581229_ธรรมะภาคค่ำ ว.บบบ.ครั้งที่ ๔ มหานิทานสูตร ตอน ๓.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข6 มกราคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

581229_รายการธรรมะภาคค่ำ ว.บบบ.ครั้งที่ 4 ที่บ้านราชฯ เรื่องมหานิทานสูตร ตอน 3 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน มหานิทานสูตร ตอน 3

พ่อครูว่า… วันนี้วันอังคารที่ 29 ธ.ค. 2558 ... งานว.บบบ.คราวนี้รู้สึกว่าพวกเรามีพัฒนาการ จากที่เห็นๆ แม้คนจะน้อยลง อาตมาเห็นว่าพวกเราเข้าใจ มีสาระของชีวิตซึมลึก สาระแท้ๆ คือ การได้รู้เรียกว่าความรู้ ทางโลกเขาเห็นความสำคัญมากเรื่องความรู้ มันก็จริงที่สุด แต่ว่าความรู้ที่เขา หลง แสวงหากัน แล้วก็ใช้แรงงานเวลาทนร้อนไปสะสมแสวงหา มันเป็นความรู้ ที่มันไม่ทำให้คนเจริญจริงๆ เจริญจริงๆคืออะไร คือทำให้ตนเองเป็นมนุษย์ มนุสโส เป็นภาษาบาลี ซึ่งแปลเป็นศัพท์ง่ายๆว่าจิตใจสูง ผู้ที่ได้จิตใจได้สภาวะสูง แต่ความรู้ที่เขาเรียนกันทั้งโลก ไม่เข้าข่ายโลกุตระ ไม่พาเจริญทางจิตใจอย่างแท้จริง ในมหานิทานข้อ [58] ก็คำนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชรามรณะ เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชรามรณะ ดูกรอานนท์ ก็แลถ้าชาติมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆทั่วไปทุกแห่งหน คือ มิได้มีเพื่อความเป็นเทพแห่งพวกเทพ เพื่อความเป็นคนธรรพ์แห่งพวกคนธรรพ์ เพื่อความเป็นยักษ์แห่งพวกยักษ์ เพื่อความเป็นภูตแห่งพวกภูต เพื่อความเป็นมนุษย์แห่งพวกมนุษย์ เพื่อความเป็น สัตว์สี่เท้าแห่งพวกสัตว์สี่เท้า เพื่อความเป็นปักษีแห่งพวกปักษี เพื่อความเป็นสัตว์เลื้อยคลานแห่งพวกสัตว์เลื้อยคลาน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าชาติมิได้มีเพื่อความ เป็นอย่างนั้นๆ แห่งสัตว์พวกนั้นๆ เมื่อชาติไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะชาติดับไป ชราและมรณะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลยพระเจ้าข้า ฯ

“ชาติ”คำนี้หมา

อ่านต่อ

ยถึงจิต “มนุสโส”แปลว่าผู้มีจิตสูง การได้เกิดมาเป็นคนหรือมนุษย์ เขาสูงขึ้นได้แต่ไม่ใช่แบบที่พระพุทธเจ้าหมายที่เป็นอาริยะ แต่เดิมใช้ภาษาบาลีว่า “อริยะ” ทุกวันนี้คำว่าอริยะเพี้ยนไปเป็นโลกียะแบบเดิมไม่เป็นโลกุตระ อาตมาเลยใช้คำว่า “อาริยะ” แทนมันเป็นความเจริญแบบอริยะมิจฉาทิฏฐิออกนอกทางของศาสนาพุทธแล้วไม่เป็นโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ไม่พ้นสังโยชน์ แม้แต่คำว่ากายก็ไม่สัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติกันทั่วไป ที่พูดนี้ไม่ได้ข่มเบ่ง การจะเป็นมนุสโสต้องเป็นมนุสโสที่ลดละได้ เข้ากระแส ความโศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาส ก็จะลดลงจริง อย่างสัมมาทิฏฐิ ที่จิต ที่ตัวเหตุ ถูกกำจัดให้ลดลง แล้วก็แม้จะเป็นโสดาบันก็กำจัดได้อย่างนิยตะ ต่อเนื่องถาวร เป็นระดับต้น ปฏิบัติได้ผลแล้วข้ามชาติได้เลย อาตมาเกิดมาชาตินี้ ก็ไม่ได้ศึกษาความรู้ทางธรรมจากสำนักไหน หรือจะศึกษาสำนักไหน ก็ไม่เหมือนอาตมา ถ้าศึกษาสำนักไหนก็คงไม่บรรยายอย่างนี้ ทิฏฐิเช่นนี้ ขอขยายความ ความเป็นเทพแห่งพวกเทพ เพื่อความเป็นคนธรรพ์แห่งพวกคนธรรพ์ เพื่อความเป็นยักษ์แห่งพวกยักษ์ เพื่อความเป็นภูตแห่งพวกภูต เพื่อความเป็นมนุษย์แห่งพวกมนุษย์ เพื่อความเป็น สัตว์สี่เท้าแห่งพวกสัตว์สี่เท้า เพื่อความเป็นปักษีแห่งพวกปักษี เพื่อความเป็น สัตว์เลื้อยคลานแห่งพวกสัตว์เลื้อยคลาน ในปรมัตถ์ที่ควรจะเข้าใจให้ถูกต้องคือ สัตย์จริงทางจิตวิญญาณเป็นสัตว์ที่ไม่มีทางที่จะไปนิพพาน ส่วนสัตว์ที่มีเนื้อหนังมังสาที่ท่านตรัสมานั้น ไม่ต้องกล่าวถึง แต่นี่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าที่จะพาคนไปพ้นทุกข์ โทมนัส อุปายาส ในปฏิจจสมุปบาท ความรู้นี้ต้องเข้าใจบริบทของพระพุทธเจ้าที่ท่านมาให้ความรู้ ให้คนเป็นอาริยบุคคล คำว่า เทพ ยักษ์ ภูติ มนุษย์ สัตว์เดรัจฉานต่างๆ ก็หมายถึงจิตวิญญาณ ไม่ได้หมายถึงรูปร่างบุคคลตัวตนเราเขา หมายถึง จิต เจตสิก รูปนิพพานทั้งนั้น ผู้ใดเข้าใจทื่อๆซื่อว่า เป็นเทพที่ล่องลอยที่ไหนไม่เข้ามาหาจิตเจตสิก ว่าลักษณะอย่างไรคือ เทพ พระพุทธเจ้าสอนว่าเทพมีเทวดาสมมุติเทพ เทวดาที่เกิดจริง อุบัติจริงมีจิตเกิดเป็นนิพพัตติ การเกิดมี 5 อย่าง เกิดข้ามขั้นมาจากสามัญปุถุชน เกิดมาเป็นอาริยชน เป็นคนจิตเจริญจริงๆ นี่คือเป้าหมายเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ จะเป็น “เทพ” ก็ต้องเป็น อุบัติเทพ ที่สุดเป็น วิสุทธิเทพ สมมุติเทพ คือคนที่มีสภาวะจิตเสพรสโลกีย์อยู่ อุบัติเทพ คืออาริยบุคคล เกิดมาเป็นจิตวิญญาณเทพ ไม่ได้หมายถึงตัวตนใส่ชฎาเหาะลอยไปลอยมา แต่ของพระพุทธเจ้าไม่ได้หมายถึงเช่นนั้น ผู้มิจฉาทิฏฐิอ่านอาการของจิตตนไม่ออก ก็ไม่มีวันรู้จักรู้แจ้งรู้จริงเทพที่แท้จริง ต้องอ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ว่าเป็น สุขโลกีย์ หรือ ทุกข์อาริยสัจ สุขเป็นสุขโลกีย์ ส่วนทุกข์เป็นทุกข์อาริยสัจ เหตุแห่งทุกข์อาริยสัจ ลดได้จึงเป็นสุขที่ลดสุขสุขัลลิกะ ออกจากความสุขเท็จที่หลงผิด ทุกข์ก็ลดลงได้จริง นี่คือสัจจะที่เป็นเป้าหมาย ที่พระพุทธเจ้าตรัส ความเป็น “คนธรรพ์” ก็คือจิต อธิบายเป็นบุคคลเป็นตัวเล็นตัวหมัดในขนพญาครุฑ เป็นเครื่องอธิบายบุคลาธิษฐานคือ คนที่เพลินในความบันเทิงเริงใจ แล้วแอบเสพ เป็นชู้เมียพญาครุฑด้วย เป็นต้น ก็เป็นนัย บุคลาธิษฐานต้องเข้าใจเนื้อหาแท้จริง คนธรรมพ์ ก็คือจิตวิญญาณของตัวเราที่ซุกซ่อนในตัวเราแล้วก็ลิ้มเลียสั่งสมเสพ โลกียสุข เพราะฉะนั้นตัวจริงของเราก็คือ ตัว “พญาครุฑ” ที่จะแสวงหาอย่างยิ่งใหญ่เพื่อจะได้โลกียเต็มรูปแบบ เสร็จแล้วก็มีจิตที่ว่า เป็นคนธรรพ์ก็คือจิตเราเอง เป็นจิตที่ไม่รู้มันแอบคือ จิตที่ไม่รู้เราอ่านมันออก ไม่เห็นมันเพราะมันเล็กมันอยู่ในตัวเรา มันอยู่ข้างนอกด้วยซ้ำไปเสพสุขโลกีย์เป็นหลัก ถ้าลดได้จากโลกียะ ก็เบาเป็นอนาคามีขึ้นไป ก็ไม่ต้องและเล็ม สิ่งที่เจริญแบบเสพโลกีย์คือ เทพสมมุติ แม้จะสุจริตก็ได้เสพสุขโลกีย์ เป็นเทวดาโลกียะ ส่วนเทวดาโลกุตตระต้องลดกิเลสได้ คำว่า “อาริยะ” ในภาษาอังกฤษน่าจะใช้คำว่า Noble ที่แปลว่าสูงส่ง แทนที่คำว่า Civilization คำว่า “อาริยสัจ 4” เขาใช้คำว่า Fourth Noble truth ก็ขอบคุณที่ให้ความรู้มา ความเป็น “ยักษ์” ยักษ์ก็คือจิตของเรา มันโหด แย่ง รุนแรง ร้ายเลว ยอดแย่งชิง เป็น ยักษ์จตุมหาราช นี่คือยักษ์จริงๆเป็นจิตวิญญาณ ยักษ์ที่ปั้นมาเป็นยักษ์เขี้ยวใหญ่ถือกระบองก็ตามสมัยโบราณ ยุคนี้ก็น่าจะถือจรวด ระเบิด เป็นยักษ์ดุหรือยักษ์ดุน้อยก็แล้วแต่ คนที่จะไปเบียดเบียนคนอื่นแย่งชิงฆ่าแกง พวกนี้ยักษ์แท้ๆ ตัวที่ยักษ์ปั้นหน้าไม่มีหรอกในโลกไหนๆ แต่มันมีเป็นมโนมยอัตตาที่คนนั้นหลงว่ามีจริงๆ เขาหลับตาก็เห็นยักษ์นั้นได้ เขาทำฌาน มีสมาธิที่เขาว่าสูง สามารถเห็นรูปร่างยักษ์มารมีตัวตน เคลื่อนที่ได้ดุดันได้จริงถ้าเป็นเทวดาก็จะแสนดีเขาจะเห็นเป็นตัวตนอย่างนั้นจริงแล้วก็หลงว่ามันเป็นจริงเขาเห็นจริงติดในอนุสัย ไปไม่รู้สักกี่ชาติ คนไม่เข้าใจในความเป็นมโนมยอัตตา ก็จะเป็นเช่นนั้นเราต้องมาลดความเป็นอัตตา ล้างอัตตาลงจากจิตใจจนกระทั่งไม่ไปหลงไหล สิ่งเหล่านี้จริงๆในจิตใจต่อไปอีกแต่อาจจะจำได้ว่าเคยเป็นอย่างนี้ทำอย่างนี้ ก็ปั้นได้อยู่ แต่ก่อนอาตมามีรสอร่อยกับการกินพริกเผ็ด แต่ตอนนี้มันหายไปจากจิตจนกระทั่งลืมไปแล้ว ถ้าจะว่าจำได้ก็จำไม่ได้ว่าไปสุขไปเอร็ดอร่อยได้อย่างไร คนที่เป็นยักษ์ก็เป็นจิตเลวร้าย ผู้เป็นภูติคือจิตวิญญาณทั้งหลายรวมๆที่ยังโง่งมงาย ไม่ว่าหยาบกลางละเอียด เป็นเทพหรือยักษ์คนธรรพ์ก็เป็นภูติ ประเดี๋ยวก็แปลงตัวเป็นยักษ์ เป็นเทพ เป็นคนธรรพ์ ถ้าเข้าใจ เคยเป็นถ้าไม่ล้างก็เป็นอยู่ใครล้างออกได้ก็ไม่เป็น ยักษ์ คือสายโกรธเลวร้ายรุนแรง เทพ คือสายกาม romanticism ยักษ์คือ sadism ส่วนคนธรรมพ์คือไม่รู้ว่ามีการแฝง มนุสโส เป็นภาษากลางๆ แต่มันมีนัยยะว่าเป็นผู้เจริญจิตสูงขึ้นมาแล้วถ้าไม่เข้าใจสัจธรรมก็เป็นมนุษย์โสที่เจริญไม่จริง จะไม่เป็นคนที่ทำดี แต่คนอื่นก็ยกย่องตนเองก็ดีใจ เป็นเทวดาชั้นสูงมีศักดิ์ยศชั้น มีการยกย่องสรรเสริญ เขาก็บอกว่าจิตเจริญ แต่ไม่สูงอะไรได้หรอก ถ้าจะพูดให้ชัดแล้วคนรวยจริงๆไม่เอาเปรียบใช้เล่ห์หาเงินก็ไม่รวยหรอก ได้เสพโลกียรสเขาก็ว่าเป็นคนเจริญ แต่ความเจริญทางพุทธศาสนาคือจิตเป็นอารยะ เป็นโสดาบันเป็นต้นไป จนถึงอรหันต์ นั่นคือมนุษย์ที่จะเจริญ ส่วนความเป็นสัตว์ หากเป็นปรมัตถ์คือ เดรัจฉานทางจิตวิญญาณ เช่น สัตตาวาส 9 ที่พระพุทธเจ้าประมวลว่าต้องเรียนรู้ ขั้นแรก ท่านแยกเป็น เทพ มนุษย์ และสัตว์นรก 3 อย่าง นั่นคืออาการจิต ต้องเรียนรู้รูปนามที่มีอาการเช่นนี้ มีกายนี้ก็คือกายของสัตว์ชนิดไหนก็แล้วแต่ ผู้ใดรู้เหตุก็ทำลายเหตุแห่งสัตว์จนพ้นความเป็นสัตว์ ไปตามลำดับทั้ง 9 ลักษณะ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส ผู้พ้นความเป็นสัตว์จริงจึงเป็นมนุสโส ต้องปฏิบัติพ้นวิญญาณฐีติ 7 พ้นอายตนะอีก 2 ก็พ้นสัตตาวาส ทั้ง 9 คำว่า สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์อะไรที่เป็นตัวตนบุคคลเราเขา เป็นปุคคลาธิษาน สอนไม่ได้แต่อยู่ในร่างมนุษย์นี้สอนได้ ผู้ใดดับสมุทัยได้หมด สัตตาวาส 9 คุณก็หมดชาติ นี่พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า โศกปริเทวทุกขโทมนัสก็หมด เป็นอรหันต์ ก็ดับสัตตาวาส 9 ได้ ในพระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 60 ต้องมีผัสสะจึงเกิดเวทนาให้ศึกษาแล้วผัสสะก็คือผัสสะ 6 ต้องปฏิบัติกับ 6 ทวารนี้ วิญญาณก็ 6 นามรูป 5 อายตนะ 6 ผัสสะก็ 6 เวทนาก็ 6 แล้วในเวทนา 6 ก็ศึกษาธรรมะสองด้วย ตัณหาก็ 3 ภพก็มี 3 ชาติก็ 5 เริ่มในพระไตรปิฎกต่อ เพราะ นามรูป เป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ นามคือธาตุรู้ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ รวมเป็นกาย ถ้าไม่มีนามธรรมก็มีกาย คำว่า จิต เจตสิก รูป นิพพาน คำว่ารูปก็คือนามธรรมหรือกิเลสของเราที่ถูกรู้ก็กลายเป็นรูป ทำลายเหตุคือกิเลสได้ก็เป็นนิพพาน นามรูป เป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ถ้ามีอันเดียวปรบมือข้างเดียวก็ไม่ดังหรอก แล้วเกิดนามมีองค์ประชุมคือนามเป็นตัวต้นก่อน เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทส ไม่มีการสัมผัสแต่เพียงชื่อก็ไม่เกิด ไม่เกิดอธิวจนสัมผัสโส ต้องมีนามไปรู้ก่อน ถ้ามี 2 สิ่งสัมผัสกันก็เกิดองค์รวมที่มีนามกายรับรู้ ออกมาเป็นชื่อที่รู้ร่วมกันได้หมด แม้ไม่ได้เอ่ยออกมาก็เรียกชื่อในใจได้ เช่น ขวดอันนี้ ถ้านามของคุณไม่ทำงาน ไม่มีปสาทรูป โคจรรูปทำงานร่วมกันมันก็ไม่เกิดอะไร แต่ถ้ามันมีนามรูปทำงานร่วมกันก็เอ่ยชื่อได้ ตากระทบขวดนี้แล้วก็รวมเอาชื่อที่เรียกว่า ขวดก็อยู่ในใจคุณขึ้นมาทันที แม้จะไม่เรียกชื่อออกมาก็เกิดในใจแล้วเป็นคำพูดหรือคำเรียกแล้ว ถ้าตากระทบรูปแต่นามไม่รับรู้คุณจะไปกล่าวชื่อรูปกล่าวชื่อขวดไม่ได้ รวมเรียกว่า รู้ได้ด้วยอาการ อาการคือสิ่งที่มีภาวะเคลื่อน กระทบสัมผัสแล้วเคลื่อนมีการงานการทำงานปรุงแต่งเป็นผล เรียกชื่ออธิวจนสัมผัสโสได้ จึงจะหยิบชื่อนี้มาเรียกได้ เราสัมผัสขวดอันนี้ก็รู้ได้ จากนั้นท่านก็ตรัสอีกว่า การบัญญัติรูปกายต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทส อาการคือ สิ่งที่เป็นองค์รวมร่วมทำงาน ถ้าไม่ทำงานก็นิ่งเฉย ถ้าจิตของคุณไม่มีอาการไปคุ้ยเคาะ ไม่วินิจฉัยก็ไม่มีการเคลื่อนไหวของจิต จิตไม่ทำงานเลย คุณจะสัมผัสทางทวารทั้ง 5 ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นต่อความรู้สึก มันต้องเกิดอาการขึ้นมา อาการองค์รวมครบก็คือ สสัมภาระ คือหน้าที่ ที่พลังงานต้องทำเช่นนั้น พลังงานความร้อนก็ต้องเป็นความร้อน พลังงานความเย็นก็เช่นกัน พลังงานดิน พลังงานลม พลังงานน้ำ ก็ทำหน้าที่ พลังงานน้ำไหลไปไม่เป็นก้อนแท่ง หากเป็นก้อนแท่งก็เป็นดิน เป็นปฐวี นี่คือสัมผัสเบื้องต้นแล้วรู้ลักษณะ จิตทำงานเรียกว่า สสัมภาระ เมื่อไปถึงอารมณ์เรียกว่าอารัมนะ เมื่อรู้ร่วมกันก็เรียกว่าสมมุติ คนไทยอันนี้เรียกว่าขวด ถ้าคุณตั้งคนเดียว แล้วก็รู้อยู่คนเดียว เช่น คุณจะเรียกมันใหม่ว่าแขก แล้วคุณก็ไม่เปิดเผยกับใครก็ไม่มีสมมุติอะไรเกิด แต่เมื่อคุณบอกคนอื่นสมมุติร่วมกันเรียกว่าแขก อธิวจนะอันใหม่เกิดสมมุติสัจจะ คนไทยเรียกว่าขวดก็คือ สมมุติว่าขวด แต่เมื่อกี้นี้อาตมาตั้งแขก คนก็เลยไม่เข้าใจไม่รู้ร่วมได้ด้วย ต่อมามันเป็นเหตุปัจจัยแก่กันเป็นมุมกลับ

ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิตอุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเทศ นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกายจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัติรูปกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศ นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสโดยการกระทบ จะพึง ปรากฏในนามกายได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามก็ดี รูปกายก็ดี ต้องพร้อมด้วย อาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศ นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อก็ดี การสัมผัสโดยการกระทบก็ดี จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามรูปต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศ นั้นๆ ไม่มี ผัสสะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งผัสสะ ก็คือนามรูปนั่นเอง ฯ

พ่อครูว่า… ก่อนมาถึงผัสสะก็มีอายตนะคั่น เคยอธิบายผัสสะว่า อายตนะมันเกิดแล้วมันก็ไม่เคยมีที่ตั้ง ไม่ตั้งอยู่ ณ ที่ไหน ตัวอายตนะคือสะพานเชื่อม ตากระทบรูปก็มีสิ่งเชื่อมเรียกว่าอายตนะ พอไม่เกิดตากระทบรูป ความเป็นอายตนะก็หายไปไม่ตั้งอยู่ ณ ที่ไหน มันเป็นคำที่ใช้อย่างสำคัญมากเลย จริงๆแล้วผัสสะมันก็ไม่มี ถ้าคุณมีตาไปกระทบรูปมันก็ไม่มีผัสสะเกิด เลิกกระทบ ผัสสะก็ไม่เกิด แต่เวทนานี้มันหยั่งลงที่อนุสัย แต่บางอย่างก็ผ่านไปไม่หยั่งลง แต่บางอันสัมผัสครั้งเดียวก็จำ บางอันลืมเลยไม่ติดใจก็มี แต่ที่จำได้คืออารมณ์ชอบไม่ชอบไม่รู้กี่กระบุงสะสมไม่รู้กี่โลก จะรู้ได้ต้องมีอาการ ลิงค นิมิต อุเทส การนิมิตคือกำหนดหมายเอาใส่ชื่อเข้าไป คนที่ไม่ศึกษาหรือศึกษาเมื่อเกิดรูปกายนามกายโดยอวิชชาก็ตาม ก็เกิดเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย แห่งผัสสะก็คือนามรูป ใครจะศึกษาต้องศึกษาภาวะธรรมะสองเสมอ ก็คำนี้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้

ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป ดูกรอานนท์ ก็วิญญาณจักไม่หยั่งลง ในท้องแห่งมารดา นามรูปจักขาดในท้องแห่งมารดา(สมุจฺฉิชฺชิสฺสถาติ พระไตรปิฎกอันหนึ่งบอกว่าขาด อันหนึ่งบอกว่าเกิด) ได้บ้างไหม ฯ

พ่อครูว่า… ถ้าวิญญาณหยั่งลงไปก็ก่อตัวขึ้น แต่ถ้าไม่หยังลงก็ขาดไป ถ้าวิญญาณไม่ก่อขึ้นในท้องมารดา ก็ไม่เกิดนามรูป ถ้าเป็นนามธรรมก็คือ สภาพ 2 ถ้าไม่มีสภาพ 3 นามรูป สัมผัสกันแล้วไม่มีวิญญาณเกิด อันนี้ก็ไม่เกิดสภาพที่หมุนขึ้นมาไม่เกิดชีวะขึ้นมา ถ้าเป็นธรรมะ 2 เป็นนามรูป หากวิญญาณไม่หยั่งลงในท้องมารดา ก็ไม่มีอะไรเกิด

แล้วถ้าวิญญาณหยั่งลงแล้วจะล่วงเลยไป(โวจฺฉิชฺชิสฺสถ) ได้หรือไม่ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณหยั่งลงในท้องแห่งมารดาแล้วจักล่วงเลยไป นามรูปจักบังเกิดเพื่อความเป็นอย่างนี้ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณ ของกุมารก็ดี ของกุมาริกาก็ดี ผู้ยังเยาว์วัยอยู่ จักขาดความ สืบต่อ นามรูปจักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

พ่อครูว่า… ถ้าเป็นมหาภูตรูป กับนามธรรม จะร่วมกัน เจริญงอกงามเพิ่มขึ้น ถ้าวิญญาณของกุมารจะเป็นวิญญาณเพศหญิงหรือชายก็ตาม ที่ยังเยาววัย แม้เล็กที่สุด แต่ขาดความสืบต่อ หรือไม่เกิดขึ้น สมุจฺฉิชฺชิสฺสถาติ แล้วจะมีอะไรต่อไปไหม นามรูปจะถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ก็ไม่เลย

เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งนามรูป ก็คือวิญญาณนั่นเอง ฯ

พ่อครูว่า… วิญญาณเป็นพลังงานธาตุรู้องค์รวม

ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณจักไม่ได้ อาศัยในนามรูปแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งชาติ ชรา มรณะ และกองทุกข์ พึงปรากฏต่อไปได้บ้างไหม ฯ

พ่อครูว่า… แน่นอนเหตุต้นๆไม่เกิด แล้วหยาบขึ้นมาก็ไม่เกิด

ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งวิญญาณ ก็คือ นามรูปนั่นเอง ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้แหละ อานนท์ วิญญาณและนามรูป จึงยังเกิด แก่ ตาย จุติหรืออุบัติ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ ทางแห่งบัญญัติ ทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญาและวัฏฏสังสารย่อมเป็นไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้ๆ ความเป็นอย่างนี้ ย่อมมีเพื่อบัญญัติ คือนามรูปกับวิญญาณ ฯ

พ่อครูว่า… นี่คือการเกิดยอดนิยายของโลก จนเกิดมาเป็น เทพ ยักษ์ คนธรรพ์หรือสัตว์ต่างๆ

[61] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อจะบัญญัติอัตตา ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ประมาณเท่าไร _ก็เมื่อบุคคลจะบัญญัติอัตตา มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเรามีรูปเป็นกามาวจร(ปริตตัง) คืออย่าไปเอากรอบใหญ่ _เมื่อบัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเรามีรูปหาที่สุดมิได้(อนันตัง)

พ่อครูว่า… คุณจะกำหนดมีรูป อะไรก็ตามที่คุณจะบัญญัติอะไรก็ตาม ที่เป็นนามธรรม มันมีสิ่งที่ถูกรู้คือรูป ต้องเอากามาวจรก่อน คือขั้นต้น ข้ันหยาบ ท่านแปลปริตตังว่าคือ กามาวจร เบื้องต้นแม้อบายภูมิเป็นกามภพเบื้องต้นเป็นสัดส่วนไว้ปฏิบัติ ถ้ากำหนดเรื่องเดียวก็เป็นปริตตังเรื่องนี้ กำลังอยู่ในความคิดต้องสัมผัส กำลังปฏิบัติการ มันก็มีรูปอันนี้แหละ กำหนดได้เป็นรูปัง หากมันละเอียดไม่มีรูปแล้ว เป็นเฉพาะอารมณ์กำหนดเป็นอรูป ถ้ากามาวจรเป็นปริตตัง เฉพาะเรื่องความอร่อย หรือจะกำหนดกับคนนี้กำลังเล่นสนุก ส่วนมากมาย อนันตัง สนุกสนานมากมาย พระพุทธเจ้าว่าเรียนรู้ไม่ได้หรอก ไม่มีกรอบขอบเขตเบื้องต้น พระพุทธเจ้าให้กำหนดเป็นลำดับ อย่าไปกำหนดเอาหมดเลย เช่นจะตัดกิเลสความโลภ ต้องเอาให้ถูก โลภจะเอายศชั้น โลภจะเอาขนมอันนี้ โลภจะเอาทองคำอันนี้ แต่ถ้าจะทำหมด ทองคำ ขนม ขี้หมา ขี้ควาย ก็จะเอา อนันตังก็จะไปเรียนรู้อะไรได้ ต้องมีลำดับทำ แต่เบื้องต้น ฉบับหลวงเลยให้ทำที่กามาวจรก่อน

_เมื่อบัญญัติ อัตตาไม่มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเรา ไม่มีรูปเป็นกามาวจร _เมื่อบัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ฯ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ผู้ที่บัญญัติอัตตามีรูปเป็น กามาวจรนั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือ มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่ เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่าอัตตาเป็นกามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ

พ่อครูว่า… คืออันที่ 1 บัญญัติ อัตตามีรูป เป็นกามาวจร

ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ผู้มีบัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือมีความเห็นว่า เราจักยังสภาพที่ไม่เที่ยงแท้อันมีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ผู้ที่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็นกามาวจรนั้นย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือ มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่ เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่าอัตตาเป็นกามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีอรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ส่วนผู้ที่บัญญัติอัตตาไม่มีรูป ทั้งหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือมีความเห็นว่า เราจักยังสภาพที่ไม่เที่ยงแท้อันมีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่าอัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมติดสันดาน ผู้มีอรูป เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อจะบัญญัติอัตตาย่อมบัญญัติด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ฯ

[62] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อไม่บัญญัติอัตตา ย่อมไม่บัญญัติด้วยเหตุ มีประมาณเท่าไร อานนท์ ก็เมื่อบุคคลไม่บัญญัติอัตตามีรูปเป็นกามาวจร ย่อมไม่ บัญญัติว่า อัตตาของเรามีรูปเป็นกามาวจร เมื่อไม่บัญญัติอัตตามีรูปอันหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่บัญญัติว่า อัตตาของเรามีรูปหาที่สุดมิได้ หรือเมื่อไม่บัญญัติอัตตาไม่มี รูปเป็นกามาวจร ย่อมไม่บัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปเป็นกามาจร เมื่อไม่ บัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่บัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ อานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตามีรูปเป็นกามาวจรนั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาเป็นกามาวจร ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย อานนท์ ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือ ไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอัน ไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จเพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงควรกล่าวไว้ด้วย ส่วนผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็นกามาวจรนั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพ อันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาเป็นกามาวจร ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีอรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควร กล่าวไว้ด้วย ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอัน ไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีอรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อไม่บัญญัติอัตตา ย่อมไม่บัญญัติด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ฯ [63] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อเล็งเห็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นด้วยเหตุมี ประมาณเท่าไรก็บุคคลเมื่อเล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา ถ้าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา อานนท์ หรือเล็งเห็นอัตตา ดังนี้ว่าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย จะว่าอัตตาของเราไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะฉะนั้น อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา อานนท์ บรรดาความเห็น 3 อย่างนั้น ผู้ที่กล่าว อย่างนี้ว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา เขาจะพึงถูกซักถามอย่างนี้ว่า อาวุโส เวทนา มี 3 อย่างนี้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา บรรดาเวทนา 3 ประการนี้ ท่านเล็งเห็นอันไหนโดยความเป็นอัตตา อานนท์ ในสมัยใด อัตตาเสวยสุขเวทนา ในสมัยนั้น ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา คงเสวยแต่สุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น อานนท์ ในสมัยใดอัตตาเสวยทุกขเวทนาไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา คงเสวยแต่ทุกขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น ในสมัยใด อัตตาเสวยอทุกขมสุขเวทนา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา คงเสวยแต่อทุกขมสุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น พ่อครูว่า… เวทนา 3 ถ้าเสวยเวทนาใดก็จะเสวยอันนั้น ทีละอัน ไม่ใช่เสวยทีละ 2 อันหรือหลายอัน

อานนท์ หรือเล็งเห็นอัตตา ดังนี้ว่าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย จะว่าอัตตา ของเราไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะฉะนั้น อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา

พ่อครูว่า… คือคุณเกิดมาปุ๊ปคุณมีเวทนาแล้ว แม้ไม่กำหนดรู้มันก็มี แต่ถ้าดับเวทนาที่เป็นเคหสิตะหมด ก็ยังเหลือเวทนาอยู่เป็นเนกขัมสิตเวทนา คือทำให้เวทนากลายเป็น 1 ได้แล้ว ก็ยังเหลือเวทนา 1 ใน 2 นิโรธที่บอกว่าดับเวทนาดับสัญญา ไม่เหลือเวทนา 1 หรือ 2 เลย ก็ไม่ใช่ทางที่ถูก สัญญาเวทยิตนิโรธ เขาเลยแปลผิดไปเป็นเหมือนศาสนาที่ไม่ใช่พุทธ เป็นศาสนาหลับตา หรือดับสัญญาดับเวทนา ไม่ใช่ ธรร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน