581228_ธรรมะภาคค่ำ ว.บบบ.ครั้งที่ ๔ มหานิทานสูตร ตอน ๑.docx
เนื้อหาในไฟล์
581228_รายการธรรมะภาคค่ำ ว.บบบ.ครั้งที่ 4 ที่บ้านราช เรื่อง มหานิทานสูตร ตอน 1 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ (ซ้ำ)
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน มหานิทานสูตร ตอน 1
พ่อครูว่า… วันนี้วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม 2558 เป็นวันแรกที่จะเริ่ม เทศนาในงานนี้งาน ว.บบบครั้งที่ 4 ก็จะเทศนาเกี่ยวกับ “มหานิทานสูตร” คนเราเกิดมามีนิทานเรื่องราวเกิดขึ้นตั้งแต่เกิดจนตายเกิดจากเหตุสมุทัยปัจจัย รวมแล้วเรียกว่าเหตุนิทานสมุทัยปัจจัย เป็นองค์ประกอบที่ปฏิสัมพัทธ์กันต่อเนื่อง เป็นอิทัปจยตา หรือปัจยการ เหตุเป็นตัวเกิดก่อน ปัจจัยเป็นตัวเกิดเนื่องกันไป แปรทับกันซึ่งมันกลายเป็นต้นเหตุต่อกัน ยิ่งมีสมุทัยมาอีก มันก็จะเกิดแปรไปอีกเป็นปัจจัยใหม่ ปัจจัยก็เป็นเหตุให้เกิดสมุทัยอันใหม่ในปัจจุบันนั้นอีก เป็นปัจจุบันใหม่ที่แปรเปลี่ยน เป็นปัจจัยใหม่แล้วก็มาเป็นเหตุอีก ก็เป็นสมุทัยใหม่ จัดการสังเคราะห์สังขารกันเกิดเป็นปัจจัยใหม่อีกก็กลายเป็นตัวให้ดีก็มีสมุทัยใหม่อีกเป็นอย่างนี้ไปตลอดกาลนาน พระพุทธเจ้าเรียนรู้ว่าถ้าเปลี่ยนแปลงสมุทัยได้ ซึ่งสมุทัยเป็นตัวบอกแจ้งอาการของจิตเจตสิกต่างๆในพลังงานของจิตนิยาม จิตเป็นตัวรวมทั้งหมดตั้งเเต่อนุสัยมาจนกระทั่งจิตที่เกิดอยู่กับปัจจุบัน และกำลังจะมีตัวใหม่ที่จะเกิดขึ้นมาแล้ว เราก็จะเกิดเหตุตัวใหม่เกิดสมุทัยตัวใหม่ มีการสังเคราะห์สังขารขึ้นไปอีก อาการจึงเป็นตัวสำคัญที่สุดที่จะต้องเรียนรู้ การท่องในสมัยพระพุทธเจ้ามี สังคีติ กับ สังคายนา พระธรรมบทของพระพุทธเจ้านี้จะสาธยายได้เพียงทีละคนเดียว โดยเอาความจำของตนท่องเพื่อตรวจสอบ ทำไมพระพุทธเจ้าไม่ให้ท่องพร้อมกัน เพราะว่าตอนนั้นศาสนาอื่นก็ท่องกันเป็นหมู่ ที่หลงกันทุกวันนี้บอกว่าสวดมนต์มากแล้วจะเป็นอานิงส์ ป่วยไข้จะหาย เจริ
อ่านต่อ
ญขึ้น อย่างนี้เรียกว่า มนตรยาน ศาสนาอื่นก็ทำกัน พระพุทธเจ้าเลยตราพระวินัยว่าอย่าเอาธรรมบทไปสวดพร้อมกันตั้งแต่สองรูปให้ฆราวาสฟัง สองสวดด้วยคำอันยาวลากเสียงใส่ทำนอง อันนี้ก็ผิดนี่เป็นความผิดของการไม่ประสีประสาเรื่องศาสนา แล้วก็เอามาสวดทำมาหากินอีก การสาธยายกับอธิบายก็ต้องสาธยายอธิบายคนเดียว คนไม่เข้าใจก็ไปสวดพร้อมกันทีละมากรูป คนที่สวดเขาก็ท่องจำทำตามกันมา จะไปลงโทษคนทุกวันนี้ก็ไม่ได้ที่เขาสวดกันนี้ แต่มันเป็นเรื่องผิด พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็มีลัทธิเหล่านี้แล้ว พุทธเจ้าบอกว่าเป็นของไม่มีประโยชน์ให้มีคุณค่า เป็นเรื่องมอมเมา ท่านก็เลยออกพระธรรมวินัยของท่านเอง การไปสวดพร้อมกันเรื่องอื่น อย่างประณามคาถา คือคำที่ร้อยกรองมาเป็นคำสรรเสริญพุทธคุณ พวกที่ท่องได้ท่องพร้อมกันก็ไม่ผิดพระวินัย เช่น เขาท่องศีล ๘ เป็นคำประณามคาถาไม่ใช่ธรรมบท มหากาฯ เป็นคำแต่งขึ้นไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าแม้แต่ภวตุสัพฯ ก็เป็นคำแต่ง ไม่ใช่ธรรมบท สงฆ์จะสวดพร้อมกับฆราวาสก็ได้ การที่เขาจะยกย่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เป็นธรรมดา การจะไปสวดมนต์ข้ามปี ก็ใช้ประณาคาถาได้แต่อย่าเอาธรรมบทมาสวด ซึ่งธรรมบทต้องสวดทีละรูป อย่างอาตมาเอาธรรมบทมาสาธยายคนเดียวอย่างนี้ไม่ผิด การสวดที่จำเอาไว้เรียกว่า สังคีติ วันนี้อธิบายการเอาธรรมบทของพระพุทธเจ้ามากล่าวต่อหน้าสาธารณชน ก็เป็นเริ่องผิดธรรมวินัย ศาสนาพระพุทธเจ้าทุกวันนี้กลายเป็น ศาสนามนตรยาน ตอนนี้ศาสนาพุทธเหลือเป็นมนตรยาน ไปออกงานพิธีไหนก็มีแต่สวดอย่างเดียว บางทีใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆก็เป็นสวดอย่างเดียว สาธยายก็มีน้อย ก็ยังดี แต่ไปอาศัยสวดนี้เลยกลายเป็นเครื่องมือสร้างลาภ ยศ สรรเสริญให้แก่ผู้สวด ที่เขานึกว่าถ้าสวดแล้วจะเป็นมงคลเป็นกุศลก็เสียเวลา การสวดแล้วคนฟังจับคำความได้เข้าใจปฏิบัติได้ก้าวหน้าอย่างนี้มีประโยชน์จะมีบ้างไหม
มหานิทานสูตร เป็นสูตรที่ ๑๕ ของพระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ นี้
๒. มหานิทานสูตร (๑๕) [๕๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้: สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ กุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ นามว่า กัมมาสทัมมะ ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึง ที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลความข้อนี้กับ พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมา ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ปฏิจจสมุบาทนี้ลึกซึ้งสุดประมาณ และปรากฏเป็นของลึก ก็แหละถึงจะเป็นเช่นนั้น ก็ยังปรากฏแก่ข้าพระองค์ เหมือนเป็นของตื้นนัก ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ปฏิจจสมุปบาทนี้ ลึกซึ้งสุดประมาณและปรากฏเป็นของลึก ดูกรอานนท์ เพราะไม่รู้จริง เพราะไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมอันนี้ หมู่สัตว์นี้ จึงเกิดเป็นผู้ยุ่งประดุจด้ายของช่างหูก เกิดเป็นปมประหนึ่งกระจุกด้าย เป็นผู้เกิดมาเหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง จึงไม่พ้นอบาย ทุคติวินิบาต(คือนรกที่ต่ำ แบบไม่มีที่ต่ำไปกว่านี้อีกแล้ว นรกลึกสุด ชั่วที่สุดของใครก็ของมัน ทุกคติคือไปกับความทุกข์ อปายะคือไม่เจริญไม่มีประโยชน์) ดูกรอานนท์ เมื่อเธอถูกถามว่า ชรามรณะ มีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ชรามรณะมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีชาติเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ชาติ มีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ชาติมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีภพเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ภพ มีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ภพมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีอุปาทานเป็น ปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า อุปาทาน มีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขา ถามว่า อุปาทานมีอะไรเป็นปัจจัยเธอพึงตอบว่า มีตัณหาเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ตัณหา มีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่ามี ถ้าเขาถามว่า ตัณหามี อะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีเวทนาเป็นปัจจัย
ตัณหาคือ ยึดตัวเรา เพื่อเพิ่มตัวเราไปอีก อยากได้เสพรสมาให้แก่ตนคือ ราคะโลภะ เป็นตัณหา เป็นปัจจัย
เมื่อเกิดตัณหา ตัณหามี ๓ แล้วเวทนาก็มี ๓ ตัณหามี ๓ คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ถ้ากามก็เป็นภพข้างนอก ภว ก็คือภพข้างใน วิภว คือลดภพข้างนอกข้างใน เป็นตัณหาที่ต้องการไม่มีภพชาติเลย ตัณหามีเวทนาเป็นปัจจัย เวทนาก็มีสาม สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ สุข และทุกข์คือโลกีย์ ไม่สุขไม่ทุกข์ที่เป็นอุเบกขาเนกขัมมะคือโลกุตระ ถ้าไม่สุขไม่ทุกข์ก็พักยก เกิดอะไรก็เฉย ที่จริงมันเซ็งมันเบื่อ มันทุกข์แล้ว แต่เป็นเคหสิตอุเบกขาคือปุถุชน สุข ทุกข์ อุเบกขามีได้ในสามัญปุถุชน การล้างอุปาทานกับลดอุปาทานนั้นอาการต่างกัน ฐานะแห่งการศึกษา แหล่งแห่งการศึกษาคือเวทนา เว้นผัสสะเสียแล้วไม่มีฐานะที่จะปฏิบัติได้ ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ คนทั้งหลายต้องรู้จักอาการของกรรม จะดี ชั่ว ทุกข์ สุข เป็นผลจากกรรมทั้งนั้น แต่ละคนจะมีฐานะแห่งฐานคือ กรรมฐาน แหล่งที่คุณจะประพฤติคือกรรมจะไม่มีได้ นักปฏิบัติธรรมทุกคนมีกรรมฐานแหล่งแห่งการปฏิบัติธรรมทั้งนั้น กรรมฐานชาวอโศกคือ กิน(โภชเนมัตตัญญุตา) อยู่(สำรวมอินทรีย์ ๖) หลับนอน(ชาคริยานุโยคะ) ให้ศึกษาอาการความหลับความนอนของพฤติกรรมรวมคือ ปิดทวารทั้ง ๖ แต่หลับนอนของสติคือ ความรับรู้องค์รวมคำว่าสติ มาจากคำว่า สตะ แปลว่า ๑๐๐ คือการตื่นครบ ๑๐๐ เรามีฐานะแห่งการปฏิบัติ กิน อยู่ หลับ นอน เป็นการปฏิบัติที่ไม่ผิดของศาสนาพุทธ การไปหลับตาปฏิบัตินั้น ไม่สามารถทำจิตวิเคราะห์ได้ ไม่เหมือนของพุทธ กรรมฐานของชาวพุทธทุกวันนี้เป็นวิธีสะกดจิตแบบเดิม hypnotize ทั่วโลก ไม่ได้เป็นของยากเลย แต่การวิจัยรายละเอียดของเจตสิก รูปนิพพาน เป็นของยากมาก แต่พระพุทธเจ้าให้ตีกรอบให้ทำทีละปริตตัง ตั้งแต่กรรมหยาบห้าข้อ เป็นรอบต่ำสุดที่ต้องละเว้นแล้ว
เมื่อเธอถูกถามว่าเวทนามีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า เวทนามีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีผัสสะเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ผัสสะมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอ พึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ผัสสะมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีนามรูป เป็นปัจจัย นาม คือธาตุจิตเรา รูป คือสิ่งที่จิตเราไปกระทบแล้วมีปฏิฆสัมผัสโส กระทบทางข้างนอกแล้วไปสู่ข้างใน ถ้าไม่มีธาตุจิตทำงานรับรู้แต่จิตไม่เกิดอาการ นิ่งเฉย ไม่ถือว่ามีธาตุจิตทำงาน ถ้าจิตทำงานก็จะรู้ได้ แต่ถ้าไม่ทำงานจะรู้ได้อย่างไรว่า มีคุณหรือโทษ เกิดหรือดับ จึงต้องตื่นมาให้รู้ แล้วมีปัญญาญาณอ่านอาการได้ มันโกรธขนาดไหนเราก็รู้ได้ การรู้ตามภูมิไปตามลำดับ นาม คือตัวธาตุรู้ของเรา รูป คือสิ่งที่ถูกรู้ มีปสาทรูป โคจรรูป สัมผัสแล้วเกิดวิญญาณ กาย ก็คือข้างนอกรวมกับข้างใน เรียกว่า วิญญาณ ถ้าไม่มีสัมผัสข้างนอกไม่เรียกวิญญาณ ถ้าไม่มีภายนอกแล้วก็มีมโนภายในอีก รูป คือสิ่งที่ถูกรู้ จะเป็นดิน น้ำ ไฟ ลมก็เป็นรูป ส่วน อรูปจิต นั้นเล็กละเอียดจนไม่มีภาษาจะเรียกแล้ว คือไม่มีรูป แต่มันยังมี ผู้รู้จะรู้อาการเคลื่อนไหวของนามธรรมนี้ได้
เมื่อเธอถูกถามว่า นามรูป มีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า นามรูปมีอะไรเป็นปัจจัยเธอพึงตอบว่า มี วิญญาณ เป็นปัจจัย เมื่อ เธอถูกถามว่า วิญญาณ มีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า วิญญาณมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มี นามรูป เป็นปัจจัย มีธาตุรู้ของเรา เมื่อมีการกระทบสัมผัส เมื่อรู้แล้วก็จะรู้ร่วมกับคนอื่น หรือคุณจะบัญญัติเองของคุณก็ช่าง ยิ่งมาพูดกับคนอื่นให้รับรู้ร่วมด้วยก็ยิ่งชัดเจน เรียกว่าสมมุติสัจจะรู้ร่วมกัน อันนี้เรียกว่านาฬิกา ภาษาไทย ก็ที่จริง นาฬิกานี่มันแปลว่าอะไรไม่รู้
ดูกรอานนท์ เพราะนามรูปเป็นปัจจัยดังนี้แล จึงเกิดวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิด นามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงเกิดผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิด เวทนา เพราะเวทนาเป็น ปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็น ปัจจัย จึงเกิดชรามรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัส อุปายาส ฯ พระพุทธเจ้าว่า รูปี คือสิ่งที่จะถูกกำหนดรู้ รูปีรูปานิปัสสติ คือเห็นอย่างสัมผัสทางทวารทั้ง ๕ ภายนอก ต้องสัมผัสถ้าไม่มีสัมผัสคุณก็รู้ไม่ได้ ไม่มีฐานะที่จะปฏิบัติ หรือเรียนรู้หรือทำอะไรได้เลย คุณไม่มีผัสสะ เวทนาไม่เกิด เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา …..จนถึงชรา มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัส อุปายาส ตัวโสกฯนี้เกิดจากชาติ ความเกิดมีแล้วก็ต้องมี ชรา มรณะ อุตุนิยาม เรียกว่ามรณะ พีชนิยามก็มีมรณะ แต่จิตนิยามไม่มีมรณะ มรณะแต่รูปภายนอก แต่จิตวิญญาณไม่มรณะ มันยังต่อเนื่องตลอด จะมรณะตลอดเลย เมื่อคุณเป็นจิตนิยามแล้วก็มีมรณะตลอด สัตว์ก็ไม่ค่อยรู้ อเวไนยสัตว์ คือไม่ค่อยรู้มรณะ แต่มรณะตลอด จนกว่าจะมาเป็น อาริยชน ก็เป็นอมโม ไม่มีมรณะแล้ว มีแต่อรณะ มรณะ คือสงครามของจิตมีตลอด ตราบใดที่ไม่มีอรณะ คือหมดสงครามก็ต้องมีมรณะตลอด เมื่อมีมรณะก็มีสรณะ คำว่าสรณะคือการประกอบสงคราม อาตมานี่ไม่ทำสงครามกับใคร แต่พูดไปกระทบเขา จิตเขามีไม่ชอบได้ คนบางคนก็ชอบ ชอบเพราะอยากได้เป็นของเขา คุณมาชอบอาตมาไม่ได้อยากได้เนื้อหนัง แต่อยากได้วิชชาไปล้างอวิชชาที่คุณติดยึด อาตมาจะหล่อหรือไม่หล่อก็ไม่เกี่ยวหรือใครจะมาเอาความหล่อก็เป็นพระวักกลิ นะ แต่ถ้าอาตมามีความรู้ให้คุณได้ต่อให้พิการก็มาเอา ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ฯ พ่อครูว่า อาตมาเกิดมาพาพวกเรานี้เป็นปางอโศกะคือ ไม่โศก แต่ก็ไม่ค่อยรื่นเริงอยู่ แต่ปาง ๘ จะไม่ใช่โศกะ มีแต่วิรชะ คือจะมีแต่ความรื่นเริง มันต้องให้หมดรชะต่อไป
[๕๘] ก็คำนี้ว่า เพราะ ชาติ เป็นปัจจัยจึงเกิด ชรามรณะ เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิด ชรา มรณะ ดูกรอานนท์ ก็แลถ้าชาติมิได้ มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆทั่วไปทุกแห่งหน คือ มิได้มีเพื่อความเป็นเทพแห่งพวกเทพ เพื่อความเป็นคนธรรพ์แห่งพวกคนธรรพ์ เพื่อความเป็นยักษ์แห่งพวกยักษ์ เพื่อความเป็นภูตแห่งพวกภูต เพื่อความเป็นมนุษย์แห่งพวกมนุษย์ เพื่อความเป็น สัตว์สี่เท้าแห่งพวกสัตว์สี่เท้า เพื่อความเป็นปักษีแห่งพวกปักษีเพื่อความเป็น สัตว์เลื้อยคลานแห่งพวกสัตว์เลื้อยคลาน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าชาติมิได้มีเพื่อความ เป็นอย่างนั้นๆ แห่งสัตว์พวกนั้นๆ เมื่อชาติไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะชาติดับไป ชราและมรณะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลยพระเจ้าข้า ฯ ธาตุ อันนี้อาศัยอยู่ในอะไร เพื่อแอบเสพ เช่นคุณเอง ข้างนอกไม่มี แต่ใจคุณแอบเสพนั้นคือ คนธรรมพ์ของคุณ ท่านก็ยกตัวอย่างเป็นเล็นแทรกในขนพยาครุฑ พยาครุฑคือกาม พวกสวรรค์สูงใหญ่ บินได้เหาะได้ เป็นเจ้าแห่งเวหา ยิ่งกว่ายักษ์ เพราะจับตัวไม่ได้ คนธรรมพ์จึงคือภาวะของเทพ คือดาวดึงสา อาการที่ ๓๓ นี้แหละ ส่วนจตุมหาราชคือ ธาตุรู้คุณต้องแย่งชิงเอาหมดทั้งสี่ทิศ แย่งได้เท่าไหร่ก็มหาราชเท่านั้น ราช คือสิ่งเสพติด เอามาให้ชื่นใจพอใจ คือรชะ วิรชะ คือตัวปลายสุดท้าย อาตมาแปล อโศกะ ว่า ธุลีหมอง ส่วน วิรชะคือ ธุลีเริง อโศก นี้คือต้องมาทำเศษเหลือแห่งความหมอง คนไหนหมดความโศก อยู่ในอโศกเรียกว่าวิรชะ มีแต่ยินดีพอใจ ไม่มีเศร้าหมอง พวกเราเศร้าหมองน้อย เพราะอโศกะระดับ ๗ แต่ที่ระริกระรี้อยู่ก็ต้องลดลงไป จนเกษม เขมังได้ เทพ คือเทวดาดาวดึงส์ เทวดาเสพสุขทั้งหมด ความเป็นคนธรรมพ์คือ ตัวเทพดาวดึงส์ อาศัยแฝงคนอื่น แต่ที่สำคัญคือแทรกในตัวเอง เป็นยักษ์ แห่งพวกยักษ์คือไปแย่งเขา เบียดเบียนเป็นภัยต่อคนอื่น ยักษ์คือ กุหนา ภูติคือ ลปนา คือแฝงเอาจากคนอื่น แต่ยักษ์นี้เปิดเผยที่จะเอาเลย มนุษย์คือ จิตสูงขึ้น ผู้ใดมีการศึกษา รู้จักจิตรู้จักมนะแล้วให้เกิดจิตสูงขึ้นได้ ถ้าทำจิตไม่สูงขึ้น ก็สักแต่ว่าได้ร่างมนุษย์แต่จิตคุณไม่ได้เจริญเลย สูงขึ้นก็มีทิศทางสองทางคือ สมมุติสัจจะ ถ้ามีลาภโดยธรรม ยศโดยธรรม ก็มีโลกธรรมตามปกติมนุษย์แต่ถ้าไม่ได้โลกธรรมโดยธรรม ก็ไม่มีเชื้อมนุษย์เลยคือ สัตว์นรก ไม่ใช่มนุษย์ ได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขอย่างไม่เป็นธรรมคือ สัตว์นรก ท่านยกตัวอย่างถึงกิ้งกือที่เป็นสัตว์เลื้อยคลาน หรือไปถึงพวกไม่มีเท้าเลย พวกนี้ก็เอารูปร่างมายกตัวอย่างที่เป็นสัตว์นี่เท้าสัตว์เลื้อยคลานมีรูปร่าง แต่พวกเทพ คนธรรมพ์ ยักษ์ พวกภูติ ไม่มีรูปร่าง เป็นนามธรรม เรียกว่ายักษ์คือ ร้ายกาจ เป็นยักษ์รุนแรงคือ มหาราช ของยักษ์สี่ทิศ คือจตุมหาราชิกา แต่พวกภูติผีร้ายก็เล็กลงมา จะเป็นปักษีตัวร้าย อย่างเหยี่ยวอินทรีย์ หรือสัตว์บินได้ดึกดำบรรพ์ ตัวโตขนาดไหนที่มันเคยมีมาในโลก สรุปคือร้ายแรงกับเบาลง จากน้ำก็ขึ้นมาบก จากบกไปดิน ทั้งสัตว์ที่เป็นเทพ คนธรรมพ์ ยักษ์ พวกภูติ ก็คือนามธรรม ส่วนตั้งแต่มนุษย์ลงมาคือ รูปธรรมที่มีได้ ครบ สุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส ถ้าคุณสามารถรู้อาการที่สังเคราะห์แล้วรู้ว่า อาการสสัมภาระทางตา สังเคราะห์ผสมส่วนสมดุลก็ไม่บกพร่อง อาการมันก็เจริญสมดุล จะเป็นอาการของตับก็สังเคราะห์สสัมภาระตามหน้าที่อย่างสมดุลสมบูรณ์อยู่ ถ้าคุณอ่านอาการนี้ได้ คุณก็สามารถตรวจอาการของตับได้ อย่างหมอแมะ หรือหมอปัจจุบันใช้ strethoscopeตรวจได้ แล้วก็รักษาให้มันดีขึ้นได้ อาตมายังคิดอยู่ว่า จะรักษาอาการไอของตนเองก็ยังไม่มีเวลา โอกาส ที่จะทำการรักษา ทุกวันนี้ก็เลยมีอาการ หมอทุกวันนี้ก็เลยไม่ชัดเหตุ ก็มีกระเปราะที่หลอดลมที่โตมาเบียด ก็เลยไม่เต็มหน้าที่ มีอาการไป ถ้าเผื่อว่าอาตมาเก่งสามารถมีพลังงานทำให้อันนี้ฝ่อได้ ก็คิดว่าหาย แต่อาตมาจะมีเวลาทำเท่าไหร่ไม่รู้เลย แต่มันก็ไม่ร้ายแรง ถ้าจะอยู่ต่อไปจนอายุถึง ๑๐๐ ก็ไอบ้าง ถ้ามีอาการขยายหรือแฟบลงมันก็มาเบียดตามรูปร่างของมัน มันผมลงก็ขัดข้องได้ มันอ้วนก็ขัดข้องได้ พลังงานก็ต้องไอ เพื่อจะปรับตามสภาพ ที่จริงก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนมากมาย ก็พอเป็นไป นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรที่แย่ ไปตรวจปอด หัวใจ หรืออื่นๆเขาก็ว่าหนุ่มอยู่ทั้งนั้น แต่ไม่ประมาท ก็มีผู้ใกล้เคียงคอยเตือน ทั้งปัจฉาฯก็ดี หรือคุณนิ่มก็ดีเขาก็อยากให้อาตมาอยู่ ที่ท่านตรัสเรียกว่านี่คือ มิได้มีเพื่อความเป็นเทพแห่งพวกเทพ เพื่อความเป็นคนธรรพ์แห่งพวกคนธรรพ์ เพื่อความเป็นยักษ์แห่งพวกยักษ์ เพื่อความเป็นภูตแห่งพวกภูต เพื่อความเป็นมนุษย์แห่งพวกมนุษย์ เพื่อความเป็น สัตว์สี่เท้าแห่งพวกสัตว์สี่เท้า เพื่อความเป็นปักษีแห่งพวกปักษีเพื่อความเป็น สัตว์เลื้อยคลานแห่งพวกสัตว์เลื้อยคลานก็ถ้าชาติมิได้มีเพื่อความ เป็นอย่างนั้นๆ แห่งสัตว์พวกนั้นๆ เมื่อชาติไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะชาติดับไป ชราและมรณะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลยพระเจ้าข้า ฯ เหตุปัจจัยตั้งแต่นามธรรม ถ้าไม่มีชาติมันก็ไม่มีการเกิดอะไรต่อเนื่องอีก การเกิดใดๆคือ ทุกข์ ชาติปิทุกขา ไม่ว่าเกิดเล็กน้อยอย่างใดก็ทุกข์ได้ แม้ทุกข์อย่างอรหันต์ก็มีทรถะ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่ง ชรา มรณะ ก็คือ ชาติ นั่นเอง ฯ (ของพระพุทธเจ้านี่มี system analysis ที่ละเอียดมากกว่าทางโลกอีก ที่เป็นแค่วัตถุ) ก็คำนี้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบข้อความนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่าเพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าภพมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เมื่อภพไม่มีโดย ประการทั้งปวง เพราะภพดับไปชาติจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งชาติ ก็คือภพนั่นเอง ฯ อาการลักษณะพวกนี้คุณรู้ได้ด้วย ญาณปัญญา คนรู้แล้วอาการพวกนี้ไม่มีหรอก พวกโศกปริเทวะอะไร ไม่มีเสียใจปวดใจเจ็บใจ หากคุณรู้สัจจะแท้อาการพวกนี้ไม่มีหรอก ใจคือธาตุรู้มีเท่าไหร่ก็เท่านั้นไม่เว้าแหว่งอะไรนี่ แต่นี่ไปปวดไปเจ็บ อาตมานี่นะมาเข้าใจขัดเจนว่า เราหยุดหายปวดหายเจ็บได้ ทำไมเราโง่นักนะ มันไม่หรอกปวดเจ็บ ใจคือธาตุรู้รู้อาการ แต่อาการ ๓๒ ที่ปวดเจ็บมันก็คือธาตุ แต่ใจไม่มี ใครเสียใจ แล้วมันเสียไปไหน? ใครไปปวดใจ มันเป็นอย่างไร การปวดใจ แต่ที่พูดไปนี้ไม่ใช่อาตมาไม่เคย แต่พอหยุดปวดแล้วก็รู้ว่าแต่ก่อนเราโง่จริง เขาหักอกเรา เราก็ปวดใจ อาฆาตเจ็บใจปวดใจ ฮึ่ม ก็บ้าเองทั้งนั้นโง่เองทั้งนั้น ใช้ความเข้าใจอาการไม่ปกติที่อยู่ในใจคือความโง่ทั้งนั้น พวกนี้มันด่าเรากระทบกระแทกเรา ถ้ามันจริงเขาด่าเราถูกเรา ก็ยอมรับว่าเขาด่าเราถูก แต่ถ้าเขาด่าเราไม่ถูกเราจะเดือดร้อนทำไม เช่นเขาด่าเราไอ้บ้า ไอ้หมา แต่เราไม่ได้เป็น เราก็ไม่เดือดร้อน เขาด่าเราไอ้เหี้ยจะไปเดือดร้อนทำไม คำด่ามันอยู่ที่ปากเขา แต่คุณไปรับมาเองก็โง่ แต่จริงๆคุณไม่ได้เป็นด้วยซ้ำ แต่คุณรับมาทำไมนี่แหละ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย คือ เรื่องราวที่ต่อเนื่องกัน แล้วยึดกันที่นิทานนี่แหละ เป็นเรื่องราว ก็คำนี้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เรากล่าวอธิบายดัง ต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าอุปาทานมิได้มี แก่ใครๆ ในภพไหนๆทั่วไปทุกแห่งหน คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน เมื่ออุปาทานไม่มี โดยประการทั้งปวง เพราะ อุปาทานดับไป ภพจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ “กามภพ” คือ ลักษณะยึดเป็นแดนเป็นภพมีสิ่งเหล่านี้อยู่ในจิตแล้ว คุณยึดมันจึงมีภพ ยึดคืออุปาทาน ยึดในความใคร่อยากเรียกว่า กาม กามมีทั้งโลภยึดเอามาเป็นของเรา “ราคะ” คือเอามาเสพสัมผัสรสคือกาม คุณเองคุณเกิดยึดจากข้างนอกเรียกว่า “กามภพ” คือ กามคุณ ๕ คุณยึดถือว่าเป็นคุณ แต่แท้จริงยึดมาก็เป็นโทษ คนที่เกิดญาณปัญญาเห็นว่า “อาทีนวะ” ไม่ใช่ “กามคุณ”นะ ทุกวันนี้คนทั้งหลายรู้จักแต่คำว่ากามคุณ ไม่รู้จัก “กามาทีนวะ” ถ้าคุณใคร่อยากได้มา หรือมาเสพรสก็เป็นโทษทั้งนั้น ทั้งที่มันไม่มีตัวตนอะไรหรอก มันก็เป็นรสตามที่มันเป็น ตามสัมผัสทวาร ๕ ตามที่มันเป็นของมัน มีความรู้สึกต่อการสัมผัสอย่างนั้นๆ ตั้งชื่อกันไปตามภาษา แล้วแต่ชนชาติไม่เหมือนกัน สรุปแล้วกามภพก็เพราะคุณยึดเป็น “กามุปาทาน” ยึดมาเป็นของเราก็คือโลภ ยึดมาเสพรสก็เรียกว่าราคะ เท่านั้นเอง ยึดมาได้ก็เป็นภพ ยึดมาได้ก็เป็นอาการ ยึดได้ก็เป็นกามภพ อาการยึดคืออุปาทาน ยึดภายนอกคือ กามภพ ผู้ที่อยากหนัก ในสภาพนอก ต้องล้างให้จริงไม่ยึดมั่นถือมั่น แม้แต่ข้าวของก็ตาม อย่างชาวอโศกทำงานได้ทรัพย์สินเงินทองหรือวัตถุก็เข้ากองกลาง อะไรที่จะใช้ก็ใช้อยู่ จะยืมใช้ก็ใช้ คนหวงก็หวง มันหายก็หาย จะพังก็พังไม่ได้ยึดเป็นเราเป็นของเรา เราลดความเป็นเราเป็นของเราได้มาก อาตมาว่าพวกเรามีคุณธรรมเจริญไม่ใช่น้อยเลย เราไม่ยึดเป็นเรา เป็นของเรา ได้สงบดีมากเลย แต่ดีกว่านี้ได้อีกไหมก็ได้ แต่ละคนถ้าทำให้ดีกว่านี้จะดีมากเลย อาตมาทำงานมา ๔๕ ปีก็เอาสัจธรรมอะไรมาขยายความ ขณะนี้กำลังขยายความปฏิจจสมุปบาทให้ดีขึ้นได้ เชื่อว่าคนที่อยากจะมาใกล้ชิดศึกษา สำหรับผู้มีธาตุรู้ที่จะหาทางออกหานิพพานให้ตนก็จะมาเพิ่ม เรายังมีที่ดินให้จองอีก การตกลงใจ เพราะอาศัยการตกลงใจ จึงเกิดการรักใคร่พึงใจ เพราะอาศัยการรักใคร่พึงใจ จึงเกิด การพะวง เพราะอาศัยการพะวง จึงเกิดความยึดถือ เพราะอาศัยความยึดถือ จึงเกิดความตระหนี่ เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงเกิดการป้องกัน เพราะอาศัยการป้องกัน จึงเกิดเรื่องในการป้องกันขึ้น
จบ...