581202_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติอโศก ทิฏฐิ ๖๒ ตอน๒.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข4 ธันวาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

581202_รายการ ธรรมาธรรมะสงคราม ที่ สันติอโศก เรื่อง ทิฏฐิ 62 ตอน 2 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันพุธที่ 2 ธันวาคม 2558 แรม 7 ค่ำเดือน 12 ปีมะแม ชีวิตที่ค้นคว้าศึกษาธรรมะก็มีการใช้ชีวิต มีการทำงานอาชีพ แต่การปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธไม่ใช่จะต้องไปหาเวลาไปวัด โดยเฉพาะที่นั่งเพื่อจะนั่งสมาธิหลับตาสะกดจิต แล้วบอกว่านั่นคือการปฏิบัติธรรม หรือไม่ก็พยายามทำสมถะให้เดินหนอ ย่างหนอ ก้าวหนอ คือทำงานอะไรอย่างอื่นไม่ได้ กิริยากายวาจาใจจะต้องถูกจำกัด พยายามหยุดให้มากที่สุดจนหยุดนิ่ง ถึงจะสงบได้ นี่คือความเข้าใจที่มิจฉาทิฐิร้ายกาจที่สุดของศาสนาพุทธ เพราะเป็นความคิดของศาสนาสมัยโบราณที่เป็นความออกนอกรีตของพระพุทธเจ้า สมาธิของพระพุทธเจ้าเป็น supraconcentration ไม่ใช่ดับความรู้สึกหรือให้หยุดนิ่งแต่ของพระพุทธเจ้านั้นยิ่งกิเลสลด จิตก็ยิ่งแข็งแรงมีประสิทธิภาพสูง รู้รอบ รู้เร็ว รู้ไว ยิ่งทำงาน มีเวทนาสัญญาสังขารที่แคล่วคล่องว่องไวเป็นองค์รวมที่ปราดเปรียวยิ่งยงยอดเลย มันคนละขั้วคนละทิศทางเลย นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธขอฝากไปถึงกระแสหลักเลย พวกนักธรรมะ ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ให้ดีๆนะ อาตมาพูดในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ทางธรรม อายุมากแล้ว พูดในฐานะที่บวชนานเป็นรัตตัญญูอยู่ หรือจะมีที่อายุมากกว่าทำมาก็แล้วแต่ แต่ต่อมาก็ผ่านการบวชมา 45 พรรษา ก็ทำการถ่ายทอดดูแลสืบสานศาสนาพุทธมีสิ่งที่ถูกก็บอกสิ่งที่ถูก สิ่งที่ผิดก็บอกว่าผิดอย่างไม่ได้เก้อเขิน ไม่มังกุ ถือว่าเป็นการบอกรุ่นหลังแท้จริง มีใจเกื้อกูลจริง ใครจะหาว่าอวดดีก็แล้วไป ก็เข้าใจ ธรรมะของพระพุทธเจ้าให้รวมลงเป็นหนึ่ง จากสอง ต้องมีสองก่อน จากรูปและนาม ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้และการรู้ โดยเฉพาะไม่ปิดทวารนอกเลย พหิทารูปานิ ปัสสติ แล้วก็เรียนรู

อ่านต่อ

้ภายใน เป็นอัชฌัตตังอรูปสัญญี คือกำหนดรู้ภายในจนถึงอรูปเลย ขณะรู้สัมผัสนอก จิตก็เร็วแววไว จิตนั้นมีความเร็วกว่าแสง เมื่อตากระทบภายนอกก็รู้เข้าไปหาข้างในอย่างเร็วๆมันง่ายกว่าที่จะคิดปั้นปรุงคำความ หรือปรุงภาษาองค์รวมของความรู้ความหมายที่จะมาเจรจาแสดงออกทางกายกรรมภายนอก มันเร็วมากแม้กระทั่งผู้ไม่ปฏิบัติธรรมก็เร็ว เขาก็ทำได้เร็วแต่ไม่ฝึกให้มันเข้าร่องเข้ารอย อ่านจิตให้ทันทีจริง ก็อ่านพอทันกัน คนที่จะทำกายกรรม วจีกรรม ก็ต้องสั่งการมาจากจิต ทำให้เกิดสังขารในจิตถึงจะออกมาเป็นข้างนอก ส่วนตัวข้างนอกเองมันทำอะไรไม่เป็นแขน ขา กล้ามเนื้อ มันไม่รู้หรอก นอกจากมันจะมีโมเมนตัมของมันอัตโนมัติ แต่ก็ต้องมีตัวสั่งการของมันจะเป็นสัญชาตญาณ สัญชาตญาณจริงๆมันไม่ได้ขาดญาณ สมาธิของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ไปนั่งหลับตาเข้าไปในภวังค์แต่ถ้าพูดที่สมาธิที่จะนั่งหลับตาแล้วรู้ภายในเอาไว้ตรวจสอบเป็นเตวิชโช เป็นการทบทวนจะหลับตาหรือไม่หลับตาก็ได้ สามารถเข้าไปสั่งการปิดได้เรียกว่าอภิสังขาร คือการปรุงแต่ง จิต เพราะฉะนั้น จิตสังขาร สังขารออกภายนอก เรียกว่ากายสังขาร จิตสังขารเกิดภายในสั่งการเป็นกายสังขาร เสร็จแล้วเป็นวจีสังขารซึ่งอยู่ภายใน แล้วถึงจะออกมาเป็น กายกรรม การแสดงออกกายวาจาก็เกิดจากภายในทั้งนั้น แล้วก็มาเรียกเป็นภาษาว่าหมายถึงอะไร บางท่าทีของเด็กๆมันก็เป็นท่าทีที่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรก็ไปตั้งชื่อท่าทีนั่นอีกที อาตมาพยายามดึงสิ่งที่ผิดให้มาเป็นสิ่งที่ถูก พูดอย่างมั่นใจไม่ได้พูดอย่างอวดดี แต่ก็มีสิ่งที่ดีที่จะบอกแต่ไม่ได้อวดเพราะว่าอยากเท่หรืออยากใหญ่โตอะไร ประเทศไทยถ้าขืนดันทุรังต่อไป จะมีกี่คนไทยที่ร้ายแรงกว่าทักษิณกับธัมมชโยเกิดขึ้นอีก ขนาด 2 คนนี้ ก็ร้ายแรงมากแล้ว ซึ่งเกิดจากต้นขั้วที่ถ่ายทอดพลังงานสนามแม่เหล็กที่ผิด เป็นองค์รวมของสังคมเพราะค่าเฉลี่ยของพลังงานมันผิด มีทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตกของสนามแม่เหล็กที่ผิด ก็มีอำนาจ มีอิทธิพลที่จะหลอมคนในสนามแม่เหล็กหรืออณูใดที่ตกอยู่ในสนามแม่เหล็ก ก็จะถูกปรับให้เป็นทิศทางเดียวกันหมด เพราะค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมในสังคมไทยมีความผิดพลาดจึงเกิดความเลวหลายอย่าง ทักษิณกับธัมมชโย อย่างธัมมชโยก็เป็นเชิงอวดอ้างอิงทางธรรมะ ส่วนทักษิณก็ยิ่งแอบทางสังคมสามัญ ที่อาตมา 2 คนนี้มาพูดเพราะสองคนนี้เป็นอาชญากร ขออภัยที่ต้องพูดความจริง เขามีคดีอยู่ตลอด แต่มีอิทธิพลอยู่ตลอด อย่างธัมมชโยมีคดีถึง 52 คดี ในหลักฐานดูในหนังสือพิมพ์เราคิดอะไร ก็ลงข้อเขียนของด็อกเตอร์มโน เลาหวณิช ที่เขียนไว้บอกว่ามีคดีตั้ง 52 คดีที่ถูกฟ้องทางโลก ในปี 42 แล้ว แต่มีอิทธิพล ให้อัยการยกเลิกคดีให้ได้อีก เห็นไหมว่าร้ายกาจขนาดไหน นี่คือความตกต่ำของประเทศชาติ ขออภัยที่ต้องพูดความจริง เห็นไหมว่าผีร้ายชนะ ประเทศชาติมีผีร้ายเป็นใหญ่ ประเทศไทยถ้าไม่จัดการเสีย ประเทศไทยก็จะเสียต่อไป จะเสียอีกมากมายเท่าไหร่ นี่คือความผิดพลาดของการสอนธรรมะอย่างมิจฉาทิฏฐิ ประเทศอื่นเขาก็มีศาสนาอื่น ประชากรเขาก็ยังมีคุณธรรมสูงกว่าประเทศไทย พูดแล้วก็สะท้านใจ ในฐานะของอาตมา ไม่แปลกหรอกที่รัฐมนตรี ข้าราชการจะโกงอย่างหน้าด้านๆ ยิ่งกว่าในประเทศอื่น ทั้งที่เป็นเมืองพุทธ ที่ประชากรนับถือศาสนาพุทธ พระธรรมคำสอนถูกตรงตามศาสดาไม่ว่าศาสดาพระองค์ไหน ท่านก็สอนให้คนดีทั้งนั้นแต่เพราะคนรุ่นหลังมาทำให้เสียทรง ไม่ว่าศาสนาใด ของพุทธนี้ก็ยิ่งเห็นชัดว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าผิดเพี้ยนไปมากจนกระทั่งเอาคุณธรรมไปเทียบกับชาติอื่นก็ตกต่ำ มีหน่วยงานไหนไม่โกงกินบ้าง อย่างน้อยกินตามน้ำคือสินบน ถือว่าเป็นทำเนียม คำว่าทำเนียมมันเพี้ยนมาจากคำว่า ธรรมนิยมคือมันเกิดอย่างเที่ยงแท้เป็นหลักฐานแล้ว ธรรมเนียมที่เพี้ยนไปแล้วเลยกลายเป็นธรรมเนียมบ้าบอ อยู่ดีทำไมเงินในบัญชีเพิ่มขึ้นเอง คนที่มีตำแหน่งฐานะสูง ไม่รู้ว่าใครเอามาใส่ แต่พอนานเข้าเขาก็มาทวง มีนัยว่าฉันให้คุณไปเท่านี้ล้านนะที่พูดนี้ไม่ได้เป็นคนเคยทำ แต่พอจะรู้บ้างว่าเป็นเช่นนี้

_มีคำถามจากหลานหลวงปู่ ว่า 1. หนูมีความรู้สึกกลัวหลายๆอย่าง จะมีวิธีแก้ไขอย่างไรก็ทำให้ปนเปื้อนในความทุกข์เรา แล้วเราหาทางออกไม่เจอ รู้สึกกังวลเสมอ ว่าจะถูกคนมาปาดคอหนูเรื่องที่ 2 หนูมักจะฝันเห็นงูตัวใหญ่แม้จะเป็นงูพลาสติกแต่มันมีพิษ มันพันอยู่ที่แขนเวลาจะแกะออก มันก็จะแว้งกัด เพื่อนจะมาช่วย มันก็แว้งกัดเขา เรื่องที่ 3. เมื่อจบสัมมาสิกขาตั้งใจว่าจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยข้างนอกแต่ก็กลัวที่จะสอบไม่ผ่าน ทั้งที่ก็น่าจะทำได้แต่มีคำพูดในใจบอกว่า น่าจะไม่ผ่าน ขอความกรุณาหลวงปู่คิดทางออกให้ด้วยค่ะ พ่อครูว่า … ทั้งหมดนี้คือตั้งอาณาจักรแห่งความกลัวขึ้นมาเองทั้งสิ้น แล้วอาณาจักรแห่งความกลัวนั้น ก็มีเหตุปัจจัย กลัวสิ่งต่างๆอยู่ในนี้ ถ้าแบบนี้ก็ตายนะ ชีวิตนี้ถ้าไม่พยายามทำความเข้าใจให้ดีๆ เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่มีความจริง คุณปั้น คุณคิดเอง คุณกลัวเอง คุณมโนเองทั้งสิ้นเลย ความกังวลเขายังไม่มาเลยก็กังวลว่าเขาจะมาปาดคอ แล้วจะมาปาดคอกันง่ายๆทั้งเมืองคนก็ติดคุกสิ ก็โง่ทุกคนจะมาปาดคอ มันจะมาปาดคอง่ายๆได้ที่ไหน แล้วคนทำชั่วอะไรให้คนจะมาปาดคอ แม่ในฝันก็ยังกลัวอีกทั้งที่ความฝันมันไม่จริงอยู่แล้ว อย่างธรรมกายเขาก็ฝันในฝันกัน นอกตัว กันไปหมด เขาก็ใช้เป็นขี้ข้า เป็นสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ไปหรอกครอบงำว่าเป็นจริง แล้วมันเป็นจริงที่ไหน กลัวงูในฝันที่เป็นงูพลาสติกแล้วคนจะมาช่วยก็ไม่ได้อีก งูจะกัดอีก ทำไมโง่สร้างเรื่องได้หลายชั้น เข้าใจให้ดีแล้วเลิกเสียให้มีปัญญาฉลาดเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเธอพบไม่เกิดจริงเลย คุณกลับบ้านเอาไว้ก็มันจริงก็กลัวไปหมดอารมณ์แล้ว ข้อ 1 กับข้อ 2 มันกลัวก็เลยพลอยข้อ 3 ไปด้วย ถ้าเป็นอย่างนี้อาการจะหนักขึ้นหมอไหนก็รักษาไม่ได้ ถ้าไม่เอาปัญญานี้ไปล้างเสีย ไปฉีดยาก็เสียตังค์เปล่า ดีไม่ดีจะได้โรคเพิ่ม หลวงปู่สอนว่ารสอร่อย มันไม่ใช่ความจริง มันเป็นอุปทาน เป็นความหลงยึดว่าเป็นจริงแล้วก็หลงไปตามเขา มันก็ยังเป็นความหลอกก็ต้องไปล้าง แต่ที่ในฝันนั้นมันโกหกเพ้อฝันชัด มันไม่จริงมากกว่าอีกอย่างนี้ จะมาปฏิบัติธรรมล้างเวทนาในเวทนาได้อย่างไรไม่มีทางจะบรรลุได้เลย จะกลายเป็นโรคร้อน โรคประสาทเอเซีย ถ้าไม่ทำความเข้าใจให้แก่ตัวเองจนหายกลัว รู้ตัวว่าโง่ก็เลิกเลยจะไปโง่ต่อทำไม แม้เป็นงูพลาสติกก็ยังให้งูมันสามารถกลับไปอีก มันก็เป็นการหาเรื่องสร้างเรื่องที่ทับถมใส่ตนเองไปเรื่อยๆ ไม่เรียนรู้ล้างแต่สร้างทุกข์ใหม่ที่ไม่มีจริงแล้วก็เป็นจริง การหลงยึดรสอร่อยว่ามีจริง แต่แท้นั้นมันไม่จริง คนที่หมดอาการอารมณ์เวลาสัมผัสแล้วจากความอร่อยหรือไม่อร่อย มาเป็นความเฉยกลางๆไม่ใช่ไม่รู้รสนะแต่รู้รสเค็ม เผ็ด เปรี้ยว หวาน แต่มันไม่มีบวกไม่มีลบ ไม่มีผลัก ไม่มีดูด ไม่มีชอบ ไม่มีชัง นั่นคือการบรรลุธรรมที่รู้ความจริงตามความเป็นจริง จะเป็นอรหันต์ก็อยู่ตรงนี้ให้ขจัดความดูดความผลักนี้แหละ อย่างอาหารนี้ไม่ใช่เรื่องยากเย็นมันเป็นจุดที่ง่าย ที่พูดนี้ชัดแล้วนะ

_มีคนให้อธิบายโดยให้อ่านหนังสือยอดนิยายของโลก ข้อ 174 แล้วก็ 181 พ่อครูว่า… ข้อ174 ความรู้ในเรื่องพลังงานทางจิตของพุทธนั้นลึกล้ำ สติ เราก็เคยได้ยิน สติสัมปชัญญะ ปัญญา นี่คือสามคำที่ไทยเราเอาไปใช้ จากสติ ก็มาเป็นสติมันโต คือสติ + มันโต คือสติทั้งหมดทั้งภายนอก เป็นสติระลึกรู้ตื่นเต็ม เช่นเดียวกับที่คนอื่นรู้ ภายนอกภายในรู้ครบ ร่วมกันรู้ต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย เรียกว่ารู้สึกตัวทั่วพร้อมทั้งนอกและใน คือการตื่นเต็ม ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ลิ้นกระทบรส ตั้งแต่ภายนอกปรุงแต่งเข้าไปถึงภายในเป็นรูปภพ อรูปภพก็สามารถใช้สติอ่านได้ หลายคนปฏิบัติจนอ่านทะลุรูปภพ อรูปภพได้ ก็ต้องเรียนรู้ตั้งแต่หยาบ ถึงจะมีพลังงานจิตที่สามารถเรียนรู้อย่างละเอียดต่อไปได้ แต่คนปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ไปเรียนนั่งหลับตา เรียนรู้รูปภพอรูปภพซึ่งไม่ใช่เบื้องต้นที่ต้องใช้สติปัญญาอ่านองค์รวม ให้รู้ตัวทั่วพร้อมยังมีสติและมีสัมปชัญญะที่รู้ต่อเนื่องจากสติ สัมปชาโน คือรู้เข้าใจวิจัยความหมายต่างๆออก ชานะคือรู้ ปัสสะ คือเห็น ไม่รู้ต่อไปจากสัมปชัญญะ ต่อจากสัมปชาโน คือ ไม่รู้รายละเอียดว่ามันทำงานมันปรุงแต่งต่อกันอย่างไร เกิดเป็นเวทนาเป็นอารมณ์อย่างไรวิธีปฏิบัติพุทธเจ้าให้แยกเวทนาที่มีธรรมะ 2 ถ้าไม่มีผัสสะก็จะไม่มีเวทนา คนก็อาจจะเถียงว่า อยู่ภายในก็ไม่ต้องผัสสะก็มีเวทนาภายใน ก็ยังมีอารมณ์อีกนะแต่ที่จริงแล้ว ทำอย่างลืมตานี่แหละแต่ต่อเนื่องจากภายนอก เช่น กระทบดอกไม้ แม้ภายนอกไม่อยากได้แล้วแต่ไปไหนอาจจะมีนิดๆตัวเล็กตัวละเอียดที่เป็นอรูปอยู่ ก็ปฏิบัติอย่างลืมตาเพราะด้วยเหตุนี้อย่างไม่ต้องหลับตา ไม่ต้องปิดทวารเลยถึงจะยืนยันความครบทั้งสมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ การดับเวทนาก็คือดับเหตุมันได้ให้เหลือ 1 เดียว เ ป็นเอกสโมสรณา เป็นเวทนาที่รู้ความจริงตามความเป็นจริงหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่ก็อยู่กับ 2 ก็รู้กำกับว่าจิตฉันปราศจากกิเลส แม้มันจะมีเมื่อไหร่ก็มีรปภ.เป็นอรหันต์ คือเป็นรปภ.จริงๆ แล้วถ้ากิเลสจะเข้าแล้วก็รู้เลยว่าจะมาเมื่อไหร่ก็รู้ทันทีเลย รู้แล้วขจัดเป็นรปภ.ชั้น 1 แม้คนร้ายมาตัวเล็กตัวน้อยเท่าไหร่ก็รู้หมด เป็นรปภ.ที่มีตาทิพย์ชั้นพิเศษเลย ก็จะมีสัมมสนะคือ การพิจารณาให้เกิด สัมมสนญาณ ความรู้ในการพิจารณา ปัญญาจะหลอมรวมเป็น สัมปทิตตะ (ก่อไฟ) จึงจะแปรตัวกลายเป็น สัมปัชชติ(ไฟ) ซึ่งเรียกว่าฌาน เป็นสัมปัชชลิตะ ทำลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ คนต้องปฏิบัติจริงมีสภาวะอย่างสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติก็จะเกิดสภาวะอย่างเป็นลำดับเช่นนี้ ถ้าคุณมีหนึ่งบวกหนึ่งแล้วคุณได้อันนั้นมาแล้วแต่ไม่รู้ชื่อก็ไม่เป็นไร ก็เป็นเจโตวิมุติแต่ถ้ารู้ชัดว่านี้เป็นอาการเป็นชื่ออะไร ก็จะเป็นปัญญาวิมุติเป็นผู้บรรลุอย่างสมบูรณ์ สัมผัส รู้อย่างเดียวมีเจโตแต่ไม่รู้ว่าตนเองบรรลุ แต่ก็ไม่รู้ว่าบรรลุอย่างไรก็สื่อสารกันได้ยาก แต่ถ้ามีปัญญา แม่จะจบได้ระดับอาสวะสิ้น เหลืออนุสัยส่วนท้าย เป็นปัญญาวิมุติ รู้ว่ามันสงบ มันควบคุมได้แล้ว มันไม่มีฤทธิ์แรงอะไรมาทำอะไรเราไม่ได้แล้ว หรือจะหลงว่ามันหมดเกลี้ยงเลยก็อาจเป็นได้แต่ถ้ารู้ว่ายังเหลือแต่ก็คงได้แต่ถ้าทำให้สิ้นซาก เกลี้ยงหมดเป็นอุภโตภาควิมุติ ก็เป็นอรหันต์สมบูรณ์แบบ จิตทำได้จริงมีปัญญารู้ว่าจิตทำได้จริงหรือความหมายว่ากิเลสตัวนี้มันหมดจริงๆมันเที่ยงแท้มั่นคงหรือยัง หรือคุณหลง แต่ที่จริงมันยังไม่หมดแต่คนก็รีบตัดสิน แต่ถ้าคุณไม่รีบตัดสินก็ไม่ประมาท ก็ทำให้อย่างแข็งแรงถาวรไปตามสัจจะ

มาต่อที่ ทิฏฐิ 62 ต่อจากวานนี้ [32] 6. (2) อนึ่ง ในฐานะที่ 2 สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาชื่อว่าขิฑฑาปโทสิกะมีอยู่ พวกนั้นพากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเสและการเล่นหัวจนเกินเวลา เมื่อพวกนั้นพากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเสและการเล่นหัวจนเกินเวลา สติก็ย่อมหลงลืม เพราะสติหลงลืม จึงพากันจุติจากชั้นนั้น พ่อครูว่า… คนที่เป็นปุถุชนไม่รู้หรอกว่าตนอยู่ในอารมณ์รื่นเริงสนุกสนานเหล่านั้น มันเป็นผีทั้งนั้น เราต้องออกไปตามลำดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งจุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้ เมื่อมาเป็นอย่างนี้แล้ว จึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเมื่อบวชแล้ว อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนนั้นได้ หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านพวกเทวดาผู้มิใช่เหล่าขิฑฑาปโทสิกะ ย่อมไม่พากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเส และการเล่นหัวจนเกินเวลา เมื่อพวกนั้นไม่พากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเส และการเล่นหัวจนเกินเวลา สติย่อมไม่หลงลืม เพราะสติไม่หลงลืม พวกเหล่านั้นจึงไม่จุติจากชั้นนั้น เป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปเช่นนั้นทีเดียว ส่วนพวกเราเหล่าขิฑฑาปโทสิกะ หมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเส และการเล่นหัวจนเกินเวลา เมื่อพวกเรานั้นพากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเส และการเล่นหัวจนเกินเวลา สติย่อมหลงลืม เพราะสติหลงลืม พวกเราจึงพากันจุติจากชั้นนั้นเป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้เช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ 2 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้วจึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง.

พ่อครูว่า… พวกที่สะกดจิตเจโตสมถะก็ไม่ไปสนุกสนาน แต่อีกพวกหนึ่งคือไปสนุกกับเขาไม่ได้ พวกสนุกสนานคือขิฑฑาปโทสิกะคือเป็นโทษนะ อีกพวกหนึ่งสะกดจิตตนไม่ไปแล้วแต่อรหันต์จะอยู่ได้ทั้งสองฝั่ง จะเอากรอบตรงไหนก็ได้ สรุปแล้ว ขิฑฑาคือสนุกรื่นเริงเป็นโทษ ผู้สนุกรื่นเริงไปตลอดไม่หยุด โลกก็จะบานไปเรื่อยๆเสื่อมไปเรื่อยๆ ก็ซวย ต้องหยุดเสียบ้างในเรื่องบันเทิงเริงใจ คนโลกๆยิ่งไม่หยุดที่จะปรุงแต่งหลอกกัน หลอกมอมเมากันให้เอาเงินมาให้ ดังเช่นกีฬาโอลิมปิกจริงแล้วเป็นกีฬาแห่งความโง่ ดีไม่ดีจะเป็นชนวนให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็ได้ สรุปแล้วคนที่บอกว่าอย่างนี้เที่ยงหรือไม่เที่ยงก็เพราะเขารู้ว่า ตกลงเราจึงยังมีอยู่แต่พวกที่ยังหยุดก็มีอยู่ เขาหยุดเขาไม่ไปก็ไม่ทิ้งพวกที่สนุก จะไม่ไปเพราะคุณเองไปไม่ได้ หรือคุณจะรู้แล้วว่าไปได้แต่ไม่ไป คนนี้คือคนเจริญ แต่อีกพวกหนึ่งคือไปไม่ได้ แล้วบางอย่างที่ว่านี้ ก็คือจิตของตนเองไม่ใช่จิตของคนอื่นนะ ต้องรู้ว่าจิตของคุณหยุดหรือไม่หยุด ยังหลงระเริงในเรื่องของความสนุกรื่นเริงหรือไม่ คุณหยุดด้วยปัญญาหรือว่าหยุดด้วยกดข่ม หยุดอย่างกดข่มก็คืออยากจะไปสนุกแต่ว่าไม่มีเงินจะไปก็ไปไม่ได้ ฉันจะดูฟุตบอลเป็นต้นต้องมีกล่องที่จะดูได้ถ้าไม่มีกล่องนี้ดูไม่ได้ก็ต้องจ่ายเงินเขา ถ้าอาตมาไม่มาทั้งนี้แต่ไปทางโลกีย์ป่านนี้ก็คงจะเปิดสำนักงานหัวใจสีชมพูร่วมมือกับคุณชวนทำงานทางนี้มากมายแล้ว ก็จะบ้าไปใหญ่ แต่บารมีของอาตมาก็ทำให้เป็นไปได้ตามธรรมเหมือนชาตินี้คิดนะว่าอยากจะแต่งงานสุดท้ายก็ไม่ได้แต่ง แฟนคนสุดท้ายของอาตมา เขาก็มีพ่อแม่พี่น้องที่เอ็นดูอาตมา รักใคร่ดี เพราะอาตมาเป็นคนเลี้ยงน้องดี ตอนแรกก็ไม่เป็นแฟนกันแต่พอตอนหลังเขากลับมาจากอังกฤษก็ไม่ค่อยเข้าใจกันว่าเรามารักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่พ่อแม่เขารู้ว่ารักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แม่เขาก็ไม่ชอบหน้าอาตมาเลยก็เลยเป็นขีดขั้นเป็นเรื่องไปหมดเลย เป็นอุปสรรคซึ่งก็ไม่น่าจะมีอุปสรรคน่าจะฉลุยเพราะเขาก็เอ็นดูนิยมชมชอบว่าเป็นคนดีเรื่องง่ายๆช่วยเหลือกัน แต่เวลาจะให้เป็นลูกเขยก็ไม่ให้ไม่ชอบ นอกนั้นก็เป็นเจ้าชู้ไก่แจ้ มากมาย ไปผูกเรื่องทำหนังได้ไม่รู้กี่เรื่องเลย

[33] 7. (3) อนึ่ง ในฐานะที่ 3 สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาชื่อว่ามโนปโทสิกะมีอยู่ (คำว่า “มีอยู่”ใช้คำว่า “สันติ” คำว่า “อยู่” ใช้คำว่า “วิหารติ”) พวกนั้นมักเพ่งโทษกันและกันเกินควร เมื่อมัวเพ่งโทษกันเกินควร ย่อมคิดมุ่งร้ายกันและกัน เมื่อต่างคิดมุ่งร้ายกันและกันจึงลำบากกาย ลำบากใจ พากันจุติจากชั้นนั้น พ่อครูว่า… คำว่ามีอยู่นี้ ผู้ใดมีไหวพริบรู้ว่าอานาปาสตินั้นทุกขณะที่ผู้ใดมีลมหายใจเข้าออกอยู่(วิหารติ) คือพึงปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ให้ได้อยู่(วิหารติ) ซึ่งคำว่าวิหารตินี้ต่างกับคำว่ามีอยู่(สันติ) ซึ่งผู้ปฏิบัติโพธิปักขิธรรม 37 อยู่(วิหารติ)ย่อมมีโพธิปักขยิธรรม 37 นี้อยู่พร้อม ไม่ได้ตัดขาดส่วนใดของโพธิปักขิยธรรม 37 นี้ไปเลย แม้ขณะทำอานาปานสติ และสติปัฏฐานอยู่ด้วย ทุกอานาปานสติต้องมีสติปัฏฐาน แล้วทุกสติปัฏฐานต้องมีอานาปานสติ ตลอดลมหายใจเข้าออก ถ้ามันมีลมหายใจเข้าออกอยู่(วิหารติ)ก็ต้องมีอานาปานสติ และมีสติปัฏฐาน ปฏิบัติ กาย เวทนา จิตธรรมต่อไป สติปัฏฐานคือใช้สติเป็นประธานแล้วปฏิบัติอยู่ มี สี่องค์ธรรมคือ กาย เวทนา จิต ธรรม คนมีอยู่ให้ปฏิบัติ เมื่อถึงภาวะนั้นๆซึ่งจะมีต่อเนื่องไป พิจรณาให้ดีว่า วิหารติ กับ สันติ หมายถึงภาวะที่มี ที่อยู่ในปัจจุบันขณะนั้น Now แต่วิหารติเป็นกิริยา คือมีพฤติอยู่ หมายถึงอาการปฏิบัติ ประพฤติ เป็นคำกริยา Verbs ในปัจจุบัน Now นั้น ส่วนคำว่ามีอยู่ สันติ คือ ในปัจจุบันนั้นเช่นกันมีตัวตนอยู่ มีสภาพอยู่ มีลักษณะที่เป็นแล้วได้อยู่ หรือมีบุคคลอยู่ นั้นคือ สันติ มีสภาพอยู่มีบุคคลอยู่ เป็นการระบุบอกภาวะที่ใหญ่กว่าวิหารติ วิหารติ คำนี้ใช้เป็นฐานะคำนาม คือ Nouns ในปัจจุบัน Now นั้นด้วย แล้วมันรวมกิริยาด้วยไหม ก็รวมไว้ด้วย แล้วเอาเวลา Now ด้วย เป็น suddently บัดนั้นเลย ก็มีคนที่บรรลุธรรมตามว่า ในขณะที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน ขณะนี้อรหันต์ก็มีอยู่ อนาคามีก็มีอยู่ สกิทาคามีก็มีอยู่(สันติ) โสดาบันก็มีอยู่(สันติ) ผู้ปฏิบัติพรหมวิหาร 4 ก็มีอยู่ สติปัฏฐาน 4 ก็มีอยู่ (วิหารติ) จะเห็นว่าพอการปฏิบัติก็ใช้คำว่า วิหารติ นี่คือความละเอียดของพระพุทธเจ้า ที่ใช้คำว่าวิหารติ กับ สันติ ก็ใช้ต่างกัน พระพุทธเจ้าตรัสถึงอาริยบุคคลก็ใช้คำว่า สันติ คือมีอยู่เป็นคำนาม Nouns แต่ก็มีคำว่ากิริยาอยู่ verb ของอาริยภูมิของผู้นั้นเป็น past perfect tense จึงมีทั้งปัจจุบันในขณะนั้นด้วย เป็น Past perfect continuous และมีปรากฎอยู่ Present tense ในขณะนั้น Now ส่วนความประพฤติท่านใช้คำว่าอยู่(วิหารติ) ตั้งแต่สติปัฏฐาน 4 โพธิปักขิยธรรม อยู่(วิหารติ) ทั้งการเจริญ พรหมวิหาร เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาอยู่(วิหารติ) ก็ต้องไม่แยกส่วนกัน ทั้งเจริญอานาปานสติอยู่(วิหารติ)ก็ต้องไม่แยกกัน การปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 หากไม่มีสัมมัปปธาน 4 หรืออื่นๆด้วยก็ไม่ใช่แล้วเพราะไม่มีกาย สำหรับสัมมัปปธาน 4 ขยายความกาย เช่น สำรวมอินทรีย์ 6 มีสังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขณาปธาน เวลาปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 จะทิ้งสัมมัปธาน 4 ไม่ได้ ต้องสังวรณ์อินทรีย์ 6 คือมีกายด้วย แต่ปัจจุบันเขามิจฉาทิฏฐิ ว่ากายมีแต่ร่าง แล้วจะพิจารณาเข้าไปสู่ภายในได้อย่างไร แต่พอปฏิบัติก็ไปนั่งสมาธิ พอเขาปวดขา ก็จะให้มันทนอยู่ หยุดให้มันหายได้เหมือนกันแต่ก็สะสมความเสียสรีระ เป็นโรคกล้ามเนื้อเส้นเอ็นไปหมด อธิบายคำว่าอยู่ สามนัยคือ อยู่ มีอยู่ ปรากฏสภาพอยู่ อยู่เป็นกิริยา แต่มีอยู่นี้รวมนามและกิริยา

(ต่อในพระไตรปิฎก) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาชื่อว่ามโนปโทสิกะมีอยู่ (คำว่า “มีอยู่”ใช้คำว่า “สันติ” คำว่า “อยู่” ใช้คำว่า “วิหารติ”) พวกนั้นมักเพ่งโทษกันและกันเกินควร เมื่อมัวเพ่งโทษกันเกินควร ย่อมคิดมุ่งร้ายกันและกัน เมื่อต่างคิดมุ่งร้ายกันและกันจึงลำบากกายลำบากใจ พากันจุติจากชั้นนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งจุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้ เมื่อมาเป็นอย่างนี้แล้ว ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเมื่อบวชแล้ว อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบแล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนนั้นได้ หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านพวกเทวดาผู้มิใช่เหล่ามโนปโทสิกะ ย่อมไม่มัวเพ่งโทษกันและกันเกินควรเมื่อไม่มัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร ก็ไม่คิดมุ่งร้ายกันและกัน เมื่อต่างไม่คิดมุ่งร้ายกันและกันแล้ว ก็ไม่ลำบากกาย ไม่ลำบากใจ พวกนั้นจึงไม่จุติจากชั้นนั้น เป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงที่ มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปเช่นนั้นทีเดียว ส่วนพวกเราได้เป็นพวกมโนปโทสิกะ มัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร เมื่อมัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร ก็คิดมุ่งร้ายกันและกัน เมื่อต่างคิดมุ่งร้ายกันและกัน ก็พากันลำบากกาย ลำบากใจ พวกเราจึงพากันจุติจากชั้นนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้ เช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย

พ่อครูว่า… ผู้ที่ไม่มีปัญญาก็จะกดข่ม มีมารยาท ไม่อาละวาดใครก็เลยไม่รู้ ส่วนพวกที่อาละวาดคนอื่นก็จะรู้ได้มากกว่า แต่คนที่ใช้วิธีสมถะไม่เกี่ยวข้องกับใคร สะกดจิตให้แข็งควบคุม ก็จะไม่มีจิตวิญญาณไปรับรู้แม้จะระลึกรู้ เขาก็หาวิธีดับให้มันไม่รับรู้จนชำนาญ นี่คือพวกมิจฉาทิฐิ อาจมีเจโตสมถะที่ระลึกชาติไปไกล ก็ได้ตามกรอบที่ระลึกได้ แต่หลังจากนั้นก็ระลึกไม่ได้ ถึงไม่เหมือนศาสนาพุทธที่ไม่ห้ามกันทะลุทะลวงไปหมดเลย เราเรียนไปที่ลำดับปะริตตังไปถึงอนันตัง คบได้หมด ไม่เป็นภัยกับใคร รู้หมดแล้วช่วยคนอื่น โสดาบันก็รู้อบาย เหนืออบายได้ จะช่วยคนก็ไม่มีพลังเท่าไหร่ ก็พอบอกได้ สกิทาฯก็เก่งขึ้น อนาคาฯก็เก่งขึ้น อรหันต์ก็บอกได้หมด พวกนี้ยึดว่าเที่ยง คำว่าเที่ยงนี้ อรหันต์หลุดพ้นแล้วจึงเป็นผู้ไม่เที่ยง แต่ตนเองสะอาดบริสุทธิ์อย่างเที่ยงแท้ไม่เปื้อนอีกเที่ยงเลย ผู้นี้มีหนึ่งในสองได้ อย่างอาตมาพูดได้อย่างมั่นใจมั่นคง ถ้าไม่อย่างนั้น ไม่ใช่ แต่พวกที่กดข่มจะแข็งนิ่งดับ เพราะออกไปแล้วกลัวจะคุมไม่ได้ ก็ไม่สามารถอนุโลมได้ ไม่สามารถใช้สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ได้ ไม่บรรลุหรอก เอาตัวรอดคนเดียว ซึ่งเห็นแก่ตัวมาก

นี้เป็นฐานะที่ 3 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง. [34] 8. (4) อนึ่ง ในฐานะที่ 4 สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิดกล่าวแสดงปฏิภาณของตนตามที่ตรึกได้ ตามที่ค้นคิดได้ อย่างนี้ว่า สิ่งที่เรียกว่าจักษุก็ดี โสตะก็ดีฆานะก็ดี ชิวหาก็ดี กายก็ดี นี้ได้ชื่อว่าอัตตา เป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา ส่วนสิ่งที่เรียกว่าจิตหรือใจหรือวิญญาณ นี้ชื่อว่าอัตตา เป็นของเที่ยงยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปเช่นนั้นทีเดียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ 4 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน