581230_ธรรมะรับอรุณ ว.บบบ.ครั้งที่ ๔ มหานิทานสูตร ตอน ๔.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข6 มกราคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

581230_รายการธรรมะรับอรุณ ว.บบบ.ครั้งที่ 4 ที่บ้านราชฯ เรื่องมหานิทานสูตร ตอน 4 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน มหานิทานสูตร ตอน 4

พ่อครูว่า….วันนี้วันพุธที่ 30 ธันวาคม 2558 ขณะนี้วันนี้มีผู้มาร่วมลงทะเบียน ทั้งหมด 719 คนยังไม่นับรวมผู้ที่มาสังเกตการณ์อีก ก็เป็นผู้ที่ใส่ใจสนใจจะมา ร่วมพัฒนาตนเอง ในร่างกาย มีอาการ 32 ก็ยังอยู่ครบ แต่อาการที่ 33 นี้ไม่มีแล้ว เป็นคนที่ไม่มีดาวดึงส์แล้ว ไม่มีอายุทิพย์ วรรรณะทิพย์ สุขทิพย์แล้ว ไม่ไปฝันเพ้อกับสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ชีวิตก็จมกับดาวดึงส์ตรงภพนี้ เมื่อใดจิตของเราเป็นสุขโดยสร้างภพ จะสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจสัมผัส แล้วก็ปรุงเป็นวิมานสบายใจสุขใจ คนไม่ได้ศึกษามีอวิชชาก็จะปั้นขึ้นมา เป็นภพชาติสวยอารมณ์ ปรุงขึ้นมาเป็นสามัญปกติชีวิตมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม เป็นสามัญปกติของคนทุกผู้ทุกนาม จะเป็นอารมณ์เล็กน้อย ที่เป็นอรูปอัตตา ก็เป็นดาวดึงส์ของตนเป็นอรูปภพ ปั้นขึ้นมา หรือเป็นรูปเป็นร่างเป็นรูปภพจริงจังเหมือนจริง ดีไม่ดีก็เห็นข้างใน เป็นจิตทิพย์สร้างภาพสร้างรูปสร้างร่างอะไรขึ้นมาเป็นจริงจังหลับตาก็เห็นลืมตาก็เห็น เห็นอยู่ข้างใน ก็เรียกกันว่าเป็นตาทิพย์หรือมโนมยอัตตา คือรูปที่สำเร็จด้วยจิต จะมีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอะไรก็แล้วแต่อยู่ในจิต เมื่อลืมตาสัมผัสออกมารับสัมผัสข้างนอกจนถึงภายใน ข้างนอกสัมผัสเติมเต็ม ข้างในก็ร่วมด้วย ทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ ก็เห็นสภาพเต็มสภาพ แล้วก็รวมออกมาเป็นสุข สุขอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าองค์ประกอบครบพร้อมอยู่ในบรรยากาศในเมืองสวรรค์ในดาวดึงส์ ก็แสวงหาเพื่อที่จะได้เสพสัมผัสทั้งนั่งนอน ทั้งเดิน ทั้งกินเป็นเเดนแสนสุข ก็อยู่กับโอฬาริกอัตตาเต็มคราบ ถือว่าเป็นสิ่งประกอบนอกในครบพร้อม อัชฌั

อ่านต่อ

ตตัง อรูปสัญญี พหิทารูปานิปัสสติ สำเร็จอิริยาบทอยู่ในปัจจุบันนั้นเทียวก็จะเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าจะนั่งจะนอนจะเดินจะไปจะมาจะขยับตัวก็เพื่อเสพสุข แดนที่เสพสมใจมีองค์ประกอบพร้อมให้แก่ตนเอง เพื่อให้มีองค์ประกอบเป็น สุขทิพย์ อายุทิพย์ วรรณาทิพย์ สุขทิพย์ คือสิ่งที่ห้อมล้อม เราตั้งแต่ วัตถุหรือบุคคลก็ตาม อยู่ในชั้นสวรรค์ วรรณะ ผู้ที่ประกอบพร้อมก็ดีกว่า ชั้นสูง ไฮโซ ตอนนี้จะต้องไปกินในภัตตาคารหรูดูแพงแพงชั้นสูง จะต้องไปตรงนั้นตรงนี้ ต้องโน้นที่เป็นแดนที่ตนเองสรรว่าเป็นชั้นสูง ทุกที่ไป เป็นแดนสุขาวดีทั้งนั้น แล้วก็อยากจะอยู่ให้นานเป็นอายุทิพย์ ให้เป็นสุขตลอดๆทุกเศษเสี้ยวแห่งวินาที ขอให้สุขอย่างนี้ ขอให้สุขอย่างนี้ ซึ่งจะต่างกับ นิยตายุโก อมโม อปริคโห อมโมคือ ผู้หมดตัวตนหมดอหังการ ส่วนผู้ปริคโหคือ ผู้หมดอวิชชา คือผู้มีอายุแน่นอนเป็นอมตบุคคล จะอยู่ยาวหรือสั้นจะตายหรือเกิดก็ได้ ที่สุดแล้วจะตายอย่างปรินิพพาน หรือจะตั้งจิต ตายแล้วตอบภพภูมิ ปณิหิตตังจิตตัง หรืออัปปณิหิตตังจิตตัง หรือสุญญตนิพพาน ปรินิพพานเป็นปริโยสาน อรหันต์จะมีนิยตายุโก มีอายุแน่นอน ผู้ปฏิบัติตนจนเข้าถึงก็จะได้อย่างที่กล่าว แต่ผู้หลงดาวดึงส์จะมีสภาพ ดิ้นรนแสวงหาด้วยตัณหา เป็นผู้ไม่รู้ อชานาตัง เป็นผู้ไม่เห็น อปัสสตัง เป็นความดิ้นรนของตัณหา แล้วก็อาศัยอารมณ์ที่ทุกขณะ ที่ตนดิ้นรนแส่หา ตรงไหนๆคือ เวทยิต คือเสวยอารมณ์นั้นอยู่เคล้าเคลียอารมณ์นั้นอยู่ สรุปเราเป็นคนที่แต่ละเวลาของคนก็จะแสวงหาแต่ดาวดึงส์ ได้เสวยเสร็จก็สุข ไม่ได้สมใจไม่ได้เสวยก็ดิ้นรนทุกข์ทน อันไหนไม่ต้องอารมณ์ ก็หนีไปเอาอันอื่นที่ต้องอารมณ์ นี่คือผู้ที่ไม่รู้ อชานาตัง เป็นผู้ไม่เห็น อปัสสตัง ในสัจธรรม จะมีของใหม่ที่จะประกอบ ร่วมกับอดีตอนาคต ปรุงแต่งจิตตนเอง โดยเฉพาะอดีตนั้นจะเป็นอวิชชาเป็นอนุสัย เอามาใช้ปรุงแต่งเข้าไป ร่วมด้วยกับอนาคต ในขณะเดียวกัน คนที่มี 3 ลักษณะประกอบกันหมุนๆๆๆอยู่คือ อดีตปัจจุบันอนาคต เอามาปรุงแต่งแล้วก็เสร็จทำให้ตนได้เสวยอารมณ์ (เวทยิตตัง) มันไม่ชอบก็เป็นตัณหาคตานัง หรือคือเป็นเพียงความแส่หา(ตัณหาคตานัง) เป็นความดิ้นรนของตัณหา (ปริตัสสิตัง วิปผันทิตเมวะ) เพื่อให้เป็นแดนอายุทิพย์ ให้นานที่สุดเป็นยามา อย่าให้หมดนะ อย่าให้หมดนะ จนพอแล้วก็เคลื่อนย้ายไปหาอันใหม่ดินรนแส่หาจริงๆ ค้นหาวิชาก็ไม่รู้ ดินรนอยู่ตลอด พอแล้วก็ไปหางานใหม่ จนกว่าจะพอใจ เสพอันใหม่เพราะเบื่อแล้วก็ไปหาอันใหม่ ดิ้นรนไปตามตัณหา ถ้าศึกษาจริงศึกษาดีๆจะเห็นว่า คนเราทุกวันนี้น่าสงสารมาก หลงใหลในโลกกันไม่ใส่ใจในเรื่องของธรรมะ ไม่ต้องพูดถึงศาสนาอื่นเขา ศาสนาอื่นเขายังใส่ใจเอาจริงเอาจังในศาสนา อย่างศาสนาอิสลาม ในเมืองไทยคนอิสลามเขาเอาจริงเอาจังเอาใจใส่ศึกษา เกิดมาเขาก็ปลูกฝังแต่เล็กแต่น้อยจนถึงโต มีโรงเรียนมีความรู้ทางศาสนา ให้ละหมาดอย่างน้อยวันละ 5 ครั้งอยู่กับพระเจ้า พยายามจริงๆ เขาก็รักษาไว้ได้ ส่วนศาสนาพุทธอิสระเสรีภาพมาถึงปีนี้มาถึงวันนี้ 2600 กว่าปีมาแล้ว 2558 บวกกับ 80 เท่ากับ 2638 ก็ไม่ค่อยเอาถ่าน ในพุทธศาสนิกชน แต่ไปอยู่กับโลกเขาหมด ไปแสวงหาดาวดึงส์ ส่งไปเสพสุขทิพย์หรือสุขเท็จ ที่เป็นอัลลิกะแล้วหลงว่าเป็นทิพย์ สมัยใหม่เดี๋ยวนี้ก็จิ้มแท็บเล็ต เสียเวลา ทุนรอนแรงงานอันยิ่งใหญ่ ถ้าเอาความสูญเสียของข้าคืนมาไม่ว่าจะเป็นเสียเวลา ทุนรอน แรงงาน ทั้งแรงกาย และสติปัญญา ให้เอากลับคืนมาได้ จะมีประโยชน์อีกมหาศาล พวกชาวอโศกเป็นนักเศรษฐกิจแบบบุญนิยม เอาความสูญเสียขึ้นมาได้มากมาย จนคนเขางงว่าอยู่กันได้อย่างไร แบบคนจน จะมาแกล้งหลอกคนอื่นว่ามาจนหรือไม่จน วันนี้ตั้งนามสกุลจนมากมาย จนแรกที่ตั้งให้คือ ของคุณน้อยร้อยแจ้ง คือ จนดีจริง ตอนแรกจะใช้ว่าจนดี แต่ก็มีคนตั้งแล้ว ขึ้นคำว่าจนนี้อาจจะหมายถึงว่าจนกระทั่งถึงก็ได้ จนจนกระทั่งถึงเป็นอนาคาริกชนก็ได้ แต่คนไม่ค่อยอยากจะเป็น อนาคาริกชนนั้นเป็นคนที่ไม่สะสม ไม่สะสมบ้านช่องเรือนชานทรัพย์ศฤงคาร ชาวอโศกนี้ส่วนใหญ่จะไม่สะสมแต่บางคนกิเลสยังไม่หมด ก็เป็นคนที่เมาคือ จะเอาหรือไม่เอายังไม่ชัดเจน มาตั้งใจที่จะไม่เอาแต่ก็สะสมไว้ ใครที่สามารถสละออกจนกระทั่งไม่ต้องเป็นของเรา เรามีระบบสาธารณโภคีแล้ว อาศัยใช้สอยในนี้สบาย ช่วยเหลือบำรุงรักษาดูแลบริหาร แบ่งแจกเอื้อเฟื้อเจือจานผู้อื่น สังคมก็เป็นสุขเป็นเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ต้องมีเงินคงคลังเยอะ แต่การหมุนเวียนนั้นคล่องตัวหมุนได้มากขึ้นเร็วขึ้น ก็จะมีเงินคงคลังเพิ่มขึ้นตามลำดับบ้าง เป็นเปอร์เซ็นต์ที่ได้สัดส่วนตามเศรษฐกิจพอเพียงที่มีคุณภาพ มีประโยชน์สะพัดออกสร้างสรรค์ได้มากขึ้น และก็มีคงคลังมากขึ้นเพื่อจะหมุนรอบออกไปได้ดีขึ้นยิ่งขึ้นๆ นี่คือความเจริญของเศรษฐกิจบุญนิยมหรือเศรษฐกิจพอเพียง จะมีจิตเป็นสาราณียะ คือไม่ใจดำ แต่ระลึกถึงกันอย่างญาติธรรม เป็นที่พึ่งกันได้ เราจะไปช่วยเขาได้อย่างไรหนอ เมื่อระลึกถึงกัน ไม่ใช่เตี้ยอุ้มค่อมด้วย อย่างพระพุทธเจ้าตื่นมาก็นึกถึงว่าจะไปโปรดใคร ท่านเป็นที่พึ่งของโลก ชาวพุทธต้องพึ่งตนจนเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ เส้นชีวิตที่ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา เป็นชีวิตที่ผู้อื่นดูแลเลี้ยงเอาไว้ชีวิต เนื่องด้วยผู้อื่น ไม่ต้องถึงขนาดพระพุทธเจ้าอาตมาเองก็เหมือนกัน ไม่มีอาการที่จะบำเรอจิต อาการที่ 33 ไม่ต้องทำเพราะมันพอแล้ว สันโดษแล้วในอารมณ์ที่จะบำเรอตนเองด้วยอาการทั้งหลายที่จะปรุงแต่งเป็นดาวดึงส์ไม่ต้องแล้ว ไม่มีสุขทิพย์ อายุทิพย์ วรรณะทิพย์แล้ว ทุกวันนี้ประกาศตัวตนหมดบอกไปหมดแล้วเปิดหมดแล้ว เพราะฉะนั้นจึงพูดละเอียดละเอียด ฟังให้ดีจะเป็นธรรมชาติชัดเจน ถึงขนาดว่าอาตมาเป็นตัวอย่างที่เป็นคนชนิดนี้อยู่ในโลกนี้ ตั้งใจจะอยู่จนอายุ 151 ก็ตาม ก็จะอยู่อย่างสาราณียธรรม เป็นไปเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ขออภัย แม้แต่ปวดขี้ก็ต้องอั้นไว้ เพราะตอนนี้ต้องทำต่อ กำลังคิดได้ เดี๋ยวมันลืม ก็ลืมปวด แต่เดี๋ยวก็ปวดใหม่อีกแล้ว เป็นเช่นนั้น ฟังดูเวอร์เหมือนกัน แต่ก็จริง มีสาราณียะ ปิยกรณะ เป็นความรักมิติที่ 7 ขึ้นไป มิติที่ 1- 4 ก็เป็นมิติที่ต้องศึกษา มิติที่ 1 ก็ต้องเป็นคู่ยังอยู่เดียวไม่ได้ ไม่เป็นเอกกับบุรุษต้องมีธรรมะ 2 คนที่มีธรรมะ 2 คือต้องพึ่งพาคนอื่น โดยที่ตนเองพึ่งตนเองไม่ได้ ไม่มีอัตตาหิอัตตโนนาโถที่แท้จริง ผู้ที่พึ่งตนเองสูงสุดก็เป็นอรหันต์ ส่วนอนาคามีก็ถือว่าพึ่งตนเองรอดแล้วอย่างแท้จริง สกิทาคามีก็พึ่งผู้อื่นตามกิเลสที่มี ปฏิบัติตนจนไม่ต้องพึ่งภายนอกแล้ว มีมรรคผลของตนเอง มีกิเลสส่วนเหลือของตนเองเป็น รูปราคะ อรูปราคะ เป็นสังโยชน์เบื้องสูง ก็เป็นอนาคามี โสดาบัน สกิทาคามี ก็ยังพึ่งเพื่อนฝูง อนาคามี นั้นพึ่งตนเองรอดให้คนอื่นพึ่งได้ด้วยตน อรหันต์ก็เป็นสมบูรณ์ พึ่งตนรอดสมบูรณ์ ไม่เป็นหนี้เลย ที่จริงอนาคามีก็ไม่เป็นหนี้แล้ว แต่ยังมีหยาบภายในอยู่ ผู้รู้ผู้เห็นก็จะรู้ได้ แต่ผู้ไม่รู้ไม่เห็นก็จะมีแต่ความดิ้นรนแส่หาของตัณหา พระพุทธเจ้าให้มาศึกษาให้จิตวิญญาณ มีจิตอย่างนี้คือ สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 เป็นจิตพระเจ้าที่แท้จริง ศาสนาพุทธรู้จักพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณด้วยตนเองเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า แท้ๆ มีสาราณียะ ระลึกถึงกัน นอกจากนอนพัก พอตื่นก็จะไปโปรดใครช่วยใคร ก็ไปด้วยรัก ด้วยปิยกรณะ ด้วยคุรุกรณะ ไปช่วยเหลือเกื้อกูล สังคหะ ไม่ก่อวิวาทที่คือความขัดแย้งกันไม่พอเหมาะ การจะพัฒนาเจริญได้ต้องมีแรงเสียดทานอันพอเหมาะ จะมีพลังสูงสุดถ้าไม่มีแรงต้านเลยก็จะไม่ได้สูงสุด ในหลักวิศวกรรม ไม่ถึงกับวิวาท แต่มีปฏิฆสัมผัสโสได้พอดีพอเหมาะ ปโหติ ได้สัดส่วนที่ดีที่สุดประโยชน์สูงประหยัดสุด ก็อยู่กันไปอย่างสามัคคีธรรม สามัคคียะ สงบเรียบร้อยราบรื่นง่ายงามสันติ เป็นแดนสันติเป็นแดนแห่งอิสระเสรีภาพเป็นแดนแห่งภราดรภาพ เป็นแดนแห่งสันติภาพ เป็นแดนแห่งสมรรถภาพ เป็นแดนแห่งบูรณภาพ(integrity) จะเป็นความซื่อสัตย์สุจริต เจริญงอกงาม อะไรบกพร่องก็จัดการเติม พัฒนาขึ้นไม่หยุดอยู่ มีแต่ก้าวหน้า อะไรบกพร่องก็เติมให้เต็มเสมอ บูรณาการเอาธรรมะพระพุทธเจ้าที่ได้มาแต่ปางบรรพ์ มาทำงานต่อเนื่องจนถึงปางนี้ ปางที่ 7 ก็ยังจะต้องทำต่อไปอีก ทำไปจนกว่าจะถึงปณิธานของตนเอง สูงสุดถึงสัมมาสัมโพธิญาณได้ก็จบ อันนี้เป็นปางที่คนไม่ค่อยจะเห็นดีด้วย ต้องพยายาม ก็พยายามหาวิธีการให้มารวมกัน วันนี้วันที่ 3 แล้ว ก็อาจจะมีที่ลุกมาไม่ขึ้น เกิดมาเป็นคนแล้ว ไม่มีอะไรจะสำคัญเท่าความรู้ชนิดนี้ ใครจะว่าหลงธรรมะพระพุทธเจ้า ก็ไม่ว่ากัน เพราะการศึกษาของพระพุทธเจ้าความรู้ชนิดนี้ เป็นเอก แล้วก็ไม่ได้ทิ้งความรู้อื่นที่จะรู้ได้ตามฐานะ วิชาเอกก็เป็นพุทธวิชา รองก็มีอีก คุณมีพลังจะศึกษาวิชาข้างเคียงกี่อย่าง ก็ไปจัดสรรเอาเอง แต่ธรรมะต้องเป็นเอก เป็นวิชาเอก ถ้ายังไม่จบอรหันต์ก็ต้องถือเป็นวิชาเอก แต่ผู้ที่เป็นโสดาบันแล้วก็จะได้ในตัว เท่าที่ได้ ก็จะมีวิชาอื่นเพิ่มพลังงานตามฐานะ สกิทาคามีก็มีสิ่งที่ให้ผู้อื่นได้เพิ่ม อนาคามีก็มีสิ่งที่ให้ผู้อื่นเพิ่มมากอีก อรหันต์ก็ทำเพื่อผู้อื่นหมด จบวิชาเอก ก็ไม่ต้องมุ่งเพื่อจะทำตนเอง จบแล้วมีแต่เหตุปัจจัยที่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น อรหะ(ไม่ลึกลับ) + อันตา(ที่สิ้นสุด) คือไม่ลึกลับในอัตตาของตนแล้ว ศึกษาเพื่อช่วยผู้อื่นต่อพระโพธิสัตว์ ศึกษาเพื่อช่วยผู้อื่น เพราะฉะนั้นบางทีบางปางก็ไม่ใช่คน จะไปเกิดเป็นสัตว์เพื่อศึกษาที่จะช่วยสัตว์ ถ้าพระโพธิสัตว์บางองค์สงสัยว่าชีวิตไส้เดือนจะเป็นอย่างไร วงจรชีวิตมัน จะเจริญหรือเสื่อมอย่างไรก็ไปเกิดเป็นไส้เดือนซะ แต่ฐานะของไส้เดือนมันไม่มีอะไรมากก็คงจะไม่ไปเกิดหรอก จะไปเกิดเป็นช้างไปเกิดเป็นสัตว์อื่น ที่ควรจะเป็นประโยชน์ แต่ไม่ไปเกิดเป็นจุลินทรีย์เชื้อโรคที่ร้ายแรงที่สุด ก็เป็นความชัดเจนในชีวิตที่แท้จริง ที่จะชัดเจนในความเกิดมาเป็นคน แล้วก็มีภูมิปัญญามีความรู้ที่เป็นองค์ประกอบ มาเป็นตัวสัตว์โลกจนกระทั่งเป็นมนุษย์ จนกระทั่งเป็นอรหันต์ จบทุกอย่างแล้วต่อจากนั้นไปก็เป็นสัตว์โลกที่ทำเพื่อผู้อื่น จะเวียนตายเวียนเกิดอีกเท่าไหร่ก็ทำประโยชน์ให้ผู้อื่นไป ที่พูดไปนี้ไม่ใช่เพ้อเจ้อไร้สาระเป็นจริงไม่ได้ แต่เป็นจริงได้ บอกแล้วจะเข้าใจชัดเจน จะเกิดศรัทธาที่จะพัฒนา ให้เกิดศรัทธินทรีย์ มีจิตเจริญเป็นอุเบกขา สูงขึ้นหรือเป็นมรรคก็เป็นอุเบกขาของฌาน 4 สูงขึ้น ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา ก็ยังเป็นคนที่มีประโยชน์ต่อมนุษยชาติมากขึ้น ด้วยตนเองไม่ต้องดูแลตนเองคนอื่นดูแลให้ ปรปฏิภัทธา เม ชีวิกา ปีนี้ปี 2558 มีคนฉลาดมาสมัคร 719 คน มาลงทะเบียน นอกนั้นฉลาดไปสมทบก็มี เป็นพวกแอบแสวงประโยชน์โดยไม่ลงทะเบียนก็ไม่ว่ากัน ไม่ได้ไปลงโทษไม่เอาโทษ อภัยก็ได้ แต่ก็น่าจะให้รู้หน่อย อย่างน้อยเราก็จะได้เอามาคุยโม้ได้ เป็นตัวไรแฝงในขนแอบดูดเลือดพญาคุรฑ แอบเสวยเสพกากี แอบเป็นกิ๊กของกากี ระวังพญาครุฑ เอาตายนะ ก็มาเข้าบทเรียนต่อ พระไตรปิฎก เล่ม 10

[64] ดูกรอานนท์ คราวใดเล่า ภิกษุไม่เล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ไม่ เล็งเห็นอัตตาว่าไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ ไม่เล็งเห็นว่าอัตตายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะว่า อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา ภิกษุนั้น เมื่อเล็งเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก และเมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะทกสะท้าน เมื่อไม่สะทกสะท้านย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตน ทั้งรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี อานนท์ ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า ทิฐิว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์ยังมีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตายสัตว์ไม่มีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์มีอยู่ด้วย ไม่มีอยู่ด้วย ว่าเบื้องหน้าแต่ตายสัตว์มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ ดังนี้ ภิกษุผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้ การกล่าวของบุคคลนั้นไม่สมควร ข้อนั้น เพราะเหตุไร ดูกรอานนท์ ชื่อ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติบัญญัติ ทางแห่งบัญญัติ การแต่งตั้งทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญา วัฏฏะยังเป็นไปอยู่ตราบใด วัฏฏสงสาร ยังคงหมุนเวียนอยู่ตราบนั้น เพราะรู้ยิ่งวัฏฏสงสารนั้น ภิกษุจึงหลุดพ้น ข้อที่มีทิฐิว่า ใครๆ ย่อมไม่รู้ ย่อมไม่เห็นภิกษุผู้หลุดพ้น เพราะรู้ยิ่งวัฏฏสงสารนั้น นั้นไม่สมควร ฯ

พ่อครูว่า… โลกโลกีย์ก็รู้แต่บัญญัติโลกีย์ ก็เลยเอาบัญญัติโลกุตระไปใช้กับโลกีย์เลย อย่างมรรคองค์ 8 ก็เอาไปใช้ทำมาหากินเป็นอาชีพ เช่นทำอาชีพหาลาภยศสรรเสริญให้แก่ตนจนกลายเป็นพระมหาศาลทุกวันนี้ ผู้ที่รู้จักวัฏสงสารจริงๆเป็นผู้ที่หลุดพ้นไม่ควรจะไปว่าผู้นี้ อย่างน้อย 719 คนนี้รู้อาตมา ยังมีคนที่อยู่ทางบ้านที่เป็นคนธรรพ์อยู่ แต่ก็แสดงตัวเถอะ อาตมาว่าคนที่ไม่แสดงตัวเช่นนี้มีไม่น้อย เป็นคน shut in ปิดตัวเอง โดยเฉพาะปิดตัวเอง อายครูบ่รู้วิชา อายภรรยาบ่มีบุตร เปิดตัวเถอะ มีคนเข้าใจผิดว่า โลกนี้ไม่มีคนที่บรรลุหรอก อย่าไปกล่าวเช่นนั้น ไม่ลงด้วย ไม่ลง ไม่ลงแต่ต้องการสอบ ก็ต้องการ

[65] ดูกรอานนท์ วิญญาณฐิติ 7 อายตนะ 2 เหล่านี้ วิญญาณฐิติ 7 เป็นไฉนคือ 1. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์ และพวกเทพบางพวกพวกวินิบาตบางพวก นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 1 2. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพผู้นับเนื่องในชั้นพรหมผู้บังเกิดด้วยปฐมฌาน และสัตว์ผู้เกิดในอบาย 4 นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 2 3. สัตว์มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกเทพชั้นอาภัสสร นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 3 4. สัตว์ที่มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพ ชั้นสุภกิณหะนี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 4 5. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆะสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึง นานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 5 6. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุด มิได้ เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 6 7. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร เพราะล่วงชั้นวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 7 ส่วนอายตนะอีก 2 คือ อสัญญีสัตตายตนะ (ข้อที่ 1) และข้อที่ 2 คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ดูกรอานนท์ บรรดาวิญญาณฐิติทั้ง 7 ประการนั้น วิญญาณฐิติข้อที่ 1 มี ว่า สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์และพวกเทพบางพวก พวกวินิบาตบางพวกผู้ที่รู้ชัดวิญญาณฐิติข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณ และโทษ แห่งวิญญาณฐิติข้อนั้นและรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติ ข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลินวิญญาณฐิตินั้นอีกหรือ ฯ ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ ฯลฯ

วิญญาณฐิติที่ 7 มีว่า สัตว์ผู้เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการ ว่า ไม่มีอะไรเพราะล่วงชั้นวิญญาณณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง ผู้ที่รู้ชัดวิญญาณฐิติข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณและโทษแห่งวิญญาณฐิติข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติข้อนั้น เขายังจะควรเพลิดเพลินวิญญาณฐิตินั้นอีกหรือ ฯ ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ส่วนบรรดาอายตนะทั้ง 2 นั้นเล่า ข้อที่ 1 คือ อสัญญีสัตตายตนะ ผู้ที่รู้ชัดอสัญญีสัตตายตนะข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณ และโทษ แห่งอสัญญีสัตตายตนะ ข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจาก อสัญญีสัตตายตนะข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลินอสัญญีสัตตายตนะนั้น อีกหรือ ฯ ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ ส่วนข้อที่ 2 คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ผู้ที่รู้ชัดเนวสัญญานาสัญญายตนะข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณและโทษแห่ง เนวสัญญานาสัญญายตนะข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจาก เนวสัญญานาสัญญายตนะ ข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลิน เนวสัญญานาสัญญายตนะข้อนั้นอีกหรือ ฯ ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ เพราะภิกษุมาทราบชัดความเกิดและความดับทั้งคุณและโทษ และอุบายเป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติ 7 และอายตนะ 2 เหล่านี้ ตามเป็น จริงแล้ว ย่อมเป็นผู้หลุดพ้นได้ เพราะไม่ยึดมั่น อานนท์ ภิกษุนี้เราเรียกว่า ปัญญาวิมุตติ ฯ

พ่อครูว่า… มาทวนตั้งแต่วิญญาณฐีติ 7 และอายตนะ 2 รวมเป็น 9 วิญญาณฐีติ คือ การปฏิบัติที่ต้องครบพร้อมขณะที่มีวิญญาณทั้ง 6 ตั้งอยู่ ยืนยันว่าศาสนาพุทธนั้นถ้าไปนั่งหลับตาปฏิบัติก็โมฆบุรุษ เพราะไม่มีวิญญาณฐีติ 7 ให้คุณปฏิบัติเลย ไม่มีกาย ไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายเลย แม้แต่คำว่ากายก็มิจฉาทิฐิกันไปหมด ในวิญญาณฐีติข้อแรก 1. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์ และพวกเทพบางพวก พวกวินิบาตคือ พวกที่ตกต่ำจนไม่มีที่จะตกต่ำกว่านี้อีกแล้ว บางพวก นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 1 กายคือ องค์ประชุมรูปกับนาม ส่วนสัญญาคือ จิตตัวที่กำหนดหมายรู้ หรือมีหน้าที่ค้นคว้าเรียนรู้ทุกอย่าง ต้องใช้สัญญาตลอดเวลา ถ้าใช่สัญญาไม่เป็น หรือไม่รู้ก็มิจฉาฯ มันมีกายต่างกัน คนหนึ่งมิจฉาฯ คนหนึ่งสัมมาฯ ส่วนสัญญาก็เช่นเดียวกัน คนหนึ่งมิจฉาฯ คนหนึ่งสัมมาฯ ผู้มีกายต่างกันมีสัญญาต่างกัน ก็จะเห็นเทวดาต่างกัน อย่าไปแส่หาวิญญาณนอกตัวล่องลอยเหมือนภิกษุสาติ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอน ต้องรู้ว่าจิตวิญญาณมีลักษณะแบบนี้ คุณสมบัติแบบนี้ ถ้าเป็นเทวดาโลกีย์ก็เป็นเทวดา 6 ชั้น ถ้าเป็นเทวดาโลกุตระ จะลดจะหยุดพักจากที่แส่หายึดติดโลกีย์ อยู่ดุสิต ต้องมาลดความเป็นยักษ์ เป็นจตุมหาราชิกาคือ ลดความเป็นรสชาติของกิเลสหรือรชะ ราชา เทวดา หรือยักษ์ ก็เป็นคุณตอนนี้ อาตมามาโปรดพวกคุณ พวกคุณจะเป็นแม่ไปคลอดบุตรต่อไป อาตมาก็เป็นพ่อผู้เชื้อโคตรของพุทธ ไปต่อเผ่าพันธ์ุต่อไป คุณต้องสร้างเทวดาของคุณเองให้ได้ พระพุทธเจ้าสร้างเทวดา สร้างพรหม เป็นผู้รู้จักจิตเจตสิกแล้วเป็นผู้สร้าง คนที่มีสัญญาตรงกัน เช่น ตรงกับอาตมา ก็จะมีตรงมากตรงน้อยต่างกันไป 2. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพ ผู้นับเนื่องในชั้นพรหม ผู้บังเกิดด้วยปฐมฌาน และสัตว์ผู้เกิดในอบาย 4 นี้เป็นวิญญาณ ฐิติที่ 2 หมายความว่ามีการกำหนดรู้ถูกต้องเหมือนกัน ฌาน 1 ก็คือจิต ไม่มีนิวรณ์ 5 แล้ว จะลืมตาหรือหลับตาก็ตามก็ต้องรู้ชัดเจนว่าเป็นสภาวะอย่างนั้นแหละ ของพระพุทธเจ้านั้นปฏิบัติลืมตา ได้แล้วหลับตาไม่ยากหรอก ไม่มีนิวรณ์ 5 ขณะนั้นจิตคุณเป็นฌาน จะลืมตาหรือหลับตาก็ตาม คนที่เข้าใจความเป็นฌานแบบนี้ คุณสัญญาแบบนี้ได้ ถ้าทำได้ตามที่กำหนดคุณก็จะเป็นพรหม ถ้าทำไม่ได้อย่างที่กำหนด คุณไปสร้างองค์ประกอบรูปนามสร้างได้ก็เป็นสัตว์พรหม สร้างไม่ได้ก็เป็นสัตว์อบาย รู้ว่าฌาน 1 เป็นแบบนี้แต่ก็ทำไม่ได้ ยังมีนิวรณ์อยู่ยังง่วงนิดๆ พยาบาทนิดๆ กามก็มีนิดๆยังข้องใจวิจิกิจฉา ไม่โปร่งโล่งว่าเราไม่นิวรณ์ 5 ถ้าไม่รู้ก็เป็นสัตว์อบายตัวแท้ แต่ถ้ากำหดรู้ชัดจริงแม่นจริง ว่าสะอาดจากนิวรณ์ 5 แม้จะเป็นฌาน 1 เคร่งคุมอยู่ วิตกวิจารอยู่ ทำฌาน 1 ยังไม่เก่ง เหมือนนักขี่จักรยานที่เพิ่งหัดขี่จักรยาน ผู้สามารถทำฌาน 1 เป็นผู้รู้องค์ประชุมรูปนาม ที่เป็นฌาน 1 แต่ยังเคร่งคุมมาก ยังไม่คล่องตัว ฌาน 1 ระมัดระวังมากก็ไดบ้างไม่ได้บ้าง แต่ไม่มีนิวรณ์แน่ มีปีติแน่ มีจิตเป็นหนึ่งได้ จึงต่างกัน เรียกกายต่างกัน แต่สัญญาตรงกันแล้วว่าไม่มีนิวรณ์ ก็ไม่มีนิวรณ์ตอนนั้น วิตักกะคือ ตรวจสอบไตร่ตรองระมัดระวังควบคุม คือยังกังวลอยู่ 3. สัตว์มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกเทพชั้นอาภัสสรนี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 3 เช่น อาภัสราคือ ภพสว่าง สว่างอย่างพวกธรรมกาย ปั้นได้สารพัด เช่นปั้นเป็นวิมานเพชรพลอย ชั้นต่างๆ อย่างฤาษีลิงดำ เป็นต้น ต่างกันได้ไม่มีกำหนดของใครของมันจึงต่างกัน วัคค่าไม่ได้ ไม่เหมือนแสงทางฟิสิกส์ แต่นี่วัดไม่ได้ จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน