ตอบปัญหาความเข้าใจเรื่องกายของอาจารย์แปลง สุวรรณกาญจน์.docx
เนื้อหาในไฟล์
ตอบปัญหาความเข้าใจเรื่องกายของอาจารย์แปลง สุวรรณกาญจน์ _อ.แปลง สุวรรณกาญจน์ : พระพุทธเจ้าพูดถึงกายว่าอย่างไร ฟังนะผู้มิจฉาฯ ...อจีรัง วตยังกาโย ปฐวิง อทิเสสติ ฉุทโท อเปตะวิญญาโณ นิรัตถัง วกลิงกลัง คาถาบังสุกุลเป็น(ค้นจากเน็ต) อะจิรัง วะตะยัง กาโย ปะฐะวิงอะธิเสสสะติ ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโณ นิรัดถัง วะ กะลิงคะรังฯ แปลว่า....(แปลบรรทัดต่อบรรทัด) ร่างกายนี้มันไม่เที่ยงหนอ อีกไม่ช้าไม่นานนักจักนอนทับซึ่งแผ่นดิน ครั้นปราศจากวิญญาณอันเขาทิ้งเสียแล้ว ย่อมประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืนหาประโยชน์มิได้
พ่อครูว่า... ก็ถูกต้อง คุณพูดไปเพื่อยืนยันว่าอาตมาไม่เข้าใจคำว่ากาย อาตมาเข้าใจกาย แต่ความเข้าใจนี้สัญญาต่างกัน กายต่างกัน เพราะกายของคุณนั้นเป็นกายชนิดหลับตา ส่วนกายที่อาตมาพูดเป็นกายชนิดลืมตา คนหลับตาพูดถึงกาย ก็จะมีกายอยู่แต่ในสัมภเวสี ยึดถือว่ามีกาย ในสัมภเวสีเป็นนิรมาณกาย เป็นกายที่เนรมิตเอง ไม่ใช่เป็นกายที่มีความจริงมีที่ตั้งทางตาหูจมูกลิ้นกาย ข้างนอก กายของคุณเป็นกายสัมภเวสี กายที่สร้างขึ้นเอง พวกนั่งหลับตาแล้วไปดับสัญญา เป็นสัตตาวาส สัตตาวาสข้อที่ 1 2 3 4 ยังพออธิบายผสมผสานกับวิญญาณฐิติ 4 ก็อาศัยศึกษากันได้บ้าง แต่อันที่ 5 สำหรับพวกที่นั่งหลับตาปฏิบัติเป็นการเข้าไปดับสัญญาหรือเป็น อสัญญีสัตว์ คือดับการกำหนดรู้ สัญญีคือ ตัวเองกำหนดรู้ แต่ไปดับธาตุกำหนดรู้ไม่ให้กำหนดรู้ตัวเองแล้วเข้าใจว่า เป็นการนิโรธนั่งดับปี๋ ไม่ได้ลืมตามีตาหูจมูกลิ้นกาย มีแต่จิต แล้วดับจิตอีก ดับเจตสิกสัญญา แล้วไปแปล สัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาเวทยิตนิโรธ มีสามคำสัญญา เวทนยิตน นิโรธ สัญญากำหนดรู้เคล้าเคลียอารมณ์ รู้เวทนา 108 ละเอียดแล้วก็ทำให้ดับ อะไรจะให้ดับ กิเลส กิเลส หยาบ กลาง ละ
อ่านต่อ
เอียด ดับหมดเลย ก็เห็นก็รู้อย่างแจ้งสว่าง รู้ๆเห็นๆ ชานโต ปัสโตวิหรติ รู้อยู่เห็นอยู่เป็นปัจจุบันนั้นเทียว ชัดเจนทุกอย่างไม่ใช่ไปดับสัญญาไม่รู้ แต่รู้แจ้งๆเลย รู้ลืมตา สัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย โดยใจตื่นเต็ม ชาคริยา เป็นผู้ที่รู้ สู่แดนธรรม... อาจารย์ผมสอนว่าถ้ายังมีตัวรู้กำหนดสัญญาอยู่มันยังไม่ดับ มันยังไม่นิพพาน ถ้าหากนิพพานต้องดับจิตด้วย พ่อครูว่า... ก็เลยพาซื่อ พวกฤาษีตาเดียว พวกนี้ตาไฟนะ เขาต้องหลับตาไว้ หากลืมตามามันไหม้โลกเลย สู่แดนธรรม... เขาว่าต้องฆ่าผู้รู้ ไปเพ่งตรงนี้ พ่อครูว่า... ก็น่าสงสาร คุณก็น่าสงสารอาตมา อาตมาก็น่าสงสารคุณก็ดีแล้วล่ะศึกษากันไปดีๆ พยายามทำเป็นเป็นผู้รู้น้อย หรือผู้ไม่รู้ก่อน และศึกษาตามผู้รู้ ศึกษาค่อยๆทำไปตั้งแต่ศีลแต่ละข้อเป็นศีลสมาธิปัญญา ศีลก็เข้าใจคนละอย่าง สมาธิก็เข้าใจคนละอย่าง ปัญญาก็เข้าใจคนละอย่าง วิมุติยิ่งไปคนละอย่างเลย เท่าที่ฟังคุณ อ.แปลง สองทอง นี่
ที่ว่า ร่างกายนี้ไม่เที่ยง แม้แต่จิตวิญญาณก็ไม่เที่ยง ยิ่งกายนี้ต้องเข้าใจได้ก่อน ร่างคือสรีระไม่ใช่กายะ ร่างคือภายนอก เป็นเรื่องของดินน้ำไฟลม ร่าง ภาษาไทย กาย จึงมีคำอีกคำหนึ่งว่า ร่างกาย เป็นภาษาไทยเป็นคำที่มี 2 ถ้าเรียกว่า ร่างกาย ในภาษาไทย เรียกว่าคนยังเป็นๆ แต่ถ้าเผื่อว่าคนที่ตายลง กายคือจิต ไม่มีแล้ว เหลือแต่ร่าง ร่างนี่แหละ สรีระนี่แหละ คือ ศพ คือ สวะ คือ สิ่งที่จิตวิญญาณไม่ร่วมอยู่ในนั้นแล้วเป็นดินน้ำไฟลมไปแล้ว เพราะฉะนั้นศาสนาพระพุทธเจ้านั้นให้เรียนความรู้สึก ที่จะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ธาตุจิตวิญญาณแล้ว มันเป็นธาตุ ที่ไม่รับรู้สึกเลย นอกจากไม่รับรู้สึกเลยแล้ว มันไม่มีชีวะด้วย แยกคำว่า ไม่รู้สึก ไม่มีเวทนา และ ไม่มีชีวะด้วย นี่คือธาตุ อุตุนิยาม เพราะฉะนั้นเราจะรู้เลยธาตุในร่างกายเรา เช่น ท่านแยกให้พิจารณาผมขนเล็บฟันหนัง เล็บของคุณ มันยาวออกมาพ้นประสาท มันเป็น พีชะ มันมีชีวะ มันยังยาวออกมาได้ มีอาหารเลี้ยงก็ยาวออกไปได้ เป็นพีชะแต่มันไม่มีเวทนา มันไม่รู้สึกไม่ใช่วิญญาณ เล็บที่ใหม่รู้สึก ส่วนที่ไม่รู้สึกแล้วมันไม่ใช่วิญญาณ ไม่มีเวทนามันไม่รู้สึก ไม่เจ็บอะไร ตัดมันก็ไม่เจ็บ ตัดมันก็หลุดออกมา พอตัดหลุดออกมาจากร่างกาย มันเป็นดินน้ำไฟลมแท้ๆ มันเป็นธาตุอุตุ เป็นธาตุสสารเป็นธาตุวัตถุ 100% หมดชีวะ แยกให้ได้ หากตัดเล็บขาดจากชีวะ แล้ว แต่จิตของคุณยังบอกว่าเล็บของฉัน ผู้หญิงเล็บที่ไว้สวยๆหัก ใจจะขาด เล็บของฉันๆ ที่จริงมันเป็นอุตุไปแล้ว คุณเอามาต่ออีกอย่างไรคุณก็ไม่ติด เล็บนี่ เหมือนผม ตัดออกไปแล้ว ต่ออย่างไร มันก็ไม่มีอาหารมาเลี้ยง แต่ธาตุพวกนี้มันทนนะไม่เปื่อยง่าย หากแยก ให้รู้ว่าเมื่อใดมันเป็นอุตุ เมื่อใดมันเป็นพืช มันอยู่กับร่างกายอยู่ มันยังเป็นชีวะ มันยังจะยาวออกมาได้ อาหารเลี้ยงได้ เหมือนคน ปฏิบัติเป็นมิจฉาทิฏฐิ จิตเกาะเกี่ยว จิตวิญญาณตนเอง ไม่ยอมให้จิตวิญญาณออกจากร่าง หลงผิดจิตก็ไม่ออกง่ายๆ ตายไปแล้วก็ยังไม่ออก ตายไปแล้วก็ยังอยู่ สัตว์เดรัจฉานตายไปแล้วจิตวิญญาณมันก็ออกจากร่าง สัตว์เดรัจฉานมันยังรู้เลย แต่พวกหลงผิดนี่ ยึดกายเป็นของเรา เสร็จแล้วก็เลยยังไม่เน่าง่าย หรือยิ่งต่อท่อใส่อาหารเข้าไปให้ อย่าง ตายเป็นพืชแล้วเป็นมนุษย์พืชใส่ท่ออาหารไป ก็ยังยืดไปอีกนานเลย พวกหลงผิดไปนั่งสะกดจิตแล้วไม่ยอมทิ้งร่าง ตายไปแล้วจิตวิญญาณก็ยังยึดเป็นของกู ร่างก็ไม่เน่า พวกมิจฉาทิฏฐิยึดกายเป็นของตนนั้น ตายไปแล้วก็ไม่เน่าง่ายๆ พวกนี้จะไม่มีแบคทีเรียอะไรมากมาย ตายแล้วจะค่อยๆแห้งลงไปๆ ก็ไม่เน่า เสร็จแล้วก็เอามาบูชาเป็นมิจฉาทิฏฐิบุคคล ซึ่งไม่ใช่ของศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าเลย นั่งสมาธิตายก็ตาม นอนตายก็ตาม แล้วไม่เน่าเอาใส่โลงแก้วไว้กราบ แต่เขากราบมิจฉาทิฏฐิบุคคล นอกรีต เป็นเดียรถีย์น่าสงสารมาก มันเลยเถิดเป็นมิจฉาทิฏฐิปานฉะนี้ ไม่รู้ว่าตายเป็นตาย เป็นเป็นเป็น คนตายแล้วร่างไม่เที่ยง ตายไปแล้วก็เป็นดินน้ำไฟลม ครั้นปราศจากวิญญาณ เขาทิ้ง เขาหมายถึงผู้มีปัญญาเขาทิ้งซะแล้ว ก็ย่อมประดุจดังท่อนไม้ดินน้ำไฟลม ท่อนไม้ อุตุนะ ท่อนฟืน อุตุ หาประโยชน์ไม่ได้หรอก อย่าไปงมงายว่าเป็นของฉัน แล้วจะต่อชีวะเป็นของฉัน ถ้าจิตมันลดมันตก มัน drop ไปถึงเป็น พีชะแล้ว ไม่ฟื้นมาเป็นจิตนิยมอีกแล้ว มีแต่จะกลายเป็นอุตุ ปล่อยเขาไปเถอะ ไม่มีวิญญาณ ไม่มีเวทนา ไม่มีจองเวรจองกรรม ไม่มีวิบากร่วมกันอีกเลย หมอ นายแพทย์ทั้งหลายจงรับทราบไว้จริงๆ แต่ก็รับทราบได้บ้างแล้วล่ะ เพราะฉะนั้นมนุษย์พืช ถอดท่อช่วยหายใจออกก็ไม่บาป เพราะมนุษย์พืช คือพืช ไม่ได้รู้ตัว ไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว ยึดแต่ในจิตตน ถ้าเป็นปุถุชนก็ติดหรือเป็นพวกเทวนิยมมิจฉาทิฏฐิก็ยึดไว้อย่างนั้น เลยกลายเป็นร่างที่เน่าช้า ถ้ายังให้อาหาร ยังสูบอากาศใส่ปอด ให้อาหารทางสายอยู่ ก็จะชลอไปอย่างนั้นเป็นโมเมนตัม นานไปอีก เหมือนเลี้ยงต้นไม้เอาไว้ ไม่ให้ปุ๋ย ไม่ให้อาหารมันก็ตายเช่นเดียวกันกับต้นไม้ อยู่ได้นานด้วย 10 ปี 20 ปี เป็นการตายไม่รู้จักตาย ทรมานกันทั้งผู้อยู่และผู้อยู่ในสภาพนั้น เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสชัด ถ้าปราศจากวิญญาณอันตัวเขาทิ้งไปแล้ว ประดุจดั่งท่อนไม้และท่อนฟืน หาประโยชน์มิได้ คนตายร่างกายเอาไปทำฟืนก็ไม่ได้ ท่อนไม้ยังเอาไปทำที่นั่งทำโต๊ะทำตั่งได้ แต่ร่างกายเอาไปทำไม่ได้ เน่าเฟะไม่ได้เรื่อง เหลือกระดูกพอได้ 641124_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาความเข้าใจเรื่องกายของอ.แปลง