581229_ธรรมะรับอรุณ ว.บบบ.ครั้งที่ ๔ มหานิทานสูตร ตอน ๒.docx
เนื้อหาในไฟล์
581229_รายการธรรมะรับอรุณ ว.บบบ.ครั้งที่ 4 ที่บ้านราชฯ เรื่องมหานิทานสูตร ตอน 2 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน มหานิทานสูตร ตอน 2
พ่อครูว่า… วันนี้วันอังคารที่ 19 ธันวาคม 2558 ก็เป็นวันที่ 2 ของงาน ว.บบบ. เราก็มาเรียนกันต่อ พระพุทธเจ้าท่านสอนเราถึงอาการ 32 อาการ 33 คำว่า “อาการ” มาบวชเป็นไทยนานแล้ว จนจำชาติไม่ได้ นึกว่าตนเองเป็นไทยแล้ว “อาการ” เป็นความเคลื่อนไหว พอมันทำงานทำหน้าที่เรียกว่า “สสัมภาระ” ตับก็ทำหน้าที่ของมัน ไตก็ทำหน้าที่ของมัน เดินตามทางของมัน พวกนี้ซื่อสัตย์ ถ้าเกี่ยวข้องถึงจิตวิญญาณก็เป็นอารัมนะ ลักษณะ ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็มีลักษณะที่ดูได้ เป็นรูปเป็นก้อนใหญ่เล็ก ถ้าแข็งเป็นก้อนก็เรียกปฐวี ถ้ามันอ่อนเปลี่ยนแปลงไปมาก็ได้ว่าเป็นธาตุน้ำ ละเอียดเป็นเม็ดดิ้นไปดิ้นมาก็ได้ ลมหรือวาโย ถ้ามีความร้อนความเย็นก็เรียกว่าเตโช เป็นลักษณะสสัมภาระ แต่ละลักษณะก็ทำหน้าที่โดยตัวมันเอง ทางฟิสิกส์ เขาก็เรียนพลังงานเหล่านี้ที่เป็นสสารต่างๆ ก็พยายามเรียนกันมา ไม่ว่าจะเป็นอาการ 32 ต่างๆ ที่มี ส่วนต่างๆคือ อวัยวะในร่างกายที่มีอาการ มีสสัมภาระของมันทั้งสิ้น ผู้ที่อ่านรู้อาการเคลื่อนไหวของสิ่งเหล่านี้อย่างหมอแมะก็อ่านอาการถึงอวัยวะภายใน หมอสากลเขาก็เรียนใช้ stethoscope ฟังตรงนั้นตรงนี้ ฟังอาการเคลื่อนของมัน บางคนก็ยังไม่รู้ว่าอาการหมายถึงอะไร มันหมายถึงอาการเคลื่อนไหว ฟักข้าวนี้ก็มีอาการของมัน ที่มีการสังเคราะห์กันของมัน มี road map ของมันทุกอย่าง ก็เดินไปตามโรดแมปของมัน แต่พวกนั้นพวกนี้มันเก่ง เดินตามพิมพ์เขียวของมันได้เป๊ะ ผู้ใดสามารถรู้จักอาการ และจัดการกับกลุ่มอาการ ก็สามารถรักษาตัวเองได้ อย่างหมอแมะ แมะตัวเองก็รู้ก็รักษาตัวเอง อ
อ่านต่อ
วัยวะส่วนนั้นส่วนนี้ ถ้าเขาเก่ง ก็รักษาตนเองได้ มันมีลักษณะอยู่ 4 อย่าง “อารัมนะ” ก็คืออารมณ์ อาการที่เนื่องกับจิต ก็คืออารมณ์ เช่นเล็บของเราก็เป็นดินน้ำไฟลม ที่สังเคราะห์อยู่ในนี้ พร้อมบรรยายออกมาก็มีประสาทต่อเนื่อง ก็ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกร่วม เป็นส่วนที่ปสาทรูป ออกมาเกินปสาทรูป จะทำงานร่วมได้แล้ว มันไม่มีลักษณะสอง มีแต่รูปไม่มีนามธรรมเข้าไปร่วมด้วย ก็ไม่เรียกว่า กาย เล็บนี้มันพ้นปสาทรูป ก็ไม่ใช่กาย ผม ขน ฟัน ส่วนที่ไม่มีประสาทจะกรอก็ไม่เจ็บ ผิวหนังมันบางผิวส่วนที่พ้นประสาทก็ไม่รู้สึก ขัดทิ้งได้ ผมขนเล็บฟันหนัง เป็นกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าบอกให้ภิกษุทุกรูปจับกรรมฐาน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยรู้เรื่อง ไปพิจารณาว่ามันไม่เที่ยงมันพ้นทุกข์แล้ว ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มันไม่เกี่ยวกับจิต เมื่อไหร่ก็คือเมื่อพ้นออกมา ก็ไม่เกี่ยวกับกายแล้ว แล้วอันไหนยังเป็นกายอยู่ก็รู้ได้ ถ้าแยกกาย แยกจิต ขาดจากนามก็ไม่ใช่กายแล้ว พระพุทธเจ้าบอกว่า กายคือ จิต มโน หรือวิญญาณ ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิก็แยกกายว่าคือภายนอก ผมขนเล็บฟันหนัง ที่ออกมาอยู่ข้างนอกแล้ว ก็เหมือนกับเป็นพีชะ ที่ติดอยู่กับกายเท่านั้น แม้แต่พวกที่นั่งสะกดจิต หมดชีวะทางร่างกาย ทางชีวิตตายไป คนก็เอาอาจารย์ใหญ่ๆใส่โลงแก้วไว้ก็ไม่เน่า ผิวหนังก็สดอยู่มี protoplasm ผมขนเล็บก็ยาวออกมาเขาก็ศรัทธาเลื่อมใสว่าเก่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร พลังงานที่มีอยู่มันไม่หมดมี momentum ก็จะงอกออกมาได้อีก ไม่ได้เก่งอะไรเป็นเรื่องสมถะ สะกดพลังงานไว้ เหมือนเก็บไว้ในหม้อแบตเตอรี่ ทำไมไม่นานก็หมดหม้อเท่านั้นเอง ไม่ได้วิเศษ ที่รู้จักอาริยสัจ ๔ มันเป็นเรื่องพลังงานฟิสิกส์โดยตรง จะบอกว่าเก่งก็คือ เก่งที่เก็บพลังงานไว้ในก้นบึ้งในอนุสัยของจิต ไม่ยอมจบไม่ยอมเลิกอย่างนี้ยิ่งไม่ศึกษาการนิพพานสุดการเลิก ไม่ปล่อยวาง มีแต่การยึดแล้วยึด ตรงกันข้ามกับการศึกษาของพระพุทธเจ้า คนก็นับถือแบบที่ผิดทางของศาสนาพุทธ ฤาษีที่สะกดจิต ก็จะมีธาตุที่เย็น พอเผาเสร็จ สุดท้ายแคลเซียมต่างๆก็ก่อตัวกัน “อารัมนะ” เป็นอารมณ์ก็ปรุงแต่งกันมา ให้รู้ความจริงตามความเป็นจริง เป็นอุปาทาน รู้ว่ามีแม้การชอบหรือไม่ชอบ การสวย การงาม แล้วแต่การยึดว่าสุขอย่างนั้น ชอบอย่างนั้น ก็ต้องศึกษาอารมณ์ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเวทนา ส่วนอันที่ 4 เรียกว่า “สมมติ” อันนี้ภาษาไทยเรียกว่ากลุ่ม ภาษาจีนก็เรียกอีกอย่าง อันนี้เรียกว่าแดงไทยเรียกว่าแดง จีนเรียกว่าอะไร ฝรั่งเรียกว่าอะไร อังกฤษเรียกว่าอะไร เขาสมมุติด้วยกันเขาก็รู้ร่วมกัน ไทยเราก็รู้ร่วมกัน ไม่ว่าจะด้านนามธรรม ด้านรูปธรรม ก็ตั้งชื่อร่วมกันเรียกกันไป ก็เป็นอธิวจนะของภาษานั้น ถ้านำมาทำกับรูปธรรม ทำปฏิกิริยาสัมผัสกัน ก็จะรู้ ถึงจะเรียก ชื่อ “อธิวจนสัมผัสโส”ได้ แต่ถ้าสัมผัสกันแต่ไม่ได้มีนามไปรับรู้ เช่นแสงตกบนจอประสาทตา แต่ประสาทคุณไม่ทำงาน หรือนามกายคุณไม่ได้ทำงานคุณจะเรียกชื่อมันได้ไหม...ก็ไม่ได้ นามกายไม่เกิด รูปกายจะกล่าวชื่อได้ไหม นั่นแหละที่พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ นามกายจึงสำคัญ แล้วรูปกายจึงเป็นการกำหนดสมมุติรู้ร่วมกัน ส่วนข้างในเราก็กำหนดชื่อแต่รู้ของเรา อาการข้างในของเรามันร้อน แต่เราไปหัดฝึกไม่รับรู้สึกมันมาก มันก็ไม่ร้อน คุณก็บอกว่าไม่ร้อน คนอื่นก็แล้วแต่คนอื่น จะมีมิเตอร์อย่างไร คนจีนซดน้ำร้อน 100 องศาเซลเซียส ก็ไม่ร้อน เขาจับความรู้สึกของเขาได้แบบนั้น คนที่ทนเจ็บทนกระแทกอะไรได้ ถ้าคนไม่ได้ฝึกก็ไม่ได้ทนก็เจ็บมาก คนที่สุดทนก็บอกว่าไม่เจ็บหรือเจ็บน้อย พลังงานแล้วก็กำหนดได้ฝึกได้ คนที่ฝึกไปนั่งกลางหิมะ หนาวเย็น เขาก็เฉยๆ แต่เราเข้าไปตาย ดีไม่ดีก็ตายจริงๆทนไม่ไหว พวกชาวไร่ชาวนานั่งตากแดด แต่ผิวแต่เขาก็เฉย มันก็อยู่ที่การฝึกทั้งนั้น ความรู้สึกหรือเวทนากดข่มได้ฝึกได้แต่ไม่ใช่วิธีที่เราจะรู้ด้วยปัญญาเข้าใจ วันนี้พอดีอันนี้ไม่พอดีอันนี้มากไปน้อยไปก็ไม่ได้หัดกดข่มอะไร อย่างอาตมาไม่ได้ฝึกทนเรื่องความเผ็ด แตะเข้าไปไม่ค่อยได้เลย ก็เลยคิดว่าจะฝึกฝนใหม่ ก็ยังไม่ค่อยได้ “เหตุ” คือหลักของ system analysis มันก็มีผลวิบากตามเหตุที่สังเคราะห์กัน ได้รับวิบากไปตามจริง คำของ system analysis นิทานเขาเรียกว่า process เป็นองค์ของการสังเคราะห์ของสิ่งต่างๆ สองอย่าง,สามอย่าง,สี่อย่างมาร่วมกัน มนุษย์ก็มีทั้งกรรมกิริยาที่เกี่ยวข้องมาสังเคราะห์กันเป็น process เกิดนิยายเรื่องราว คือ เหตุ นิทาน สมุทัย เป็นปัจจัย ก็เกิดเรื่องใหม่ เป็นเหตุอีก มีout put มี outcome เป็นเหตุใหม่ผลใหม่ impact ก็กลายเป็นเหตุใหม่อีกสังเคราะห์สังขารไปอีก พระพุทธเจ้าก็มาแบ่งเขตฐานสมุทัยปัจจัยเหล่านี้ เรียกว่าเป็นเพราะข้างนอก ที่ต้องมาล้างความยึดถือในภพภายนอกนี้ออกก่อน ฉันควรยึดถือว่าการได้ดูเตะบอลนี้ชอบมาก รู้สึกมีปฏิกริยาได้ยังได้แข่งกันออกลีลาลวดลายอะไรก็แล้ว แต่ชูดเข้าโกทีไรมันๆทุกที มันเก่งเท่าที่เราผูกถือหางไว้ข้างไหนสนุกมันอร่อย คนก็เกิดรสก็เป็นสุข ผู้ใดยึดถือว่ามันเป็นเรื่องที่คุณต้องร่วมสนุก ต้องการมากก็ลงทุนหนัก เสียเงินเสียทองเสียเวลาแรงงาน มันเตะกันต้องไปดูสดสดเหมือนอยู่คนละฟากโลก ก็ต้องเสียค่าเครื่องบินไป จะต้องไปซื้อตั๋วอีก ก็แย่งชิง ซื้อตั๋วมันขายโก่งราคาก็ซื้ออีก ก็มีเท่านี้เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรนของตัณหาของความอยากของความยึด อุปทานเป็นพลังงาน ที่มีตัณหาเป็นความเสน่หาให้สมใจสมใจในราคาสมใจด้วยเศษได้เอามา ให้ทำว่าได้สุกเอามากี่กระป๋อง ใส่กระป๋องมาดู ก็ไม่มี สนุกผ่านไปแล้วก็มีแต่ความจำ จำได้อยู่ในกระป๋องของความจำ เอาออกมาดูก็ไม่ได้แสดงกิริยาหรือพูดให้ดูได้แล้วจะไปรู้สึกตามคนได้อย่างไร รู้สึกว่ามันดีมันเป็นอย่างไรคุณเองก็สมมุติของคุณคนเดียว สัมผัสของคุณคนเดียว ตอนนี้ไม่ได้สัมผัสด้วย แต่ถ้าจะรู้สึกอินไปตามก็รู้สึกดีๆเหมือนกัน ถ้าเอามาเล่าก็จะโน้มน้าวให้สนุกร่วมกันได้ ถ้าใครไม่รู้สึกสมมติร่วมกันด้วย คุณฟังคุณก็เฉยๆ ไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นคนที่ไม่สมมติตามเขาแล้วจบ สัจจะในสมมุติไม่มี เพราะเป็นปรมัตถ์ที่คุณตัดแล้วคิดของคุณก็ไม่ร่วมกับสมมุติ เขาจะสมมุติกันไปคุณก็สามารถเข้าใจได้แต่คุณไม่ตรงไม่รั่วไม่สนุกด้ว ยไม่ชอบให้ชังไม่มีอาการบวกไม่มีอาการลบ คุณฟังคุณก็เฉย แต่ผู้มีปัญญารู้ก็เข้าใจรู้ เมื่อคุณหมดอุปาทานหมดความยึด ที่เป็นแดนนรกแดนสวรรค์ เป็นความชอบหรือความไม่ชอบ มันก็หมดไป แต่เข้าใจในภาษาที่เขาพูดที่เขาว่ามันดีเร็วดีแรงดี แตะเข้าไปแล้วก็มันรับไม่อยู่ เราก็รู้เข้าใจ บอกว่าคนเตะมันแตะแรงจนคนรับมันรับไม่อยู่คนรับล้มไปเลย บางคนเตะไม่ถูกแต่จนคนรับรับไม่ได้เลยหรือปล่อยให้โกลหลงทางเลยเก่งชิบหาย คุณก็ไปมันอยู่อย่างนั้นแหละ ทำไมอาตมาจะไม่รู้ว่าจะมาก็เคยเล่นบอลมาเป็นทีม ถึงขนาดแต่งเพลงออกมาคนนี้เป็นโกลคนนี้เป็นแบคนี้เป็นวิง เราก็แต่งเป็นเพลงเชียร์ของทีมเรา ถ้าเราหมดอุปาทานก็หมดความเกิด ไปกับเขา แต่เราก็รับรู้ร่วมไปกับเขา ไม่ได้โง่รู้ทุกอย่างที่เขาเป็นกัน รู้ได้ ไม่ได้น้อยไปกว่าเขา แต่ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร คุณจะชวนกันไปติดยึดเราก็ไม่ไป ชวนเราก็ไม่ไป ชาวอโศกอยู่ที่นี่ ชวนออกไปตะลิดติดชึ่งข้างนอกก็ไม่ไป เราไปปลูกผักดีกว่าเสียเวลาเสียแรง เอาเวลาเอาทุนรอน เอาแรงงานของเรากลับมาเอามาปลูกกล้วยปลูกข้าวดีกว่า คนรู้ว่าอะไรเป็นสาระก็เอาสาระ คนไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาระก็ไม่เอาสาระ ก็จะเสียเวลาเสียแรงงานเสียทุน เราไม่เอาแล้ว เราก็มาทำสิ่งที่เป็นสาระ นี่คือเศรษฐกิจบุญนิยม ชาวอโศกจึงมีเศรษฐกิจบุญนิยม เซฟจากแรงงานทุนรอน แรงงานที่คนไปหลงเปลืองผลาญมาได้เยอะ เอาเวลาแรงงานทุนรอนมาสร้างสิ่งที่เป็นสาระ แล้วพวกเราก็ไม่เสพไม่ติดแบบทุนนิยม ไม่มีเราก็ไม่เสพ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าตัณหามิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆทั่วไปทุกแห่งหน คือรูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา เมื่อตัณหาไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะ ตัณหาดับไป อุปาทานจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งอุปาทาน ก็คือตัณหานั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เรากล่าวอธิบายไว้ ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่าเพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าเวทนามิได้มี แก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ เวทนาที่เกิดเพราะจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัสมโนสัมผัส เมื่อเวทนาไม่มี โดยประการทั้งปวง เพราะเวทนาดับไป ตัณหาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งตัณหา ก็คือเวทนานั่นเอง ฯ [๕๙] ดูกรอานนท์ ก็ด้วยประการดังนี้แล คำนี้ คือ เพราะอาศัยเวทนาจึงเกิดตัณหา พวกปฏิบัตินั่งหลับตาเป็นการสะกดจิต ไม่ใช่ การมีจิตวิเคราะห์ เป็นความผิดพลาดของศาสนามาก เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เพราะอาศัยการแสวงหา จึงเกิดลาภ เพราะอาศัยลาภจึงเกิดการตกลงใจ เพราะอาศัยการตกลงใจจึงเกิดการ รักใคร่พึงใจ เพราะอาศัยการรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง เพราะอาศัยการพะวง จึงเกิดความยึดถือ เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ เพราะอาศัยความ ตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน เพราะอาศัยการป้องกันจึงเกิดเรื่องในการป้องกันขึ้น อกุศลธรรมอันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น คำนี้เรากล่าวไว้ด้วย ประการฉะนี้แล ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวว่า เรื่องในการป้องกันอกุศลธรรม อันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การ แก่งแย่ง การ วิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น
พ่อครูว่า คนไม่โต้ตอบเลยคือผู้ชนะ พ่อครู…. ๒๙ ธ.ค.๕๘ ไม่มีการโต้ตอบ จิตอยู่กับสิ่งที่ควรยึด อย่างคานธีถูกยิง เมื่อมี action แล้วมี reaction ไม่เกิด คือหนึ่งเดียวเอกสโมสรณา ไม่มี reaction คือความจบ แล้วเราก็มีปัญญารู้ว่าเจ็บก็คือเจ็บ เราไม่ตอบโต้ คือเราสิหยุดแล้วเธอสิไม่หยุด ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการป้องกันมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มี การป้องกันโดยประการทั้งปวง เพราะหมดการป้องกัน อกุศลธรรมอัน ชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียดและการพูดเท็จ จะพึงเกิดขึ้นได้ บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการเกิด ขึ้นแห่งอกุศลธรรมอันชั่วช้าลามกเหล่านี้ คือ การถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การ แก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การกล่าวคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ก็คือการป้องกันนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ การป้องกันรักษามีสองนัยว่า ถ้าสิ่งไม่ดีรักษาไว้ก็ไม่ดีแต่ถ้าเป็นส่ิงดี ที่ต้องรักษาดูแลก็จะดี รักษาไม่ให้สิ่งไม่ดีเข้ามาก็ได้หรือรักษาให้ส่ิงไม่ดีหายไปก็ได้ พวกเรามีความบกพร่องที่ไม่รักษาดูแลข้าวของ เก็บรักษาสิ่งควรเก็บ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ ตระหนี่มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความตระหนี่ โดยประการทั้งปวง เพราะหมดความตระหนี่ การป้องกันจะพึงปรากฏได้ บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการ ป้องกัน ก็คือความตระหนี่นั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ ยึดถือมิได้มีแก่ใครๆ ในภาพไหนๆทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความยึดถือโดย ประการทั้งปวง เพราะดับความยึดถือเสียได้ ความตระหนี่จะพึงปรากฏ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ ตระหนี่ ก็คือความยึดถือนั้นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการพะวงมิ ได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการพะวงโดยประการ ทั้งปวง เพราะดับการพะวงเสียได้ ความยึดถือจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ ยึดถือ ก็คือการพะวงนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ รักใคร่พึงใจมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความรัก ใคร่พึงใจโดยประการทั้งปวง เพราะดับความรักใคร่พึงใจเสียได้ การพะวงจะพึง ปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการพะวง ก็คือความรักใคร่พึงใจนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความตกลงใจจึงเกิดความรักใคร่พึงใจ เรากล่าว อธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะอาศัยความตกลงใจจึงเกิดความรักใคร่พึงใจ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ ตกลงใจมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความตกลงใจ โดยประการทั้งปวง เพราะดับความตกลงใจเสียได้ ความรักใคร่พึงใจจะพึงปรากฏ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยความรักใคร่ พึงใจ ก็คือความตกลงใจนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะอาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าลาภมิได้มีแก่ใครๆในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีลาภโดยประการทั้งปวง เพราะหมดลาภ ความตกลงใจจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ ตกลงใจ ก็คือลาภนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยการแสวงหาจึงเกิดลาภ เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้
ถ้าเราไม่ตกลงใจเราก็โสด ไม่เห็นเหงาเลย มีพ่อแม่ปู่ย่าตายยายลูกหลาน ล้วนอยู่อย่างสงบสุข มีอวิวาทะ สังคหะ อวิวาทะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ เป็นเอกีภาวะ ปึกแผ่นแน่นเหนียว อะไรก็ตีไม่แตก เป็นสังคมที่โลกปรารถนา แต่เขาก็ไม่รู้เราสร้างได้แล้วสังคมคนที่อยู่แบบนี้ อยู่อย่างสาราณียะปิยกรณะคุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ จึงเกิด กาย วจี มโน เมตตามี ลาภปฏิลาโภ เกิดลาภร่วมกัน เราทำข้าวก็ได้ข้าว ลาภแล้วหนอเราได้ข้าวของเรา เราก็มาแบ่งกินกันในนี้สบายดี พระพุทธเจ้าตรัสถึงทฤษฎีนี้ที่วิเศษ อาตมา ถ้าพวกเราทำมาได้แม้จะมีการขัดแย้งแต่ก็ขัดแย้งอันพอเหมาะไม่มีด่าว่ามึงมึงกูกูไม่มีถือมีดถือไม้มาไล่ตีกัน สังคมแบบนี้ท้าพิสูจน์มา 30 ถึง 40 ปีดีไหม ก็มาเถิดมาอย่าช้าอยู่ไหนรีบมา เธอมีตราและจอบเสียม และจะเกิดสมรรถนะอันยิ่งใหญ่ อาตมาจะพาทำให้แผ่นดินพุทธเกิดเป็นแกนของโลก คนศีลสูงกว่าก็ยิ่งมีเมตตาดูแลผู้ที่ต่ำกว่าไปเรื่อยๆ มีทิศทางไปสู่นิพพานวิมุติหรือกิเลสหมด คนก็รู้ร่วมกันนี่คือโกลของชีวิตหรือเป้าที่จะพุ่งไปสู่จุดนี้ ตรงกันมีทิฏฐิสามัญตา ไม่ผิดเพี้ยน ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เรา ได้กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยการแสวงหาจึงเกิดลาภ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการแสวงหา มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการแสวงหาโดย ประการทั้งปวง เพราะหมดการแสวงหาลาภจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยของลาภ ก็คือ การแสวงหานั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าตัณหามิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เมื่อ ไม่มีตัณหาโดยประการทั้งปวง เพราะดับตัณหาเสียได้ การแสวงหาจะพึงปรากฏ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยของการ แสวงหาก็คือตัณหานั่นเอง ฯ กามคือ การได้มาเสพรสก็เป็นราคะ อยากได้มาเป็นของกู ก็เป็นโลภ ได้กลิ่นมาแต่ไกลก็เอา ได้ยินได้เห็นก็เอา ได้สัมผัสเสียดสี พวกมาโซคิสหรือซาดิสม์ก็ต้องสัมผัสแรงๆจึงจะถึงๆ ผู้ที่พอเป็นก็จะเอาแค่นี้เท่าที่อาศัยก็จบ ถ้าไม่อาศัยสิ่งสองจะต้องกระทบสัมผัสหรือแม้จะกระทบสัมผัสก็ต้องรู้จักความพอดี การประทบก็มี ฆ จะ เรียกกลุ่มเรียกว่าก้อน ก็เป็นสิ่งนี้ทั้งนั้น ถ้ามากเกินไปมันเปลืองก็ไม่เอาท่านน้อยเกินไปไม่เป็นรูปร่างไม่พอเหมาะก็ไม่เอา ปฏิฆะคือสภาพเข้ากับออก มี reaction กับ action ตามที่เรายึดถือ 1 ยึดถือเพื่ออาศัย 2 ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา แบบนี้ไม่เอา เราใช้ยึดเพื่ออาศัยเท่านั้น คำว่าอาศัยนี้มาจาก สยะ คำว่า อา มีทางออกและมีเข้าแต่ถ้ามัน 0 แล้วไม่มีออกหรือเข้า ไม่ไปไม่มา ถ้ามันมีมันก็ต้องมีการเคลื่อน มันก็ยังมีของข้านี่แหละเคลื่อน ส่วนอีกคนก็บอกว่า ไม่เคลื่อน ของข้าเคลื่อน ของข้ามี ก็ฆ่ากันระหว่างสองข้างนี้ กามตัณหามีข้างนอก หมดข้างนอกก็เหลือแต่ภายใน อนาคามีไม่ปรุงแต่งกับภายนอกแล้ว มีแต่ภายใน แต่อนาคามีกระทบเย็นร้อนอ่อนแข็งอย่างไรก็รู้หมด แต่เราไม่ยึดถือเท่านั้นเอง ความหยาบความแรงกระทบกระแทกภายนอกเรียกว่ากาม ถ้าหมดแล้วจะกระทบแรงหรือเบาเราก็ไม่ถือ แรงจนสรีระของเรามันเจ็บหรือแตกเลยก็ต้องมานั่งรักษา หรือบางทีเค้าแรงจนเราตายเลย ถ้าเราไม่พยาบาทเราก็ตาย ช่างเขาเถอะ ถ้าเราเองไม่พยาบาทแล้วการเกิดร่วมก็จะไม่เกิดมาใกล้กัน แต่ถ้ายังมีแรงดูดกันอยู่คุณอย่างพยาบาทยังห่วงหาอาวรณ์ พลังงานนั้นก็จะเกิดมาหากัน ก็ไม่พรากจากกัน ถ้าพลังงานที่มันไม่รวมแล้วมันจะเกิดร่วมกันมันก็ไม่ดูดไม่แตะ แตะมันก็ไม่ดูด อรหันต์อยู่กับใครที่น่ารักก็ไม่รัก ก็อยู่ทำงานร่วมกันไปไม่ผูกไม่พันอะไร ก็ทำงานสร้างสรรค์ร่วมกันไปภายนอก แต่เราไม่ค้างอะไรในจิตเรา ถ้ายังเหลือใยเป็นรูปธรรมเป็นรูปภพก็ต้องล้างอีก ถ้าเหลือเยื่อใยข้างใน เป็นภาวะของเราเท่านั้นตัดจากกามภพแล้วอันอื่นไม่เกี่ยวกับเรา แต่ถ้า “รูปภพ” มีแต่ตัวเอง รูปก็อย่างหนึ่ง ถ้าตัดความอยาก ก็เหลือแต่รูป ไม่มีสัจจะเรียกแล้วมันไม่ใช่รูปแล้ว เบาบางก็คือรูปที่เหลือนั่นแหละ จนกว่าจะหมดสนิทไม่เหลืออะไรเลย จนกว่าจะพ้นอรูป จะเรียก อรูป ก็แล้วแต่ หมดอย่างเก่งเรียกว่า “วิภวภพ” หมดอย่างไม่เหลือจริงๆ เป็นวิภวตัณหา เป็นความประสงค์ที่ไม่มีภพ แล้วแต่ความต้องการที่สร้างสรรค์ เช่นพระพุทธเจ้ามีความต้องการจะสร้างศาสนาให้มีนักบวชหญิงนักบวชชายอุบาสกอุบาสิกาที่มีความเก่งกาจสามารถสามารถปรับวาทะแก้ไขสิ่งที่มันไม่ลงตัวได้ แต่ท่านพร้อมจะหมดภพจบได้ทุกเมื่อ เป็นวิภวตัณหาของท่านที่ตรัสกับมาร เมื่อมารบอกว่าเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ตายก็สูญไปเสีย แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าเรายังไม่ตายเราจะสร้างศาสนาก่อน
[60] ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสองด้วยประการดังนี้แล ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าผัสสะมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เมื่อไม่มีผัสสะโดยประการทั้งปวง เพราะ ดับผัสสะเสียได้เวทนาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ถ้าถูกวางยาสลบก็ไม่รู้อะไรไม่รับรู้อะไร จะเรียกชื่ออะไรได้ แม้แต่ว่า เสียงกระทบหู แต่จิตไม่รับรู้ว่าจะไปได้ยินอะไร แสงมากระทบที่จอประสาทตาแต่คุณไม่รับรู้ก็ไม่เห็นภาพอะไร โดยภาพมันก็มีอยู่แล้วในรูปวัตถุและจิตคุณไม่รู้นี่แหละคือคน ที่พลังงานไม่ร่วมสัมผัสด้วยทั้งทั้งที่มีพลังอื่นกระทบ พระพุทธเจ้าเดินอยู่จงกรมในโรงกระเดื่องตั้งจิตแน่วนิ่งไม่รับเสียงอะไรเลยมีแต่ตาดูทางไปมา เสียงอื่นตัดหมดฟ้าผ่าใกล้ๆ วัวตาย 4 คนตาย 2 ท่านก็ไม่ได้ยิน อาตมาเคยเดินจงกรมหน้ากุฎิวัดอโศการาม กำหนดเดินตรงไปโดยไม่กำหนดว่าจะจบแค่ไหน ตนเองก็เอาแต่เดิน เดินไปก็ชนหน้าแข้งโดน ที่จะขึ้นสู่กุฏิ ไม่ได้กำหนดเดินไปกลับ ถ้ารูปกับจิตคุณมันมีปฏิกิริยาร่วมกัน แต่คุณไม่รู้ มันก็ทำร้ายคุณ แต่ถ้าเราควบคุมดูแลได้ มันก็สามารถที่จะสู้ได้ เช่นเพ่งพระอาทิตย์ แรงแรงานเข้าจนกระทั่งเคยชิน ไม่แสบตา แม้ที่สุดจะทำให้หนังเหนียวก็ทำได้ มีดเฉือนไม่เข้า และนามธรรมสำหรับจิตนิยามจึงมาก่อนรูป มีถามเขียนมาแทรกว่า….เห็นคณะกรรมการการเงินตัดสินเงิน จะตัดสินช่วยแบบไหน เช่น 1 บอกว่าเขาจะจ่ายก็ปล่อยเขาไปเรามีเงินเยอะ 2 สอบถามคณะกรรมการว่าสิ่งที่ตัดสินไปแล้ว ขอทวงติงได้ไหม อนุมัติเงินง่ายไป ฉันขอซื้อมือถือราคาเป็นหมื่น ขอซื้อโน๊ตบุ๊คราคา 60000 เป็นต้น บอกสมณะบอกพ่อท่าน เพื่อเป็นที่มาของการออกนโยบายการใช้เงินให้รัดกุม และอยู่ในศีลอันสมควรก็ยังศรัทธาของโหมดการใช้เงินที่ไม่เหมาะสม เป็นเหตุแห่งการลดศรัทธาหมู่ น่าจะมีมาตรการชัดเจนว่าใครสมควรจะมีโทรศัพท์มือถือ ipad หรือยี่ห้อต่างๆ คอมพิวเตอร์ราคา 60000 บาทน่าจะมีขั้นตอนมากกว่านี้ทุกวันนี้ใครกล้าขอ คนอื่นก็ไม่กล้าขัดใจ เกรงว่าจะเกิดความไม่สามัคคี กรรมการก็เลือกมาแล้วเหมือน ส.ส. ประชาชนชาวบ้านไม่กล้าวิจารณ์เราเลือกมาแล้ว จะให้เป็นแบบนั้นหรือเปล่า คนส่วนใหญ่คิดแบบนั้นคือยกให้คณะกรรมการ พ่อครูว่า… ถ้าเราวางใจยกให้คณะกรรมการ คุณก็ไม่ต้องทุกข์อะไรเลยก็จบ แต่ถ้าคุณจะแย้ง จะเสนอกรรมการในข้อเสนอ เสนอไปแล้วในคณะกรรมการได้ตัดสิน คุณเสนอเข้าไป เขาก็ต้องพิจารณา แน่นอนในกร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive