600522_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ห้องเรียนอภิธรรม เจโตปริยญาณ.docx
เนื้อหาในไฟล์
600522_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ห้องเรียนอภิธรรม เจโตปริยญาณ
สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม 2560 รายการนี้รีรันสองอาทิตย์กว่าๆ ในช่วงที่พ่อครูไปพักเครื่อง อยู่กับพ่อครูคำว่าพักผ่อนท่านไม่ยอมใช้ อย่างมากก็ผ่อนเครื่อง ให้เครื่องทำงานเบาลง ตอนผ่อนเครื่อง พวกเราจะได้ยินเสียงไอน้อยลง แต่เมื่อติดเครื่องเสียงไอก็จะมากขึ้น เป็นสิ่งที่ควบคู่กันไป ก็คงจะยากเหมือนกัน พวกเราไปที่ภูผาฯ พยายามต่อรองว่า พ่อครูจะพักบ้างได้ไหม พักแบบหยุดเลย ท่านว่าไม่ใช่วิสัยของท่าน ท่านบอกว่าท่านเกิดมาเป็นปางกอบกู้ เหมือนกับเจอเรือที่กำลังจะล่มจะให้พักเลยไม่ได้ เป็นวิสัยของพระโพธิสัตว์ ท่านมีพลังงานอยู่อย่างไรเท่าไร ก็จะใช้เพื่อกอบกู้มวลมนุษยชาติ ให้เกิดการพัฒนาขึ้น สิ่งที่พ่อครูเน้นย้ำในช่วงนี้มากคือ สังคมบวร ท่านอยากให้ทุกชุมชนอโศกหรือหมู่บ้านอื่น เกิดความเป็นบวร ท่านใช้คำว่า บวร นำหน้าชุมชนของเราเลยนะ บวรราชธานีอโศก บวรภูผาฟ้าน้ำ ล่าสุดจะเกิดบวรภูฟ้าผาธรรม ท่านอยากให้ลักษณะชุมชนที่อยู่กันอย่างมี บ้ าน คือมนุษย์สังคม วั ด คือการศาสนา และการศึกษาคือโ ร งเรียนอยู่ด้วยกัน ท่านอยากให้มีการศึกษาศาสนาที่ถูกต้อง แต่ทุกวันนี้ คนเข้าใจไปว่า ธรรมะคือสิ่งที่ทำให้เกิดลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ก็เลยเอาธรรมะมาเป็นเครื่องหลอกล่อ ให้คนอยากได้สวรรค์ อยากได้ความร่ำรวย เกิดความยุ่งยากวุ่นวายในบ้านเมือง สิ่งหนึ่งที่พ่อครูพยายามทุ่มเท จะให้กลับมาอย่างไร เมื่อมันไปสุดลิ่มทิ่มประตูแล้ว ก็จะให้ธรรมะกลับมาอย่างไร จึงเป็นเรื่องยากแสนยากในยุคนี้ พ่อครูในวัย 84 ปีจะผ่อนแรงอย่างไร อาตมาอยู่ใกล้รู้สึกว่าพ่อครูเหยียบคันเร่งตลอดเวลา ก็เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเรา อุบาสก อุบาสิกา สมณะ สิกขมาตุ ขวนขวายช่วยกัน วันนี้ห
อ่านต่อ
้องเรียนนี้อาตมาพยายามต่อรอง ในเดือนมิถุนายนจะมีกิจกรรมทั้งเดือน ก็คิดว่า สองชั่งโมงนี้มีนักจัดรายการเพลงบอกว่า เขาจัดรายการ 1 ชั่วโมงทุกวันนี้ขนาดเปิดเพลงไป สลับกับพูดยังเหนื่อยเลย ก็เลยต่อรองกับพ่อครูว่าให้พ่อครูเทศน์ลดลง คือ 4 วันต่อสัปดาห์สลับกับสมณะ สิกขมาตุมาช่วยกันย่อยธรรมะ สลับกับพ่อครู ส่วนรายการสองชั่วโมงวันนี้จะเป็นรูปแบบ นิมนต์พ่อครูเทศนา 1 ชั่วโมงครึ่ง แล้วอีกครึ่งชั่วโมงให้พวกเราทบทวนว่า ได้อะไรบ้าง ไม่ใช่รู้แต่ว่าดี แต่ต้องรู้ว่าดีอย่างไร อีกครึ่งชั่วโมงสุดท้าย อาจเป็นรูปแบบการตั้งคำถาม ท้ายชั่วโมงหรือถามสดๆ หรืออยากทำให้เกิดความกระจ่างอย่างไร ก็จะมีไมค์ให้ถามได้ พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม 2560 แรม 12 ค่ำเดือน 6 ปีระกา ก็มาพบกันอีกตามเคย อาตมาก็ก่อนจะได้บรรยายไป ก็ขออ่าน sms SMS 600521 _3867xxx นมก.พ่อครูฯดีใจได้กลับมา ฟังท่านเทศน์สดหลังจาก ฟื้นฟูกายโพธิฟูมฟักจิตโลกุตระ ฟันฝ่าโลกียะเพื่อมวลอาริยะชน บรรลุอาริยะมรรค สัมฤทธิ์นิพพานะ _3867xxx กราบขอบคุณพ่อครูกับธ.มังสะวิรัติชมร.ชม.!ที่มิใช่แต่งดเนื้อสัตว์แล้วกายใจจะสิ้นโลภโกรธหลงได้หมด!แต่เป็นจิตที่รู้จักตนเอง รู้ทันตัวตน รู้ถึงโลกุตระจนบริสุทธิ์หมดอกุศลจิตสิ้นกิเลสาสวะทั้งปวง ขอบคุณบุญนิยมกับธ.จอสะดุดเสียงชะงักภาพแปรปรวนตามสภาวะฝนฟ้าปรวนแปร _0880750xxx ถ้าไม่พร้อมไม่น่าถ่ายทอดสด(ที่ชมร.ชม)เสียงแย่มาก พ่อครูน่าจะเทศชั่วโมงครึ่งก็น่าพอนะครับ ฟังนานเหนื่อย
อานาปานสติสูตร กายคตาสติสูตร และสติปัฏฐานสูตร _๒๑ พ.ค. ๖๐ เวลา ๑๖.๐๔ น. อาจารย์ไพศาล พืชมงคล ฝากอาราธนา...พ่อท่าน... กราบพระคุณเจ้า อีกไม่กี่วัน ก็จะเป็นวันอาสาฬหบูชาแล้ว ในช่วงนี้อยากจะกราบอาราธนาพ่อท่าน แสดงธรรมเรื่องสัมมาสติ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์แห่งอริยมรรค โดยนัยยะแห่งพระสูตร 3 พระสูตร คือ อานาปานสติสูตร กายคตาสติสูตร และสติปัฏฐานสูตร เพราะทั้ง 3 พระสูตรนี้ว่าด้วยเรื่องสติในทางปฏิบัติอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ผมเองได้พบว่า การเทศนาของพระพุทธเจ้านั้น มีปรกติ สอนในทันทีที่พบเรื่องที่จะสอน ยกเว้นเรื่องเดียวที่ทรงใช้เวลาไตร่ตรองถึง 4 เดือน คืออานาปานสติสูตร เพราะปรากฏในพระสูตรนั้นว่าทรงดำริ ที่จะแสดงธรรมเรื่องนี้ ตั้งแต่ช่วงวันเข้าพรรษา และทรงเตรียมการ กระทั่งถึงวันออกพรรษาเป็นเวลา 4 เดือน จึงทรงแสดงธรรมเรื่องนี้ ดังนั้นอานาปานสติสูตร จึงทรงแสดงอย่างเป็นระบบอย่างยิ่งทั้งส่วนเหตุส่วนผล ส่วนมรรคส่วนผล ส่วนวิธีการและที่เกี่ยวข้องทั้งปวง จึงอยากกราบอาราธนาพ่อท่านแสดงธรรมเรื่อง สัมมาสติโดยนัยยะพระสูตรทั้งสามนี้เพื่อประโยชน์ของคนหมู่มากสักครั้งหนึ่ง เพราะเรื่องนี้ไม่มีใครสอนกันแล้ว
พ่อครูว่า...อาตมาพบว่า อาตมามาทำงานศาสนาพุทธมาแสดงธรรมะ ตั้งแต่ตัดสินใจเลิกทางโลก เมื่อ 46 ปีก่อนที่แล้วผ่านมา นี่ก็ยังไม่ถึงเต็ม 46 ปี น่าจะเต็มวันที่ 7 พ.ย. เพราะอาตมาบวช 7 พ.ย. 2513 อาตมาก็แสดงธรรม ตั้งใจทำ ไม่ได้ไปทำอย่างอื่น ไม่ได้หาเงินหาทอง ไม่ได้นึกถึงว่าชีวิตจะอยู่อย่างไร ปล่อยชีวิตไว้ให้คนอื่นเลี้ยงไว้จริงๆ ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา ตลอดมาจนถึงวันนี้ อาตมาก็เชื่อว่า พระสูตรสามสูตรนี้ อานาปานสติสูตร กายคตาสติสูตร และสติปัฏฐานสูตร เขาสอนกันอยู่ แต่เขาสอนแล้วเป็นแค่สมถะวิธีทั้งหมด สอนทั่วๆไปเลย มันไม่เป็นวิปัสสนาวิธี ไม่เป็น โพธิปักขิยธรรม 37 อานาปานสติก็ตาม ก็ต้องเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 กายคตาสติก็ตาม ก็ต้องเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 สติปัฏฐานสูตรก็ยิ่งเป็นตัวจริงที่เป็นโพธิปักขิยธรรม 37 เพราะสติปัฏฐานสูตรก็มีการพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม แม้การดำเนินไปของกาย กายมีทั้งภายนอกและภายใน ดำเนินไปอย่างไร สัมพันธ์กันอย่างไรก็ต้องอ่านธรรมะ 2 ให้ได้ แม้อานาปานสติสูตร ท่านก็ตรัสย้ำหัวตะปูมิดเลยว่า ไปนั่งปฏิบัติกันทั่วไป อานาปานสติ เป็นของฤาษี สอนนั่งหลับตาอยู่กับที่ แล้วเอาความรู้สึกกับความรับรู้ ไปรู้สึกแต่อยู่กับลมหายใจ ไม่ได้รู้สึกทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไปเอาความรู้สึกลมหายใจเข้า หายใจออกเป็นกสิณ เป็นที่เกาะของจิต แล้วก็ศึกษาเรียนรู้ พระพุทธเจ้าก็บอกว่าปฏิบัติอย่างนั้น มันดีอยู่อย่างหนึ่ง เหลือจุดสุดท้ายของความเป็นกาย อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก ถ้าคุณไม่มีความรู้สึก ลมหายใจเข้าออกที่เป็นภายนอก หายใจเข้าออกก็ต้องรู้สึกลมหายใจเข้าออก แต่ถ้าเข้าไปสู่ภพภายใน แต่ไม่รู้สึกถึงภายนอกเลย รู้สึกแต่ลมหายใจเข้าออก แต่รับรู้แต่ภายใน โดยเฉพาะคนที่สอนให้รับรู้แต่ภายในไม่รู้จักภายนอก อย่าให้จิตออกไปรับรู้อะไรภายนอก มีอาจารย์กำชับเลยว่า อย่าเอาจิตออกนอก อย่าส่งจิตออกนอก หลงผิดหมดเลย พระพุทธเจ้าตรัสว่าต้องอย่าทิ้งลมหายใจ แม้กาย ส่วนกายคตาสติ มีความเป็นกาย อานาปานสติ ต้องมีสติรู้ลมหายใจต้องอย่าให้ความรู้สึกขาดจากภายนอก แต่พวกที่ไปนั่งหลับตารับรู้แต่ภายในไม่รับรู้ภายนอก พวกนี้ เป็นกาย มีแต่ภายในไม่มีภายนอก คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า กาย คือร่างภายนอกทั้งนั้น ไม่ได้หมายถึงจิตใจเลย ก็เลยปฏิบัติธรรมอย่างไม่มีกาย ผิดเลย เลยปฏิบัติธรรมอย่างไม่มีสติปัฏฐาน 4 ที่ขึ้นต้นด้วยกายในกายเป็นอันแรก ผู้ที่รู้จักรูปธรรมนามธรรม รู้จักธรรมะ 2 ก็รู้จักกาย ถ้าหนึ่งไม่เป็นกาย ไม่มีกาย ธรรมะสองมีรูปมีนาม มีสิ่งที่ถูกรู้กับตัวประธานที่เป็นธาตุรู้ของเรากำหนดรู้สินะ เรียกว่า นาม เป็นธรรมะสอง ต้องไม่ขาดจากกันจึงจะเป็นกาย การปฏิบัติไม่มีธรรมะ 2 ไม่มีกาย คุณก็เป็นคน ปฏิบัติธรรมไม่ได้ แม้ผู้ปฏิบัติธรรมที่บรรลุสูงสุดแล้ว มีธรรมะหนึ่ง เป็นเอกธรรมหรือเอกจิต เอกัคคตาจิต จิตเป็นหนึ่งก็ยังมีภายนอก ยังมีธรรมะสองอยู่ทั้งนั้น แม้จะกลายเป็นว่า คนไปอยู่ในภวังค์ไม่มีภายนอกเลยก็ไม่มีกาย มีแต่รูปจิต อรูปจิต ก็อ่านอาการรูปจิต อรูปจิต ซึ่งไม่ใช่เป็นการพิจารณาอย่างการศึกษา เป็นผู้ที่รู้จริงแล้ว ผู้ที่รู้จริงอยู่ในภวังค์ มันไม่ใช่สามัญที่จะเข้าไปอยู่ มันไม่ใช่ปกติที่จะเข้าไปอยู่หรอกสำหรับคน ถ้าผู้ที่บรรลุแล้ว ถ้าไปอยู่แต่ภายในภวังค์ก็จะพิจารณาธรรม พิจารณาว่ามีรูปราคะ อรูปราคะในจิต มีรูป อรูปเหลือในจิตในภวภพ หรือภวังค์ แล้วล้างกิเลสให้หมด เช่นเราหลับ ตัดความรู้สึกภายนอก พระอรหันต์หรือคนทั่วไปตัดความรู้สึกภายนอกแต่ในภายในก็ยังมีสภาพ ผู้มีสภาพตรงนั้นแหละจะมีสติ สติที่อ่านรู้ว่า จิตของเราอยู่ฟุ้งซ่านไปกับเรื่องปรุงแต่งกิเลส เลอะเทอะไปกับอารมณ์ อรหันต์ไม่ได้ปรุงแต่งอยู่ในการนอนหลับ ในภวังค์ ก็จะมีรูปรสกลิ่นเสียงอย่างเป็นนิมิตความจำ ปรุงแต่งกันอยู่ ผู้ที่ไม่ใช่อรหันต์จะมีอารมณ์ สุข ทุกข์ ชอบ ไม่ชอบ ถือว่าเป็นการฝันร้าย คำว่าฝันร้าย ถ้าฝันร้ายเป็นเรื่องน่ากลัวเป็นเรื่องทุกข์เป็นเรื่องลำบาก คุณก็จะไม่ยึดไว้นาน ถ้ายิ่งเป็นเรื่องแรงก็จะอยากออก ดิ้นไม่อยากให้เกิดอาการนี้ในฝัน แต่ถ้าฝันเป็นความชอบความยินดีเป็นสวรรค์ก็ไปกันใหญ่ ยิ่งเป็นอารมณ์ที่เอร็ดอร่อย มันก็ไม่อยากให้หายไปเลย นั่นก็เป็นสภาพธรรมดาของคนโลกีย์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้ว ถ้าอารมณ์ฝัน หรืออารมณ์นิมิต ของผู้ยังไม่ใช่อรหันต์ เป็นเสขบุคคล ก็จะมีกิเลสผสมผสาน เป็นเรื่องราวรูปร่างที่ชอบกับไม่ชอบอยู่ เป็นปกติ คุณก็ต้องอ่านอารมณ์ ฝึกแม้แต่ในนอนหลับว่าเป็นอารมณ์อย่างนั้นๆ เราจะต้องมีปัญญามีความรู้ว่า ถ้าเราจะหลงยินดีในสิ่งที่เป็นอารมณ์ชอบหรือไม่ชอบ มันคือสภาพที่คุณยังไม่สงบ ผู้ที่เป็นอรหันต์ขึ้นไปแล้ว มีสัญญามีฝันเกิดเป็นเรื่องราว สัญญามันขึ้นมา เป็นเรื่องที่เคยทุกข์ เคยเกิดอาการจิตไม่ชอบ เคยปรุงแต่งเต็มเรื่องสุข หรือทุกข์ มันก็จะมีสัญญาเกิดการปรุงแต่งเรียกว่าฝัน เป็นเรื่องราวขึ้นมาเหมือนกัน แต่อารมณ์สุขทุกข์ ชอบหรือไม่ชอบของพระอรหันต์ไม่มี เป็นความจำที่เกิดมา ยิ่งเป็นผู้ที่ นอน มันก็จะต้อง ถ้าไม่ฝึกดับ อรหันต์ที่ไม่ฝึกจิตให้ดับสนิท เวลาเข้าไปอยู่ในภวังค์แล้ว อย่างพวกสายเจโตที่เรียนรู้อย่างสุดโต่งไปทางฝึกการดับ เขาก็จะดับได้เก่ง พอดับแล้ว จิต ก็จะสงบ หยุด ไม่มีฝัน ไม่มีนิมิต ไม่คิดอะไรเลย เขาฝึกจนไม่ต้องนอนหลับ นั่งสมาธิเขาก็ดับได้เลย เวลานอนแล้วมันมีความชำนาญ มีวสี มีความกล้าแกร่งที่จะนอนหลับดับสนิทได้เลย ดีไม่ดี ดับตั้งแต่เริ่มหลับ จนกระทั่งตื่นมารวดเดียวล่ะ นอนกี่ชั่วโมงก็แล้วแต่ ดับสนิทเลย นับถือ ว่าทำได้เก่ง มี ซึ่งยากมาก ส่วนมากมันจะมีความรู้สึกเรื่องราวแทรกแซงปรุงแต่งเป็นนิมิตเป็นฝัน
มาเข้าเรื่องคุณไพศาล อยากให้อธิบาย อานาปานสติสูตร กายคตาสติสูตร และสติปัฏฐานสูตร เป้าหมายสำคัญคือให้พิจารณากายเวทนาจิตธรรม อานาปานสติ ก็ให้พิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม แต่กายหมายถึง สภาพที่มีทั้งภายนอกและภายใน ตามวิโมกข์ 8 ผู้ปฏิบัติธรรมอย่างไรก็ต้องมีกายสักขี ถ้าไม่มีการสักขี จะไม่ถือว่าเป็นผู้ที่มีอุภโตภาควิมุติ แม้แต่ปัญญาวิมุติก็ไม่ถือว่าจะมีได้ ต้องมีกายสักขี จึงจะมีอาสวะดับ ดับได้บางอย่าง ถ้าถึงปัญญาวิมุติก็ถึงขั้นปัญญาวิมุติที่เริ่มเป็นอรหันต์ได้ ผู้มีกายสักขี ก็จะรู้ว่ามีอาสวะบางอย่างเกิดขึ้น ก็มีกาย ในกายสักขีบุคคล ต้องปฏิบัติธรรมให้มี สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ท่านระบุไว้ชัดเลย ในพตปฎ. ล.๓๖ ข้อ ๔๑ ในอานาปานสติ บอกว่าต้องมีความรู้สึกทั้งภายนอกและภายในอย่าให้ขาดจากกัน ถ้าขาดจากกันก็สุญโญ แต่ที่จริงแล้วก่อนเน้นอานาปานสติ ก็จะอธิบายสติปัฏฐาน 4 ก่อนแล้วถึงอธิบายอานาปานสติ สติปัฏฐานสูตรก็อธิบายเข้าไปถึงอานาปานสติ สำคัญกันอย่างขาดกันไม่ได้เลย วิโมกข์ 8 วิโมกข์ แปลว่าความหลุดพ้น จะหลุดพ้นด้วยการปฏิบัติที่ต้องมีลักษณะทั้งหมด ให้คุณได้ศึกษา จะศึกษาวิโมกข์ 8 หมดจบด้วย สัญญาเวทยิตนิโรธ วิโมกข์ 3 ข้อแรก ยืนยันว่า การปฏิบัติจะขาดสิ่งนี้ไม่ได้ ๑. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) รูปี ก็คือ ผู้มีรูป คือคน คนใด คนหนึ่ง มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย จะต้องมีปัสสติ ต้องเห็นรูป ด้วยการปฏิบัติ ถ้าคุณไม่มีรูปก็แล้วไป เช่นคนตาบอด หูหนวก ลิ้นไม่มีประสาท กายไม่มีประสาทสัมผัสรับรู้ เหมือนคนอัมพาต คุณก็ไม่มีรูป สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายไม่มี รูปคือสิ่งที่สัมผัสทางภายนอกก่อน ข้างในก็มีรูปจิต อรูปจิต วิโมกข์ ๑ ผู้มีรูปต้องเห็นรูป ต้องรับรู้รูป การปฏิบัตินี้คุณจะทิ้งรูปหรือทิ้งภายนอกไม่ได้ เพราะรูปก็คือ ทวาร 5 ภายนอก ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกาย กามคุณ 5 ต้องมีรูปและต้องเห็น ปัสสติ ต้องแปลว่าต้องเลย ไม่ใช้คำว่าย่อม เป็นเชิงบังคับเลย
๒. *ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (๑๐/๖๖) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) อัชฌัตตังคือภายใน อรูปสัญญี ในพระไตรปิฎกท่านแปลว่า ผู้ไม่มีสัญญา ในอรูปทั้งหลาย ซึ่งแปลไม่ถูก อาตมาก็ชัดเจนว่า สัญญีคือผู้มีธาตุกำหนดรู้ ต้องกำหนดรู้ทั้งพหิทารูปานิ ปัสสติ ทั้งรูปภายนอก และทั้งอรูปภายใน คุณจะต้องกำหนดรู้ทั่วหมดต้องเห็นต้องกำหนดรู้ ต้องเห็น ปัสสติ ผู้มีรูปต้องให้มีปัสสติกับรูป ไม่ว่าจะรูปภายนอกหรือรูปภายใน จนถึงอรูปสัญญี อย่างนี้เป็นต้น นี่คือความรู้ของอาตมาที่ต่างกับผู้รู้ทั้งหลาย อาตมาว่า อัชฌัตตัง อรูปสัญญี มันควรแยกกันชัด อัชฌัตต อรูป สัญญี และพหิทา รูปานิ และปัสสติ สรุปแล้วต้องเห็นทั้งหมด ต้องรู้ต้องเห็นทั้งภายนอกและภายในจนถึงอรูป
วิโมกข์ข้อ 1- 2 สรุปให้เห็นรูป อรูป ที่ต้องสัมผัส และต้องมีนามไปศึกษาไปรู้ กายในกาย คือคุณต้องพิจารณากายนอก คำว่า กายคตาสติ พระพุทธเจ้าอธิบายตั้งแต่ภายนอกเดินก้าวย่างสัมผัสต่างๆ แล้วองค์ประชุมต่อเนื่องเข้าสู่ภายใน ส่วนอานาปาสติ ก็ไม่ยาก ไปกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก สิ่งเหล่านี้เป็นของลัทธิเก่าก่อนพระพุทธเจ้าสืบทอดกันมา พูดก็พูดเถอะ ตั้งแต่ศาสนาพุทธก่อนหน้านี้อีก แต่ด้านมิจฉาทิฏฐิ 10 เพี้ยนไปหมด เมื่อมาถึงพระพุทธเจ้าองค์สมณโคดมก็เก็บมาฟื้นล้างให้กลับคืนมาใหม่ จริงๆแล้วก็ของพระพุทธเจ้าทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น กายคตาสติ หรืออานาปานสติก็ต้องศึกษาอย่าง สติปัฏฐาน 4 ทั้งนั้น คำว่า กาย ในภาษาไทยหมายถึง ร่างนอกไปแล้ว เช่นเดียวกับศาสนาพุทธ ในยุคของพระพุทธเจ้า พุทธก็คือพราหมณ์ที่เคร่ง พราหมณ์ที่เคร่งเขาไม่กินเนื้อสัตว์กันก่อน ฐานะพราหมณ์ชั้นดีไม่มีใครกินเนื้อสัตว์ให้รู้กันทั่วไป พุทธถือว่าเป็นพราหมณ์ชั้นดี พราหมณ์กับพุทธเป็นภาษาที่กลับไปกลับมา สมัยโน้น นักบวชผู้ศึกษาธรรมะเรียกว่าพราหมณ์ เมื่อมาสมัยนี้ไม่เรียกว่าพราหมณ์ ก็เรียกว่าพุทธ สมัยโน้นไม่เรียกพุทธแต่เรียกพราหมณ์แต่มีหลักฐานร่องรอยในพระสูตรเรียกว่าพราหมณ์มหาศาล มีลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เต็มคราบ ในยุคโน้นถือว่าเป็นเจ้าของสำนักต่างๆ ยุคนี้พุทธศาสนาเกิดมาได้ 2,600 ปี ศาสนาพุทธก็กลับไปเหมือนอย่างเดิมก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติ นักบวชของศาสนา กลายเป็นพราหมณ์มหาศาลไปหมด มีบัลลังก์ ลาภยศสรรเสิญโลกียสุข รู้ภาษาธรรมะ อย่างในอัมพัฏฐสูตรนี้ชัด คืออัมพัฏฐอวดตัวว่า ตัวเองเป็นผู้ได้เรียนรู้มันตราต่างๆ มีคนนับถือเป็นลูกเจ้าสำนักพราหมณ์ เหมือนกับพระที่ญี่ปุ่น เป็นเจ้าของวัดเจ้าของสำนัก เจ้าของทรัพย์สินมีลูกหลานสืบทอดต่อไป เช่นเดียวกับ ธัมมชโย ยิ่งใหญ่มีสมบัติพัสถานมาก แต่เขาไม่ถือทางศาสนา แต่ทางเมืองไทยไม่ได้ อันนั้น ศาสนาพุทธในญี่ปุ่นเป็นเรื่องนอกรีตไปแล้วเป็นมหายานโตงเตง แต่เถรวาทยังไม่ยอม แต่พระที่ญี่ปุ่น เป็นพระเจ้าสำนัก เป็นเจ้าของยิ่งกว่าธัมมชโย เพราะทางโน้นเขาไม่ถือสา แต่อัมพัฏฐะนี้คุยตัวเลยว่า เป็นผู้ต้องมนตรา เป็นผู้สืบทอดมาทั้งทางเชื้อสายต้นตระกูล ว่ามาจากพราหมณ์ ทั้งเป็นผู้รู้ธรรมะ บทมนต์ คัมภีร์ต่างๆเก่งรู้หมด ต้องไปอ่านให้ดีๆ พระพุทธเจ้าก็ถามว่าได้บรรลุบ้างหรือเปล่า สุดท้ายเขาก็บอกว่าไม่รู้เรื่องเลย พระพุทธเจ้ายกมาตั้งแต่ศีล สมาธิ ปัญญา อัมพัฏฐะก็ไม่รู้เรื่อง โดยเฉพาะศีลไม่รู้เรื่องเลย สมาธิแบบพระพุทธเจ้าไม่รู้เลย ปัญญาแบบพระพุทธเจ้าก็ไม่รู้เลย จึงมาสู่สูตรที่ 4 โสณทัณฑสูตร ศีลอยู่ที่ใดปัญญาอยู่ที่นั่น คำว่า ศีลคำเดียว แนวปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา อย่างสัมมาทิฏฐิ ในลมหายใจ นี้ ศาสนาพุทธในเมืองไทยไม่ได้ปฏิบัติศีลสมาธิปัญญา วิมุติเลย ไม่ได้เอาศีลเป็นเบื้องต้น เช่น ปฏิบัติตั้งแต่ศีล 5 เรียนรู้ กาย เวทนา จิตธรรม อานาปานสติ อาตมาแปลว่า ทุกลมหายใจเข้าออกคุณต้องมีสติ ในสามสูตร นี้ คุณไพศาลว่า อานาปานสติสูตร กายคตาสติสูตร และสติปัฏฐานสูตร เพราะทั้ง 3 พระสูตรนี้ว่าด้วยเรื่องสติในทางปฏิบัติอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ฟังเลย คุณต้องมีสติลืมตา แม้อานาปานสติ ไปนั่งหลับตาเพ่งก็ผิดแล้ว ต้องมีองค์ประชุมรูปนามทั้งภายนอกและภายใน ต้องรับรู้ผัสสะ ทั้งภายนอกภายใน จะเดิน เอี้ยวแขน ไกวขา จะสัมผัสกับวัตถุสมบัติภายนอกก็ต้องมีสติรับรู้ มีสติรับรู้ห้องประชุมภายนอกเข้าไปถึงภายในที่จะเป็นเวทนา ต้องรับรู้เวทนา จนจับอกุศลจิตที่เป็นเหตุของเวทนาที่เป็นเคหสิตเวทนา อกุศลจิตที่เป็นเหตุให้ทุกข์ให้สุข ก็จับพิจารณา เวทนาในเวทนา จับอกุศลจิตให้ได้ เป็นสราคะ สโทสะ สโมหะ แล้วกำจัดตัวนี้ ให้มันจางคลายหายไปจึงเรียกว่าพิจารณาสติปัฏฐาน 4 ในขณะนั่งหลับตา มีแต่ลมหายใจออกก็ตาม มีอิริยาบถกับภายนอกสามัญไม่ใช่อยู่แค่ ก้าวหนอ เดินหนอ ไม่ใช่แต่อยู่กับองค์ประชุมภายนอกทั้งหมด แล้วรู้ตัวทั่วพร้อมอ่านถึงเวทนาที่เกิด เวทนาใดที่มีกิเลสเป็นตัวนำ สสังขาริกัง ให้คุณตกต่ำนั่นคือตัวการ จนกว่าคุณจะอสังขาริกัง ไม่มีจิตที่นำไปสู่ความพินาศ
สมณะเดินดินว่า...วันนี้พ่อครูเปิดเผยถึงอานาปานสติ แต่ไม่รู้ว่าอาจารย์ไพศาลจะเก็บได้หรือเปล่า เพราะว่ารูปแบบการศึกษาของทั้งโลก เขาศึกษา กายคตาสติ อานาปานสติ สติปัฏฐาน ไปจับเอาชีวิตอยู่กับความนิ่ง หรือมีให้น้อย แต่พ่อครูว่าให้เรียนรู้ปกติสามัญทั้งภายนอกภายใน แต่ของเขาให้รู้แต่ภายในอย่างเดียว เป็นบทที่พ่อครูเปิดออกมา ทำให้เห็นใจตัวเองด้วย อาตมาก็เป็นเช่นนั้นมาก่อน เพราะความรู้ที่สะสมมาอาจารย์เจ้าสำนักทั้งหลาย ก็จะบอกว่าอย่าไปยุ่งภายนอก จะบรรลุก็อยู่ที่จิตอย่าไปรู้สิ่งอื่นเลย มันคนละอย่างกับพ่อครูอ้างอิงในพระสูตรต่างๆว่าสติต้องรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวอิริยาบถรับรู้สิ่งภายนอกด้วย พวกเราคงส่งให้อ.ไพศาลได้รับรู้ด้วย
เจโตปริยญาณ 16 กับ สัมมาสติ พ่อครู ว่า...สัมมาสติ ก็คือความระลึกรู้ตัวทั่วพร้อมทั้งภายนอกและภายใน จะต้องเป็นผู้ที่รู้ทุกอย่างครบครัน อย่าให้รู้ลำๆเลืองๆแค่ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น ต้องรู้ครบ เป็นกายคตาสติ กายนี้มีทั้งภายนอกและภายใน วิโมกข์ 8 นี้ ต้องมีสภาพกำหนดรู้ทั้ง นอกและใน กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ปฏิบัติให้เป็นโลกุตรธรรม ให้จิตในจิต เจโตปริยญาณ 16 ให้รู้ว่ามีจิตอกุศล สราคะ สโทสะ สโมหะแล้วทำให้เป็น วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ ปฏิบัติเจโตปริยญาณ 16 สามตัวแรกคือ สราคะ สโทสะ สโมหะ เมื่อรู้ว่าอาการจิตอย่างนี้คือจิตที่มีกิเลส เราก็อ่านจิตนั้นรู้ว่า มันเป็นกิเลส แบบราคะ เราก็ต้องทำให้ไม่มี คือจิตมี สราคะ สโทสะ สโมหะ แล้วทำให้ไม่มีเรียกว่า วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ ทำให้ไม่มีอาการอย่างพ่อสมถะสะกดจิตก็ได้ แต่ของพระพุทธเจ้านี้ จะต้องเป็นวิปัสสนา หนึ่งสราคะ สโทสะ สโมหะ ทำให้เป็น วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ ให้ได้ คือสามคู่แรกของ เจโตปริยญาณ 16 ตามที่จะทำให้จางคลายลงได้ มันมีองค์ประชุมเป็นเคหสิตเวทนาก็ทำออกเป็นเนกขัมสิตเวทนา เป็นมโนปวิจาร 18 ทำสำเร็จ เมื่อเริ่มทำคุณจะเริ่มทำจิตจางคลายได้แต่อยู่ในระดับของ สังขิตตังจิตตัง วิกขิตตังจิตตัง สังขิตตังจิตตัง คือ นิวเคลียร์ วชัน พวกจับตัวเป็นก้อน คือเจโต พวกจม วิกขิตตังจิตตัง คือนิวเคลียร์ฟิชชัน พวกฟุ้งกระจายหายไปเลย พวกปัญญา พวกลอย
_มีคำถามว่าธรรมะสองกับธรรมะหมวดสองต่างกันอย่างไร ตอบ..ธรรมสองคืออิตถีภาวะกับปุริสภาวะ คือเวทนาสอง หรือ แต่ว่า ธรรมะหมวดสองคือเป็นข้อธรรมะที่มีสองข้อ
มาต่อ เจโตปริยญาณ 16 คู่ต่อไปคือ 9.มหัคคตังจิตตัง กับ 10.อมหัคคตังจิตตัง มหัคคตังจิตตัง คือทำให้เจริญก้าวหน้าขึ้นไป ยิ่งใหญ่ขึ้น อมหัคคตังจิตตัง คือยังไม่สามารถทำให้เจริญก้าวหน้าขึ้นไป ไม่เจริญไม่ยิ่งใหญ่ขึ้นไม่พัฒนา ต้องตรวจจิตเรา เราทำได้ขั้นหนึ่งก็แล้ว ได้เป็นก้อนแท่งแค่นี้ หรือทำได้แค่นี้แต่ก็ฟุ้งซ่าน ทำได้สองตระกูล สายฟุ้งซ่าน กับสายกดหลับตาสะกดจิต
๑๑. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) ๑๒. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) . ๑๓. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) ๑๔. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) ๑๕. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . ๑๖. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) วิมุติแล้ววิมุติถาวรหรือไม่ ถาวรคือสมาหิตัง ส่วนอวิมุติคือ พวกอวิมุติจร ที่เหลือ แล้วตรวจสอบว่ามันมีวิมุติตั้งมั่นอย่างสมาหิตังอย่าง “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง”หรือไม่ ส่วน นัติถิอุปมานั้น ก็ผู้เข้าถึงรู้จริงจะรู้ได้
วิโมกข์ข้อที่ 3. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต . โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พตปฎ. ล.๑๐ ข.๖๖ / ล.๒๓ ข.๑๖๓ อธิมุตโตคือมันเจริญขึ้น เขาไปแปล อธิมุตหรืออธิโมกข์ว่า ผู้ที่น้อมใจไปเห็นว่าเป็นของงาม จิตอธิโมกข์ อธิมุติ คือจิตมีทิศทาง ไปสู่ความเจริญ เรียกว่าสุภะ เจริญไปสู่ความควรได้ควรมีควรเป็น สุภันเตวะ เกิดในที่สุด โหติ มีสภาพเจริญอันนี้ นี่คือข้อที่ 3 พยัญชนะที่ว่าน้อมไปให้เห็นว่าเป็นของงาม ฟังแล้วเป็นภาษาแบบโลก เช่น เห็นดอกไม้นี้จิตใจก็น้อม น้อมว่าอยากได้ หรือจิตใจ เป็นของที่ไม่น่าได้ ไม่น่ามีไม่น่าเป็น แต่กลับไปเห็นว่าเป็นของงาม น่าได้น่ามีน่าเป็น (วิปลาส) เช่น ไปเห็นว่า สุภกิณหา ของที่น่าได้ น่าใคร่น่ามีน่าเป็น แต่ไม่ใช้คำว่ากามใคร่อยาก แต่อันนี้เป็นของน่าได้ เมื่อไปเข้าใจพยัญชนะอันนั้นก็เลย แปลไปแล้วมันยังไง ถ้าจะแปลว่าจิตที่โน้มไป สู่สิ่งที่เป็นสุภะ สู่สิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น คือจิตของคุณถูกต้องแล้ว มีทิศทางสู่วิมุติหรืออธิโมกข์ เดินทางไปสู่ทิศทางหลุดพ้น ผู้ปฏิบัติจะมีญาณปัญญารู้จิตของเราว่ามันเดินทางถูกแล้ว เรียกว่า จิตที่น้อมไป ตีเส้นทางเดินสู่สิ่งที่ควรจะได้ สุภะ สิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น แต่เมื่อปฏิบัติผิดจะได้เกิดภาวะของเทวนิยม ไปได้อาภัสรา สุภกิณหา สายสว่าง สายในจะเป็นอาภัสรา อย่างสายธัมมชโย ได้ความใส ความใสเป็นมโนมยอัตตา ส่วนสายอาจารย์มั่น อาจารย์มหาบัว ไปนั่งหลับตาจะได้ความดับ ต่างจากพวกใส ที่จะใสตลอดกาล พวกใสหัวไป ส่วนพวกสายดับจะดับ กิณหะแปลว่าดำ เขาว่า ความดับความดำนี้เป็นสิ่งที่น่าได้
นาม 5 ขันธ์ 5 ในยุคนี้ เป็นทิฐิที่ผิดอย่างนี้แก้ไขได้ยากมาก ต้องมาปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ต้องมาปฏิบัติให้เป็นมรรคมีองค์ 8 ให้มีสัมมาสติรู้ว่าในขณะนี้การทำงานอาชีพเลี้ยงตน มีการเกี่ยวข้องกับกายนอกกายใน มีเวทนา มีจิตมีธรรมะ พิจารณาให้ออกโดยเฉพาะมีเวทนา เวทนาเป็นกรรมฐานของศาสนาพุทธ ไม่ใช่ไปเพ่งกสิณให้มีสมถะ อย่างกสิณ 40 เป็นการฝึกสมถะ ไม่ใช่ทางปฏิบัติของพระพุทธเจ้า เป็นทางที่ผิด แล้วพวกเกจิอาจารย์อรรถกถาจารย์ก็มารวมไว้ ทำให้คนหลงทาง ที่ถูกแล้วไม่ต้องไปปฏิบัติอย่างนั้น ต้องรู้สิ่งที่สัมผัสแล้วมันมีการปรุงแต่ง อวิชชามันไม่รู้สังขาร สังขาร 3 ที่ต้องเรียนรู้ แล้วในสังขาร 3 ต้องรู้ นามรูป เมื่อมีผัสสะ จะมีอายตนะ ในปฏิจจสมุปบาท อวิชชาไม่รู้สังขารไม่รู้นามรูป อายตนะ ผัสสะ พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้นามรูป ซึ่งจะเกิดต่อเมื่อมีผัสสะมีอายตนะ วิญญาณเป็นธาตุรู้องค์รวม ต้องมาเรียนรู้เวทนา สัญญา เรียนรู้เพื่อปฏิบัติ โดยใช้นามเรียนรู้ นามนี้มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นาม 5 มีคนใจดี ท้วงอาตมามาเขียนเลอะในคนคืออะไร แถมมีข้อเขียนว่า อาตมาผิดพลาด ก็ดี เป็นการตรวจสอบ สรุปแล้วเขาว่าอาตมาไปเข้าใจผิดในขันธ์ 5 ไปเข้าใจว่าขันธ์ 5 คือคนๆหนึ่ง ว่านี่คือความเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างมาก อาตมาก็ยังไม่รู้ว่า มันไม่เป็นรูปนามขันธ์5 ไม่ใช่คนๆหนึ่ง แล้วเป็นใคร ท่านก็ไม่ไขอาตมา ท่านก็ว่าท่านประยุทธ์ ปยุตโตด้วย ไปอธิบาย ในหนังสือพุทธธรรมว่า ท่านอธิบาย รูปนามขันธ์5 ว่าเป็น คนๆหนึ่งก็ไม่ถูกเหมือนกัน คือ ไม่เข้าใจว่า มันจะต้องมีที่ๆศึกษา จนสุดท้ายมัน ได้ รูปเวทนาสังขารวิญญาณ ไม่ใช่ตัวตนคนใดทั้งนั้น อย่างนั้นอาตมารู้ แ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive