สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน บรรลุแล้วบอกใครไม่ได้ เป็นมิจฉาทิฏฐิ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.58 KB
วันที่แก้ไข29 กรกฎาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน บรรลุแล้วบอกใครไม่ได้ เป็นมิจฉาทิฏฐิ การปฏิบัติกาย วาจา ใจให้ถูกทางเป็นหนทางไปสู่พระอรหันต์เท่านั้น ไม่ใช่กาย วาจา ใจเป็นพระอรหันต์ ถ้าปฏิบัติผิดเล่าก็เป็นทางไปสู่ความเสื่อม จิปาถะนรกก็ว่าเพราะมันรกอยู่ที่ใจเดือดร้อน เมื่อมีผู้สรรเสริญว่าหลวงปู่เป็นพระอรหันต์ หลวงปู่ก็เฉยเสียไม่รับไม่ปัด มีผู้ยกยอปอปั้นว่าเราเป็นพระอรหันต์ก็อย่าดีใจ เพราะพระวินัยทรงห้ามปรามไว้แจ่มแจ้งแล้ว พ่อครูว่า…พูดเท่ พูดโก้ นะ แต่ในอภิณหปัจเวกขณ์ พระวินัยไม่ได้ห้ามไม่ให้บอก แต่ต้องบอกด้วย บรรลุแล้วต้องบอกในโลหิจสูตร เป็นความมิจฉาทิฏฐิ ลงทะเลยะเยือกเย็นเลย ท่านไม่ได้ห้าม ในโลหิจสูตรบอกไว้ และในอภิณหปัจเวกขณ์ ข้อที่ 10 อัตถิ นุ โข เม อุตตะริมะนุสสะธัมมา อะละมะริยะ ญาณะทัสสะนะวิเสโส อะธิคะโต, โสหัง ปัจฉิเม กาเล สะพรหมะจารีหิ ปุฏโฐ นะ มังกุ ภะวิสสามีติ ปัพพะชิเตนะ อะภิณหัง ปัจจะเวกขิตัพพัง บรรพชิตพึงพิจารณาโดยแจ่มชัดอยู่เนืองนิจว่า, ญาณทัสสนะอันวิเศษควรแก่พระอริยเจ้า, อันยิ่งกว่าวิสัยธรรมดาของมนุษย์, ที่เราได้บรรลุแล้ว, เพื่อเราจะไม่เป็นผู้เก้อเขิน เมื่อถูกเพื่อนสหพรหมจารีด้วยกันถามในภายหลัง, มีอยู่แก่เราหรือไม่, ดังนี้ พ่อครูว่า...ใครมาถามต้องตอบได้ไม่เก้อ ตอบได้ทันที ไม่ต้องเก้อยากไม่อิดออดเลย ไม่ใช่เข้าใจว่าบอกไม่ได้ ผู้ที่เข้าใจว่าบรรลุแล้วบอกไม่ได้ ในโลหิจสูตร โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” . พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ ๒ คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจ

อ่านต่อ

ฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๕๘) ผู้เข้าใจว่า บรรลุแล้วบอกใครไม่ได้มีคติสองทาง คือตกนรกหรือเดรัจฉาน โทษหนักนะ นี่ ในขณะนี้ รู้ในระดับที่เขายกย่องกันยังพูดครั้งอย่างกับอาตมา แล้วบอกว่า ผู้ที่บอกว่าตนเองบรรลุแล้วคือผู้ที่มาจะรู้อย่างนี้เลยนะ อาตมาถึงว่า ผู้พูดผู้นี้อาตมาเคารพนะ ว่าท่านเป็นผู้ที่ตรงต่อการศึกษาซื่อสัตย์ต่อพระไตรปิฎกพระธรรมวินัย แต่ท่านอธิบายผิดเพี้ยน ท่านลอกมาถูกจากพระไตรปิฎก แปลผิดก็มี เช่น อปุญญาภิสังขารท่านก็แปลว่า สังขารที่เป็นบาป ซึ่งเป็นการแปลที่ผิด หากบุญล้างกิเลสแล้วไม่จบ คุณจะเอานิพพานจากที่ไหนคุณก็วนอยู่กับบาปกับบุญ บุญไม่มีการกลับไปเป็นบาปอีก บุญมีหน้าที่ฆ่ากิเลสอย่างเดียว กิริยาของบุญ คือผู้ที่สามารถสร้างพลังงานจิตให้เป็นกิริยาของบุญและพลังงานบุญ เป็นอุหณหธาตุ เป็นไฟ ภาษาบาลีเรียกว่าฌาน ไฟฌานจะไปฆ่าไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ อาตมาว่าใช้คำอธิบายไม่ยากแล้วนะ แต่คนจะเข้าใจบุญอย่างสัมมาทิฏฐิครบนั้นยากจริงๆ อาตมาถึงต้องเปิดคอลัมน์ในหนังสือเราคิดอะไรว่าเปิดยุคบุญนิยม แต่เขาเอากุศลไปใช้เป็นบุญ ศาสนาอื่นก็ยืมใช้ ศาสนาเทวนิยมใช้คำว่านักบุญเลยนะ ที่จริงแล้วศาสนาเทวนิยมไม่มีบุญหรอก แม้แต่ชาวพุทธก็ไม่รู้เรื่อง เขาไปปู้ยี่ปู้ยำก็ไม่รู้เรื่อง 620712_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ บุญต้องลืมตาปฏิบัติจนกว่าจะหมดบุญ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน