่านได้ตรัสไว้ในพระไตรปิฎกได้พยากรณ์ไว้ก่อนแล้วว่าจะมีคนมาแก้กลับ คนที่มาแก้กลับก็คืออาตมา แก้กลับได้อย่างไร ท่านก็ตรัสไว้ว่า คนคนนั้นต้องสามารถอธิบายโลกนี้โลกหน้า ให้คนได้รู้แจ้งเปลี่ยนแปลงได้ เป็นสยังอภิญญา สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) อาตมาก็มาไขความสัมมาทิฏฐิทั้ง 9 ข้อ เอาแค่ทาน ทุกวันนี้ก็มีแต่การทานที่ ล.23 ข 49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว มี 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทาน เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ การทำทานตอนนี้เขาก็มีแต่การสร้างความหวังเป็นเพราะเป็นวิมานเป็นสวรรค์ แต่ทานที่เป็นสัมมาทิฏฐิจะต้องทำลายภพชาติ แต่ถ้าตั้งภพชาติก็ยึดติดตลอดกาลนาน จะตั้งไว้ลดลงก็ได้ ทำทานไป 150 อยากได้กลับมา100 ก็ลดได้ 50 แต่นี่ทำทาน100 จะเอากลับคืนมาเป็นร้อยเป็นล้าน ไม่มีที่สิ้นสุด อย่างที่ธัมมชโยหาคำมาหลอกล่อ วิบัติจนบาปกินหัวไม่รู้เท่าไหร่ ได้ทำธรรมะของพระพุทธเจ้าให้วิปริตให้วิบัติ บาปไม่รู้เท่าไหร่ ตัวเองทำเองแล้วบอกว่าพาไปสวรรค์ จะให้ขึ้นจากนรกแต่แท้จริงพากันลงนรกอย่างหัวปักหัวปำ ตัวเองนี่เป็นตัวมหานรกตัวพ่อ ธัมมชโย อาตมาปฏิกโกสนาอย่างแรง เพื่อให้เข้าใจ ไม่ได้เกลียดชังเขา แต่น่าสงสาร พูดด้วยความเมตตาสงสาร

อาตมาก็ไขความข้อหนึ่งไปพอสมควรแล้ว จะต้องรู้ว่าศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่จะไปเอาสุข สรุปเนื้อหาให้ชัดเจน ที่เขาเข้าใจ นิจจัง สุขัง อัตตา นั้นไม่ใช่ ไม่เข้าใจไม่ได้ก็อธิบายอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาไม่ได้แยกแยะ นิจจัง สุขัง อัตตาไม่ได้

หลวงพ่อชาไปสร้างวัดในป่าเพราะเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าประสูติตรัสรู้ปรินิพพานอยู่ในป่า แท้จริง พระพุทธเจ้าท่านได้หลงผิดไปที่อยู่ในป่า 6 ปีมันผิดหมด ท่านไม่ได้บรรลุในทางนั้น ตามที่ท่านตรัสบรรยายไว้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ แต่คนผิวเผินก็เลยไม่รู้ว่านี่คือพระสูตรสำคัญ ตอนนี้เป็นเนื้อความสำคัญ ...พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เราเป็นผู้ชื่อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จาก โพธิมณฑลที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง” ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา 6 ปี เราถูกบุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต) จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น ต่อจากนั้นจึงได้บรรลุการตรัสรู้ ไม่มีโศก ฯลฯ (ล.32 ข.392) ไหนว่าพระพุทธเจ้าจะใช้หนี้วิบากมาไม่รู้กี่ชาติแล้ว แต่ในชาติสุดท้ายยังมีเศษวิบากต้องไปรับวิบากต้องทรมานในป่าถึง 6 ปี ศาสนาพุทธนั้นไม่ได้ปฏิบัติธรรมในป่าเลยแต่อยู่ในบ้านในเมือง มีวัดวามีที่สอนมีที่อบรมมีที่พาทำ แล้วก็ให้ปฏิบัติไปตามลำดับ ศีล 5 8 10 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ทำไปตามลำดับจนเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ก็ตามลำดับ ท่านหลวงปู่ชานี้ท่านก็ยังไม่เข้าใจ ขออภัยเถอะผู้ที่เคารพนับถือท่านก็เคารพไป ส่วนที่ถูกก็มี แต่ส่วนที่ผิดอาตมาก็ต้องว่า ถ้ายังไปหลงป่านั้นมันยังไม่ใช่ แต่ในยุคโน้นมันก็เป็นป่าเสียเยอะ ท่านไม่ได้สร้างโบสถ์วิหารอะไรใหญ่โต ก็ยังเป็นวัดที่เป็นป่าอยู่ อารามก็แปลว่าป่า แต่ก็ไม่ต้องไปแสวงหาป่าที่ต้องไปยึดที่ป่าสงวน ที่โดนจับกันไปตอนนี้ ไปบุกรุกที่เขาที่หลวง เป็นการเข้าใจผิดกันเยอะแยะ เป็นการออกนอกเรื่องราว สรุปแล้ว ท่านหลวงพ่อชานี่ไม่ทราบว่า ท่านเองก็ไม่ได้บรรลุธรรมเป็นอรหันต์อะไรขออภัยพูดตรงๆชัดๆ ท่านก็มีสัมมาทิฏฐิส่วนหนึ่งแล้วก็นำมาปฏิบัติกัน ก็ยังไงก็ยังไปได้อะไรบ้างในส่วนที่ได้ ส่วนที่มันไม่ถูกต้อง ไม่สามารถทำทั้งหมด ยังไม่รอบถ้วน ยังทำให้เกิดอรหันต์ไม่ได้ สายนั่งหลับตาเป็นสายสัทธานุสารี ได้แต่นั่งหลับตาก็เลยปิดทาง สายที่เขาว่าเป็นปัญญาแท้จริงเป็นเฉกา ที่ออกนอกรีต มหายาน ก็โต่งไปอีกข้างมหายานบานเบิกเลย แต่หินยาน ยังมีที่จบมักน้อยสันโดษ แต่มหายานนี้ไม่มีความมักน้อยสันโดษเลย อย่างเช่นธัมมชโยออกไปนอกโลกเลย ยิ่งจะไปกันใหญ่บานปลายเป็นปากกรวย ส่วนทางด้านอีกด้านเป็นก้นกรวยไม่อยู่ในมัชฌิมา ไม่อยู่ในทางที่ถูก พระพุทธเจ้าประสูติในป่าและตรัสรู้ในป่า ท่านไม่ได้ออกมาจากป่าก็ตรัสรู้อยู่ในนั้น ซึ่งท่านมีสัพพัญญุตญาณแล้ว การสร้างวัดวานั้นพระพุทธเจ้าก็บอกว่าอย่าไปอยู่ในเมือง เป็นเรื่องของการปรุงแต่งเยอะ ต้องสร้างให้ห่างประมาณอย่างน้อย 2 กิโลเมตร พอที่จะเดินทางไปมาได้ ไม่ใกล้ไม่ไกลเท่าไหร่ จากเมือง อย่างเช่นเขาคิชฌกูฏ วังของพระเจ้าอชาตศัตรูนั้นอยู่ไม่ไกล เมื่อท่านมีความเดือดร้อนใจจากการได้สังหารพระบิดา ก็ต้องหาทางออก คนก็บอกว่าให้ไปหาพระพุทธเจ้า ท่านก็บอกว่าไป ยกพลช้างพลม้าไปประเดี๋ยวเดียวก็ถึงไม่นานนัก แม้แต่เขาคิชฌกูฏคือวัดก็อยู่ใกล้กับวัง จะบอกว่าป่าเขาก็เป็นเมือง สรุปแล้วหลวงพ่อชาเข้าใจว่าอ้างเหตุผลนี้ พระพุทธเจ้า ประสูติตรัสรู้ปรินิพพานในป่าก็เป็นพระสายป่าก็ยังดีกว่าพระในบ้านพระในเมืองที่ไม่รู้เรื่องราวบานปลาย ทำปู้ยี่ปู้ยำศาสนา อาตมาเองพูดตำหนิติเตียนสิ่งผิดที่มีมากมาย ก็เลยเป็นคนปากจัด ที่ตำหนิติเตียนหรือยังไม่หมดนะ ที่ยังไม่รู้มีอีกเยอะ เขามองพระโพธิรักษ์เป็นคนครึ่งคน บอกว่าคนนี้ไม่เต็มบาท พูดอยู่คนเดียว คนอื่นเขาไม่มีใครมาพูดอย่างนี้ แล้วพูดอยู่ได้ แต่เขาไม่กล้าขัดแย้ง เพราะอาตมาแบกพระไตรปิฎกมายืนยัน อาตมาอยู่ได้เพราะมีพระไตรปิฎกเอามาอ้างอิงยืนยัน เขาก็เลยพูดไม่ออก แต่เขาไม่ยอมรับ ถ้าเขายอมรับก็จะแก้ไขปรับปรุงตามพระไตรปิฎกก็ดีสิ แต่เขาแก้ที่ไหน เฉยอย่างกับม้าตด สรุปว่าหลวงพ่อชาก็ยังไม่ตื่นว่าศาสนาพุทธนั้นไม่ใช่ศาสนาในป่า นิยมอยู่กับป่าอย่างนั้นแหละ ขอวิจารณ์ตรงนี้เป็นสำคัญ สัมมาทิฏฐิของท่านก็พอมีบ้าง แต่มิจฉาทิฐิก็ยังมีไม่น้อย นั่งหลับตาทำสมาธิเป็นต้น แต่ท่านก็ยังมีตื่นมีสติอะไรอีกเยอะ ตื่นไปแต่ก็ไม่ได้ตื่นมากขนาด ติชนัทฮันห์ ติชนัทฮันห์เล่นกีต้าร์แล้วเดี๋ยวนี้ พาให้เล่นกีต้าร์แล้ว มหายานก็ยานไป 601006_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไขปัญหาให้ถึงปัญญาโลกุตระ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน