581228_เทศน์เปิดงานว.บบบ.ครั้งที่ ๔​ โดยพ่อครู.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข4 ธันวาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

581228_รายการเทศน์เปิดงานว.บบบ.ครั้งที่ 4 ที่บ้านราชฯ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า... วันนี้วันเริ่มต้นของวิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม ซึ่งอาตมาได้จัดแจงองค์ประกอบรวบรวมขึ้นมา และก่อสร้างให้เป็นกิจกรรม และกิจการอันหนึ่งสำหรับมวลมนุษยชาติรวมไปหมด เพราะฉะนั้นที่นี่ไม่ได้กำหนดอายุ คนจะมาร่วมเข้าร่วมอันเดียวกันหมด จะสอบไล่ด้วยกันหมด ตั้งแต่กี่ขวบถ้าสามารถก็มาเลย นายปองเยี่ยมจะมาสมัครก็ได้ถ้าสนใจ อายุเท่าไหร่ก็ตาม อายุสูงสุดปีนี้คือ 85 ปี มาศึกษาร่วมกันแล้วก็จะแจกแจงไปตามฐานานุฐานะ เป็นงานและกิจการที่เสมอภาค เป็นความรู้ที่ทุกคนมาเอาตามฐานะของตน ได้บ้างไม่ได้บ้างก็ตามแต่ฐานะ เช่น อาตมาจะพูดถึงธรรมะสูง คนที่รับได้ก็ได้ รับไม่ได้ก็ไม่ได้ รับได้บ้างไม่ได้บ้างก็มี คนที่แม้จะพูดธรรมะขั้นต่ำไม่ยาก แต่ก็ดูถูก ไม่เอาความรู้ระดับต่ำ มีอัตตามานะ เขาก็ไม่ได้ เขาก็นึกว่าเขารู้แล้วเป็นธรรมชาติของคนที่มีมานะอัตตา แต่ที่ให้ไปเป็นความรู้ระดับ ต้น กลาง ปลาย มาถึงวันนี้แล้วสังคมไทยกระเตื้องขึ้น จะกระเตื้องขึ้นมาแล้ว จนกระทั่งมีฟ้าแบ่งสี เมฆแบ่งเขต ในสื่อสารก็พูดกัน สิ่งเหล่านี้จะได้สัดส่วนอย่างอจินไตย อาตมาปางนี้ก็เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็พูดอย่างไม่ได้เก้อเขินอะไร ไม่ได้ปิดบัง ไม่ได้มีลักษณะของเก้อเขินเหนียมอาย..ไม่มี ตรงๆ สะอาดบริสุทธิ์ พูดให้ตรงลัดสั้นให้เร็วที่สุด อาตมาทำเต็มหน้าที่ ผู้ที่สนใจมาศึกษาก็เชิญชวนผู้ที่จะเห็นว่า ไม่ดีก็ไม่เป็นไรได้ประมาณนี้ก็ดี ปีนี้ได้ 674 คน ไม่ถึง 700 คน เท่าไหร่ก็เท่านั้น ผู้ที่จะมาร่วมทางนี้มันไม่ง่าย มันไม่ใช่เรื่องบำเรอกิเลสคน มันเป็นเรื่องขัดเกลากิเลสคนซึ่งเป็นเรื่องที่แน่นอนว่ายาก จะมาเห็นดีเห็นงามว่าเราควรได้สิ่งนี้ ควรเอาสิ่งนี้ ควรพยายามอุตสา

อ่านต่อ

หะลงทุนลงแรงเรื่องนี้ ผู้นั้นก็มา ผู้ที่เห็นว่าไร้ค่าไม่สมควรเสียเวลา เสียแรงงาน เสียทุนรอน เขาก็ไม่เอา เท่าที่ภูมิของ อาตมามีเห็นว่าทุกวันนี้เมืองไทยเราได้แยกขั้วโลกียะกับโลกุตระออกหรือแยกสามัญปุถุชนกับอาริยะชนแล้ว มีคนรู้ มีตัวตนบุคคลจริงเข้าใจเห็นจริงก็รู้ได้ แล้วเต็มใจเสียสละเวลาทุนรอนแรงงานมาเอา อาจารย์เป็นต้น นาประโคน เขียนกวีมา เรื่องฟ้าแบ่งสีเมฆแบ่งเขต อาตมาก็จะเริ่มเกริ่นว่า ว.บบบ.นี้ กำเนิดมาอย่างไร แล้วจะไปอย่างไร เริ่มจากการศึกษา 3 ของพระพุทธเจ้าให้มาแต่ไหนว่า คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลมีศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีลธรรมนูญ ไปตามลำดับ ปฏิบัติศีลให้เกิดผล ขัดเกลากิเลสไป เห็นได้ในกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ซึ่งมโนกรรมจะมีพลังไปควบคุม กายกรรม วจีกรรม เมื่อปฏิบัติแล้วจะมีประสิทธิภาพดีขึ้น ในลักษณะของจิต เจโตและตัวปัญญาความรู้ช่วยกัน 2 อย่าง เป็นธรรมะ 2 คู่กันตลอด ถ้ามีหนึ่งเดียวสูงสุดคือ 0 ซึ่ง 0 ถือว่าไม่มีแล้ว ถ้าถือว่ามีก็คือว่างๆ แล้วจะมีอะไรเริ่มจาก 0 เพิ่มไป จุดเริ่มจุดแรกจะมีห้องว่างๆหรือช่องว่างๆ เรียกว่า niche(ซอก) แล้วเริ่มต้น ถ้าเป็นชีวะระดับพีชะ จะมีจุดหนึ่งติดอยู่กับผนังห้องว่างนี้ ขนาดไหนก็เริ่มเป็นเซลล์ คือ มีผนังกับชีวะที่ติดอยู่ไม่หลุดจากกัน จนจะมีลักษณะมากกว่านั้น เคลื่อนออกจากผนัง เคลื่อนได้เมื่อใดเราเรียกว่าชีวะระดับจิตวิญญาณ พืชจะเกาะติดกับอย่างอื่น แต่ถ้าหลุดออกมาได้ก็จะมี self คือจาก cell มาเป็น self ทุกอย่างไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม จะเริ่มจาก 0 ไป 1 ไป 2 ไป 3 ไป 4 ไป 5 ไป 6 เรื่อยๆ หากไม่มีการสืบต่อ ไม่มีทศนิยมก็จะหยุดจะเสื่อม เจ้าตัวจะต้องสร้างเอง จิตวิญญาณ มีสภาพทางลึกทั้งเล็กทั้งเร็ว ก็มีสภาพเป็นนามธรรม พวกศึกษาทางนามธรรมยิ่งรู้จักรูปธรรมสมบูรณ์ อย่างอาตมานี้ไม่ได้เรียนวิทยาศาสตร์ทางฟิสิกส์เคมี แต่ว่าอาตมามีพื้นความรู้ทางนามธรรมเรื่องจิต จึงสามารถรู้ความรู้ทางเคมีฟิสิกส์ เอาบัญญัติภาษามาใช้ได้ ความรู้เหล่านี้เป็นรากฐานของคนที่รู้แล้ว จะรู้พลังงานที่ดีกับพลังงานที่ไม่ดี แล้วเราก็จะขจัดพลังงานไม่ดีออกไปจากตัวเรา ช่วยให้คนอื่นรู้แล้วก็ช่วยขจัด เขาก็ขจัดของเขา ถ้าเราไปช่วยได้ก็ช่วยในรูปธรรม แต่ถ้านามธรรมไม่มีใครช่วยของใครได้ ไม่มีใครช่วยนามธรรมคนอื่นให้หลุดออกได้ จุดสำคัญคือ จุดที่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรดี อะไรไม่ดีจนเราทำสิ่งที่ไม่ดีออกไปได้ตลอดกาลนาน ส่วนความดีก็ควบแน่นตกผลึก จนกระทั่งจับตัวแน่นจนไม่มีอะไร ไม่มีพลังงานใดจะมาสลายอันนี้ลงได้ นี่คือพลังงานความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ยังยืนที่สุด และที่สำคัญจับตัวได้แข็งแรงที่สุดแต่เจ้าตัวสามารถแยกมันออกอย่างจริงจังและเด็ดขาดได้ด้วย นี่คืออมตะบุคคลเป็นบุคคลที่ไม่ตาย แต่ถ้าจะตายเราทำความตายให้แก่ตัวเอง ไม่มีใครจะมีสิทธิ์ทำความตายให้แก่เราได้ เราทำลาย สลายสิ่งที่เล็กที่สุดให้ได้ ส่วนอันอื่นนั้น เราไปตามวิบากกรรม ไปช่วยให้เขาออกไม่ได้ เขาต้องออกของเขาเอง ให้เขายินดีของเขาเอง ก็สมัครใจของเขาเอง เรามีสิทธิ์เพียงทำตัวเราให้เขารู้ ถึงไม่มีการเบียดเบียนใครเลย มีแต่การแบ่งความรู้ ใครจะรับก็ได้ไม่รับก็ได้ ความรู้นี้ฟรี ใครเห็นว่าดีก็มาเอาไป ไม่เห็นว่าดีก็ไม่มาเอา ไม่มีใครเอาก็ทิ้งไว้ในมหาจักรวาลนี้ ถ้าตั้งอยู่ไม่ได้ก็หายไปเองที่สุดแห่งที่สุด

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ความมี กับ ความไม่มี เช่น จับตัวกันขึ้นมาเป็นความร่ำรวย เป็นความมั่งคั่ง เป็นความดีมาก กิเลสของคนก็จะมีตัวตน เป็นตัวเราเป็นของเราก็จะใหญ่ ของเราก็มากๆ ฤทธิ์เดชก็จะเยอะ เป็นต้น เป็นลักษณะที่สะสม ตัวตน ธรรมดาธรรมชาติ ผู้ศึกษาแบบของพระพุทธเจ้า จะไม่สนใจเรื่องที่จะต้องสร้างตนเองให้ใหญ่ให้โต ให้มาก ให้รวย ให้เยอะ ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่เอา แต่ศึกษาทางที่จะมาสู่การสลายตัวตนให้ได้ ผู้มาศึกษาสู่ความสูญ จะเป็นผู้ที่มีความรู้สิ่งที่มี ผู้จะศึกษาความไม่มีได้ จะต้องรู้ว่าเรามีอะไร แล้วทำให้เป็นความไม่มี จากความมีอะไรให้ได้เมื่อทำได้จริงก็จะเกิดความไม่มี ผู้ศึกษาที่เอาแต่ความไม่มี จะไม่รู้จักความมี ส่วนคนศึกษาแต่เฉพาะความมี จะไม่มีวันจะได้ศึกษาความไม่มี พวกนี้จะได้แต่ความมี แต่ผู้ศึกษาความไม่มี จะสามารถรู้ทั้งความมีและไม่มี ก็มันเกิดตัวตนก่อน เมื่อเกิดตัวตนก็เป็นธาตุรู้ที่สะสม มันก็มีตัวตน แล้วก็ต้องรู้ว่าตัวตนคืออะไร ก็คือความมี เราจะให้ไม่มี เราก็ต้องมีตัวมีก่อน แล้วถึงจะให้ไม่มี ส่วนผู้ที่จะเอาแต่ความมี ก็ไม่สนใจความไม่มี ไม่มาศึกษาความไม่มี พวกนี้จึงรวย รู้แต่ความมี มันไม่ลงไปหาความไม่มี ก็เลยที่จะไม่มีทางรู้ตัวไม่มีที่เป็นตัวต้น เขาจะเอาแต่มีก็ไปหาความมีก็เลยไม่มีทางรู้ว่าสุดท้ายจริงๆคือตัวไม่มี ที่ศึกษาเอาแต่ความมี หรือความรวย จึงไม่ใช่แบบพุทธเจ้า ประเทศไทยในหลวงเราตรัสเรื่องความจนหรือความไม่มี เป็นความขาดทุนของเราคือกำไรของเรา คือปราชญ์แท้ คือลูกของพระพุทธเจ้า แน่ใจว่าท่านคือพระโพธิสัตว์ ความจนกับความมั่งมีนั้น ความไม่มีเป็นตัวแรก ไม่ใช่ความมีเป็นตัวแรก พูดจบว่าไม่มีได้สุดยอด ในขณะที่คุณยังไม่แตกสลายตัวเองมันก็คือความมี เพราะฉะนั้นจึงรู้ทั้งมีและไม่มี และสามารถจะสร้างความมีนั้นได้ตามที่ตัวเองประสงค์จะสร้างตามบารมี ผู้มีแต่ไม่รู้จักรู้แจ้งความไม่มี เขาไม่ศึกษาที่สุดของความไม่มี ก็จะเป็นคนขาดพร่อง ดูได้ทางเดียวแค่ความมี แต่ไม่สามารถรู้จักธรรมะ 2 เทวธัมมาคือ มีและไม่มีได้ ความจนคือ ความไม่มี กับความมั่งคั่งร่ำรวยคือความมี อะไรมันยั่งยืนกว่ากัน ก็คือความจน น่าจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะไม่มีอะไรแต่เขามีมากๆ ควรจะยังยืนกว่าหรือไม่ ความมั่งคั่งร่ำรวยไม่ใช่หลักประกันที่มั่นคงยั่งยืนถาวรเที่ยงแท้ตลอดไปอย่างแน่นอนเด็ดขาด

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ความจนหรือความมั่งคั่งกันแน่ ที่ยั่งยืน ความมั่งคั่งร่ำรวย ไม่ใช่หลักประกัน ที่มั่นคง ยั่งยืน ถาวร เที่ยงแท้ ตลอดไป อย่างแน่นอน เด็ดขาด เพราะมีเหตุมากมาย หลายเหลือ ที่จะเซาะบ่อน ชอนไช ยื้อแย่ง แข่งข่ม ถล่มทะลาย ถึงขั้นเข่นฆ่า คนผู้มั่งคั่งร่ำรวย เพื่อเปลี่ยนแปรความมั่งคั่งร่ำรวยที่ได้ที่มีแล้วนั้น ให้กลายกลับไปเป็นความจนได้อยู่ตลอดเวลาจริงๆ ความมั่งคั่งร่ำรวยโดยตัวมันเองแท้ๆ ไม่ว่าความมั่งคั่งร่ำรวยจะมากล้นยิ่งใหญ่ที่สุดปานใดๆ หรือจะมากขึ้นๆไปอีก จะน้อยลง แล้ววนกลับไปมีมากขึ้นอีก วนอย่างไรก็เถอะ ความมั่งคั่งร่ำรวยนั้น ก็ไม่มั่นคง ยั่งยืน ถาวร เที่ยงแท้ แน่นอน ตลอดไป จริงเท่ากับคนจน ผู้มีความรู้ความสามารถ และขยันหมั่นเพียร อยู่แท้ เพราะคนจนชนิดนี้ไม่ต้องการความร่ำรวยอีกแล้ว ชีวิตพอเพียง มีพออยู่พอกิน พึ่งตนเองได้ สร้างสรรเลี้ยงตนรอด มักน้อย ใจพอ สันโดษ มีเหลือมีเกินกิน เกินใช้ของตน ก็แบ่งแจกเจือจานผู้อื่นอยู่ ไม่เบียดเบียนใคร ไม่เอาของผู้ใดมาเพิ่มเป็นของตนต่อไปอีก อยู่ในฐานคนจน หรือสภาพคนจนนั้นแหละ ที่ยั่งยืน ถาวร เที่ยงแท้ แน่นอน ตลอดไป สงบ สบาย ความยั่งยืน ถาวร เที่ยงแท้ แน่นอน ตลอดไป นี้จึงเป็นหลักประกัน ที่เป็นสัจจะแน่นอน ตลอดกาลจริงกว่า เพราะไม่มีเหตุความร่ำรวย มาให้คนเซาะบ่อน ชอนไช ยื้อแย่ง แข่งข่ม ถล่มทะลาย ถึงขั้นเข่นฆ่า เพื่อเปลี่ยนแปรความจนที่ได้ที่มีแล้วนั้น ให้เปลี่ยนแปรกลายกลับไปเป็นความจนได้อีกแล้ว มีแต่จะยิ่งจนๆๆๆ ที่สุดหมดเนื้อหมดตัว หมดตัวตน เป็นสูญสำเร็จจริงนิรันดร แล้วคนทั้งหลายใช้ปัญญาตรองดูเถิดว่า คนมั่งคั่งร่ำรวยชนิดที่..ต่อให้เก่งแสนเก่งสุดๆอย่างไร ปานใด ก็เถิด ที่ยังอยู่ในสังคมโลก กับความจนชนิดที่เป็นสัมมาทิฏฐิแท้ ซึ่งก็อยู่กับสังคมโลก เช่นกัน ฝ่ายไหนจะมั่นคง ยั่งยืน ถาวร เที่ยงแท้ แน่นอน ตลอดไป จริงกว่ากันแน่..???? นี่เป็นภาวะของความรวยและความจนจึงเป็นภาวะที่เป็นจริง เห็นว่าคนมาเป็นคนจนที่มีภูมิปัญญาแท้ ถึงยุคนี้สมัยนี้กาละนี้ คนมันฟูมฟักสร้างสรรค์ความเป็นคนฉลาดที่เรียกว่าปัญญาหรือเฉกาเขาก็ทำนะ ปัญญาก็ฉลาดคนละนัยกับเฉกา เพราะฉะนั้น คนในโลกนี้จึงมีสองทิศทางชัด ทิศทางคนที่มีตัวตน แล้วชอบความมั่งมีร่ำรวย กับทิศที่จะไปหาความสูญ ต่างคนต่างปฏิบัติประพฤติ มีพลังงาน มีอาการมีกิริยา มีกรรม การกระทำคนละอย่าง ถ้าจะเรียกโดยภาษาว่ากำไรกับขาดทุน มากขึ้นหรือน้อยลงทั้ง 2 แบบ จะใช้ภาษาบอกว่ากำไรมากขึ้นคือขาดทุนของเรา คนก็ฟังภาษาแล้วว่ากำไรคือสิ่งที่เราได้มา เราจะได้ความน้อยลงๆก็คือคนเดินทางไปสู่ความร่ำรวย ใช่ไหม ไม่ใช่เค้าเดินทางไปสู่ความมากขึ้น จะเรียกว่าได้มาคือกำไร ก็ใช้พยัญชนะแทน อยากรู้ว่ากำไรของเราคือขาดทุน ก็คือขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ที่สุดแห่งที่สุดในหลวงตรัสท่านก็จบ ใครจะรู้ก็ช่างไม่รู้ก็ช่าง ท่านไม่เป็นลักษณะอิตถีภาวะ เป็นปุริสภาวะ ปุริสภาวะตีทีเดียวจบ ส่วนอิตถีภาวะตีหลายทีก็ยังไม่จบ ส่วนปุริสภาวะทีเดียวแตกน็อก

กำไร-ขาดทุน 2 แบบ กำไรของโลกียะ คือ ไม่ยอมขาดทุน ทั้งทางวัตถุ โดยเฉพาะ ทางจิตใจ จะต้องได้เปรียบเสมอ กำไรของโลกุตระ คือ ขาดทุนจริงๆ ทั้งทางวัตถุ โดยเฉพาะ ทางจิตใจ จะต้องเสียเปรียบเสมอ เป็นรถยนต์คันใหญ่ เครื่องดีประสิทธิภาพสูง แต่กินน้ำมันน้อยมาก ตนเองกินน้อยใช้น้อยและทำงานให้มาก ขยันให้มากสร้างสรรค์ จึงมีเหลือตลอดเวลาไม่ต้องไปเบียดเบียนไม่ต้องแย่งกับใคร ขาดทุนของโลกียะ คือ ได้มาไม่เท่าทุน ไม่เกินทุนที่ลงไป ทั้งทางวัตถุ และทางจิตใจ เป็นที่สุด แม้หมดหวังว่าจะได้กลับคืนตอบแทนมาในอนาคตข้างหน้า ไม่ชาตินี้หรือชาติหน้าก็ตาม ก็ยังมีอนุสัยที่ไม่หมดตัวตน ยังหวังว่าจะได้เหลืออยู่ในจิตลึกก้นบึ้งสุด โดยที่เจ้าตัวไม่สามารถรู้จักกิเลสนี้ ขาดทุนของโลกุตระ คือ ได้มาไม่เท่ากับทุนที่ลงไป ทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ โดยเฉพาะไม่หวังว่าจะได้กลับคืนตอบแทนมาในปัจจุบันและอนาคตข้างหน้า ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า ชาวโลกุตระแต่ละระดับ ก็จะยินดีที่ตนขาดทุนได้ตามลำดับภูมิธรรมของตน คนผู้มีอรหัตตผลก็ไม่มีจิตหวังคืนเลยเด็ดขาด กำไรสูงสุดของโลกียะ คือ ได้มาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดตลอดกาล จะมีแต่ได้เพิ่มที่ยิ่งๆขึ้นไปๆๆ กำไรสูงสุดของโลกุตระ คือ ได้เสียสละไปจากตนจนหมดสิ้น ไม่เหลือเศษ เป็นสูญอยู่เสมอ กำไรของโลกียะจึงเป็นความโลภที่ไม่มีวันหมดสิ้นเด็ดขาด มีแต่จะโลภยิ่งๆขึ้น กำไรของโลกุตระจึงเป็นความหมดสิ้นความโลภอย่างเด็ดขาด ไม่มีความโลภเกิดในใจอีก โลกียะแม้จะขาดทุนหรือเสียไป ก็จะยอมเสียบ้าง แต่ยังหวังจะได้คืน ไม่คราวนี้ก็คราวหน้า ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า โลกุตระนั้น ยินดีขาดทุนจริง สละไปจริง ยอมเสียจริง ไม่หวังได้คืน ไม่ว่าคราไหน ชาติไหน โลกียะจึงเป็นผู้ขาดทุนไม่จริง จะขาดทุนอย่างมีเล่ห์ ขาดทุนอย่างใช้ความฉลาดแกมโกง(เฉกาไม่ใช่ปัญญา) และขาดทุนเพื่อจะได้มายิ่งๆขึ้นในอนาคตทั้งนั้น โลกียะ คือ ระบบทุนนิยมแท้หรือเทียมเท่านั้นในโลก เพราะลดกิเลสไม่ได้จริง เพราะลดกิเลสไม่เป็นโลกุตระ คือ ไม่สามารถจับตัวสมุทัยคือ ตัวกิเลส และไม่มีวิธีที่จะกำจัดมันได้อย่างเด็ดขาด เหมือนระบบบุญนิยม โลกียะไม่มีบุญ คำว่าบุญนี้เป็นวิธีหรือเครื่องกำจัดกิเลสได้จริงในศาสนาพุทธ ผู้ที่มีความสามารถกำจัดพลังงานที่จะเอามาให้แก่ตนได้ ถ้ามันได้ให้ศูนย์เลย นั่นแหละคือพลังงานที่พิเศษ เรียกว่าบุญ เป็นพลังงานที่สามารถชำระพลังงานที่มันสะสมมาให้เก็บตัวนั้นได้จริง เรียกสภาวะนั้นว่าบุญ ส่วนโลกุตระคือระบบบุญนิยมจริง เป็นไปตามลำดับตามที่ทำได้จริง หรือยังไม่เต็มที่ แต่ก็พยายามลดกิเลสอย่างมีวิธีที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เพราะมีวิธีหรือเครื่องกำจัดกิเลส(บุญ) ที่มีในศาสนาพุทธเท่านั้น นอกจากไม่มีแล้วเขาไม่รู้ด้วย การเรียนรู้อาการของกิเลสที่มันเล็กละเอียดลงไป จนกระทั่งภาษาวิทยาศาสตร์เรียกว่านิวเคลียร์ ใช้ภาษาว่ากัมมันตภาพรังสี ที่เป็นรังสีกระจายออกไป แต่ถ้ามันนิ่งสนิทไม่มีอะไรก็ดี ก็ออกมาเลย มันก็ดำมืดอยู่ของมันจะเล็กจะใหญ่ขนาดไหนก็ตามไม่มีอะไร แต่ถ้ามันมีอะไรออกมา ก็จะกลายเป็นสภาพที่คุณสามารถสัมผัสได้ ที่คนสัมผัสได้มากที่สุดคือ แสง กับ เสียง แสงละเอียดเร็วแรงกว่าเสียง ส่วนเสียงเบากว่าแสง เสียงก็เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง สัตว์โลกสัมผัสได้ด้วยหู บางชนิดสัมผัสได้ด้วยอวัยวะอื่น จะรู้ได้ด้วยการสัมผัสถ้าไม่มีการสัมผัสก็ไม่มีทางจะรู้ได้ พลังงานจึงมีมากมายหลากหลายขนาด เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เป็นวัตถุ แล้วเปลี่ยนเป็นไอ เปลี่ยนเป็นลม เป็นอากาศ เป็นช่องว่าง แสงบางอย่างโลกนี้ไม่มี แต่ที่พระอาทิตย์มี เป็นต้น ทั้งร้อนและแรงอยู่ในโลกนี้ไม่ได้

“บุญ” คือการชำระให้หมด “ทุน” คือการเพิ่มไม่มีที่สิ้นสุด คนที่จะอยู่ในทิศทางของบุญ หรือจะอยู่ในทิศทางของทุนก็อยู่ที่จะมาศึกษา ถ้าคุณมีเชื้อที่จะเป็นทุนก็ไม่มาหรอก มันเป็นสัจจะ มันเป็นตัวจริงของจริง ใครอยากได้ก็มาเอา มาก็ให้ ใครไม่อยากได้ก็ไม่มาเอาเป็นธรรมดาธรรมชาติ ถ้าไปยัดเยียดเขา เขาจะโกรธ เขาจะรำคาญได้ เราจะไปทำทำไม ถ้าเราไปตอแยจะให้เขา มันเสียพลังงานจะทำไปทำไม ที่มาเท่านี้ก็เหนื่อยพอแล้ว เท่านี้ก็ยังมีทะเลาะกันเลย แต่อาตมาว่ามันอยู่ในขั้นผู้ดี ที่นี่ไม่ทะเลาะกันแรงจัดจ้านเท่าไหร่หรอก ทำงานมา 45 ปีพวกเรานี้ทะเลาะกันก็น้อย ถึงขนาดลงมือจนเลือดไหล ก็ไม่มี นี่คือโลกของอาริยะ โลก civilization ที่แท้จริง เป็นความเจริญจริงๆ คนที่ยังต้องการมาให้แก่ตนไม่มีจบ มีแต่จะมากขึ้น จึงอยู่ในเชื้อของทุนนิยม ผู้ที่ชัดเจนแล้วและประสงค์จะมาทิศทางนี้ เป็นสังคมทุนนิยมซึ่งมีจำนวนน้อย มาถึงยุคที่เป็นปลายยุคหยาบ พระพุทธเจ้าไม่มาเกิด ต้องให้โพธิสัตว์อย่างโพธิรักษ์ให้เหมาะสม ก็มาตามหาลูกหลานที่จะไปในตระกูลนี้จริงๆ ไม่จริงเขาก็ไม่มา ขนาดมาแล้วก็ถอยก็มี ขอบอกนะอาตมาไม่มีเวลาไปตามพวกที่หนีไปนะ อย่าหาว่าใจดำใจจืด จะมาก็กรุณามาเถิด มาเอง อาตมาทุกวันนี้ไม่มีอะไรที่ลำบาก เพราะเวลาไม่พอ แค่ตามเวลาก็ลำบาก อย่าให้ไปตามคนเลย ในโลกนี้คนที่มีตระกูลมีเชื้อของ “ทุนนิยม” ถึงเป็นคนละตระกูลเชื้อกับ “บุญนิยม” คำว่า เสฏฐะคือประเสริฐ คือเศรษฐี แปลว่าเจริญ แต่ทุกวันนี้คนเศรษฐีไม่เจริญ เป็นกฎุมพีไปหมดแล้ว คนประเสริฐคือคนที่กินอยู่ใช้พอตัว คือกินใช้ สูญ อยู่อย่าง สูญ มี แต่ สูญ สรุปแล้วเศรษฐกิจจริงของชาวโลกีย์นั้น เป็นทุนนิยมแท้ วนเวียนอยู่ ไม่หยุดจริงแท้ลงได้ สมบัติผลัดกันชม ส่วนเศรษฐกิจจริงของชาวโลกุตระนั้น เป็นบุญนิยมจริง สุดแห่งที่สุดหยุดวนเวียนเด็ดขาด ไม่มีพลังงานของกู ให้ไปแล้วจบ เป็นผู้ที่อยู่ 0 กับ สูญ ไม่มีอะไรต่อ ความเป็นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะอยู่ในระบบเผด็จการ หรือคอมมูนิสต์ หรือแม้แต่ประชาธิปไตย ก็ตาม ของชาวโลกีย์ ก็จะเป็นทุนนิยมตลอดกาล มีแต่กิเลสหนักหนาสาหัสยิ่งๆขึ้น หรือเบาบางชั่วคราว แล้วก็จะยังวนเวียนอยู่ตลอดกาล ทุกระบอบ ไม่ว่าเผด็จการ คอมมูนิสต์ ประชาธิปไตย ที่ยังเป็นโลกียะ ส่วนชาวโลกุตระ จึงจะเป็นบุญนิยมที่จริง เด็ดขาด ลดกิเลสจริง และหมดสิ้นกิเลสจริง เที่ยงแท้(นิจจัง) ยั่งยืน(ธุวัง) ตลอดกาล(สัสสตัง) ไม่เปลี่ยนแปลงอีก(อวิปริณามธัมมัง) ไม่มีอะไรมาหักล้างได้(อสังหิรัง) ไม่กลับกำเริบ(อสังกุปปัง) หมดสิ้นกิเลสความเห็นแก่ตัวแท้จริง เสียหรือสละแก่ผู้อื่นอยู่อย่างจริงใจ ตามภูมิ ของคนที่เป็นโสดาบัน-สกิทาคามี-อนาคามี ถึงอรหันต์สูงสุดก็หมดตัวหมดตนเกลี้ยงสิ้นอย่างแท้จริง ความเป็นเศรษฐกิจของชาวโลกีย์ กับของชาวโลกุตระ จึงแตกต่างกันอย่างยิ่ง เดินทางคนละทิศ แม้แต่ความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงของชาวโลกีย์ก็ยังเป็นทุนนิยม ของชาวโลกุตระเท่านั้นที่เป็นบุญนิยม จึงแตกต่างกันอย่างลึกซึ้งที่มีนัยสำคัญ โลกปัจจุบันนี้ก็มีได้ ถ้ามีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบสัมมาทิฏฐิ “เศรษฐกิจพอเพียง” ต้องเป็นโลกุตระ เป็นบุญนิยม จึงจะขาดทุนของเราคือกำไรของเราจริง และเราก็จะอยู่ในสภาพ “คนจน” เสมอ ไม่มีวันรวยเลยในฐานะตัวเราพอใจเอง สังคมชนิดนี้จึงเป็นสังคมคนที่จะอยู่เป็นหมู่กลุ่ม ไม่อยู่เดี่ยว อยู่เดี่ยวไม่ได้ คนที่จนแล้วยังไม่มีตัวตนอยู่คนเดียวไม่นานก็ตาย แต่ถ้าอยู่กันอย่างเป็นหมู่ ไม่ตายง่ายๆ เพราะจะพึ่งพากัน จะช่วยกัน เผื่อแผ่กัน ช่วยเหลือกันอย่างที่ชาวอโศกทำทุกวันนี้ ใครที่คิดจะไปอยู่คนเดียวมันไม่ใช่เชื้อของโลกุตระ เอาไปเชื้อของตกโลกเรียกว่าอหิวาห์ตกโลก ถ้ามีปัญญารู้อาการกิริยาการเดินทางของจิต คนอ่านอาการจิตออก รู้ทิศทางแยกเคหสิตะกับเนกขัมมะ จะรู้จุดแบ่งอาการของสิ่งที่เรียกว่าจิตอย่างแท้จริง รู้จุดแบ่งของการเดินทางเข้าสู่กระแสโลกุตระ หรือมันไม่เข้ากระแสก็จะรู้ของตนเอง นี่คือสัจจะตัวแทน ผู้ใดมีญาณปัญญาอ่านอาการของตนเองออก คนนั้นก็เข้าเกณฑ์ของโลกุตระ ใครยังอ่านไม่ออกก็พยายามศึกษาอาการจิต อาการจิตของเรากำลังโกรธ ถามนาย แน่น ว่าเคยรู้จักอาการใจของตนกำลังโกรธอ่านออกไหม...ก็อ่านออก คนเราอ่านอาการโกรธในใจ รู้จักอาการข้างในของเราอาการกำลังโลภ โลภคือได้มาเป็นของตน อาการราคะคือได้มาสัมผัส เสพรส นี่คือพลังงานที่เล็กละเอียดในจิตใจมนุษย์ เป็นพลังงานแบบพลังงานทางฟิสิกส์ มีปัญญาอ่านได้จะเล็กแค่ไหนก็อ่านออกได้ แต่พลังงานทางฟิสิกส์นั้นแม้จะเล็กละเอียด ก็อ่านตัวมันเองไม่ได้ มันมีธาตุรู้ที่เป็นตัวกำกับ และเป็นธาตุรู้ที่เป็นกำลังสามารถจัดการได้ ส่วนธาตุวัตถุที่เป็นอุตุนั้น แม้มันจะรู้ตัวเองมันก็ไม่สามารถจัดการตัวมันเองให้ไปให้มา ให้มี ไม่มีได้ สัตว์โลกที่มีพลังงานในตนที่หลอมรวมเป็นจิตนิยาม เป็นพลังงานที่สุดแห่งมหาจักรวาลนี้ ที่สามารถที่จะจัดการมหาจักรวาลนี้ได้ ที่ใช้ศัพท์เรียกว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างเป็นผู้ทำลายเอง ในฮินดูจะมีปางทำลายและปางสร้าง ส่วนศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลามก็แยกไม่ออกเลย แยกออกก็ไม่เอา จะเอาแต่ทางด้านดี ไม่สามารถจัดการกับทางด้านร้าย ส่วนพุทธนั้นเรียนรู้หมดทั้งสองด้านทั้งดีและร้าย จึงเรียกว่าเป็นผู้รู้จักสูงสุด จัดการได้ 2 คู่ คู่หนึ่งคือเกิดกับดับ อีกคู่หนึ่งคือคุณกับโทษ เท่านั้นแหละจบเลย เป็นสองสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด นี่คือสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ หรือสิ่งที่ทรงอยู่ สิ่งที่ไม่มีอะไรทรงอยู่เลย ในวัตถุตัวมันเองก็ไม่มีวันรู้ตัวมันเองว่าจะมี หรือไม่มีอยู่ แต่จะรู้หรือไม่รู้ก็อยู่ที่ธาตุของจิตนิยามที่เริ่มต้น แม้แต่เป็นพีชนิยามมันก็รู้ตัวที่มันพอรู้ พีชนิยามก็จะรู้ตัว มันไม่มี self แต่ยังไม่มี ish เมื่อเริ่มต้นมี ish ที่แปลว่าตัวเลวร้าย เป็นตัวกูของกู ตอนนี้ขยายเป็น 3 ลักษณะให้เข้าใจเพิ่มขึ้น แล้วจะชัดเจนยิ่งขึ้นซึ่งธรรมะก็แบ่งเป็น 3 มี 1 ธรรมชาติ 2 ธรรมธิติ และ 3 ธรรมนิโรธ ที่บอกว่า ธรรมะคือ ธรรมชาติก็จริง แต่ศาสนาพุทธไม่ได้มีแค่ธรรมชาติ ยังมีธรรมะธิติ และธรรมนิโรธ และสามารถทำต่อยอดได้ด้วย จึงเรียกว่าที่จบ ถ้ารู้แต่ตัวมี แต่ทำตัวไม่มีคือ ตัวนิโรธไม่ได้ ไม่ใช่พุทธ ธรรมะคือ สิ่งที่มี ที่ทรงอยู่แล้ว ก็ขยายออกไปเป็นธรรมธิติ เป็นสิ่งที่เป็นพิษ หรือเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ก็ขยายตัว ส่วนผู้ที่สามารถเรียนรู้ว่าควรไม่มีอะไร แล้วก็ทำให้ไม่มีอะไรได้ สามารถทำให้ไม่มีได้จนเรียกว่าไม่มี ที่เรียกว่านิโรธ พอดับได้เป็นธรรมนิโรธ ก็ไม่มีอะไรทรงอยู่ นิโรธดับความทรงอยู่หมดสิ้น แต่ก็ต้องรู้ว่า แล้วตัวเองยังมีอยู่หรือไม่ ยังมีตัวตนหรือมีอย่างไม่มีตัวตน และ ตัวตนของเรานี้ซื่อสัตย์สุจริตจริงใจ มีตัวตนที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร มีแต่คุณ คือมีแต่ให้ประโยชน์กับอย่างอื่น ไม่มีโทษ ที่สุดจึงมีคุณและโทษเท่านั้น เพราะฉะนั้นเกิดและดับ มีกับไม่มี เกิดก็ไม่มี ดับก็ไม่มี นี่คือตอนจบของศาสนาพุทธ ที่ทำสรุปไว้มีเท่านี้ ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 แม้แต่เล่ม 9 หรือเล่มอื่นก็มี ที่สุดท่านก็สรุปว่าผู้นั้นย่อมรู้จักการเกิดการดับ รู้จักคุณและโทษ อาการที่เคลื่อนไหวอยู่แล้วมีธาตุรู้ไปรู้ได้ ถ้าไม่เป็นจิตนิยามก็ไปรู้ไม่ได้ ถ้าเป็นจิตนิยามจึงสามารถเรียนรู้ได้ ทำให้จิตเกิดได้ จิตดับได้ด้วย ถ้ามันจะเกิดก็ต้องให้มันเกิดอย่างเป็นคุณ คนที่รู้ชัดเจนว่าถ้าจิตของเราไม่มีลักษณะสะสม โลภะ ราคะ หรือโทสะ คนนั้นก็จบเลย ชีวิตก็สบาย ได้มีพลังงานเหลือ มีความรู้ก็อยู่อย่างสร้างสรรค์ ตนเองก็ใสเท่านั้นเอง กินก็น้อยใช้ก็น้อย นอกนั้นก็เผื่อแผ่กันไปแบ่งจากกันไป ที่พูดนี้เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ก็นำมาเผยแพร่ต่อ เมืองไทยเป็นชมพูทวีป มีจิตนิยามที่มีบุคคลที่สามารถเรียนรู้วันนี้ได้ เกิดพลังงานรวมที่เป็นโลกุตระได้จริง ใครยังสงสัยว่าชาวอโศกเป็นโลกุตระได้จริง ก็ไม่สงสัย แล้วเราก็มีโลกุตระได้ แล้วก็เผยแพร่เชื้อไป ดูเหมือนน่ากลัวแต่ของเราไปแพร่เชื้อแล้ว น่ารัก น่าเคารพ น่าศรัทธา เราจะช่วยมนุษย์ ช่วยโลก ช่วยสังคมโลกมนุษย์ ต้องการความช่วยเหลือชนิดนี้ ช่วยเหลือโดยไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอามาเป็นส่วนตัว พวกเราทำได้ไหม แค่นี้ยังไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่มันก็เป็นรูป เป็นร่าง เป็นสัจธรรมโลกุตระแล้ว จึงเจริญ เราจะต้องโชว์ความเจริญอย่างนี้ แล้วมันจะมีซับซ้อนเอง จนกระทั่งคนเขาจะมาตู่บอกว่า ไหนบอกว่าตนเองไม่รวยไงเ ราก็จะสร้างตนและสร้างคนอื่นให้มาเป็นคนที่มีความสุข แต่สุขอย่างหมดรส หมดตัวตน สุขสงบจากกิเลส ไม่ใช่สุขอย่างโลกีย์ เสพรส แล้วคนเหล่านี้ก็จะมารวมตัว มีพลังงานสร้างสรรค์เสียสละจริงใจเพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง ในปี 59 นี้อาตมาว่าราชธานีอโศกจะมีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ ตอนนี้มีคนจองที่จะสร้างบ้าน 200 กว่าบ้าน ไม่ถึง 300 ก็เชื่อว่าคนที่จะมาจอง มาสร้างบ้าน เขาก็จะสร้างมากพอสมควร คนก็จะตามมา อาตมาก็จะได้พากันศึกษาและสร้างสรรค์ต่อไป มวลของบ้านราชครั้งนี้น่าจะถึงพันคน กำลังจะสร้างอาคารใหญ่ กว้าง 80 กว่าเมตร ยาว 200 กว่าเมตร สูง 12 เมตร สองชั้น ชั้นบนใช้เรื่องการศึกษา ชั้นล่างเป็นเอนกประสงค์ จะมีลำธาร หาดทรายต้นไม้ แม้แต่อินผาลัมก็จะปลูก ตอนนี้กำลังเพาะอยู่ 1. ธรรมชาติ 2. ธรรมธิติ และ 3. ธรรมนิโรธ ธรรมชาติคือสิ่งที่ทรงอยู่ ถ้ามันเกิดมามี 1 2 3 4 5 ...คือสะสมภาระ คือสสัมภาระ มีหน้าที่สะสมเรียกว่าธรรมธิติ ธรรมะมี 2 ทิศทาง ไปสู่ความตั้งอยู่ หรือความดับ พระพุทธเจ้าสอนชาติ ที่มัน เกิด ตั้งอยู่ แล้วก็ดับได้ ท่านให้เรียนรู้ชาติ 5 คือ ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ล.16 ข.7 หรือเล่มอื่นๆก็มี ท่านตรัสถึงการเกิด เกิดแล้วมีอดีตเรียกว่าสัญชาติ เกิดสะสมเป็นอดีตไป เรามีธาตุรู้ จำได้ก็เป็นสัญชาติ รู้ไม่ได้ก็เป็นชาติ ถ้ามีภูมิระลึกรู้ก็เป็นสัญชาติ แม้รู้ไม่ได้มันก็มีสัญชาติแค่คุณไม่มีญาณรู้ และควบคุมไม่ได้ โอกกันติ เป็นคำกลางของชาติ 5 แบบ นิพพัตติ คือความไม่มี ส่วน อภินิพพัตติ คือมีความไม่มีสุดยอด ต้องเรียนรู้ปฏิบัติให้เกิดโอกกันติ ค

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน