610321_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต้องซ้ำซากเพื่อเข้าถึงบุญอันละเอียดลึกซึ้ง.docx
เนื้อหาในไฟล์
610321_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต้องซ้ำซากเพื่อเข้าถึงบุญอันละเอียดลึกซึ้ง
สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ เป็นวันพุธที่ 21 มีนาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก อากาศเย็น ก่อนจะได้ฟังธรรม ก็มีประกาศ ค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า “เตรียมปลุกเสกพระแท้ในตน” ครั้งที่ 26 ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ศุกร์ที่ 23 - อาทิตย์ที่ 25 มีนาคม 2561 รับสมัครผู้สนใจเข้าค่าย ฟรี! (จะอยู่กี่นาทีได้) สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือ โทรฯ คุณชญาดา 087-4437865 ##### สมัครonline ได้ที่ inbox เฟซบุ๊ก กองทัพธรรมFP เราก็ได้ฟังธรรม พ่อครู ติดต่อกันอย่างยาวนาน พ่อครูแสดงธรรมมาเกือบ 50 ปี จะมีผลต่อการปฏิบัติธรรม ของผู้ปฏิบัติธรรม จนมาอยู่ร่วมกัน เป็นกลุ่มชุมชนชาวอโศก สาธารณโภคี คนมายินดีเสียภาษีเต็ม 100% เป็นระบบที่สูงสุดยอดในโลก เพราะทุกระบอบก็ต้องการให้คนเสียภาษี อย่างเต็มใจ และมากที่สุด พ่อครูพาคนให้มาพ้นภัย ลดกิเลสได้ จึงมีความเสียสละเต็มที่ เมืองไทยก็มีการอภิบาลประชาชน ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง หรือขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา ประเทศไทยจึงเป็นประเทศที่มีดัชนีความทุกข์น้อยที่สุดในโลก ติดต่อมา 4 ปีแล้ว หากไม่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 พาทำ คงไม่ได้เป็นอย่างนี้ พ่อครูก็พาพวกชาวอโศกทำเต็มที่ ตอนนี้คนขึ้นป้ายว่า จะตายเหมือนปีที่แล้วไหมนี่ งานสงกรานต์ แต่ของเรานี่กลับกัน ในตลาดอาริยะ พวกเราจะทำกุศลได้เท่าไหร่ ได้ลดละกิเลสเท่าไหร่ คนจะมาเนืองแน่น เป็นหมื่น เป็นแสนคน ก็ว่าได้ สมัยนี้คนแร้นแค้น ถึงมาซื้อของถูก รัฐบาลก็ช่วยได้ส่วนหนึ่ง พ่อครูบอกว่า ในหลวงไม่ทำเพื่อตัวเอง ให้ตัวเอง แต่ท่านทำเพื่อคนอื่น คนจึงมอบอธิปไตยให้ท่าน ท่านไม่ได้ทำเพื่อตัวท่าน ท่านก็ทำเพื่อประชาชน ประชาชนก็มอบอธิ
อ่านต่อ
ปไตยให้ อย่างสุดเศียรเกล้า พ่อครูก็พาพวกเราทำเช่นกัน เป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุดในโลกตอนนี้ มันไม่ได้เกิดเพราะว่าไปเลือกตั้ง แต่เกิดเพราะคนมาลดละกิเลสตนเอง ทำเพื่อ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) และมีหลัก วรรณะ 9 เป็นหลักบ่งชี้ประชาธิปไตย วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)
พ่อครูว่า...SMS
_3867... วันใดที่มนุษย์ไร้หูเทียม อ่านหนังสือธรรมะ! วันนั้น หนังสือธรรมะคือ เพื่อนที่ดีที่สุดในโลกของความเงียบฯกบรับใช้วิบากฯ พ่อครูว่า... ก็ไม่ต้องพิรี้พิไรมาก ก็ใช้วิบากไป อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ในปางนี้ ต้องมาพิสูจน์การแสดงธรรมโลกุตระของพระพุทธเจ้า แสดงท่ามกลางที่โลกยุคนี้ ทิ้งโลกุตรธรรม เหมือนในอานีสูตร ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า จะไม่เหลือเนื้อแท้ โลกุตรธรรม มีแต่โลกียธรรม เต็มไปด้วยเดียรถีย์ เต็มไปหมด อาตมาจะต้องมาพิสูจน์ ในการพูด อธิบาย ที่ต้องใช้ความสามารถสุดๆ ในความเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ปางนี้ อาตมารู้อยู่ว่า มันยาก แล้วอาตมาก็ยังชื่นใจ ที่ว่า อาตมาทำงานมา มันมีทางอุปสรรคที่ร้ายแรง ก็คือ เถรสมาคม ตีทิ้งอาตมา เหมือนอุจจาระเลย เหมือนเป็นศัตรู ไม่ต้องคบกันเลย ไม่มีค่า จิตใจเขาไม่ได้เข้าใจอาตมาอย่างแท้จริง ตั้งแต่เริ่มต้น จนบัดนี้ ก็ยังตั้งใจจะทำต่อไป จนกว่าจะสิ้นชีวิต จะพยายามอยู่ให้ยาวนาน ไม่ได้ท้อถอยเลย เหน็ดเหนื่อย ยากลำบากนะ พูดแล้วเหมือนขอความเห็นใจ แต่พูดสภาวธรรม ก็เกรงใจอยู่ ดูไม่ดี เหมือนพูดและเล็ม ให้คนมาเห็นใจ นับถือ แต่พูดสัจจะสภาวะ ให้ฟัง การมาทำงานทางธรรมนี้ ยากจริงๆเลย ยากกว่างานใดๆ ที่อาตมาเคยทำมาในชีวิต อาตมาผ่านชีวิตทางโลกมา 36 ปี ทำมาหากิน โดยเฉพาะงานที่อาตมาบรรยายธรรมะโลกุตระ แต่อาตมาก็สมัครใจ เลิกงานที่ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ที่เคยทำ ก็มาทำงานโลกุตระ จนถึงบัดนี้ 47 ปีแล้ว ก็ตั้งใจจะทำต่อไปให้นานที่สุด พยายามรักษาอายุขัย หรือเรื่องจริงคือ เพิ่มอายุขัยของตนเอง ให้ยาวนาน อาตมาทดสอบทฤษฎีของตนเอง ว่าทำให้ชีวิตมีพลังงาน ที่จะต่อไปได้ ถ้าอาตมาเอง พิสูจน์ได้จริง ทฤษฎีนี้จะเป็นยาอายุวัฒนะ ที่ กษัตริย์จิ๋นซี ค้นหามาตลอดชีวิต ถ้าอาตมาพิสูจน์ได้อันนี้ เช่น อาตมาตอนนี้พิสูจน์ อาตมาเชื่อว่าอายุขัยอาตมามี 72 ปี ก็ต้องตาย แต่อาตมาไม่ยอม ก็พยายามใช้ความรู้ ก่อน 72 จนทำให้เลย 72 แต่ก็รู้ว่า ตนเองพยายามใช้พลังงานในตัวเอง ที่พยายามฝืนอายุขัย อาตมาว่าอาตมาทำสำเร็จ ผ่าน 72 ปีมาได้ 1 นักษัตร ปีนี้อายุ 84 ก็ยังพอได้ แต่ก็รู้ว่าฝืน พยายามฝืนชีวิต ให้อยู่ไปเรื่อยๆ ก็มีคนช่วย ก็ขอบคุณทุกคน ที่พยายามช่วยอาตมา ให้มีอายุยาวยืนต่อไป และอาตมาจะพิสูจน์อีก คือ 84 นี่มันไม่น้อย ฝืนมาได้ 12 ปีแล้ว ถ้าไปได้อีก 12 ปีก็ 96 ปี มันจะเป็นการพิสูจน์ว่า อาตมาเชื่อจริงๆว่า อาตมาเอง อาตมาทำพลังงานทางจิต อาตมาเรียกพลังงานนี้ว่า สัมประสิทธิ์ Coefficient เป็นพลังงานละเอียดลึกซึ้ง ซับซ้อน เป็นนามธรรม ขนาดไอน์สไตน์ ค้นพบพลังงานสูงสุด ทางรูปธรรม ฟิสิกส์ ก็ยังคงอธิบายยาก แล้วอาตมาเป็นนามธรรม จะอธิบายได้ยากขนาดไหน ยากกว่าเยอะแยะเลย ถ้าอาตมาพิสูจน์ไปถึง 96 ปีมันยืนยันว่าทฤษฎีนี้จริง ถ้าที่สุดไปถึง 108 ปี รับรองว่าโลกจะขานรับ อาตมาคงจะมีพยัญชนะ เหตุปัจจัยที่จะอธิบายความเข้าใจ เรื่องพลังงานยืดอายุไขอันนี้ หรือพลังงานอายุวัฒนะอันนี้ หรือไปอีก เป็น 108 ปี เชื่อว่าจะอธิบายได้มากกว่านี้ คนจะเข้าใจได้มากกว่านี้ ดีไม่ดีทางโลก องค์กรที่เขารู้ในโลก จะให้รางวัล ค้นพบทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ได้ นี่เป็นเรื่องที่อาตมาทำมา คิดว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่จริงๆ และการค้นพบอันนี้ ไม่ใช่พลังงานสามัญ เป็นพลังงานโลกุตรธรรม ไม่ใช่พลังงานโลกียะ แต่เป็นโลกุตรธรรมซับซ้อน พูดแล้วเหมือนมีกิเลส อยากจะอายุยาว แต่ที่จริง มันไม่ใช่กิเลส กิเลสนั้น เพื่อตัวตน กิเลสนั้น พลังงานด้วยความต้องการ ความอยาก ที่ทำออกไป อยากทำเพื่อตัวเอง คือกิเลส แต่ถ้าเราไม่ได้ทำเพื่ออยากให้ตัวตน แต่อยากให้ผู้อื่น ได้รับประโยชน์ คุณค่า ได้รับสิ่งประเสริฐ อันนี้มันไม่ใช่กิเลสเลย เป็นคุณธรรมอันประเสริฐสุด ที่มนุษย์ในโลก เช่นพระพุทธเจ้าทรงมี พระพุทธเจ้ามีความปรารถนาดี ที่อยากให้คนได้รับความเจริญ ได้รับความไม่ทุกข์ร้อน ไม่มีความวุ่นวาย เดือดร้อน อะไรเลย เป็นความเจริญงอกงามดี พระอรหันต์ทุกองค์ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แม้แต่ผู้ที่ไม่ถึงอรหันต์ ก็ปรารถนาอย่างนี้ได้ แต่จะมีทฤษฎี มีประสิทธิผล จริงหรือเปล่า ใช่ไหม พระพุทธเจ้าท่านค้นหาทฤษฎีนี้ ทุกพระองค์ เป็นสิ่งประเสริฐสุด ไม่มีอย่างอื่นหรอก เป็นสิ่งที่สุดยอดแล้ว ในชีวิต เพราะฉะนั้น งานของมนุษยชาติ งานนี้คือ งานสร้างคนให้เป็นโลกุตระ เป็นอาริยบุคคลจริงๆ เป็นอรหันต์นี่แหละ หรือยิ่งกว่าอรหันต์ก็ตาม เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาตมารู้ว่า ตัวเองเป็นคนทำงานนี้มาไม่รู้กี่ชาติแล้ว ตนเองจึงเลิกงานทางโลก เสร็จ เด็ดขาด หยุดเลย เลิกงานทางโน้น หันมาทางนี้ จนเดี๋ยวนี้ก็ยังมีความมุ่งมั่น ที่จะทำงานนี้ต่อไป เมื่อยนะ ไม่ใช่ไม่เมื่อย อายุยาวพอสมควร ทั้งเมื่อย เพลีย และน่าท้อ เพราะอธิบายโลกุตรธรรมให้คนฟังนี่ มันยากจริงๆ ยากกว่าจีบสาว อาตมาว่า อาตมาจีบสาวไม่เป็น ไม่เก่ง เพื่อนฝูงมันจีบเก่ง มาคุยโม้ เราทำไมจีบสาวไม่เก่ง ยากจริง แต่อันนี้ยากกว่าจีบสาวเยอะ อาตมาว่าจีบสาวยากกว่าหาเงิน การหาเงินนี้ง่ายๆกว่า ยิ่งไปเล่นการพนัน อบายมุข ยากใหญ่เลย ชาตินี้อาตมาเป็นหมูสนามตะพึด คนก็ชอบมาชวนไปเล่น ขนาดทำงานมาดึกๆ สองยาม เพื่อนก็มาเคาะประตูบอกว่า ให้มาแก้มือ ที่จริงเราควรจะไปเคาะประตูมัน เพราะเราเสีย แต่มันบอกว่าให้โอกาสแก้มือนะ นี่มันซับซ้อนนะ เราก็พยายามว่าทำไมคนอื่นมันเก่ง มันก็ใช้ความจำ ใช้ความรู้ ใช้ความเฉลียวฉลาด อาตมาชอบเล่น poker gay ไม่นอน รุ่งเช้าขึ้นมา ก็หรี่ตาไปทำงานต่อ ไม่ไหว ก็ต้องนอนบ้าง อาตมาชาตินี้ ฝืนทำอะไร มันก็ไม่เก่ง หัดกินเหล้า สูบบุหรี่ ก็ไม่ติด มันโง่จริงๆกับอบายมุข ทำอย่างไรก็ไม่ขึ้น ไม่เป็น ไม่เก่ง ชาตินี้ ฟังดีๆ อาตมาพูดสัจธรรม มันเป็นอย่างนั้น คืออาตมาทำชั่วไม่ขึ้น มันมั่วตลอด ก็เลยเลิกหยุด ไม่พิสูจน์แล้ว พระเจ้าไม่ให้ทำ พูดแบบสำนวนเทวนิยม
_3867...ที่สมณะ สิกขมาตุ อ่าน เทศน์ให้ฟังฯ สรุปธรรมะได้ว่า พระอรหันต์ ผู้หมดสิ้นบุญบาป แม้มีกรรม ก็เป็นกุศลกรรมในปัจจุบัน ขณะตามธรรม สัพพปาปัสสอกรณัง ถูกไหม? พ่อครูว่า... ถูก
_1218... สันตุฎฐี ปรมัง ธนัง พอแล้วเป็นเศรษฐีมหาศาล พ่อครูว่า... ใครที่ยังรวยชิบหาย และไม่พออันนั้นมันจนชิบหายเลย คือโง่จนไม่รู้ว่า ตัวเองรวยแล้ว ควรจะพอแล้ว ก็ยังไม่พอ ได้เท่าไหร่ก็ไม่พอ คนนี้อาตมาก็เห็นคนที่โง่ที่สุดมาแล้ว คนที่โง่ที่สุดในโลก คือ เป็นคนใจดำอำมหิต เห็นแก่ตัว ที่ตัวเองได้มา ก็น่าจะมีปฏิภาณรู้ ว่าตนเองได้มาก ก็เอามารวมที่ตนเองมาก คนอื่นก็จะขาดแคลน ก็ต้องแย่งชิงมาก ทำไมไม่รู้จักหยุดพอ แล้วเผื่อแผ่ช่วยผู้อื่นบ้าง กลับมีเชิงซ้อน ทำทีทาน บริจาคอย่างนั้นอย่างนี้ ซ้อนอีกที เพื่อให้คนเชื่อถือ นับถือ ทำให้เกิดเครดิต ได้มากยิ่งขึ้น ซับซ้อน ...ฉันนั่งตกปลาอยู่ริมตลิ่ง….
_1065... ศัทธาบุญนิยมทีวีมีประโยชน์มากคะ คิดว่าสักวันหนื่ง จะได้มาร่วมงานกับอโศกบ้าง พ่อครูว่า... ตอนนี้ได้ข่าว โครงการการศึกษา ถกเถียงกันเรื่องใช้ คะ กับ ค่ะ ซึ่งเขาใช้ไม่เคยถูกกันเลยสองคำนี้ เขียนผิดตลอด ในวงการการศึกษา คนเขียนมาก็สะกดผิด ควรใช้ ค่ะ อาตมาเคยเป็นครูสอนภาษาไทย มาตั้งแต่เป็นฆราวาส
_ทิธารี ซอง... เป็นครั้งแรกที่ได้ยินว่าบุญคือนักฆ่า..เก็บไม่ได้.. เป็นพลังจิต.. เป็นความรู้ที่กลับหัวจากที่รู้มา และขอให้ท่านพ่อโปรดสละเวลา อธิบายเรื่อง อย่างละเอียด ตามเห็นควรอีกครั้ง...และกรุณาชี้แนะว่า ควรศึกษาจาก พระไตรปิฎก หรือเอกสารอื่น...ในส่วนใด เพื่อทำความเข้าใจให้ชัดเจนมากยิ่ง... พ่อครูว่า... บุญ มาจาก ปุญญะ แปลว่า สันตานังปุนาติ วิโสเทติ คือหลักฐาน แล้วเกือบไม่เหลือหลักฐานที่ชัดขนาดนี้แล้ว บุญคือ เครื่องฆ่าชำระกิเลส (ปุนาติ) คือให้ชำระกิเลสจากสันดาน ให้สะอาดหมดจด บุญคือ อาวุธนักฆ่า ที่ฆ่ากิเลสให้หมดจด สะอาดจากจิตสันดาน นี่คือหลักฐาน นอกนั้นไม่เหลือแล้ว แม้แต่ในพจนานุกรม ก็แปลว่าคุณงาม ความดี คุณค่า เป็นสมบัติทั้งๆ ที่มันละเอียดมากเลย เป็นของศาสนาพุทธ ศาสนาเดียว และบุญนี้ มีคุณสมบัติ เป็นวิบัติ ไม่ใช่สมบัติด้วย จะใช้สมบัติ ก็เป็นเพียงพยัญชนะ เป็นลักษณะดี จะบอกว่า ดีก็ดี ฆ่ากิเลสต้องดีแน่นอน แต่มันไม่ใช่สมบัติ ไม่ใช่สิ่งที่จะสะสม แต่มันวิบัติ ทำเสร็จแล้ว หายไปเลย ทำเสร็จแล้ว ไม่รับอะไรตอบแทน ทำแล้วจบไปเลย หาย มีหน้าที่เดียว เอกังเสนะ อธิบายแบบ วิภัชชะไม่ได้ ไม่มีใครอธิบายอย่างอาตมา ใครจะมาเถียงอาตมา ก็ยอมแพ้ แต่ไม่หยุดอธิบายหรอก
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน รสอร่อยคือของเท็จ _อำภา รื่นใจดี · ในหนังสือคนจะมีธรรมะได้อย่างไร ท่านพ่อครูกล่าวว่า ความรู้สึกสุขเวทนา ไม่ใช่ความจริง เป็นความเท็จ ขอยกตัวอย่างประกอบ เช่น ขณะที่เรารับประทานอาหาร เราจะมีความสุข และยิ่งเป็นของชอบ หรืออยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงร่วมโต๊ะ ก็จะรู้สึกสุขกว่าปกติ ลูกเข้าใจดีว่า งานเลี้ยงย่อมมีการเลิกลา เลิกงาน ความสุขช่วงนั้น ก็หมดไป ถ้าความสุขนั้นไม่ใช่ความจริง เป็นสิ่งเท็จแล้ว ขณะช่วงเวลานั้น ความจริงคืออะไรเจ้าคะ พ่อครูว่า… ความจริง คือความเท็จ นี่คือคำตอบอาตมา ความจริงที่คุณรู้สึกนั่นแหละ คือความเท็จ เป็น สุขัลลิกะ อัลลิกะแปลว่าเท็จ สุขเท็จๆ สุขไม่มี ทุกข์ไม่มี นี่คือปรมัตถ์ คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า สวรรค์ไม่มี นรกไม่มี สุขมันเป็นของเท็จ แต่ถ้าเรียกทุกข์เป็นอริยสัจ เป็นของจริงกว่า เพราะว่าทุกข์ เป็นเรื่องของกิเลส เป็นเรื่องของตัณหา ทุกข์เป็นเรื่องของอวิชชา เป็นเรื่องของอนุสัย มันติดในจิตวิญญาณ โง่ดักดาน เก็บไว้ในจิตมันเลยเป็นของจริง เหมือนกับคนที่คิดว่าอนุสัยจริง อนุสัยกิเลสมันไม่จริง ความสุข ความทุกข์ มันไม่จริง คุณว่าคุณอร่อย คุณกินชมพู่ น่ากินกรอบ สดๆใหม่ๆ หากคุณชอบชมพู่ มันก็อร่อย ชมพู่อันนี้ ลูกนี้ ใครมากิน รสเดียวกันหมด เจ๊กแขกฝรั่งไทยญวน อเมริกัน มากินก็รสเดียวกันหมด แต่คนชอบ เขาก็อร่อย คนไม่ชอบ เขาก็ไม่อร่อย อร่อยไม่อร่อยนี่แหละ ของเท็จ คุณว่าอร่อย คืออะไรก็ของเท็จ เพราะรสจริง มันเป็นของจริง ตามความเป็นจริง เท่านั้น ใครสามารถทำให้รสอร่อยหายไปจากจิต จิตใจไม่มีรสอร่อยนี้เลย กลางๆ อุเบกขา รู้สึกไม่มีอาการรสอร่อย หมดไปจากจิต เหลือแต่รสของความจริง ตามความเป็นจริง รสเดียว คือเอกัคคตา เป็นเวทนา 1 เท่านั้น จริงๆ คนอวิชชา จะมีเวทนา 2 เทวธัมมา เวทนา 2 นี้ ก็ทำเวทนา 2 ทำให้เกิด เอกสโมสรณา ภวันติ ทำให้เกิดรสเดียว เป็นรสแท้ รสเท็จ รสสวรรค์ รสทุกข์ ทำให้มันหายไปเลย มันไม่ใช่ของจริง คุณก็จบ ศาสนาพุทธจริงๆ มีอยู่เท่านี้ แต่มันยากมาก แค่นี้เขาก็ไม่รู้แล้ว อาตมาจะต้องใช้เวลานานมาก ถ้าเผื่อว่า ทำให้อาตมาอธิบายธรรมะอายุยืนยาวไปถึง 151 ปี อาตมาต้องฝืนไปถึง 100 ปี เพราะทำงานมาตั้งแต่อายุ 36 ถ้า 151 ก็เลยจาก 36 ไปอีกนานมาก 100 กว่าปี ตอนนี้ก็ฟังกันไม่ค่อยรู้ หูหักกัน แต่พวกเราฟังได้ หูหักต่อติดแล้วนะ ให้มันต่อสนิทนะ
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ตัดรอบออกจากครอบครัวได้อย่างไร _รชตะ เตโช คุต... กราบสมณะพ่อท่านที่เคารพ รู้สึกความโลภในทรัพย์ น้อยลงมาก จะเกิดอาการเบื่อ ไม่ใช่แบบโลกเขาเบื่อกัน ( เพราะ ทรัพย์ที่เคยหวง สิ่งที่เคยห่วง ก็น้อยลงมากเช่นกัน ) แต่กลับมีอาการ หดหู่ หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ กับสิ่งที่มากระทบ ( เรื่องครอบครัว ) ควบคุมอารมณ์ของจิตไม่ค่อยจะได้...และก็รู้อยู่ว่า ถ้าเราออกจากเรือนไปหาโมกขธรรม อาการทั้งหลายนี้มีโอกาสหมดไป แต่ความผูกมัดของจิตมาร ทำให้ไปไม่ได้เลย ( ไคร่ครวญมาหลายครั้งแล้ว ) สมณะพ่อท่านมีวิธีอย่างไรช่วยชี้แนะด้วยเถิดขอรับ พ่อครูว่า… คุณยังดีตีกรอบได้ถูก ที่แท้เรื่องครอบครัว คุณอยากเอาครัวมาครอบหัว ก็เป็นอย่างนี้แหละ พูดไปแล้วเหมือนคนใจดำ ถ้าดูความเป็นอยู่ของครอบครัว จะเป็นลูกเต้าเหล่าหลาน โตพอแล้ว แม้ปัญญาก็มีอาชีพทำงาน พึ่งพาตนเองรอด เหลือเฟือ ลูกหลานก็ไม่ต้องห่วง ช่วยตัวเองได้ดีหมดแล้ว จบ คุณอย่าไปห่วงจนเกินการ เลี้ยงลูกให้รู้จักโต เลี้ยงพ่อแม่ให้รู้จักตาย อาตมาเคยพูด ลูกมันโต มีวัยที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ คุณทำเสร็จ หรือแม้ภรรยา หากเขาอยู่โดยไม่มีเรา เขาก็มีความสามารถ ความรู้ หรืออยู่กับลูกก็ได้ ถ้าอย่างนั้นคุณออกมาได้เลย ไม่ผิด ไม่ใจดำด้วย แต่ถ้าเผื่อว่า มันยังจะต้องเป็นภาระ หนักเข้าไป ไม่รอด ลูกก็ยังเล็ก เมียก็พึ่งไม่ได้ ช่วยไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นจริงๆ ก็เวรใครเวรมัน วิบากใคร วิบากมัน คุณก็ต้องอยู่อย่างนั้นไปชั่วชีวิต แต่ถ้าไม่แล้ว นี่อาตมาแนะนำอย่างจริงใจนะ ทุกคนฟังแล้ว จะอยู่ในยึดนิยายเรื่องนี้ อย่างนี้ ตามที่อาตมาว่า ถ้าอาตมาเอาไปขยายเป็นพล็อตเรื่องได้เลย รอมแพงเขาช่างตั้งนามปากกา รอมแปลว่าผู้เป็นที่รัก แพงแปลว่า ของรักของมีค่า เช่นคำว่า คำแพง แพงนี่ยิ่งกว่าเพชรกว่าทอง แต่รอมแพงนี่ เอาล่ะพอเข้าใจ สรุปว่า วิบากของคน ตามที่เป็นเรื่องราวของวิบาก คุณพิจารณาให้ดี ตามที่ว่ามันสมควรแล้ว ก็ควรจะเลิก รู้จักพัก รู้จักพอ อาตมานี่เลี้ยงน้องมา แบ่งทรัพย์สินให้เรียบร้อย ก่อนจะออกมา อาตมาถามน้องว่า พี่จะเลี้ยงดูน้องกันได้หรือไม่ มีน้องที่ต้องส่งเสียเรียนเมืองนอกอเมริกาอยู่ ก็ถามว่าพอส่งเสียได้ไหม นั้นหนึ่งก่อน ถามว่าเขาจะรับผิดชอบได้ไหม สอง สมบัติอาตมาก็แบ่งไป เหลือใส่แบงค์ไว้ เพราะอาตมาไม่ยอมบวช เอาดอกเบี้ยมากินอยู่จำเป็น ก็เอาก้อนหนึ่งใส่แบงค์ไว้ แค่นั้นเอง นอกนั้นก็แบ่งไปหมด อาตมาก็ออกมา โดยที่ไม่คิดหันหลังกลับมาอีกเลย ตั้งใจจริงๆ น้องๆรู้กันหมด ก็ร้องห่มร้องไห้กัน แต่ก็บอกว่ามันถึงเวลาแล้ว อยู่ไม่ได้ อาตมาก็ไม่ได้เดือดร้อน เป็นดาราทางโทรทัศน์ ยังหาเงินได้ อาตมานี่หาเงินได้ ยิ่งกว่าดารา เพราะว่ายุคโน้น อาตมาเดือนละหมื่น สองหมื่น แต่ดาราแสดงเรื่องหนึ่งได้ 120 บาท 80 บาทเป็นอย่างสูง จะไปถึงหมื่นได้อย่างไร แต่อาตมานี่ทำงานมาก ได้ราคาต่ำกว่าดารา จนเคยริษยาดาราว่า ทำน้อย ทำไมได้มาก แต่หารู้ไม่ว่า คนทำงานมากได้น้อย คือกำไร คนทำงานน้อยได้มาก คือคนขาดทุน
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน มโนปวิจาร 18 เนกขัมมสิตเวทนา _โอวาท โมโม... ขอคำอธิบายคำถามว่า เนกขัมมสิตเวทนา18 =เป็นความรู้สึกอย่างนักบวช ที่เกิดจากเวทนา18 จากหนังสือธรรมพุทธสุดลึกค่ะ พ่อครูว่า… ไม่ใช่แค่ความรู้สึกเท่านั้น เนกขัมมะ เป็นวิธีปฏิบัติ เคหสิตะ กับเนกขัมมะ เป็นกรรม เป็นวิธีปฏิบัติ เคหสิตะ คือแบบโลกๆ ทำเวทนาเป็นโลกีย์ เวทนา 18 เรียกเวทนานั้นว่า เป็นจุดสำคัญที่สุดของศาสนาพุทธ เรียกตามศัพท์ 18 คำนี้ว่า มโนปวิจาร 18 มโนปวิจาร หมายความว่า เป็นพฤติกรรมของจิต วิจาร หรือพฤติกรรมจิต ป คือสิ่งที่กำลังดำเนินไป มันตั้งอยู่ตรงนี้ ผู้ที่ไม่ศึกษา เคหสิตเวทนา ปรุงแต่ง สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ 6 ทวาร รวมแล้วเป็น 18 มีเท่านี้แหละ พฤติกรรมของมนุษย์โลก ผู้ไม่ศึกษาก็จะมี เคหสิตเวทนา 18 กิเลสเพิ่มขึ้นทุกวินาที น่าสงสารมาก ปุถุชน เพราะจะมีแต่สั่งสมกิเลส ด้วยอวิชชา พอมาเนกขัมมะ เป็นผู้ศึกษาธรรมะ มีสัมมาทิฏฐิ ก็ทำจิตออก เนกขัมมะแปลว่า ทำจิตออกจากกาม และพยาบาท ออกจากกิเลส ออกจากโลกียะ ปฏิบัติให้เหตุมันลดลง หลุดพ้นออกมาได้ เรียกว่า เนกขัมมะ ในมโนปวิจาร 18 เหมือนกัน จากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีสุข ทุกข์ อุเบกขา ศาสนาพุทธ ตรงนี้แหละคือหัวใจของศาสนา ผู้ที่เรียนรู้เวทนาในเวทนา รู้จัก มโนปวิจาร 18 คือ เคหสิตเวทนา 18 ของโลกีย์ กับทำมนสิการ การทำใจในใจ หรือมนสิกโรติ ทำใจของตนเอง ทำให้เนกขัมมะได้ ทำให้ออกจากกิเลส ออกจากกามพยาบาทโลกีย์ได้จริงๆ ก็จะเป็น มโนปวิจาร 18 ที่เป็น เนกขัมมสิตเวทนา 18 ผู้ที่ รู้จักเวทนาในเวทนา และทำจิตตัวเอง ทำเวทนาตัวเอง ที่เป็น กรรมฐานของศาสนาพุทธ กรรมฐานนี้ กรรมฐานเดียว กรรมฐานอื่นเป็นของนอกรีตหมด เรียนรู้ทำเวทนาในเวทนา พระพุทธเจ้าตรัสเวทนาไว้ 108 ถ้าทำถูกต้องตามเวทนา 108 เป็นอรหันต์ เป็นเด็ดขาดเป็นแน่นอน ถ้ารู้จักสภาวะแล้ว ทำอย่างถูกต้อง กระบวนการทำเวทนาในเวทนานี้ เป็นอรหันต์ ศาสนาพุทธทุกวันนี้ ไม่รู้จัก มโนปวิจาร 18 แล้วไม่เอาอันนี้มาพูดกัน มีแต่ไปนั่งหลับตา ดับเวทนาไป น่าสงสาร การนั่งหลับตา อาตมาขอพูดดังๆว่ามันโง่ นั่งหลับตาปฏิบัติธรรมนั้น ไม่ใช่ของพุทธเลย ใครจะไปนั่งหลับตา ปฏิบัติธรรม เพื่อจะไปนิพพาน คนนั้นซวยตลอดโลกแตก ชาติหน้าก็ซวยโง่ต่อแน่ ถ้าคุณยังเข้าใจว่านั่งหลับตา คือการปฏิบัติธรรม คุณจะโง่ต่อไปอีกในชาติหน้า ถ้าคุณฟังแล้วเข้าใจ แล้วเลิกเลย มาปฏิบัติ ทำแต่สมาธิลืมตา ปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ ไปหลับตาได้สมาธินั้น ไม่มีในคำสอนของพระพุทธเจ้า หามาสิสักคำ ว่าให้หลับตาแล้วเกิดสัมมาสมาธิ แต่ท่านตรัสว่าหลับตาแล้ว เกิดสมาธิ ก็เป็นสมาธิของเดียรถีย์ ที่มีในโลกทั่วไป แต่ศาสนาพุทธนั้น พระพุทธเจ้าตรัส สัมมาสมาธิ หรือ อริโยสัมมาสมาธิ คือสัมมาสมาธิของพระอาริยะ ของพระพุทธเจ้า มันต่างกันเลย หากเข้าใจสมาธิของพระอาริยะของพระพุทธเจ้าไม่ได้ แล้วไปนั่งหลับตา คุณจะจมไปอีกไม่รู้กี่ชาติ ขอยืนยันเลย ผู้ที่เข้าใจว่านั่งหลับตาทำสมาธิเก่งกัน เก่งจนหลงว่าเป็นพระอรหันต์ จากการนั่งสมาธินั้น อรหันต์เก๊ทั้งนั้น อาตมาพูดด้วยความเกรงใจ จริงใจ สงสารด้วย ไม่ได้ลบหลู่ ข่มเหง มันเป็นความจริง ที่เขาผิดแล้ว คุณไปหลงอยู่มันไม่ถูก ไปหลงอยู่ ไม่ได้ ไม่ควร มาศึกษาให้ดี ไม่ได้บังคับให้มาเชื่ออาตมา ฟังอาตมา และไปอ่านพระไตรปิฎกให้แตก ให้ดีๆ ฟังอาตมาบ้าง อ่านพระไตรปิฎกด้วย ถ้าฟังอาตมาบ้าง แล้วอ่านพระไตรปิฎกตามไปด้วย อนุโมทนา สาธุ อาตมาไม่กลัวเลย คนที่อ่านพระไตรปิฎก และฟังธรรมะอาตมา ไปทำความเข้าใจให้ดีๆ อาตมามั่นใจว่า อาตมาพูดตรงตามพระไตรปิฎก จะมีบางความที่เลือนบ้างนิดหน่อย แต่พระไตรปิฎกนี้ใช้ได้เกือบหมด มีนิดๆหน่อยๆใช้ไม่ได้ ยกตัวอย่าง วิโมกข์ 8 มีอัชฌัตตังอรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิปัสสติ เขาแปลว่า เอโก คือคนเดียว มันผิด แต่ที่จริงแปลว่า ส่วนหนึ่งเท่านั้น ทำเนกขัมมะนี้ให้เป็น และคุณจะได้เป็นอรหันต์
_ปัญญา หิรัญ · กราบนมัสการท่านสมณะ สิกขมาตุ เจริญธรรมสำนึกดี ญาติธรรมท่านครับ รับชมจากบ้านในช่อง ต.ทับปริก อ.เมือง จ.กระบี่ ชัดเจนดีครับ _เมย์ อรวรรณ รัศมีรุ่งเรืองเทวี · นมัสการสมณะและสิกขมาตุค่ะ "บุญคืออาวุธชำระล้างกิเลส" _ครุจิต โพธิ์ภักดี · กราบนมัสการครับ ท่านอธิบายทำให้เราบัวเหล่าต่ำๆเข้าใจขึ้น
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ต้องซ้ำซากเพื่อเข้าถึงบุญอันละเอียดลึกซึ้ง พ่อครูว่า… เราได้อธิบายถึงเรื่องของบุญ ซ้ำซาก วนเวียน แล้วก็มาฟังใหม่ ฟังซ้ำซาก วนเวียน อย่าเวียนหัวก็แล้วกัน บุญ มีความละเอียด ลึกล้ำมาก นักต่อนัก แล้วควรจะรู้ให้ชัดจริงๆ บุญเป็นโลกุตรธรรมแท้ๆ ไม่เป็นโลกียธรรมเลย คนที่เอาบุญไปอธิบายเป็นโลกียะ คือคนทำลายศาสนา เพราะบุญนี้เป็นโลกุตระถ่ายเดียว บุญเป็น เอกังเสนะ คือเดียว ไม่มีสอง บุญไม่มีบาป บุญไม่มีกุศล บุญมีแต่บุญ มีหน้าที่สร้างพลังงานจิต มันทำหน้าที่กำจัดกิเลส ถ้าไม่กำจัดกิเลส พลังงานจิตอันนี้ไม่ใช่บุญ บุญมีปัญญาคมชัด ไม่ละเมิดสิ่งอื่น จับกิเลสตรงถูกต้องที่สุด และมีฤทธิ์อำนาจการตัดกิเลสได้ ได้ทีละส่วน เรียกว่าส่วนบุญ ได้คือเสีย ได้คือกำจัดออก “บุญ”เป็น“โลกุตรธรรม”แท้ๆ ที่มีความหมาย“พิเศษสุด” เป็น “เอกังสะ-เป็นเอกังเสนะ(แต่ถ่ายเดียว)” เพราะเป็น“พลังงาน”เช่นเดียวกันกับ“พลังงาน”ที่เป็น“อุตุนิยาม”ทั้งหลาย “บุญ”ไม่ใช่แม้แต่เป็น“พีชนิยาม” เพราะ“บุญ”ยังไม่มี“ชีวะ” “พีชนิยาม”นั้นมี“ชีวะ”แล้ว มี“สัญญา” กับ“สังขาร” ที่ปรุงแต่งธาตุให้เป็น“ตนเอง”ได้ แต่“อุตุนิยาม”ยังไม่มี“สัญญา”นะ ยังไม่มี“ความกำหนดรู้”เป็นของ“ตนเอง” “ตัวตน”หรือ“รูปร่าง”ที่รวมตัวกันอยู่ได้ของ“ธาตุอุตุนิยาม”นั้น เกิดจาก “พลังงานทางฟิสิกส์” หรือ“พลังงานวิทยาศาสตร์ ที่เป็นความร้อน แสง เสียง แม่เหล็กไฟฟ้า แห่งสสารเป็นต้นเท่านั้น” ล้วนเป็นได้แค่“อุตุนิยาม” “บุญ”ยังไม่มีสภาพเป็น“ชีวะ”เลย “บุญ”ยังเป็นแม้แต่“พีชนิยาม”ก็ไม่ได้ “บุญ”เป็น“อุตุนิยาม”เท่านั้นแท้ๆเป็น “พลังงาน”ที่มีหน้าที่“กำจัดกิเลส”เพียงอย่างเดียวด้วย ไม่กำจัดอื่นใดเลย หรือไม่มีภัยต่อภาวะอื่นใดเลย นอกจาก“ธาตุกิเลส” “บุญ”ซื่อสัตย์ที่สุด ไม่ทำหน้าที่ผิดเลย นอกจากคนผู้เข้าใจคำว่า“บุญ”ผิดเอง “บุญ”เป็น“พลังงานของจิตวิญญาณ” ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงค้นพบ และ “ทำพลังงานทางจิต”นี้ได้ จึงเป็นศาสนาเดียวเท่านั้นในโลก ในมหาจักรวาล จริงๆ และเป็น“วิทยาศาสตร์”แท้ๆ เพราะถ้าใครศึกษา ทำตามอย่าง“สัมมาทิฏฐิ” และปฏิบัติเป็น“สัมมาปฏิบัติ”ก็จะสำเร็จ เป็นผลที่“สัมมาปฏิเวธ”ได้เหมือนกันทุกคน หากสามารถปฏิบัติบรรลุถึงขั้น“อาริยสัจ 4” ที่เป็น“ทฤษฎีเดียว” อันพิเศษสุด ของศาสนาพุทธ ซึ่งสามารถ“กำจัดกิเลส”ที่เป็นเหตุแห่ง“ทุกขสัจ”ได้แท้ ได้จริง ได้อย่างเป็น“สวากขาโต(พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ดีแล้ว)”จริงๆ “บุญ”ของศาสนาพุทธมีคุณค่ายิ่ง แบบอุตุนิยาม “บุญ”เป็นคำเฉพาะ ที่พระพุทธเจ้าทรง“บัญญัติ”ขึ้นมาเรียก“พลังงานวิเศษ”ให้ใช้ ใน“จิตนิยาม” แต่ทุกวันนี้คนเอาไปใช้ผิดเอง “ บุญ ”เป็นภาษาไทย ที่มาจากบาลีคำว่า“ ปุญญ ” จากพยัญชนะ“ป” สระ“อุ” สะกดด้วยพลังงาน“อัญญะหรืออัญญา” “ป” คือ ภาวะที่เกิดขึ้นบ่งบอกทิศทางของ“ความเคลื่อนไหว”ไปข้างหน้า “ป”นี้จึงหมายถึง สภาพที่ดำเนินไป และดำเนินไปๆๆ ส่วนสระ“อุ” คือ เส้าที่ 3 ของ“สระคี่” ซึ่งมี“อะ,อิ,อุ” เป็น“พลังงานถึงขั้นครบรอบ 3 เส้า” ที่เกิดพลังงาน“วงวน” หมุนเป็น“ตัวตน(อัตตา=ISH)” เป็นสสาร-พลังงานขั้นหนึ่งแค่นั้น ยังไม่ก้าวหน้าถึงขั้นเป็น“พีชนิยาม” ต้องเป็น“พีชนิยาม”ก่อน จึงจะเจริญขึ้นๆถึงขีด“จิตตะ”ได้ แล้วพัฒนาขึ้นเป็น“จิตนิยาม” สระ“คี่(อะ,อิ,อุ)”คือ ความเด็ดเดี่ยว มีพลังเป็นของตนเอง เป็นเอกบุรุษ มีนัยสำคัญต่างกันกับคว
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive