581230_ธรรมะภาคค่ำ งาน ว.บบบ.ครั้งที่ ๔ มหานิทานสูตร ตอนที่ ๕.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข6 มกราคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

581230_รายการธรรมะภาคค่ำ งาน ว.บบบ.ครั้งที่ 4 ที่บ้านราชฯ เรื่องมหานิทานสูตร ตอนที่ 5 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน มหานิทานสูตร ตอน 5

พ่อครูว่า….วันนี้ตอนเย็นภาคเย็นของวันที่ 30 ธันวาคม 2558 ก็มาฟังการบรรยายกันต่อ ก็จะพูดสื่ออย่างตรง อย่างเป็นสัตย์ชัดๆ ไม่มีแม้แต่มารยาแห่งความปราณี หรือไม่ใช้กลปราณีแล้ว จะใช้ความซื่อความตรงความสัตย์ชัดๆ ไม่ขอใช้แม้แต่มารยาท ก็จะได้ฟังอะไรที่ผ่าที่ตรงที่แรง มันแรงเพราะเป็นความจริง เมื่อพูดออกไปแล้วมันไปกระทบความจริงและความจริงที่ถูกกระทบคือความไม่จริง คือความผิดของคน ใครก็ตามที่มีความผิดความไม่ดีแล้ว ถ้าได้ยินคำพูดถึงความไม่ดีไม่งามออกมาตรงๆ ไม่มีกระมิดกระเมี้ยน ไม่มีมารยาทแห่งความปราณี ไม่ใช้กลอุบายที่ไม่ให้ตรง มันก็เลยต้องกลายเป็นสัจจะที่แรง เพราะพูดถึงความผิดความไม่ดีไม่งาม คนที่เป็นก็จะรู้สึกว่าแรง เหมือนโดนด่า โดนเทศนา อาตมาขอเลิกที่จะใช้มารยาท ขอพูดอย่างไม่มีมารยาแห่งความปราณีใดๆแล้ว ขอพูดอย่างตรงอย่างซื่อสัตย์ ก็เลยดูว่าพวกเราฟังได้ดีเพราะไม่เพ่งโทษ เข้าใจดีแล้วศรัทธาด้วย แต่ผู้ที่ไม่เข้าใจลึกซึ้งก็จะเป็นเช่นนั้น ก็เลยบรรยายไปแล้ว รู้สึกว่าอาตมาพูดได้ง่าย พูดได้ตรงพูดได้จริงพูดได้ชัด ก็คิดว่ามันเป็นประโยชน์มากๆ พวกเราก็ให้รับประโยชน์ได้มากๆด้วย ก็ยิ่งเห็นว่าน่าจะต้องทำแบบนี้ต่อไป มีคำถาม _ผมเพิ่งมาเข้าใจคำว่า “อธิวจนะ” กับ “บัญญัติ”ครับ อธิวจนะเพียงแค่เรียกชื่อ ไม่ใช่การบัญญัติที่มีอินทรีย์แก่กว่า (พ่อครูว่า… แสดงว่าบัญญัติมีดีกรีแก่กว่าอธิวจนะ ส่วนบัญญัติมีดีกรีแก่กว่า มีความลึกมากกว่า ความมากกว่า ความเข้มกว่า ) ผมเคยคุยทางเฟสกับสำนักพุทธวจนะ เขาตำหนิพ่อท่านว่า บัญญัติในสิ่งที่พระพ

อ่านต่อ

ุทธเจ้าไม่บัญญัติ คือเรื่อง อรหันต์ในโสดาฯ อรหันต์ในสกิทาฯ อรหันต์ในอนาคาฯ อรหันต์ในอรหันต์… ผมคิดว่าพ่อท่านไม่ได้ทำแบบสัทธธรรรมปฏิรูป เป็นแต่พ่อท่านเพียงอธิวจนะ พ่อครูว่า… ใช่ เพราะอาตมาจะไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติแน่นอน แต่ผู้เข้าใจคำว่าบัญญัติไม่ตรงก็หาว่า อาตมาบัญญัติสิ่งใหม่ที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติ อาตมาเป็นแต่เพียงใช้ภาษาเรียกให้รู้ความหมาย ยกตัวอย่างว่าโสดาบันมีอรหัตตผล หรืออรหันต์ในโสดาฯ มีอรหันต์ในสกิทาฯ อรหันต์ในอนาคาฯ อรหันต์ในอรหันต์ อรหัตตา หมายถึงอะไร อาตมาแจกว่า อรหะคือไม่ลึกลับ อัตตา หมายได้สองนัย นัยหนึ่งคืออัตตาที่มีกิเลส อีกนัยคืออัตตาไม่มีกิเลส แต่ยังมีอัตตา อัตตา ที่อาตมาหมายคือ อัตตาที่ไม่ลึกลับรู้เนื้อหาของสัจธรรม รู้ความไม่มีอัตตา ไม่มีกิเลส ของสิ่งที่ตัวเองได้ตนเองเป็นก็จบอันนั้น เป็นนิยตะ เป็นความแน่นอนเที่ยงแท้ โสดาบันก็มีความแน่นอนเที่ยงแท้ที่ไม่เวียนกลับแล้ว สกิทาคามี ก็มีความจริง ตามแต่ฐานะ อาตมาเอาสภาวะมาขยายความมาพูด แต่ผู้ที่ท่านยึดแต่ภาษา อย่างที่ผู้เขียนมาบอกว่า อธิวจนะกับบัญญัติไม่เหมือนกัน พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าอย่ามาทำลายหรือลบล้าง ที่ทำให้บัญญัติของพระพุทธเจ้าเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนไป หรือไปบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ อาตมาก็ไม่ได้ทำถึงขั้น “บัญญัติ” มีแต่ “วจนะ” ที่เรียกเท่านั้น สภาวะนั้นๆให้คนเข้าใจก็ไม่ติดยึดไม่ได้ถือสา แต่คนที่อยากติเตียนก็หาข้อติเตียนหาแง่มุมมาติ เขาก็หาได้ ไม่มีปัญหาผู้ที่จะหาเรื่องมาแย้งก็ดี อาตมาไม่ถือเป็นโทษภัย เขาก็แย้งตามภูมิ แต่เขาแย้งมาอย่างผิดเพี้ยนก็เป็นคนน่าสงสาร ทำให้เขารู้ตัวต่อไป แต่อาตมาคงไปสอนให้เขาฟังยาก ก็ได้แต่แสดงออกในสาธารณะ เขาจะรับฟังด้วยดี หรือจะเพ่งโทสอาตมาก็ห้ามเขาไม่ได้ _ในหน้า 108 ข้อ 77 พีชนิยาม ไม่มีโอฬาริกอัตตา และ มโนมยอัตตา มีแต่อรูปอัตตา แต่ในหน้า 45 ข้อ 23 บรรทัดที่ 4 จากบน อัตตาก็คือ จิตใจของคนที่เป็นพลังงานจิตนิยาม ไม่ว่าใครจะทำอะไร แล้วอะไรคือ อรูปอัตตาที่มีในพีชนิยาม พ่อครูว่า… ก็คือสภาพที่คงสภาพรู้ของเขา เขามีแต่ตัวตนที่ไม่มีรูปเรื่องตัวตนอื่น มีแต่ตัวตนของตนเอง เป็น self ไม่มี selfish มีแต่ความเป็นตัวตนสร้างตัวตนได้เท่าไหร่เท่านั้น ไม่มีไปเปรียบเทียบกับใคร โดยเฉพาะไม่อยากมีตาหูจมูกลิ้นกายใจ โดยเฉพาะมโนมยอัตตาที่จะพิสดารมาก ที่จะเป็นสิ่งที่คนอื่นรู้ด้วยไม่ได้ ส่วนมโนมยอัตตาไปยึดเอาโอฬาริกอัตตาไปสร้างเองได้ กำหนดเองแต่งเอง ขึ้นมาเอง โดยไม่มีเลยจากอะไร คิดสร้างเองก็ได้ จนกระทั่งไม่มีเลย แม้แต่ลืมตาไม่ได้ยินเสียงภายนอก แต่คนมีมโนมยอัตตาสามารถเห็นได้ยินอย่างกับมีผัสสะ 5 จากภายนอกได้จริง เหมือนกับคนเห็นผี ที่ไม่มีตัวตนแต่เขาปั้นเห็นได้จริง แต่พลังงานของพีชะมันไม่ถึงขนาดมีโอฬาริกอัตตา หรือมโนมยอัตตา มีพลังงานน้อยแต่ระดับอรูปอัตตา _พ่อท่านโปรดอธิบาย อสัญญีสัตตายตนะ กับเนวสัญญานาสัญญายตนะว่าอะไรเป็นรูปอะไรเป็นนาม พ่อครูว่า… อายตนะ คือทรงอยู่ คำว่าอธรรมไม่ได้หมายถึงสิ่งไม่มีตัวตน แต่มีในตนที่เป็นธรรมะที่ไม่ดีไม่ควร เมื่อล้างอธรรมออกจากตน ตนก็มีธรรมะที่ทรงอยู่ตราบที่ตนไม่ตาย คำว่า “อสัญญีสัตตายตนะ” กับ “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” เป็นอายตนะสองสุดท้าย คู่สุดท้าย ถ้าผ่านสองอันนี้ก็เป็นภูมิสัญญาเวทยิตนิโรธ คำว่าอสัญญีสัตตายตนะ กับเนวสัญญานาสัญญายตนะ อันไหนเป็นนามอันไหนเป็นรูป เนวสัญญาฯเป็นสัญญา ส่วนอสัญญีสัตตายตนะ คือสัตว์ พยัญชนะก็บอก อายตนะคู่สุดท้าย คุณต้องทำเนวสัญญานาสัญญายตนะนี้สำเร็จสูงสุด เมื่อสูงสุดอายตะก็สมบูรณ์แบบรู้จบ เป็นผู้มีอสัญญี คือไม่ต้องทำสัญญากำหนดรู้แจ้งจบ สัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ ได้ใช้สัญญาทำงานเคล้าเคลียอารมณ์ หรือจบสุดแล้ว เวทนาทั้งหลาย รู้จบแล้วเกิดนิโรธ มี(โหติ) เป็นแล้วเป็นนิโรธสมบูรณ์แบบ คำว่าอสัญญีสัตตายตนะคือ อายตนะของสัตว์ตัวสุดท้าย ที่คุณทำได้สำเร็จไม่ต้องเป็นผู้สัญญาอีก ก็จบคำว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ (ภพหรือสัตว์) ยังเป็นสัตว์ขั้นสุดท้ายในสัตตาวาส 9 นี่คือ ธรรมะคู่สุดท้าย คำว่า “อสัญญีสัตว์” กับ “อสัญญีสัตตายตนะ” ต่างกัน ถ้าจะเรียกว่า “อสัญญีสัตว์” คือ สัตว์ที่ไม่ต้องทำงานอีกแล้วอสัญญี หรือมีความหมายอีกอันหนึ่งคือ สัตว์ที่ไม่มีสัญญา ไม่กำหนดสัญญา สัญญาไม่ทำงาน ไปดับสัญญาไว้ แต่ไม่ใช่ผู้มีอสัญญีสัตตายตนะ สมบูรณ์ ส่วน “อสัญญีสัตตายตนะ” คือ อายตนะสุดท้ายของสัตว์ ที่ทำงานจบอสัญญี อสัญญีที่มีความหมายอย่างสัมมาทิฏฐิจึงไม่มีสัญญาอย่างจริง แต่ที่จริงก็มีสัญญาอยู่ในของพุทธ เหมือนกันไม่มีเวทนาแต่มีเวทนาเป็นธรรมดา นี่ก็เหมือนกัน แต่อสัญญีสัตว์ของพวกมิจฉาทิฏฐิคือ ไปดับไม่ให้มันทำหน้าที่เท่านั้น อสัญญีสัตว์อยู่ในลำดับ 5 ของสัตตาวาส 9 คำว่าอสัญญีสัตว์ใช้กับมิจฉาทิฏฐิ ส่วนสัมมาทิฏฐินั้น เป็นสัตว์จิตสะอาดบริสุทธิ์ ท่านเรียกว่าพรหมสัตว์ ก็สะอาดบริสุทธิ์

_ อุปาทายรูป 24 แบ่งต ามประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน 1.ประโยชน์ตนคือ... ปสาทรูป 5 โคจรรูป 4 ภาวรูป 2 หทยรูป 1 ชีวิตรูป อาหารรูป ปริเฉทรูป 2.ประโยชน์ท่านคือ...วิญญัติรูป 2 วิการรูป 3 ลักขณรูป 4 ถามว่าแบ่งเช่นนี้ถูกหรือไม่.. พ่อครูว่า… จริง ประโยชน์ตนของใครแทนกันไม่ได้ ปสาทรูป โคจรรูป ก็ของใครของมัน ภาวรูป คือธรรมะสอง หทยรูป คือตำแหน่งที่เราสัมผัสได้ เรามีความรู้สึกก็ตามอ่านอาการได้ตรงไหนก็ตรงนั้นไม่มีสถานที่แหล่ง เป็นตัวที่เกิดภาวะจริงในปัจจุบัน ผู้ที่จับตัวอาการหทยรูปนี้ได้ ชีวิตรูป คือมันยังไม่ตายไม่หาย ไม่ดับสนิท มีพลังงานอยู่ เราอ่านอาการมันออกว่าเป็นชีวะ ในชีวิตของมันก็แบ่งเป็นพลังงานเรียกว่า ชีวิตินทรีย์ เป็นพลังเป็นอาการที่ดิ้น เคลื่อนที่อยู่ จะแรง เบา น้อย เป็นอินทรีย์ ถ้าอินทรีย์ที่เป็นชีวะน้อย คุณต้องมีคุณภาพ มีพลังงานให้ชีวิตน้อยนี้ดับ หรือพลังงานอ่อนเป็นอินทรีย์ คือพลังที่อ่อนที่ด้อยกว่าพละ จบสุดก็เป็นพละ 5 อินทรีย์_พละ 5 คือศรัทธา วิรยะ สติ สมาธิ ปัญญา แล้วอาหาร 4 ตั้งแต่กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ปริเฉทรูป คือตัดส่วนตัดกรอบเท่าที่จะทำได้มาทำ เป็นปริเฉท chapter หรือเรียก concept หรือcontext คือตัดกรอบมาเฉพาะอันหนึ่ง ภาวรูป 2 คือความต่างกันมีอันที่ดี กับอันที่ไม่ดี คือปุริสภาวะ(ดี) อิตถีภาวะ(ไม่ดี) ในที่ปฏิบัติกันอุปาทายะคือ ให้ทำไปตามลำดับ ตั้งแต่กวฬิงการาหาร แต่ในนั้นก็มีจะมีผัสสะ มีวิญญาณ ร่วมด้วย เมื่อคุณเรียกโภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ก็ต้องมีงาน มีรูปแน่ จากหทยรูป ไปก็นับหนึ่ง ส่วนวิญญัติรูป มีวิการรูป กับลักขณรูป ต่อจากนั้นคือ ลหุตา ต้องให้อยู่ในฐานเบาก่อน ทำประโยชน์ท่านต้องไม่ให้แรง ให้ถ่อมตนเข้าไว้ ต้องเอาให้ตื้นตามฐานะของตน อย่าเห็นช้างขี้แล้วขี้ตามช้าง ต้องให้แน่ใจถึง 70 - 90 % ถึงจะทำ เพราะเราไม่ได้หวังจะเอาอะไรนี่นา ถ้าไม่แน่ใจจะเสียผลก็ไม่ควรจะทำ ชรตา เมื่อหมดพลังงานจะต่อมันก็เสื่อมลง แต่ทุกอย่างก็ต้อง อนิจจตาคือไม่เที่ยง มีเที่ยงแท้อย่างเดียวคือนิพพาน

_สัตตาวาส 9 คือวิญญาณฐีติ 7 อายตนะ 2 ใช่หรือไม่ พ่อครูว่า… ใช่

_ขอพ่อครูอธิบายซ้ำเรื่องรูปกายนามกาย พร้อมยกตัวอย่างประกอบ พ่อครูว่า… รูปคือ สิ่งที่ถูกรู้ กายคือองค์ประชุม นามคืออาการของจิตทั้งหมด กายคือองค์ประชุม องค์ประชุมของนาม คือองค์ประชุมของความรู้สึกทั้งหมด ส่วนรูปคือ สิ่งที่ถูกรู้ รูปจิต อรูปจิต รูปจิตคือ สิ่งที่ถูกรู้ อรูปจิตคือ สิ่งที่ถูกรู้ เป็น object ไม่ใช่ subject เช่น สุขเวทนา คือนาม คุณก็อ่านว่าสุขเวทนาคืออย่างไร ทุกขเวทนาคืออย่างไร มันถูกเรารู้คือรูปจิต อรูปจิต หยาบก็รูปจิต ละเอียดก็อรูปจิต ต้องอ่านไม่ใช่เดา ต้องรู้จักกัน แตะกันสัมผัสกันมีธรรมะ 2 ที่คุณต้องรู้มัน จนมันมีตัวถูกรู้ กับนามที่ไปรู้ เป็น subject ส่วนรูปคือ object

_เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ เหมือนหรือต่างจาก พ่อครูว่า… เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ คือหลากหลายทำให้เป็นหนึ่งได้ ทีนี้ธรรมะ 2 คือเทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ อะไรก็ตามที่จับตัวเป็น 2 ก็คือ เทวธัมมา ส่วนทวเยนคือ ทำให้เวทนารวมเป็น 1 แต่เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ เป็นคำกว้างๆ แต่ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ คือหลายหลากมากมาย ทำให้เป็น 1 ได้ก็เท่ากับทำเทวธัมมา จับคู่เป็น 2 แล้วมาทำ ทวเยนะ เวทนายะคือ จำเพาะลงที่ทำเวทนา 2 ให้เป็น 1 คุณจะมีเวทนากี่ตัวก็จับคู่แล้วทำให้เป็น 1 ได้ เป็น 1 ได้ก็อยู่กับ 2 นี่แหละ คือโดยส่วน 2 คือทำเวนา2ให้เป็น1 เช่น เวทนาที่เป็นกุศลกับอกุศล ทำให้เป็นเนกขัมสิตะถาวรไม่เป็นเคหสิตะอีก ก็เป็น 1

_มีคนท้วงคำว่าอัตรา น่าจะเป็นคำว่าอัตตา พ่อครูว่า… อัตราถูกแล้วคือ มีการเพิ่มการขยายตามอัตรานั่นเองคือ จากพีชนิยาม จะมีอัตราขยายจนจะเป็นจิตนิยามตอนไหน พีชนิยามคืออยู่ในสามเหลี่ยมนี้ไม่ออกไปเป็นสี่เลย ออกไปก็เป็นพลังงานทิ้งไป ไม่รวบรวมพลังงานที่เลยกรอบสามนี้เลย ตัวที่รวมตัวเป็นฟิวชั่นก็จะเป็นตัวตน พีชนิยามเอาแต่พลังรวมของตน ส่วนฟิวชั่นพีชนิยามไม่เกี่ยวเลย มันปล่อยไปหมด มันจึงไม่ออกเป็น 4 แม้มี 4 ก็เป็นกัมมันตรังสี แต่ตัวมันไม่เกี่ยว มันจะแบ่งขีดเมื่อขึ้น 5 ใน 9 ก็คือตัวเกินครึ่งใน 9 เป็น 7 ก็จะเที่ยงแท้นิยตะ เป็นสัมโพธิปรายนะ ไปสู่ 8 ไปสู่ 9 ได้ แต่ถ้า 4 ก็ยังถ้า 5 ก็ตรงกลาง จะเป็นหรือไม่เป็นก็ได้ ถ้าหดลงก็ชรตา ถ้า เป็น 6 ก็ไม่แน่ อาจโดนสลายได้ แต่ถ้ามีกรรมตัดรอนแข็งแรงก็ขาดได้แต่มันก็มีภาวะที่จะเจริญแล้วแต่ถ้าเป็น 7 ก็นิยตะ พีชนิยามจะมาเป็นจิตนิยาม เมื่อใดต้อง 7 ขึ้นไปจะแน่นอน

_เวลาที่พ่อท่านอธิบายเกี่ยวกับโลก และอัตตา หรืออัตตาย่อมเสวยเวทนาเป็นธรรมดา ก็เข้าใจดีแต่จะให้สื่อออกมาพูดให้คนอื่นฟังก็ไม่รู้จะสื่อออกมาอย่างไร เป็นเพราะเข้าใจแค่ภาษา แต่ไม่มีสภาวะ แต่ถ้าไม่มีสภาวะก็ทำไมเข้าใจ พ่อครูว่า… คนที่เข้าใจได้แต่ปฏิบัติไม่ได้มีเยอะ แต่คนที่ปฏิบัติได้แต่ไม่มีภาษาสื่อออกก็มี มีแต่นามธรรม คนที่ทำได้จริงๆ เร็วกว่า แต่คนที่ไปหลอกกันว่าให้มีบัญญัติภาษา มันง่าย เขาก็ไปเรียนแต่บัญญัติภาษา เขาเอาแต่บัญญัติไม่ทำจิตเลย ก็ไม่มีวันทำจิตได้ แต่คนที่ทำจิตได้จะเรียกบัญญัติง่ายกว่า เช่นคนที่ปรุงยาเป็น คนที่ทำเป็นแล้วง่ายกว่า คนที่รู้แต่ชื่อยาก็ยากที่จะผสมยาได้ สรุปแล้วเจโตก็บรรลุเร็ว พระโมคัลลานะบรรลุ 7 วัน พระสารีบุตร 15 วัน จอมปัญญา จอมฉลาดอย่าหลงตนเอง เจียมตัวเสียบ้าง คนที่บรรลุเจโตเขาหมดทุกข์แล้วสบายแล้วแม้ไม่ไปบอกใครได้แต่ปัญญาไม่บรรลุเลย เอาแต่บอกคนอื่นได้เวลาตนทุกข์ก็ทำใจไม่ได้ หมดคำถามวันนี้

ต่อเรื่อง มหานิทานสูตร ข้อ 65 ต่อ [65] ดูกรอานนท์ วิญญาณฐิติ 7 อายตนะ 2 เหล่านี้ วิญญาณฐิติ 7 เป็นไฉนคือ 1. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์ และพวกเทพบางพวกพวกวินิบาตบางพวก นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 1 พ่อครูว่า… สัตว์อันที่ 1 นี้ยังปฏิบัติอะไรไม่ได้เลย จะไม่รู้จักกาย รู้จักเทวดาด้วยซ้ำ แต่ตกนรกขึ้นสวรรค์หอฮ่อตลอดกาล 2. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพผู้นับเนื่องในชั้นพรหมผู้บังเกิดด้วยปฐมฌาน และสัตว์ผู้เกิดในอบาย 4 นี้เป็นวิญญาณ ฐิติที่ 2 พ่อครูว่า… อันนี้คุณมีสัญญามิจฉาหรือสัมมา ถ้ามีสัญญาสัมมาก็จะได้กายสัมมา ยังไม่สำเร็จก็ไม่สัมมาแต่สัญญาต้องสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้เรียนรู้ว่าทำทานต้องทำเช่นนี้ เมื่อสัมมาก็จะทำฌาน 1 ได้อย่างที่อาตมาพาทำแต่ทำให้จิตไม่มีนิวรณ์ได้ คุณลืมตาปฏิบัติก็ทำให้ไร้นิวรณ์ได้จนทำได้ดีสมุจเฉทปหาน ก็ทำทวนปฏิสัทธิ จนนิสรณปหาน แต่ทำฌานแบบหลับตา ก็เพ่งไม่ให้เกิดนิวรณ์ได้ แต่ได้แค่สะกดนิ่งไปแล้วก็มีลักษณะคุมเชิงว่าในใจเราจะต้องมีการเห็นอะไรเหมือนมีแสงสว่าง ความจริงแล้วในการหลับตาไม่มีแสงสว่าง แต่ที่เห็นอันนั้นอันนี้อยู่มันเป็นมโนมยอัตตาทั้งนั้น คุณหลับตาโดยที่คุณไม่มีอุปาทานอะไร หลับตามันก็มืด แต่ถ้าเห็นแสงก็คืออุปาทานคนสัมมาทิฏฐิจริงๆหลับตาก็จะมืดไม่เห็นแสง แต่ถ้ามีคือ อุปาทาน เมื่อสัมมาทิฏฐิก็ปฏิบัติสมาธิแบบ supra concentration ส่วนปฏิบัติสมาธิสะกดจิต ก็มีจิตให้เกาะกสิณนิ่งจนสำเร็จ ก็นิ่งได้ กลางได้ แต่ยิ่งไปกำหนดว่าต้องสว่างอากาสาฯ โล่งไกลโปรงใส่ไม่มีสิ้นสุดก็อยู่กับอาภัสรา เป็นสายสร้างภพสว่างเป็นอาภัสรา ส่วนสายที่ดับก็ไม่เอาสว่างต้องดับให้ไม่มีอะไร แม้แสงสว่างหรือจิตไม่ต้องรู้อะไร หากรู้สว่างหรือว่างก็ตาม พวกนี้เรียนว่านิโรธคือดับ แต่สายธรรมกายไม่มีดับ เอาแต่สว่างให้มีพระพุทธเจ้าอยู่พุทธเกษตร ยังไปถวายข้าวพระพุทธเจ้าได้ การนั่งหลับตาสะกดจิตมีสว่างกับมืด ที่มิจฉาทิฏฐิ ก็ได้กายสว่างกับกายดำมืด แต่ถ้าคุณทำสัมมาทิฏฐิก็ได้กิเลสหมด ก็ได้สภาพโล่งสบายจากกิเลส ไม่มีตัวประกอบที่ต้องมัวหมองอีก ไม่ได้ดับดำมืด แต่สว่างรู้โลก คนละโลกกับโลกที่ใสแบบสร้างภพ พวกธรรมกายเขาสร้างปั้นใสในจิต โสดาบันก็ใสอีกแบบ สกิทาฯก็ใสอีกแบบ จนอนาคาฯอรหันต์ก็จะใสคนละแบบใสๆๆๆ สมมุติภาษาแล้วให้คนปั้นเป็นมโนมยอัตตาไป กายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกันคือ ไม่มีนิวรณ์เหมือนกัน คือสัญญาอย่างเดียวกัน แต่กายที่ได้ต่างกัน ของลืมตา ฆ่าอบายจริง เช่น อบายติดส้มโอ ก็ฆ่ากิเลสติดส้มโอ แต่ก็ไปติดมะม่วงมะละกอต่อเป็นต้น ก็ลืมตาแต่ที่ไปหลับตาไม่ได้แยกแยะวิเคราะห์จิตเลย 3. สัตว์มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกเทพชั้นอาภัสสร นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 3 พ่อครูว่า… คุณลืมตาก็ใสสว่างเพราะกิเลสตาย มันไม่มีกิเลสมาเลยมันตายแล้ว ก็ได้กายที่ใส ที่สะอาด ไปสร้างภพเขาก็ได้กายใสสะอาด แต่การกำหนดความใสสะอาด คือมโนมยอัตตา ไม่ได้กำหนดรู้กระทบสัมผัสทวาร 5 แล้วล้างกิเลสให้จิตใจ ในขณะที่คุณเองได้ภพใส นามของคุณก็กำหนดรู้ว่าใส 4. สัตว์ที่มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพ ชั้นสุภกิณหะ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 4 พ่อครูว่า คือเทพสุภกิณหะ คือของงามของดีที่ควรได้ แต่คุณไปกำหนดสิ่งที่ควรได้ตามที่คุณกำหนดว่านิโรธ สัมมาทิฏฐิก็กำหนดนิโรธอย่างหนึ่ง ของมิจฉาทิฏฐิก็กำหนดนิโรธอย่างเขา จิตที่ดับก็คือนิโรธ แต่หมดนิวรณ์ 5 เขาดับอย่างดับจิต แต่ของสัมมาทิฏฐินี้ดับนิวรณ์ 5 จริงๆ คำว่านิโรธนี้ องค์ประกอบของขณะที่เข้านิโรธ หลับตาเขาก็ไม่มีนิวรณ์ 5 แต่ตอนออกมาจากหลับตาเขาไม่มีฌาน เขากำหนดกิณหะคือนิโรธดับเขาก็ว่าสุภะของเขา แต่สัมมาทิฏฐินั้นรู้จักตัวกิเลสหมด ก็คือนิโรธสัญญาอย่างเดียวกัน แต่กายก็ว่าได้นิโรธองค์ประชุมรูปนามอย่างเดียวกัน แต่พวกมิจฉาทิฏฐิได้นิโรธแต่ตอนหลับตาทำ แต่พอตื่นมาไม่มี มันได้ตามที่เขาสัญญาว่าดับ แต่สัมมาทิฏฐิฆ่ากิเลสได้ถาวร แต่ไม่มีนิวรณ์ไม่มีกิเลสได้เหมือนกัน ของมิจฉาทิฏฐิไม่เที่ยง แม้จะสะกดจนลืมตาก็ไม่มีแต่สะกดไว้ ไม่ได้ฆ่าสุดท้ายก็ต้องฟื้นไม่เวลาใดเวลาหนึ่ง นิโรธเหมือนกัน สัญญาก็เหมือนกัน สุภะเหมือนกัน เขาก็ทำสำเร็จด้วย ส่วนนิโรธพุทธสำเร็จนิรันดร 5. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุด มิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆะสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 5 พ่อครูว่า ถ้าเผื่อว่าเป็นมิจฉาเขาก็สู่ภพ เป็นมโนมยอัตตาใสว่าง แม้ได้ฌาน 4 ก็เป็นภาวะที่สัญญากำหนดหมาย สัญญาของแต่ละคนก็สัญญาว่า มันไม่ค่อยว่างโล่งโปร่งก็ไม่หมด โลกมีแรงดึงดูด มีอากาศ ตัวเรายังไม่เบาไม่โล่งเท่าไหร่ แต่ถ้าเราหลุออกนอกโลกจะเบา คุณก็ใช้สัญญาใช้จินตนาการ พอเขานั่งสะกดจิต เขาก็จินตนาการได้ว่าเขาหลุดออกนอกโลกได้ เบาว่างโล่ง อาตมาเคยทำได้ แม้ตอนเป็นลิงลมอมข้าวาพอง ก็ทำได้ ได้รูปฌาน อรูปฌานก็หลุดออกไปนอกอวกาศปึ๊ง ไม่แปลกใจที่มหาบัวบอก หรือฝรั่งที่มาบอกว่าเคยทำได้แล้วก็ตามหาอาจารย์ให้เขาทำได้อีกให้ได้ ขณะที่คุณเสพอาการว่างคือ สภาวะอากาสานัญจายตะ เสพรส เช่นเดียวกับคุณตกภวังค์คุณไม่รู้ตัวเองหรอก แม้ลืมตาก็เป็นได้เสพรสว่าง แต่ไม่รู้ตัวเองอันนั้นคือ สภาวะอากาสานัญจายตนะในภพนั่งหลับตาทำ ก็มีแต่เวทนารู้สึก แล้วก็ไม่ยอมออกมันว่างย่ิงกว่าอุเบกขา ถ้าจะเป็นอากิญจัญญายตนะ เพราะคุณเรียนมากว่ามีแต่สว่างโล่งก็ไม่ใช่การดับ ก็ต้องดับต่ออีก ไม่ให้รู้อะไรเลยแม้นิดหนี่งน้อยหนึ่ง สะกดจิต ต่อไป แต่สะกดอย่างไรธาตุรู้คือจิต มันต้องรู้ตัวขึ้นมาแวบ แต่อาฬารดาบสไม่มีความสามารถรู้แวบนี้ได้ แต่อุทกดาบสก็สามารถรู้แวบได้ แต่เนื่องจากมิจฉาทิฏฐิที่ต้องดับต่อก็เลยดับต่ออีก นี่คือภพภูมิสุดท้ายแล้ว ของพวกนั่งหลับตา คนนี้มีภูมิมากว่าอาฬารดาบส ส่วนฌานของลืมตานั้นก็เอาลืมตาเลย ไม่ไปแบบหลับตา สภาวะมสนิการคือ ทำใจในใจ เพราะดับปฏิฆะสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 5 ที่ว่าดับปฏิฆสัญญา คือเมื่อมีสภาวะปฏิฆสัมผัสโส ก็กำหนดรู้เลย ทำการดับเวทนาให้เป็นหนึ่ง จนหมดภาวะที่มี action, reaction จนนิ่งไม่เป็น ฆ เลย แม้เป็นธุลีละอองก็ไม่มี แสดงว่าคุณกำหนดรู้ทุกอย่างตั้งแต่รูป ถึงอรูป ล่วงรู้สิ่งที่รู้มาหมดเลย แม้จะกระทบก็ไม่มี ฆ ไม่มีธุลีละอองเลย ไม่มีตัวที่จะให้ดับจากจิตเลย แม้จะปฏิฆะก็ไม่มี ฆ เกิดเลย อมนสิการก็แปลว่าจบไม่ต้องทำใจในใจอีกเลย แต่เขาแปลว่าไม่ใส่ใจ ก็คือปล่อยมันช่างมันไม่เกี่ยวไม่ใช่เลย แต่แท้จริงคือใส่ใจจนจบกิจแล้วไม่ใส่ใจถึง นานัตสัญญา คำว่านานา หรือนานัตแปลว่าอัตตาต่างๆ ต้องกำหนดรู้อัตตาต่างๆมีสภาพเช่นนี้เรียกว่าอมนสิการไม่ต้องทำอีกแล้วในอัตตาต่างๆ ทั้งกามรูป รูปรูป อรูปรูป รูปราคะ แม้มานะ อุทธัจจะ ไม่มีธุลีละออง ไม่มี action , reaction เลย แต่ไม่มี ฆ เลย จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน