สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลกับวินัยต่างกันอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข8 ตุลาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลกับวินัยต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า...พูดกัน 2 ชั่วโมงไม่พอหรอก นี่พูดมา 45 ปีแล้ว เข้า 46 ปีแล้วก็พูดเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เช่นนี้ แต่ก็ยังไม่กระเตื้อง ไม่กระดิกเลยในกระแสหลักสังคมส่วนใหญ่ ที่ท่านเชื่อว่าท่านเป็นเจ้าของศาสนาเลย แล้วหาว่าอาตมาเป็นพวกเถื่อน เป็นพวกนอกรีต ทำอย่างไรอาตมาก็ไม่ออกเพราะเนื้อแท้ของพุทธอยู่ที่ตัวอาตมา จะขับได้อย่างไรพวกคนขับก็ยิ่งซวย เพราะเนื้อแท้อยู่ที่อาตมา คนขับเนื้อแท้ออกไปก็ยิ่งห่างจากเนื้อแท้สิ ไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือพระผู้สืบทอดศาสนาตอนนี้ได้เสื่อมไปจากความเป็นศาสนาพุทธ หรือว่าผิดเพี้ยนไปจากศาสนาพุทธ ธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้วจนเรียกว่าสิ้นซากแล้ว เพราะกำลังจะเอาพระปาราชิกหรือพระเป็นสมีขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ มีอำนาจเบ็ดเสร็จในสังคมศาสนาพุทธ เขาเคยทำกันมาแล้ว และกำลังจะทำอยู่ มันผิดจากพระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าไม่ได้ให้ตั้งใครมาเป็นใหญ่กว่าพระธรรมวินัย ให้พระธรรมวินัยเป็นเอกเป็นใหญ่ จะตั้งคนแต่ละคนเป็นใหญ่ไม่ได้ แม้จะตั้งคณะไปเป็นหมู่กลุ่มที่เป็นใหญ่ถาวรก็ไม่ได้ ให้เอาธรรมวินัยเป็นใหญ่ คำตรัสของพระพุทธเจ้าอย่าเบี้ยวอย่าให้เพี้ยนไปเลย แต่นี้เลี่ยงจนกระทั่งออกนอกรีตนอกทางขนาดที่เป็นอยู่นี่ พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงสร้างศาสนาด้วยไตรสิกขา ก่อนจะเป็นไตรสิกขาท่านเริ่มด้วยทิฏฐิมาเป็นเบื้องต้น conception มีการตั้งต้นแบบแผนต่างๆ แล้วขยายความ มี conceptual คือเกี่ยวกับการสร้างความคิด ให้มัน concern เกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องราว เป็นธุระไปตามลำดับ ท่านขึ้นต้น 3 หมวด พระวินัย 8 เล่ม พระสูตร 25 เล่ม และ พระอภิธรรม 12 เล่ม วันนี้จะเน้นพระวินัย เป็นการพูดตัดเชือกให้เห็นว่าเป็นความจริงของ ฟีโนมินอล ปรากฏการณ์จริงของมนุษยช

อ่านต่อ

าติโดยเฉพาะชาวพุทธในเมืองไทย กระแสหลักที่ถือว่าเป็นสถาบันหลักเป็นผู้ควบคุมหลักการประพฤติเนื้อแท้ของธรรมะที่เป็นอุตริมนุสธรรมของพระพุทธเจ้าด้วยซ้ำ ท่านมีรักษาไว้ได้แค่ไหน อย่างไร วันนี้ก็ขอตัดเชือกพูดกันให้ชัดเจน พระพุทธศาสนาในเมืองไทย ไม่มีผู้บรรลุอาริยผลกันอย่างสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธเลย แล้วก็ไปหลงผิดเอาผู้ไม่ใช่เป็นมิจฉาผลเป็นอาริยะปลอมเป็นอรหันต์ปลอมขึ้นมานานแล้วพอสมควร ที่พูดนี้ไม่ได้ยกตนข่มใคร แต่เป็นความเชื่อตามภูมิ เป็นครั้งสำคัญที่ควรจะได้พูด เพราะไม่มีใครกล้ายืนยัน อาตมาจะถือว่ากล้ามานานแล้วที่จะพูด แต่เห็นวาระที่จะพูดตอนไหน วันนี้ก็ตัดสินใจจะพูด ซึ่งความกล้ามีมานานแล้ว แต่เห็นว่าไม่ตรงกับกาละที่จะพูด กาละนี้ก็ควรจะพูด มันครบถ้วนสุกงอมเต็มที่แล้ว จะเอาหลักฐานในพระไตรปิฎกมาพูดกัน พระพุทธเจ้าสร้างศาสนาด้วยศีล ไม่ได้สร้างด้วยวินัย วินัยกับศีลต่างกันอย่างไร วินัย เป็นกฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นมาเหมือนกฎหมายแพ่งกฎหมายลูก ที่สร้างขึ้นมามีบทลงโทษ ส่วนศีลนั้นเป็นกฏหลักทั่วไป เป็นหลักใหญ่ เป็นแกนแก่นเนื้อแท้ของศาสนาของสังคมเลยคือเป็นธรรมนูญ ถ้าเป็นประเทศก็เรียกว่ารัฐธรรมนูญ ถ้าในศาสนาก็เรียกศาสนธรรมนูญ หรือเป็นพุทธศาสนาก็เรียกพุทธธรรมนูญ ศีล ท่านกล่าวว่า ให้เว้นขาด ให้ละออก ถ้ามานับถือธรรมนูญนี้แล้ว ให้อรติ วีรติ เวรมณี ให้ค่อยงดเว้นขาดจากกายวาจาใจ โดยเฉพาะใจ ต้องมีการหลุดพ้นจากอาการเช่นนั้น เช่น ศีลข้อ 1-5 เป็นเบื้องต้นพื้นฐาน เรียกว่าปริตตัง ศีล 5 ข้อนี้ก็อยู่ในธรรมนูญ ที่มี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จุลศีล มี 26 ข้อ ปฏิบัติให้สัมมาทิฏฐิถูกต้องเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย จะได้มรรคผล มีอานิสงส์ จะมีปัญญารู้ มีรูปมีนาม เช่น ศีล ข้อ 1 อย่าฆ่าสัตว์ อย่าทำลายสัตว์ อย่าไปเบียดเบียนสัตว์ ต้องมีใจเอ็นดู มีใจเมตตา มีใจเกื้อกูลช่วยเหลือ นี่คือเนื้อความหมายของการปฏิบัติประพฤติในศีลข้อที่ 1 มาเป็นพุทธศาสนิกชนศีลข้อหนึ่งเลยจะต้องมี แต่ถ้ายังเอาเนื้อของเขามากิน ยังไม่ได้เอ็นดูสัตว์ หรือฆ่าเล่น ฆ่าหัว ฆ่าด้วยโกรธด้วยแค้น หรือฆ่าเอามากินก็ตาม แล้วชีวิตคุณจะอยู่รอดไหมถ้าไม่ต้องกินเนื้อสัตว์ กินแต่พืชผักก็อยู่ได้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสเสียทีเดียวว่าให้เลิกกินเนื้อสัตว์ เพราะคนติดเนื้อสัตว์มีเยอะ ถ้าจะตีกรอบให้แข็งก็จะไม่ดี ท่านก็ต้องอนุโลมก่อน แต่ศาสนาพุทธนี้ขอยืนยันเอาหัวเป็นประกันเลยว่า พระพุทธเจ้าไม่ฉันเนื้อสัตว์ และไม่พาฉันเนื้อสัตว์ แต่ความรู้นั้นได้เสื่อมได้เพี้ยนจนเอากิเลสมากลบเกลื่อน ก็เลยเสียหายกันไปหมด ศีลข้อแรก ไม่ฆ่าสัตว์ก็ยังทำไม่ได้เลย เมื่อทำไม่ได้แม้แต่ธรรมนูญข้อที่ 1 จะไปหวังอะไรกับข้ออื่นๆ การไม่ฆ่านี้คือลดโทสะมูล การไม่โลภนี้คือลดโลภะ มีลักษณะผลักกับดูด คือ sadism กับ romanticism แล้วไม่รู้ชัดเจนอะไรก็คือโมหะ เมื่อรู้ชัดเจนคือดูดกับผลัก คือรักกับชัง พระพุทธเจ้าประกาศในพระไตรปิฎกเล่มแรกว่า คนเรานี่ ความรู้ความเห็น เป็น conception ว่าคนเรามีความรู้ความเข้าใจความเห็นว่าอย่างไร ท่านประมวลลงไปมี 62 ประเด็นในทิฏฐิ 62 ที่ไปยึดถืออดีต ปัจจุบัน อนาคต ไม่เข้าใจว่าจะปฏิบัติกับสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร ท่านแยกว่า ถ้าไปยึดเอาอดีตมาปฏิบัตินั้นไม่ได้ผล มันผ่านความจริงไปแล้ว หรือดีไม่ดีก็เอาอนาคต ยังไม่เป็นจริงยังไม่มาถึง ฝันปั้นวิมาน เหมือนธรรมกายอวดอ้างสิ่งที่ไม่มีจริง มาหลอกคนว่าจะได้อย่างนั้นอย่างนี้ ฉันนี่คือต้นธาตุต้นธรรม แม้แต่พระพุทธเจ้าฉันก็ได้พบทุกเมื่อ เป็นเหตุผลตรรกะให้คนหลงงมงาย ระบาดหลอกในไทยก็ไปหลอกต่อในต่างประเทศ มีอำนาจใหญ่โตกว้างขวาง จนโค่นไม่ลง อาตมาว่าถ้าโค่นธัมมชโยธรรมกายไม่ได้ประเทศฉิบหาย เพราะมันแย่สุดทางสุดที่แล้ว พระพุทธเจ้ายืนยันเนื้อแท้โลกุตระ ต้องเริ่มจากทิฏฐิ ที่เป็น ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งมรรค สัมมาทิฏฐิ ต้องปฏิบัติองค์แห่งมรรคทั้ง 7 สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ จะได้ต้องทำมรรค 7 องค์ ไม่ใช่ไปทำการนั่งหลับตาปฏิบัติ แต่สมาธิพระพุทธเจ้าปฏิบัติอย่างลืมตา ทวาร 6 กระทบผัสสะ เกิดอาการ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง….ก็รู้สึกในปัจจุบันแล้วอ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ คำอุเทศคือคำอธิบาย อ่านความหมายของมโนวิญญัติ อาการทางจิต ผสมกับอาการทางกายวิญญัติ วจีวิญญัติ เป็นอาการที่ทำให้รู้ว่าคืออาการอย่างไร นี่คือราคะ นี่คือโทสะ นี่คือโลภ คือโกรธ ต้องจริงชัด แล้วจึงจะค่อยล้างอาการออกจากจิตได้ คือ phenomenology ในปัจจุบัน อ่านอาการมัน แล้วมีปหาน 5 ลดละแท้จริง มาปางนี้อาตมาเป็นสยังอภิญญา พูดแล้วเขาหาว่าอวดตัว แต่อาตมาไม่มีสาเฐยจิต ในทิฏฐิของพระพุทธเจ้า ท่านค้นพบทิฏฐิ conception ที่ 63 เป็นของพระองค์เอง เป็นปัญญาที่เหนือกว่าความเห็นทั้ง 62 นี้ เรียกว่าโลกุตรธรรม โลกุตรธรรมมี 46 มีโลกุตระ 37 คือโพธิปักขิยธรรม 37 ปฏิบัติจะได้โลกุตระ 9 คือ มรรค 8 ผลอีก 1 คือวิมุติ ขณะนี้ความรู้แค่ศีลกับวินัยเขาก็ไม่รู้กันสับสนแล้ว วินัยคือกฏหมายอาญา มีโทษ ตั้งแต่โทษปลงอาบัติปาจิตตีย์ นิสสัคคียปาจิตตีย์ ถุลลัจจัย สังฆาทิเสส ปาราชิก แต่บัดนี้ปาราชิกแล้วแต่ไม่มีใครจัดการได้ ปล่อยให้เน่าในเละเทะ นอกจากไม่มีศีลไม่มีวินัยแล้ว ก็ยังเอาเดรัจฉานวิชชามายึดถือ เช่น ในมหาศีล ท่านห้ามจุดธูปเทียนบูชาไฟ ห้ามใช้ควันหรือเปลว เอาน้ำมันเนย มาจุดให้เป็นเปลว จนตอนนี้เป็นหลอดไฟฟ้า แล้วบูชาไฟกัน เอาไฟเป็นสื่อเรียกอัคคียัญ เอาน้ำมาเป็นสื่อเรียกสิญจนยัญ พระพุทธเจ้าห้ามในมหาศีล ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 แต่เขาละเมิดหมด ไม่มีวัดที่ไม่จุดธูปเทียนบูชาไฟหรือรดน้ำมนต์ ทั้งที่เมืองไทยเป็นเมืองชมพูทวีป ชาวโลกก็ยอมรับเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนา แต่เข้าใจชมพูทวีปไหม มีสุรภาโว เข้าใจอาการ 32 ไหม ส่วนไหนที่เป็นกาย ผมขนเล็บฟันหนังคือกายตรงไหน ไม่ใช่กาย อาตมาก็สอน แต่ว่าเขาปฏิบัติกันไม่รู้จักกาย แล้วบอกว่าแยกกายแยกจิต มันจะไปปฏิบัติได้อย่างไรกัน แล้วไปแย่งกันในลาภยศสรรเสริญ คือแย่งกันลงนรก แย่งกันในอบาย วินัยแยกกันไม่ออกกับศีลแล้ว ถ้าถามเขาว่าศีลมีกี่ข้อ เขาก็ว่าศีล 227 ซึ่งไม่ใช่ศีล แล้วจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ไปไหนแล้ว ในสามัญญผลสูตรท่านตบท้ายว่า แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง นักบวชเราแม้แต่นิสสัคคียปาจิตตีย์ก็ไม่มี แม้สิกขมาตุนักบวชหญิงก็ไม่มี นิสสัคคียปาจิตตีย์นั้นหากไม่สละเงินออก ปลงอาบัติอย่างไรก็ไม่ขาด พระพุทธเจ้าไม่ได้ให้พระมามีเงิน มาบวชแล้วต้อง โภคักขันธัง ปหายะ ญาติปริวัฎฎัง ปหายะ แต่มาบวชแล้วก็ละเมิดวิชชาจรณะของพระพุทธเจ้า ศาสนาพุทธนี้สิ้นซากแล้ว ขออภัยถ้าพวกเรานี้ไม่ได้มาฟื้นคืนเอาไว้ อย่างฆราวาสเรามีศีล 10 มีจิตที่ขาด ไม่ได้ยึดเกาะ มีจิตที่มี โภคักขันธัง ปหายะ ญาติปริวัฎฎัง ปหายะ วันนี้เรามีงานศพด้วย นายวิชัย สหัสสานันท์ อายุ 77 ปีพอดี นี่คือภาพ เหลือแต่ภาพมาตั้งที่นี่เพราะร่างกายได้มอบให้แก่โรงพยาบาล เป็นอาจารย์ใหญ่แล้ว ไม่ได้เป็นงานศพแบบคนตายขายคนเป็น ตายแล้วไม่มีเงินให้วัดจัดงานศพ ต้องกู้หนี้ยืมสินมาทำงานศพ เพราะไม่ทำไม่ได้เป็นพ่อแม่ การทำพิธีพวกนี้ก็เป็นการทรมานประชาชน อาตมาก็มาเปลี่ยนให้เป็นพิธีกรรมที่เรียบง่าย มาเข้าเรื่องศีล เขาบอกว่าถือศีล 227 นั้นไม่ใช่ ศีลคือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มหาศีล พูดเรื่องเดรัจฉานวิชชา เช่น รดน้ำมนต์ จุดธูปเทียนบูชาไฟ สร้างเรือนไฟ ที่ศาสนาอื่นทำแต่พระพุทธเจ้าว่าพุทธไม่ทำ ไม่ได้พาไปนิพพานกันเลย [19] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า 1. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทางเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์. แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่งภิกษุทั้งหลาย (แล้วพวกเขาที่เป็นภิกษุล่ะมีหรือไม่?) [20] 2. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทายลักษณะแก้วมณี ทายลักษณะไม้พลอง ทายลักษณะผ้าทายลักษณะศาตรา ทายลักษณะดาบ ทายลักษณะศร ทายลักษณะธนู ทายลักษณะอาวุธทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ ทายลักษณะกุมาร ทายลักษณะกุมารี ทายลักษณะทาสทายลักษณะทาสี ทายลักษณะช้าง ทายลักษณะม้า ทายลักษณะกระบือ ทายลักษณะโคอุสภะทายลักษณะโค ทายลักษณะแพะ ทายลักษณะแกะ ทายลักษณะไก่ ทายลักษณะนกกระทา ทายลักษณะเหี้ย ทายลักษณะตุ่น ทายลักษณะเต่า ทายลักษณะมฤค. [21] 3. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพว่า พระราชาจักยกออก พระราชาจักไม่ยกออกพระราชาภายในจักยกเข้าประชิด พระราชาภายนอกจักถอย พระราชาภายนอกจักยกเข้าประชิด พระราชาภายในจักถอย พระราชาภายในจักมีชัย พระราชาภายนอกจักปราชัยพระราชาภายนอกจักมีชัย พระราชาภายในจักปราชัย พระราชาพระองค์นี้จักมีชัย พระราชาพระองค์นี้จักปราชัยเพราะเหตุนี้ๆ. [22] 4. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่า จักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราสดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ จักเดินถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ จักเดินผิดทาง ดาวนักษัตร จักเดินถูกทางดาวนักษัตร จักเดินผิดทาง จักมีอุกกาบาต จักมีดาวหาง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้องดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตร จักขึ้นดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตร จักตก ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักมัวหมอง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักกระจ่าง จันทรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ สุริยคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ นักษัตรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ดาวนักษัตรเดินถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีอุกกาบาตจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีดาวหางจักมีผลเป็นอย่างนี้ แผ่นดินไหวจักมีผลเป็นอย่างนี้ ฟ้าร้องจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรขึ้นจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรตกจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรมัวหมองจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรกระจ่างจักมีผลเป็นอย่างนี้. พ่อครูว่า... เดี๋ยวนี้พุทธวิชากลายเป็นเดรัจฉานวิชาไปหมด จะเหลืออะไรในศาสนา แม้ข้อที่ว่า ภิกษุไม่แสดงธรรมโดยบท คำสอนพระพุทธเจ้าไม่ให้เอามาท่องบ่นสวด แต่สวดที่สรรเสริญคุณพระรัตนตรัยได้ แต่ถ้าเอาธรรมะพระพุทธเจ้าคำสอนพระพุทธเจ้ามาสวดร่วมกันตั้งแต่สองคนให้ฆราวาสฟังนั้นต้องอาบัตินะ ท่านห้าม เป็นอาบัติปาจิตตีย์ เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมท่านห้าม ท่านห้ามเพราะว่าถ้าเอาบทมนต์มาสวดพร้อมกัน ที่จริงการสวดพร้อมกันมีการสวดสังคีติคือจดจำคำสอนพระพุทธเจ้าสืบทอดกัน พระต้องเอาภาระ สืบทอด แต่อย่าเอาไปสวดตั้งแต่สองคนขึ้นไปให้อนุปสัมบันฟัง เป็นการทำเพื่อให้ได้อามิส สวดเพื่อความโลภ แต่การสวดที่สืบทอดกันก็เหมือนจับกังแบกลังทอง ธรรมบทของพระพุทธเจ้าเหมือนทองคำ แต่จับกังก็แบกลังทองไว้ ส่งทอดมา แต่จับกังไม่ได้ประโยชน์จากทองคำ น่าสงสาร แต่ถ้าเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาอธิบายสาธยาย ก็ต้องทำทีละคน ก็เป็นของตนเองอธิบายสวดให้เข้าใจได้ คนเดียวพูดได้ แต่ถ้าจะพูดพร้อมกันอธิบายพร้อมกันมันทำไม่ได้อยู่แล้ว แต่การสวดพร้อมกันนี่ทำพร้อมกันแต่พระพุทธเจ้าห้ามไว้ เพราะเป็นการทำเพื่อให้คนติดหลง ได้อามิส แต่ของพระพุทธเจ้าให้คนได้ฟังแล้วเข้าใจ เอาไปปฏิบัติได้ การเอาวัตถุไปแลกวัตถุ หรือเอาการแสดงท่าทีลีลาไปแลกของ ก็เป็นการไม่พ้นลาเภน ลาภัง การพูดบรรยายแลกก็ไม่พ้นลาภแลกลาภ ทุกวันนี้วินัยและศีลยังเข้าใจไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงสมาธิเลย ศีลกำหนดไว้แล้วให้เอาไปปฏิบัติแล้วขัดเกลาจิิต มีปัญญารู้ว่ามีการลดละจางคลายได้ เห็นอาการลดละเป็นหุตัง การปฏิบัติทินนัง แล้วปฏิบัติศีลคือยิฏฐัง เป็นศีลพรตที่ปฏิบัติ ให้ได้ผลที่จิตเสวยผล หุตัง อ่านจิตว่ากิเลสลดไหม ถ้ากิเลสลดก็เป็นอัตถิหุตัง ถ้าไม่ลดก็เป็นนัตถิหุตตัง อาตมาเอาคำสอนสัจจะพระพุทธเจ้ามาสอน อาตมาเป็นสมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกนี้มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) อาตมาเป็นแค่สยังอภิญญา ไม่ถึงสยัมภูที่เป็นพระพุทธเจ้า อาตมามีของตนก็จริง มาชาตินี้ไม่ได้เอาของใครมา เอาของที่ได้จากพระพุทธเจ้าจากชาติก่อน มาชาตินี้ไม่มีพระพุทธเจ้า ก็เอาของตนเองออกมาใช้ ไม่ได้มีจิตอยากอวดแต่ต้องพูดความจริง ศีลเขาก็ไม่เข้าใจ เพี้ยนไปแล้ว เมื่อไม่มี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ยึดถือได้แค่วินัย แล้วก็ทำไม่ถูกในวินัยอีก สังฆาทิเสสก็ไม่มี ข้อ 1 2 3 สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง หรือมีกำหนัดแล้วแตะต้องกายเพศตรงกันข้าม มีกี่คนที่ทำแล้ว มีเท่าไหร่ เอามายืนยันกันไหม อย่าว่าแตะต้องกายเพศตรงข้ามเลย ถ้ามีจิตกำหนัด แตะกายเพศเดียวกันหรือแตะสัตว์ก็อาบัติ สรุปคือศีลเขาไม่มีแล้ว สมาธิก็เป็นมิจฉาสมาธิ การนั่งหลับตาสมาธิไม่ใช่คำสอนพระพุทธเจ้า นั่งหลับตาสมาธิสะกดจิตมันมีมานานกว่าพุทธศาสนาอีก เป็นสะกดจิตไม่ได้มี analysis ไม่มีธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ อาตมาทำงานมา 45 ปี ได้ผลเกิดเป็นชุมชนบุญนิยมสาธารณโภคี แบบที่ในหลวงเราตรัส ในหลวงเราเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านไม่ได้มีหน้าที่แจกแจงธรรมะท่านมีหน้าที่บริหารแผ่นดิน แต่อาตมาทำหน้าที่เหมือนหนุมาน อาตมาทำไมต้องเล่นน้ำลายเป็นฟอง หาวเป็นดาวเป็นเดือน ที่จะต้องมาเป็นทหารเอกของพระราม พระเจ้าอยู่หัวอยู่ในปางราม ไม่ใช้ลักษณะกฤษณะ ท่านยอมประนีประนอม อนุโลมให้ แม้ยุคนี้ศีลก็ทำได้ ชาวอโศกเรามีศีล ตั้งแต่ศีล 5 เป็นปกติ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่กินเนื้อสัตว์เป็นปกติ ไม่เอาของที่เขาไม่ได้ให้เป็นต้น เป็นปกติของเราเลยทำมายาวนานต่อเนื่อง อาตมาตั้งหมู่กลุ่มชาวอโศก พศ. 2516 เริ่มจับกลุ่มเดือนกุมภาพันธ์ที่แดนอโศก แล้วเกิดนิมิตมี งู 7 ตัวพันกันหันหน้าไปสองทิศ สี่ตัวกับสามตัว ที่เป็นธรรมะสอง นิวเคลียร์ฟิวชั่นกับฟิชชั่นนั้นไม่เหมือนกัน ถ้ามีอะไรที่มีสองแล้วจะมีความแตกต่างกัน ไม่มีทางเหมือนกันได้ ปัญญาแท้ที่จะเป็นสิ่งปรากฏยืนยันรองรับเป็นฟีโนมีน่า ที่มีสิ่งยืนยันปรากฏแล้ว ก็ไม่เห็นมีใครกล้าจะยืนยันปรากฏ ถ้าผู้ใดที่ทำได้จริงอย่างพวกเรามีศีลเป็นสังคมที่มีศีล ตั้งแต่เราเริ่มสร้างชุมชนมีหมดแม้แต่ศีลธรรมนูญของพระพุทธเจ้า มีจิตที่นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนานตลอดกาล) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้า ใครไม่เชื่อก็มาสอดแนมดูได้ พิสูจน์ได้ ถ้าสามารถทำให้ตรงตามศีลพระพุทธเจ้าได้ จิตมีปัญญารู้จริง จนมีปัญญานิโรธ เป็นตถตา เป็นอนุตตริยธรรมสูงสุดไม่มีอะไรสูงกว่านี้อีก ทำได้ก็ระลึกบอกกัน ใครจะมาทัสสนาก็เชิญ ได้แล้วก็เอาไปสิกขา ไตรสิกขา จนเกิดผลสมบูรณ์เป็นปาริยจริยา ได้ผลก็ระลึกถึงก็สบายใจเป็นอนุสสตานุตตริยะ ได้ระลึกถึงอะไรจะดีเท่านิพพาน ใครจะระลึกเงินแสนล้านก็เชิญ แต่อาตมาสูญดีกว่าสบายเบาไม่เป็นภาระเลย

590228_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก สิ่งยืนยันความเป็นพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน