600418_พ่อครูพบคณะครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ที่บ้านราชฯ_.docx
เนื้อหาในไฟล์
600418_พ่อครูพบคณะครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ที่บ้านราชฯ
ครูบาสุทธินันท์ว่า...หลังสงกรานต์ ตอนแรกก็ว่า จะมากันเกือบร้อยคน แต่ติดธุระกัน ก็เหลือแต่พวกที่วาสนาดีทั้งหลาย เมื่อวานได้ไปที่ศีรษะอโศก ก็ได้ประโยชน์มากมาย ทุกคนก็อยากมาพบพ่อท่าน อยากได้โอวาทจากพ่อท่าน นางทัศนี...ก็ไม่คาดว่าจะได้เจอ สังคมในอุดมคติขนาดนี้ที่นี่ หากมีใครจะถามก็เชิญได้ อดีตวิศวกร..เกษียรมาแล้ว 5 ปี วันนี้ได้มา รีไทร์มาตั้งแต่อายุ 45 ปี ตอนเรียน เคยไปวัดอุโมงค์ เจอหนังสือท่านพุทธทาส อ่านแล้ว ก็คิดไปบวช อยากรู้ว่าศาสนาพุทธคืออะไร บวชได้ 1 เดือน ท่านอุปัชฌาย์ก็ให้ไปอ่านหนังสือในหอสมุดพอสึกแล้ว ก็เรียนต่อจนจบออกมา ก็อ่านหนังสือธรรมะเองบ้าง ส่วนตัวมองพุทธศาสนา เป็นเครื่องมือพัฒนาจิตใจ แนวทางที่ผมค้นหานี้ ผมได้ฟังพ่อท่านพูดถึงสัมมาอาริยมรรค มีองค์ 8 ผมเคยไปนั่งกรรมฐาน 7 วัน เราก็เข้าใจมันได้ระดับหนึ่ง แต่หลังจาก ออกจากกรรมฐาน จากวันนั้นถึงวันนี้ 1 ปีก็ไม่ได้นั่งกรรมฐานอีกเลย ผมคิดว่า ถ้าจิตใจเรา การนั่งกรรมฐาน เหมือนเรานั่งในห้องlab ในห้องปราศจากเชื้อ เพื่อทำกิจกรรมเกี่ยวกับจิต แต่หลังจากนั่ง 7 วัน ผมมาอยู่ที่บ้านได้คิดว่า โลกปัจจุบัน มันมีเชื้อโรค การเข้าห้องแล็บ ได้ความรู้ระดับหนึ่ง เพื่อมาต่อสู้ แต่หนึ่งปีที่ผ่านมา ไม่ได้นั่งภาวนา พยายามนึกเองว่า อย่างนี้มากไปน้อยไป มีการวิจัยตัวเองตลอดเวลา จนพระอาจารย์ ท่านพาไปดูงานที่นี่ พูดถึงสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ ก็เกิดคำถามในใจ
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ฌานของพุทธต้องลืมตา พ่อครูว่า...ก็เข้าท่า มีการสะดุดใจว่า นั่งสมาธิเหมือนเข้าห้องแล็บ เหมือนเป็นของแห้ง ไม่ใช่ของจริง ของจริงมีแบคทีเรียและชีวะอื่นๆ พระพุทธเจ้าตรัสพรหมชาลสูตร ท่านตรัสว่า ศาสนาทั
อ่านต่อ
้งหลาย สมณพราหมณ์ ทั้งหลาย นักบวชผู้แสวงหาความจริง ปฏิบัติเจโตสมาธิ นั่งหลับตา ทั่วไปสากล พระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ เขาก็นั่งหลับตา พอพระพุทธเจ้าออกบวช ก็ไปนั่งหลับตากับ อาฬารดาบส อุทกดาบส ท่านก็ได้หมด ทั้งฌาน 7 ฌาน8 ท่านก็บอกว่าไม่ใช่ทาง ท่านบอกว่า การทำเจโตสมาธิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ท่านสรุปว่า ในประดาความเห็นของมนุษย์ทั้งหมด ไม่มีเกินไปกว่า 62 ทิฏฐินี้ แม้มีปัจจุบัน 5 อย่างมิจฉาทิฏฐิ ปัจจุบัน 5 มี กาม และฌานอีก 1, 2, 3, 4 ซึ่ง กามก็คือ สัมผัสทางทวาร 5 และ ฌาน ก็เป็นฌานที่ผิดอีก ฌานคือไฟที่เผากิเลส อย่างฌานปกิจ คือทำกิจเผาศพ แต่นี่เผาไฟราคะ เผาไฟโทสะ เผาไฟโมหะ มีพลังพิเศษที่เหนือกว่าไฟราคะโทสะโมหะ เป็นพลังรวม ซึ่งฌานต้องมีปัญญา ปัญญานี้แหละ ไปเผาราคะโทสะโมหะได้ มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ ไม่มีตัวตน ปัญญามันสยบความไม่ดีทั้งหลายได้ มันเป็นความแท้จริง ราคะโทสะโมหะเป็นของหลอก ที่คนหลงตามนึกว่าจริง ผู้ใดชัดในปัญญา กิเลสเหล่านี้หายไปเลย สรุปว่า การนั่งหลับตาเข้าฌาน ไม่ใช่ของศาสนาพุทธเลย ฤาษีเขาทำกันมาก่อนแล้ว ไม่ใช่ของพุทธ พุทธ ลืมตา ฌานของพุทธ ลืมตา ฌานคือเผาไหม้ไฟราคะโทสะโมหะ เผาหมดก็เกิดนิโรธ วิธีของพระพุทธเจ้า คือปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 แต่คนเข้าใจหลงผิดไปหมด เอาแต่นั่งหลับตาสมาธิ อาตมาพูดมา 46 ปีแล้ว เขาไม่ฟัง ไม่ฉุกคิดเลย ไม่เปลี่ยนแปลงเลย เขาไม่ถือเป็นสาระ อาตมาก็ไม่มีปัญหา คนไหนมีปัญญารู้ว่าใช่ ก็มาเอา อาตมาก็พอมีคนเข้าใจรับได้ ได้จนมั่นใจ จนบรรลุธรรม ชัดเจนพัฒนามาเรื่อยๆ ตายไปก็หลายคนแล้ว มีผู้มีปัญญามีดวงตารับได้ อาตมาก็มีหน้าที่ทำไป จนกว่าจะตาย ใครจะมาสืบสานต่อก็มา จะเจริญขึ้นหรือเสื่อมลงก็แล้วแต่ อาตมายังหวังอยู่ว่า เนื้อแท้จะก้าวหน้าไป น่าจะยังไม่เต็มของพัฒนาการสังคมพุทธ แล้วจะก้าวหน้าต่อไปอีก ผลขององค์รวมศาสนาพุทธ ในพุทธศาสนิกชน รับซับซาบได้แล้วจะนำพาไป ก็นับไปอีกจากที่อาตมานำพาไป ก็ไปถึง500 ปี จากนั้นก็จะลงไปแล้ว สูงสุด peak แค่ 500 ปี ก็จะยาวนานไป
อ.ทัศนีว่า...สองวันที่ผ่านมา ได้ยินประโยคซ้ำๆว่า มาที่นี่ขอให้อย่างน้อย ถือศีล 5 ละอบายมุข ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ใช้ได้ ...ถ้าอย่างนี้ ไปอยู่บ้านแล้วทำได้ไหม
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมถะหรือวิปัสสนาคืออย่างไร พ่อครูว่า...ปฏิบัติได้มีสองนัย นัยหนึ่งก็ทำได้ ทางกาย วาจา ใจ ก็เรียกว่าสมถะวิธี สะกดข่ม ระมัดระวังไม่ให้ละเมิดศีล 5 อบายมุข เรียกว่าสมถวิธี ทีนี้ได้โดยไม่ใช่สมถวิธี แต่เป็นวิปัสสนาวิธี เป็นเชิงความจริง ความรู้ จิตเกิดปัญญา เข้าใจ เห็นความจริงว่า เราไม่ฆ่าสัตว์ เพราะสัตว์มันมีชีวิต สัตว์มันฆ่ากันเพราะกินกัน ไม่ชอบกัน แต่สัตว์ไม่รู้ว่า เขาก็ชีวิตเราก็ชีวิต ที่สัตว์มันต้องกินตามชีวะก็เข้าใจ ส่วนที่มันทำร้ายกัน ฆ่ากันตาย โดยไม่ชอบใจกันก็เป็นสัตว์ แต่คนควรมีปัญญารู้ว่า สัตว์แม้จะตัวเล็กก็รักชีวิต จนมาเป็นมนุษย์ที่มีภูมิปัญญา มันไม่น่าไปทำร้ายชีวิตเขา พระพุทธเจ้าสอนให้รู้วิบาก สัตว์เกิดตามวิบาก ถ้าเราไปร่วมทำร้าย เบียดเบียน ฆ่าเขาเลย มันเป็นวิบากทั้งนั้น ถ้าคนเชื่อกรรมวิบาก เชื่อผลของวิบาก เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มันเป็นอันทำ แม้แต่คิดในใจก็ มโนกรรมแล้ว ผู้ที่ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว จึงไม่ทำร้ายสัตว์ใด มีจิตเมตตา เอ็นดูสัตว์ไม่ทำร้ายสัตว์ เอ็นดูเมตตา หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งหลาย อินเดีย ไม่กินเนื้อสัตว์มาเป็นพันปี ก็อยู่ได้ คนมีปัญญาจะรู้ว่า คนไม่ใช่สัตว์กินเนื้อ เป็นสัตว์กินพืช เล็บ ฟัน ก็เหมือนวัวควายช้างม้า ในมรรคมีองค์ 8 สมาธิจะเกิดได้ เพราะปฏิบัติมรรค 7 องค์ ที่ปฏิบัติในขณะทำอาชีพ สัมมาอาชีวะในขณะทำกาย วาจา ใจ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา โดยเฉพาะสัมมาสังกัปปะ จะรู้องค์ธรรม 7 สังกัปปะ อ่านกิเลสออกในจิต เป็นกระบวนการของ การกำจัดกิเลส ตักกะ วิตักกะ อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา วจีสังขารา สามารถทำการวิเคราะห์วิจัย กำจัดกิเลสได้ จิตสะอาดตกผลึก เป็นสัมมาสมาธิ แล้วทำให้แน่วแน่ แนบแน่น อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา
สื่อธรรมะพ่อครู( เศรษฐศาสตร์บุญนิยม ) ตอน ไม่เป็นหนี้ อาตมามั่นใจในธรรมะที่มี แต่ตอนนี้ อยากได้คนมาช่วยทำโซล่าเซลล์ เป็นพลังงานที่ไม่มีหมด ไม่มีอะไรมาจดสัมปทานกับพระอาทิตย์ พวกเราไม่ค่อยสนองตอบเลย
ประเด็นหลักคือ อยากให้พวกเรา หยุดเป็นหนี้ให้ได้ แล้วจะเบา โล่งสบาย หมดความเป็นทาส สังคมมันมีนายทุนฉลาดแกมโกง สร้างสินเชื่อ ร้อยจมูกคนไว้ นี่คือระบบฉิบหาย คุณเอาตัวเอง ปลดตนเอง ออกมาจากหนี้ทั้งหลาย ไม่ว่าจะหนี้ธนาคาร หรือหนี้นอกระบบก็ตาม ชุมชนชาวอโศกรับรอง แต่ละบุคคล ชุมชนชาวอโศกทุกชุมชน ไม่มีใครเป็นหนี้ หรือหนี้ธนาคาร เราไม่เดือดร้อนทำได้ เรามีระบบส่วนกลางช่วย เงินส่วนตัวเรามี ก็เก็บไว้กับกองกลาง ใส่บัญชีไว้ แต่ไม่มีดอกเบี้ยให้ มาเบิกคืนไปเมื่อไหร่ก็ได้ เท่านั้นแหละ การเงินของเรา เราจึงมีเงินกองกลาง เงินกองกลางนี้ ใครเดือดร้อน องค์กรไหนเดือดร้อน ชุมชนไหนเดือดร้อนก็เอาไปยืมให้ได้ คือเรียกว่าเงินเกื้อ เป็นเงินหนุนไม่ใช่เงินหนี้ มีแล้วก็ค่อยเอามาคืนอย่าชักดาบ ซื่อสัตย์ เราทำก่อนที่เขาจะมีระบบออมทรัพย์ เราก็ไม่มีเงินกู้ มีแต่เงินเกื้อ ยืมเท่าไหร่ก็เอามาคืนเท่านั้น ไม่มีการเสียดอกอะไร เราทำถึงวันนี้สำเร็จ สำเร็จที่เราไม่มีหนี้ ไม่สูญเสียดอกเบี้ย นี่เป็นการรักษาเศรษฐกิจของสมาชิกชาวอโศก นอกนั้นก็ทำงานสร้างสรร เกิดความหมุนเวียนในชุมชน เป็นการบริหาร อาตมาทำงานมา 30-40 ปี พวกเราก็เช้าใจขึ้น ลดความต้องการกิเลสออกไป ไม่ต้องเสี่ยงไปยืมเงินแบบมีดอกเบี้ย เราก็ให้มาเกื้อกันได้ แล้วนายทุนไหน ที่จะมาเสียสละให้ลูกหนี้มีไหม?... ก็ของพวกเราไม่มีนายทุน หรือจะถือว่า คนดูแลเงินกองกลางไม่ใช้เงินของเขา แต่ว่าทำเพื่อให้เกิดการสะพัด รัฐบาลควรทำได้อย่างนี้ แต่รัฐบาลมีการโกงกิน ถ้าไม่มีโกงกิน จะไม่เดือดร้อนถึงทุกวันนี้ อยู่ที่ความซื่อสัตว์ ไม่ขี้โลภเห็นแก่ได้ ไม่มีคอรัปชั่น แม้แต่คอมมิชชั่นก็ไม่เอา ในสังคมเรา เพราะตัวเหตุที่เกิดจากขี้โลภ เห็นแก่ได้ หากมาลดตรงนี้ก็จะไปได้
สื่อธรรมะพ่อครู( พระราชดำรัส ร.๙ ) ตอน แบบคนจน พอเพียง ขาดทุนคือกำไร
ในหลวงท่านมาสอนหลักบริหารให้ แต่คณะบริหารไม่ตอบสนอง เอาไปทำไม่เป็น เช่นท่านให้หลักมาว่า ต้องบริหารแบบคนจน อาตมาเอามาออกโทรทัศน์ช่องนี้ประจำ ยืนยันเลยว่า ท่านตรัสโดยพระโอษฐ์ของท่าน แต่คนฟังแล้วก็บอกว่าแบบคนจน มันจะบริหารกันอย่างไร ก็คนบริหาร ต้องทำตนเป็นคนจน คนมักน้อย ต่อมาท่านก็ตรัสว่า เอาแบบพอเพียง แต่ผู้บริหารไม่หยุดไม่พอ หนักเข้า ท่านก็บอกว่า ขาดทุนของกูคือกำไรของกู นี่พูดภาษาไทยนะ ท่านก็จบแล้ว ท่านตรัสขนาดนี้ ไม่กระเตื้องก็จบแล้ว โตๆกันแล้ว จะไปบังคับปัญญากันไม่ได้ เหมือนสมเด็จพระญาณสังวร มีพระราชลิขิตออกมาถึงห้าฉบับ ว่าธัมมชโยปาราชิกนะ บอกมาห้าฉบับ แล้วท่านก็จบ ถึงขนาดนั้น ความโง่เง่าก็ดึงดัน ทั้งราชาทั้งฆราวาส และราชานักบวชก็ ตรัสบอกหมดแล้ว แต่ประเทศไม่กระเตื้องเลย ผู้รับสนองไม่ทำงาน ทั้งสองอย่าง กระแสโลก กระแสธรรม นี่คือความสิ้นไร้ไม้ตอกของประเทศไทย
ครูบาฯถามว่า การเจ็บการตายของชาวอโศก...เราได้รับทราบว่า มีเฮือนสุดชีวิต เป็นเมรุทำได้สวยน่าประทับใจ ก็ยังขัดข้องว่า จะมีธรรมเนียม สไตล์ไม่ซ้ำแบบใคร เริ่มจาก เอาอีแร้งมาเป็นสัญลักษณ์
สื่อธรรมะพ่อครู( สุขภาพบุญนิยม ) ตอน เจ็บ ตาย เลี่ยงไม่พ้น แต่ 8 อ.ช่วยได้ พ่อครูว่า….การเจ็บการตาย เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่พ้น พ้นยาก ตายนี่ต้องตายทุกคน แต่เจ็บนี่ มีเหตุปัจจัยที่พอเลี่ยงได้ ตอนแรกเขามีหลัก 5 อ. แต่อาตมาก็มาแถมประมวลได้ มี 8 อ. อิทธิบาท อารมณ์ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย เอนกาย เอาพิษออก อาชีพ เขามีหลักเก่าคือ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย อาตมามาเติมให้อีกเป็น 8 อ. อาตมาจะอยู่ไปถึง 151 ปี ซึ่งก็พูดกันเล่นๆกับหมออารีย์ พูดติดปากกันมา เท่านั้นเอง แต่ได้เท่าไหร่ ก็พากเพียรไปเท่านั้น
คุณพยาบาลที่หันมาทำเกษตรเป็นชาวนา…. ตอนนี้ปัญหาคือ จะรวมกันทำอย่างไร ให้ได้ผลดี ที่จะไม่เกิดปัญหา เพราะต่างคนต่างขาดหรือเกิน
พ่อครูว่า...อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาสอน เขาก็เข้าใจ ความเข้าใจนั้นเกิดการสำเร็จผล คือ ทุกคนเห็นว่า เราควรจะมารวมกัน อย่างที่คุณกำลังทำ มันเกิดปฏิภาณปัญญา คนนี้ก็มีความถนัดหรือมีปัญหาเรื่องนั้นเรื่องนี้ มันควรร่วมกันมาช่วยกันแก้ปัญหา ชีวิตเราก็ถนัดอันนี้ ต่างๆกันไป ก็ต้องทำสิ่งที่ตนถนัด เมื่อเกิดปัญหา ก็มาช่วยกัน ปัญญาคือไม่สมดุล มันขาดหรือเกินก็มาช่วยกัน แล้วเกิดความเฉลี่ย ก็เกิดปัญญา ปฏิภาณไหวพริบว่า เกิดอุดรูรั่วได้ ต่างคนต่างมีเกินและขาดมารวมกัน ก็เฉลี่ยเข้าหากันได้ จากนั้นก็มารวมตัวกัน เราจะไปเพ่งว่า คนนี้ขาดหรือเกิน ชอบไม่ชอบ ก็คุณต่างหาก อย่าไปตั้งแง่ว่า เกิดไม่ได้ เป็นสิ่งที่เราชอบหรือไม่ชอบไม่ได้ ต้องเป็นการเฉลี่ยกัน เป็นอิสระ อาตมาทำตามหลักพระพุทธเจ้า ความจริงนี้ก็เกิด จนใช้คำว่า สาธารณโภคี เป็นส่วนกลางทุกอย่าง อย่างอาตมา อะไรช่วยได้ก็ช่วยทำ อาตมาแต่ก่อน ยกหินแบกหิน ร่วมกันคนอื่นๆ แต่พอหลังๆ อาตมาชักอายุมาก ก็ให้หนุ่มๆทำ ที่ไม่ผิดวินัย