สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ปรับปวาทะนิพพานเป็นอัตตา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข7 ตุลาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ปรับปวาทะนิพพานเป็นอัตตา _ทีนี้ของคุณ อโศกสัมปวังโก นี่ว่ามาตั้งยาว ก็เอาอันนี้ไปแสดงธรรม มี 9 ข้อ ละเอียดละออดี 1.ในกรณีที่ผู้นำความคิดของพุทธศาสนิกชน กลุ่มธรรมกาย ได้ตีความนิพพานว่าเป็นอัตตานั้น กลุ่มมหาบัวก็ตีความนิพพานเป็นอัตตา สายนั่งหลับตาจะตีความผิดเพี้ยนทั้งนั้น สายมหาบัวก็ตีความนิพพานเป็นอัตตา แต่มีนัยละเอียดต่างกัน คนหนึ่งสายมืดคนหนึ่งสายสว่าง ที่ตีความนิพพานเป็นอัตตาเพราะพระพุทธพจน์ที่ว่า นิพพานังปรมังสุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง พ่อครูว่า...อาตมาเคยแปล นิพพานังปรมังสุขังว่า นิพพานนั้นยิ่งกว่าสุข แต่เขาแปลว่าสุขอย่างยิ่ง ซึ่งเอานำมาเทียบกับไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เอานิพพานังปรมังสุขังมาตีความ กับ อนิจจังทุกขังอนัตตา (สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์และสิ่งนั้นย่อมเป็น อนัตตา) ก็เกิดความเข้าใจกันทันทีว่า นิพพานนั้นเป็นสุข ไม่ใช่ทุกข์ เพราะใช้ตรรกะ อนิจจังไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ก็ใช้ตรรกะว่า นิพพานเป็นสุขไม่ใช่ทุกข์ และเมื่อนิพพานเป็นสุข นิพพานจึงมีความเที่ยง และเป็นอัตตา มีสถานที่เป็นพุทธะเกษตร พระพุทธเจ้ามีพระอรหันต์นั่งล้อมรอบ ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้าจะนั่งโดดเดี่ยว เพราะสัมพันธ์กับความเชื่อที่ว่า พระปัจเจกพระพุทธเจ้าสอนใครไม่เป็นจึงไม่มีลูกศิษย์ลูกหา แล้วอยู่ห่างจากโลกมนุษย์หลายล้านปีแสง ไม่มียานพาหนะใดๆที่จะนำไปสู่โลกอย่างนั้นได้ ( พ่อครูว่า..เห็นได้ว่าพวกเพ้อพกนี้มันบ้ากันไป โลกจินตา) ผมเห็นว่าตรรกะดังกล่าว มีความหนักแน่นยากที่จะ ปรับปวาทะด้วย (พ่อครูว่า..ปรับปวาทะคือไม่ใช่เถียงแต่แก้กลับที่เขาเห็นผิดจากของพระพุทธเจ้า) ผมคิดว่าในยุคนี้ ไม่มีใครจะสามารถปรับปวาทะกับคนกลุ่มเหล่านี้ได้ นอกจากพ่อท่าน เพื่อป้องกันไม่ใ

อ่านต่อ

ห้นักปฏิบัติธรรมชาวอโศกไปตกในการยึดถือความคิดแบบนั้น เพราะว่า ในอดีตมีชาวอโศกที่ไปนับถือธรรมกาย พ่อครูว่า...ประเด็นที่พูดมาให้เห็นว่าเป็นเรื่องของอัตตา เขาเห็นว่านิพพานเป็นอัตตา มันก็เป็นความจริงที่เขายึดมั่นถือมั่นอย่างไม่ลืมหูลืมตา อย่างสนิทแล้ว ก็เป็นธรรมชาติของเขา สุดท้ายพระพุทธเจ้าถึงบอกว่าตัดสิน คุณก็เป็นความเห็นของคุณ เราก็มีความเห็นของเรา อย่ามาทะเลาะวิวาทกัน พระพุทธเจ้าไม่พยายามสร้างนิกาย แต่เขาก็อยู่ของเขา เราก็อยู่ของเรา เพราะคำว่าพุทธศาสนาไม่มีลิขสิทธิ์ ใครจะเอาไปประพฤติปฏิบัติก็ได้ แต่เมื่อเขาเข้าใจผิดออกนอกทางก็เป็นอกุศลเป็นบาปของเขา ถ้าเราถูกก็ทำไป แต่สุดท้ายมันสุดวิสัย เขายึดถืออย่างนั้นเลยพูดกันไม่รู้เรื่องหรอก ถ้าจะว่ากันต่อไปก็ตีกัน ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่ทำให้เกิดความเป็นไปได้ในโลกนี้ มันเป็นสิทธิมนุษยชนเขาจะยึดถืออย่างนั้นสุดท้ายก็ต่างคนต่างอยู่ สูงสุดพระพุทธเจ้าจึงเรียกว่านานาสังวาส เป็นชาวพุทธด้วยกันแต่ก็มีเงื่อนไขในการอยู่ต่างกันร่วมกัน ร่วมกันทำสังฆกรรมไม่ได้อย่างนี้เป็นต้น ทำได้แค่ปฏิกโกสนา คือว่ากัน ค้านกันอย่างแรงๆดังๆ ค้านอย่างหัวชนฝาก็ได้ แต่อย่าไปถึงอุกโกสนา ฟ้องร้องจนถึงขึ้นโรงขึ้นศาลไม่ได้ อย่างนี้คือนานาสังวาส แต่เถรสมาคม เอาชาวอโศก ขึ้นโรงขึ้นศาล เขาก็มีภูมินานาสังวาส แต่เขาก็มาทำผิดธรรมะคำสอนพระพุทธเจ้า อาตมาประกาศนานาสังวาส ตอนแรกเขารับนะ ตอนพ.ศ. 2518 อาตมาก็อยู่มา มีหลักฐานยืนยันเลยว่า มหาเถรสมาคมถือว่าเราเป็นนานาสังวาสไม่อยู่ในการปกครอง ต่างคนต่างปกครองตัวเอง เขารู้ เพราะมีหนังสือของกรมการรถไฟ ที่จดหมายไปถึงเถรสมาคมว่า ชาวอโศก เป็นพระในปกครองของเถรสมาคมหรือไม่ เขาก็ตอบไปว่าไม่ได้อยู่ในการปกครองของเถรสมาคม ตอบไปเป็นหลักฐานยืนยันเขารับแล้ว ว่าอยู่กันคนละพวกเป็นนานาสังวาส อยู่กันตั้งแต่พ. ศ. 2518 แต่วันร้ายคืนร้าย พ.ศ. 2532 ก็รวมกัน ทั้งมหานิกายและธรรมยุต รวมหมู่ทำสังฆกรรม ซึ่งก็ผิดแล้ว คนละนิกายเอามาทำสังฆกรรมร่วมกันไม่ได้ แล้วก็พิพากษามา ก็พิพากษาแบบลับหลัง ไม่ได้เรียกตัวจำเลยเข้าไปให้การ แล้วไปให้ทางการใช้กฎหมายจับ ตามกฎหมายสงฆ์พ. ศ. 2505 ซึ่งเขาบอกว่ามีสิทธิ์ที่จะสั่งให้อาตมาสึกได้ แต่ในธรรมวินัยพระพุทธเจ้าบอกว่าไม่มีใครจะสั่งให้สึกได้ ถ้าไม่ผิดตามหลักพระธรรมวินัย 11 ข้อและไม่ปาราชิก เขาก็หลับหูหลับตาทำผิดวินัย เราเองผู้น้อย ถูกย่ำยี เป็นอนันตริยกรรม เพราะเขาทำกับอาตมาเหมือนเป็นนิกาย ทั้งที่อาตมาเป็นนานาสังวาส เขาแยกตัวกับพวกเราเป็นนิกาย แต่เราทำกับเขาเป็นนานาสังวาส อย่างเช่นพระทางเถรสมาคมมาอยู่ร่วมกับเรา เราก็ให้ร่วมได้ในส่วนที่ร่วมได้ เราทำตามพระวินัยนานาสังวาสของพระพุทธเจ้าที่อนุญาต แต่ทางเราไปนั้นไม่ได้เลยจะต้องให้สึกก่อนเท่านั้น เป็นลักษณะนิกายอย่างนี้เป็นต้น ทั้งที่เป็นผู้รักษาธรรมวินัยแต่เป็นอย่างนี้ นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธ ที่กระแสหลักไม่อยู่ในร่องรอยไม่อยู่ในธรรมวินัย ก็จัดการกันไปเถอะ เดี๋ยวนี้เละเทะ อาตมาไม่มีหน้าที่จัดการมีหน้าที่ทำงาน แล้วอาตมาก็ทำของอาตมาไม่กลัวหรอก จะจับไปฆ่าแกงเอาอำนาจบาตรใหญ่ทำก็เป็นบาปใครบาปมันกรรมใครกรรมมัน ใครทำอาตมา พูดตรงๆก็คือเขาบาป ไม่ใช่บาปเล่นๆ เพราะอาตมามาทำงานศาสนาด้วยความตั้งใจจริงใจและสัมมาทิฏฐิ คนที่มาทำร้ายสัมมาทิฏฐิจะบาปขนาดไหน คิดเอาเองก็แล้วกัน จะให้อาตมาปรับปวาทะ มันไม่มีทางจะไปแก้ไขเขาหรอก แปลว่าการแก้ไข ปรับปรุงด้วยคำพูดด้วยวาทะ ให้ธรรมกายสำนักธรรมกาย สำนักธัมมชโยเปลี่ยนแปลง อาตมาว่า ทำให้หมามีเขางอกจะง่ายกว่ากระมัง เพราะฉะนั้นก็จะเป็นตัวอย่างอันเลวทรามอยู่ในโลก เราเป็นแต่เพียงพูดสัจจะว่าเป็นเรื่องต่ำเรื่องผิดเรื่องทำลายศาสนาอย่างถึงราก เราก็ประกาศอย่างนี้เป็นปฏิกโกสนา เป็นการค้านแย้งอย่างจังอย่างจัดเต็มที่แล้วด้วยพยัญชนะด้วยภาษาก็ทำได้แค่นี้ จะไปฟ้องร้องนั้นพระพุทธเจ้าไม่ให้ทำได้ อาตมาก็ถือเขาเป็นนานาสังวาส แต่เขาจะถือว่าเราเป็นนิกายก็แล้วแต่ แม้แต่ พระภิกษุของธรรมกายจะมาที่นี่เราก็ต้อนรับด้วยนานาสังวาส อะไรที่ร่วมกันได้ก็ให้ร่วม อะไรร่วมไม่ได้ก็ไม่ร่วม เช่น เขาจะใช้โอวาทปาติโมกข์ ที่สวดในวัน แรม 15 ค่ำขึ้น 15 ค่ำ อันเดียวกันกับเราไหม ถ้าเดียวกันก็ร่วมกันได้ อย่างพระของเถรสมาคมก็ลงปาฏิโมกข์กับเราได้แต่ของเราใช้ภาษาไทย

เขาเข้าใจว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นัยสิ่งนี้ เมื่ออันนี้เป็นทุกข์เป็นอนัตตา แสดงว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องแก้กลับ คือ แก้ให้เป็นเที่ยงเป็นสุข แก้ให้เป็นอัตตา คุณก็อยู่ในโลกของความเที่ยงที่มีธรรมะ 2 อย่างนั้นตลอดไปนิรันดร ศาสนาพุทธไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ หมดสุขหมดทุกข์หมดอัตตาหมดอนัตตาไม่ยึดติดในอนัตตา แม้จะทำให้อัตตาหมดเป็นอนัตตา ทุกอย่างไม่มีอะไรเที่ยง ทำให้ชัดเจนแล้ว จะมีสิ่งเที่ยงแท้สิ่งเดียวที่เขาเข้าใจผิด คือความบรรลุธรรมของผู้บรรลุธรรมนั้นเที่ยง ไม่ใช่ธรรมะเที่ยงนะ ความบรรลุธรรมของผู้บรรลุธรรมนั่นเที่ยง พระอรหันต์จริงๆแล้วเป็นผู้เที่ยงแท้ต่อนิพพานที่บรรลุแล้ว นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) สุดท้าย นัตถิอุปมา ไม่มีอะไรสามารถเทียบเคียงได้อีกจบแล้วในตัว เทียบเคียงกับอะไรไม่ได้ จะสุดยอดแล้ว เพราะฉะนั้นท่านจึงรู้จักที่อะไรเป็นนิจจังอะไรเป็นอนิจจัง รู้จักอะไรอัตตาหรืออนัตตา อะไรมีอยู่หรือไม่มีอยู่ โหติหรือนโหติ ท่านก็จะสามารถ ปโหติ เมื่อเรายังมีอยู่ก็ต้องอาศัยสิ่งที่มี แต่สิ่งที่ไม่มีคือกิเลสในจิต แต่สรีระขันธ์ 5 ของเรายังมีอย่างนี้เป็นต้น ก็ไม่ได้สงสัยในเรื่องมีหรือไม่มี แม้มีก็ไม่ได้ยึดติดเป็นเราเป็นของเราในจิตเราเลย ก็ต้องรู้ว่าจิตไม่ยึดติด แม้แต่ขันธ์ 5 ของเรา แม้จะเป็นขันธ์ 5 ที่บริสุทธิ์ ท่านก็ไม่ได้ยึดถือว่าเป็นเราเป็นของเรา เพียงแต่อาศัยทำประโยชน์คุณค่า เมื่อบรรลุธรรมแล้วเป็นอรหันต์ก็ทำประโยชน์คุณค่าไป ขันธ์นั้นไปจนตาย จะตายแบบปรินิพพาน เป็นปริโยสานก็ทำได้ แต่ถ้าไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน จะต้องเป็นโพธิสัตว์มาสืบทอดศาสนาพระพุทธเจ้าก็เรื่องของท่าน เพราะท่านเป็นอมตะบุคคลแล้วอย่างนี้เป็นต้น

สรุป ศาสนาพุทธไม่มีทั้งสุขและทุกข์ เข้าใจสุขทุกข์ก็เป็น อุทุกขมสุข จิตเป็นอุเบกขา นิพพานไม่สุขไม่ทุกข์ จำไว้ใส่กบาล นิพพานไม่ใช่สุข นิพพานังปรมังสุขังไม่ใช่นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง แต่นิพพานเป็นยิ่งกว่าสุข คือไม่สุขไม่ทุกข์ อทุกขมสุข อุเบกขาจึงเป็นฐานนิพพาน อุเบกขามีในโลกียะและเนกขัมมะ แม้เคหสิตอุเบกขา ก็ไม่สุขไม่ทุกข์แต่ได้เพียงชั่วคราว คนที่ทำได้กดข่มได้ชั่วคราวก็เป็นอุเบกขา แต่ถ้าคนล้างสมุทัยไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นเนกขัมสิตอุเบกขาจบได้ แต่เคหสิตอุเบกขาไม่จบมีแต่วน สามารถสะกดจิตได้มากได้นานก็ได้แต่ไม่เที่ยง ยังวนเวียนกลับ สังกุปปัง ไม่“นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” คนก็หาว่านิพพานเป็นนิจจัง แต่ที่จริงแล้วท่านทำอุเบกขา ได้อย่างเที่ยง นิจจัง มันเป็นคุณสมบัติเป็นคุณธรรมไม่ใช่ตัวตน จะบอกว่าอัตตา ก็เป็นคุณค่าความดี โลกียะหรือโลกุตระแล้ว ท่านก็อาศัยอย่างไม่เป็นโทษ มีแต่คุณ อาศัยขันธ์ 5 ที่เป็นคุณประโยชน์ไม่มีโทษ อาศัยสร้างสรร ถ้าจบเป็นปรินิพพานก็เลิก ผู้ใดฟังแล้วชัดเจนในสิ่งที่อาตมาอธิบายละเอียดถูกต้อง คนนั้นจะรู้ว่าอาตมาเป็นใคร คำว่าเป็นใครนี้อาตมาบอกให้ก็ได้ จะรู้ว่าอาตมาเป็นพระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่งที่มาสอน คำว่าจะรู้อาตมาเป็นใครคือ จะรู้ว่า อาตมาเป็นพระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่งที่มาบรรยายธรรมะมาสอนธรรมะ ทุกวันนี้เขาไม่เข้าใจว่า พื้นฐานของนิพพานคืออารมณ์ไม่สุขไม่ทุกข์ อุเบกขา คือฐานนิพพาน ต้องสั่งสมฐานของนิพพานนี่ให้ยั่งยืนถาวร มีองค์ธรรม 5 นี้ให้อเนญชา เป็นการรักษาผลให้สมบูรณ์ ถ้าฟังอาตมาพูดนี้ก็หมดแล้ว จนวนไปวนมาแล้ว

601006_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไขปัญหาให้ถึงปัญญาโลกุตระ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน