โจรปล้นศาสนาที่ฆ่าด้วยหอกหลายร้อยเล่มก็ยังไม่ตาย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข23 กุมภาพันธ์ 2564

เนื้อหาในไฟล์

โจรปล้นศาสนาที่ฆ่าด้วยหอกหลายร้อยเล่มก็ยังไม่ตาย ทีนี้ โจรใหญ่นี่แหละ ที่พระราชาให้ฆ่า พระราชาคือเจ้าของวิญญาณ โจรมาแฝง พระราชาก็บอกว่าให้เอาไปฆ่าเสีย เช้า กลางวัน เย็น ด้วยหอกร้อยเล่ม ทีว่าไปฆ่า คือรู้ว่าตัวนี้เป็นโจร โจรอะไรคือโจรปล้นศาสนา โจรปล้นธรรมะของพระศาสดา เพราะฉะนั้นโจรของศาสนาพุทธคือกิเลส โจรปล้นคือกิเลส กิเลสนี่แหละ ตัวโจรของพระศาสดา ก็ให้เอาเจ้าพนักงานเอาไปฆ่าด้วยหอกร้อยเล่ม อย่างอาตมาเป็นเจ้าพนักงานของศาสนาพุทธ เอาไปฆ่าด้วยหอกร้อยเล่ม เช้ากลางวันเย็น มันก็ไม่ยอมตายเลย นอกจากไม่ยอมตายแล้วมันไม่รับรู้ไม่รับฟังอะไรเลย ปิดหูปิดตาหมด พูดอย่างไรมันก็ลืมตาหลับ ทำหูหนวก ในขณะมีหูรับเสียงได้ ไม่รับกลิ่นในขณะที่จมูกได้รับกลิ่นสัมผัส ทั้งนั้นทั้งโผฏฐัพพะทั้งลิ้น ไม่รับรู้อะไร มันโง่จนกระทั่งด่าเอ็งอย่างไรดี โขกเคาะอย่างไรมันก็ไม่รู้เลยว่าอวิชชาหนักมาก โง่ดักดานจริงๆ ไม่รู้จักความเป็นตัวเองตัวตน ถูกด่าขนาดนี้แล้ว โดยเฉพาะมาแฝงอยู่ในศาสนาพุทธ อาตมาก็เอาความจริงของพระพุทธเจ้าหรือคำสอนของพระพุทธเจ้านี่แหละมาเปิดเผย มันก็ไม่รู้จักความจริง มันก็ว่า ความจริงของข้าก็ต้องหลับตาแล้วไม่รับรู้อะไร แล้วข้าก็ต้องยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้ อย่างที่ข้ายึดมั่นถือมั่นแล้ว ข้าไม่เปลี่ยนแปลงโว้ย ข้าไม่รับฟังเองหรอก เอ็งเป็นใครอย่ามาพูดเลย อาตมาก็บอกว่าอาตมาเป็นพระโพธิสัตว์นะ เป็นลูกพระพุทธเจ้านะ เอาคำสอนมาเปิดเผยนี่ คุณนั้นยึดถือผิด เอ็งอย่ามาอวดดี เอาน่าคุณนั่นแหละยึดถือผิด เอ็งอย่ามาทำ Tiger G เขาไม่เชื่อน้ำหน้าอาตมา หาว่าเป็นพวก Tiger G เขาเชื่ออย่างที่เขายึด แล้วเขาก็เสวยผลอย่างที่เขายึดถือนั้น ไพศาลด้วยลาภยศสรรเสริญ ว่าเป็นปราชญ์ ไพศาลด้วยสุข ก็เสพสุขโลกีย์ตลอดกาลนาน เป็นดอกเป็นใบพืชผล

อ่านต่อ

ของต้นไม้ ไม่รู้แม้กระทั่งกระพี้ สะเก็ด ไม่รู้แม้แต่สะเก็ดคือศีล สะเก็ดคือศีล เปลือกคือสมาธิ กระพี้คือปัญญา แก่นคือวิมุติ พระพุทธเจ้าก็สอนไว้ เขาก็อยากได้แก่นอยากได้วิมุติ ก็พยายามไปแสวงหาแก่นแต่เขาก็ได้แค่ดอกใบผลอย่างนั้น เต็มเถรสมาคม เกิดจนตาย ก็เห็นอยู่ชัดเจน เถรสมาคม เจริญด้วยดอกใบผล แล้วเขาก็มาสอนคนว่า นี่แก่นเป็นอย่างนี้ กระพี้เป็นอย่างนี้ เปลือกเป็นอย่างนี้ สะเก็ดเป็นอย่างนี้ เขาสอนนะ เอาพยัญชนะ เหมือนอัมพัฏฐมานพ สอน ท่องจำได้มาก เก่งพระเวท เก่งความรู้พระพุทธเจ้าท่องจำ เอาไปสอบให้เขารับรองได้เป็นอาจารย์ใหญ่ เป็นผู้รู้ต่างๆและได้ลาภยศสรรเสริญสุขอยู่ นั่นเป็นฝ่ายเถรวาทสมาคม อีกฝ่ายหนึ่งไม่เอาบอกว่านั้นยังติดลาภยศสรรเสริญ ก็ออกไปไม่เอาหนีเข้าป่า หลบ ไม่เอาอย่างนั้นก็ไปหลงเดียรถีย์หลอก ว่า ไปหลับตาปฏิบัติได้หมดเลย กลับไปหลงหลับตาปฏิบัติ พระพุทธเจ้าท่านตรัสในพระสูตร ว่าไปหลับตาตามเดียรถีย์ที่หลอก อีกพวกหนึ่งไปหลงลาภยศสรรเสริญสุข อีกหมู่หนึ่งพอรู้ ไม่เอา หนี หลบเข้าป่า แต่ไปรู้ว่าวิธีคือจะต้องหลับตา หนีลาภยศสรรเสริญที่เป็นผัสสะ ตาไม่ให้กระทบรูป หูไม่ให้กระทบเสียง ทำจิตให้นิ่งๆดับๆไม่รับรู้ นี่แหละว่านิโรธๆ แล้วจะไปมีปัญญารู้จักนิโรธในขณะหลับตานั่นแหละ ไอ้พวกนี้ก็เป็นอาจารย์ใหญ่ ปราราสิยพราหมณ์ มีลูกศิษย์คือ อุตรมานพ ก็เรียนกัน ปาราสิยพราหมณ์อยู่เต็มป่า พวกสายอาจารย์มั่น สายอาจารย์ฤาษีลิงดำ สายธัมมชโยแต่ไม่ออกป่าพวกนี้เจ้านี้ก็หยุดแล้วประยุกต์เก่งชิบหายเลย ประยุกต์แล้วได้ลาภยศสรรเสริญสุข ได้ทั้งการสะกดจิต ตัวเองก็เลยเป็นเจ้าสะกดจิต วิธีนั่งหลับตาคือการสะกดจิต สะกดจิตจริงๆไม่ได้พูดใส่ความ สะกดจิตให้อยู่นิ่งจนกระทั่งสามารถสะกดจิตตัวเองได้ ควบคุมจิตตัวเอง แต่ไม่ได้ลดการหลงลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เช่นธัมมชโย สะกดจิตตนเองได้ จนเป็นผู้มีอำนาจ มีบริวารอะไรเยอะ จนสามารถสะกดจิตบริวารได้ จึงมาเป็นบริวารเยอะ แล้วก็สั่งเลยนะ มีเงินมีทองก็เอามาปิดบัญชี ครับอาจารย์นี่แหละ ครูไม่ใหญ่ จะร่ำจะรวยต่อไป ก็หลงกันจนกระทั่งทะเลาะกับครอบครัว ปิดบัญชี ตายๆ เก่งนะ หลอกคนจนกระทั่งปิดบัญชีเลยเอามาทำบุญทำทานกับอาจารย์หมด แล้วก็ไม่รับผิดชอบนะ คนที่เยอะแยะไปลำบากลำบน จนกระทั่งที่บ้านที่ครอบครัวก็เดือดร้อน เขาก็ต้องทำงานต่อกระเสือกกระสนไป ไม่รู้ตัวก็หลงทำอยู่อย่างนั้นต่อไป ส่วนฝ่ายนั่งหลับตาเข้าป่าเขาถ้ำ ไม่รู้เรื่อง ไปหลับตาปิดหูปิดตา เขาก็หาบริวาร อาตมาไม่หาบริวาร แต่พวกคุณแสวงหาแล้วมาเอา ก็ไม่ด้มาเป็นบริวาร แต่อยู่ไปพากเพียรให้บรรลุ ที่จริงพวกเราเป็นอรหันต์กันไม่น้อยแล้วแต่ไม่รู้จักสรุปรายละเอียด หากรู้จักสรุป จะเป็นอรหันต์กันไม่น้อย รายละเอียดคืออะไร 1. สำรวมอินทรีย์ 2. โภชเนมัตตัญญุตา 3. ชาคริยานุโยคะ เท่านี้แหละ แล้วเวลาปฏิบัติก็จะปฏิบัติ อ๋อ.. เราได้สูตรนี้แล้ว แล้วก็เอาไปปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติแล้วก็มีมนสิการ มีผัสสะเป็นปัจจัยให้ศึกษา ศึกษาอย่างมีนามรูป มีวิญญาณเกิด วิญญาณเกิดแล้วก็เรียนรู้วิญญาณแยกวิญญาณเป็นเจตนาสัญญาสังขาร เจตนาเกิดจาก ผัสสะ แล้วก็ทำการมนสิการ ก็คือ เวทนา สัญญา เจตนา เวทนาเกิด ในอาหาร 4 ก็มี 3 สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เจตนาเกิด ก็มี 3 คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็เรียนรู้เท่านี้แหละ มีผัสสะ เกิดเวทนา ในเวทนานี่แหละมันมีตัณหา ตัวตัณหานี่แหละเป็นตัวเจตนา ท่านก็ไปเรียงสอน ตั้งแต่เจตนาตัวแรก มีกามเป็นเจตนาหลัก แต่พวกหลับตาปฏิบัตินั้นจบเลย ปิดประตูไม่รู้จักเจตนา แต่มีเจตนาดับตามเดียรถีย์ ปิดประตูศาสนาพุทธเรียบร้อย ไม่มี อปันกปฏิปทา 3 มีสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 แต่มีสำรวมอินทรีย์เดียว คือสำรวมจิตอย่างเดียว ไม่ตื่น มีแต่หลับกับไหล แล้วก็หลง จมในความหลง ก็ไกลจากวิเวกตลอดกาลนาน ไม่มีเกิดความสงบจากกิเลสได้เลย สงบของพระพุทธเจ้าคืออะไร วิเวกคืออะไร วิเวกนี่คือความสงบไปตามลำดับ คนจะสงบ สงบของพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่หยุดนิ่ง สงบของพระพุทธเจ้านี้ยิ่งแคล่วคล่องว่องไว กายกรรมก็ว่องไว วจีกรรมก็ว่องไว เหมือนโพธิรักษ์ Active ปราดเปรียว ยิ่งนิ่งกิเลสยิ่งตาย คือความสงบ กิเลสคือตัวรวน ตัววุ่นวาย เลอะเทอะ จับกิเลสฆ่ากิเลสให้ตาย จิตยิ่งคล่องแคล่ว ก็จะควบคุมร่างกายได้คล่องแคล่วเรียกว่า กายปาคุญญตา เพราะฉะนั้นภายนอกฆ่ากิเลสกามก่อน ตัณหาตัวแรก ที่เป็นลำดับ เป็นลำดับนี้ อาตมาพยายามยกตัวอย่าง ภูเขา คุณก็จะต้องจัดการกับเนื้อภูเขาภายนอกก่อน จึงจะเข้าไปจัดการภายในเรื่อยๆได้ จัดการสิ่งที่เป็นพิษภัยของภูเขา ตั้งแต่ภายนอก แล้วออกไปคุณก็เข้าไปข้างในได้เรื่อยๆ ก็ไล่เข้าไป ก็จะหยาบไปละเอียดตั้งแต่กาม รูป อรูป โอฬาริกอัตตาตั้งแต่หยาบ อัตตาหยาบ คุณไม่ได้เอาออกคุณต้องเอาออก หมดอัตตาหยาบแล้วจะมีส่วนเหลือเป็นมโนมยอัตตาเป็นรูป ก็เอาตั้งแต่มโนมยอัตตาตั้งแต่ที่กระทบภายนอกก็หยาบ หมดมโนมยอัตตาภายนอก ก็เหลือมโนมยอัตตาภายใน ก็ล้างมโนมยอัตตาภายในก็หมด หรือละเอียดเล็กเรียกว่า อรูป คุณก็ทำส่วนเหลืออรูป นอกนั้นมันทำได้คล่องแล้วนี่จะถึงใจกลางภูเขาแล้วนะ เหลือ อรูป ก็ล้างอรูป มันต้องทำตามลำดับอย่างนี้ แต่นี่ นั่งหลับตาก็นั่งนึกเอาเลยว่าตัวเองจะเข้าไปล้างอรูปเลย เป็นการขี้โกง หยาบ กลางไม่เอา จะเอาตัวข้างในเลย แล้วมันจะถูกเรื่องถูกตัวที่ไหน เพราะฉะนั้นคุณก็เลยหลับตาเข้าไปนึกว่าทะลุภูเขา เปล่า แต่คุณไปสร้างภูเขาลวง สร้างภูเขาลวง แล้วก็หลับตาปุ๊บเข้าไปเองนึกว่านิรมาณกาย เป็นกายเนรมิตทั้งนั้น ไม่ได้ปฏิบัติธรรมศาสนาพุทธเลย ต่างคนต่างสร้างนิรมานกายเป็นแต่ของตัวเองไปเลย จะเป็นอย่างไรก็กายต่างกันสัญญาต่างกันอยู่ในโลกนี้ ซึ่งเป็นความสูญเปล่าไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรเลย ไม่ได้เข้ามาที่สัจจะ ภูเขาหรือ อัตตา คุณไม่ได้อยู่เลยคุณไปอีกกายใหม่ นิรมาณกายใหม่ ลมๆแล้งๆ ปั้นของมาของใครของมัน เสร็จแล้วพวกนี้ก็มีลัทธิร่วมกันเรียกว่าสัมโภคกาย แล้วต่างคนต่างบอดกันหมดเลยเรียกว่าอาทิสมานกาย ต่างคนต่างไม่รู้เรื่องกันและกันของใครของมันบ้ากันไปเอง บ้าอยู่กับสิ่งที่ไม่มีอะไรจริงเลยงมงายอยู่อย่างนั้น พวกนั่งหลับตาน่าจะสะดุ้ง ศาสนาพระพุทธเจ้าท่านเองท่านไม่กล้าจะพูดแรงเหมือนอาตมา ในยุคของท่านเพราะว่ายังไม่มีศาสนาพุทธไง หลับตากันทั้งนั้นเต็มป่าเลย ถ้าท่านไปพูดแล้วจะเหลือใครมาศึกษาล่ะ ไปด่ามันอย่างอาตมาไม่มีใครมาเอา ใช่ไหม ท่านก็เลยต้องประนีประนอมไปค่อยๆพูด ก็เป็นบารมีของท่าน ท่านไปหาชฎิล 3 พี่น้อง บอกว่าเลิกหลับตาเถอะ มาปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ท่านมีบารมี คนก็เชื่อก็ฟัง ได้มาตามลำดับ สำหรับผู้มีบารมีก็ไม่ต้องมาก เป็นพระอรหันต์มาช่วยกันเลย ฟังเทศน์ 1-2 กัณฑ์ ก็ได้เป็นอรหันต์ตอนแรกได้ถึง 60 รูป อาตมาได้สักครึ่งรูป เทศน์มาหลายแล้ว แต่ก็ได้มาเรื่อยๆ พวกเราเป็นอรหันต์โดยไม่รู้ตัวก็มีเยอะ อาตมาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรค่อยๆรู้ตัวให้สรุปได้ ได้ กิเลสเรามีหยาบกลางละเอียดอย่างไร มันอาจจะสับสนเรียงลำดับไม่ถูก หากไล่เรียงดีๆ ตรวจสอบเราก็ไม่ได้ติดยึดอะไรมากมาย ลาภยศสรรเสริญสุขก็ดี เราเข้าใจแล้วสุขมันก็ไม่ใช่ของจริง ก็พูดอธิบาย มันก็เป็นเรื่องของการยึดถือว่าอาการอารมณ์อย่างนี้มันเป็นเรื่องสุขอาการอารมณ์อย่างนี้เป็นเรื่องทุกข์ มันเป็นของปลอม ตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียด มันไม่มีหรอก แล้วก็หลงลมๆแล้งๆว่ามันสุขมันทุกข์ ผู้ใดสามารถรู้จักสุขทุกข์ได้ ถ้าใช้ปฏิภาณให้ดี ก็ทำจิตให้ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ได้ทันทีง่ายๆ สัมผัสอะไรก็ไม่เห็นมีอะไรมาก จิตก็ว่างๆไม่สุขไม่ทุกข์อะไร สัมผัสแล้วเฉยๆเห็นรู้ความจริง อันนี้ก็งามนะมันก็ดูอุดมสมบูรณ์ ป่าที่เขาว่ามันงามก็เปรียบเทียบกันได้ แต่เราก็ไม่ได้หลงไหลยินดีได้ปลื้มกับเขาอยากได้อยากมีเหมือนเขา จนขี้โลภอยากได้ของเขามันก็ไม่ ใครจะมากินใช้ร่วมกันก็ไม่ได้หวงแหนอะไร ที่พูดนี่ไม่ได้ยากอะไรนะทำแค่นี้เป็นพระอรหันต์แล้ว คุณเองแต่ก่อนจะมาปฏิบัติธรรมแต่ก่อนคุณก็ติดในเพชรนินจินดาสีสันก็หลงภายนอก ใช่ไหม เข้าใจแล้วก็เลิกมาได้ คุณดูหัวใจของคุณเลิกสนิทหรือเปล่า สนิท ก็ไม่มีอะไรสุดท้ายก็มาอยู่กับของกินของใช้แค่นี้ คุณก็ว่าอันนี้ดี แล้วก็หอบหวงเอาแค่นี้ ดีว่าเรามีสาธารณโภคี ไม่อย่างนั้นหอบไปบ้านใครบ้านมันแล้วนะ อาตมาเอาสาธารณโภคีมาให้พวกเราไม่หอบหวงแหน ดีเสียอีก เดี๋ยวเขาก็ทำมาให้กิน มาตามลูกนั้นลูกนี้ตามนั้นตามนี้ เราจองไว้ลูกนี้ ใครเอาไปทำแกงทำอะไรมาก็ตามไปกินสิ ใครจะจองเวรจองกรรมไปตามไปกินลูกนั้นลูกนี้ ที่เราจองไว้ก็แล้วแต่ จองเวรไปกินจนได้ ก็พูดชัดออกขนาดนี้แล้ว อาตมาพูดชัดนะ แต่พวกคุณก็ไม่ได้จองเวรจองกรรมกันถึงขนาดนั้นแล้ว ใช่ไหม ถ้าจองเวรจองกรรมอย่างโลกก็บอกว่า ดีจังเลย คุณก็ซื้อเลย เท่าไหร่.. พันนึง คุณมีเงินก็เอาไปเลยให้ 1,500 เลย ฉันจองเวรจองกรรมแก เสร็จฉัน เข้าครัวเองผัดเองเลยแม่ครัวพ่อครัวไม่ให้ทำ โฮ้โห ฉันจะกินแกอย่างอร่อยต้องฝีมือฉันเองเลย เอาไปทอดชุบไข่เลย กิน ที่อาตมาว่าอาตมาพยายามอธิบายธรรมะพุทธเจ้ามาหาสิ่งพวกนี้ พวกเราก็ฟังจนกระทั่งทำมา จนอาตมาไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว มันมากมาย จนกระทั่งน่าจะเป็นอรหันต์กันหมดแล้ว แต่ก็สรุปกันไม่ลงสักที

640223_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 45 ออนไลน์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน