610319_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สาธารณโภคีนี้คือประชาธิปไตยที่สูงสุดในโลก.docx
เนื้อหาในไฟล์
610319_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สาธารณโภคีนี้ คือประชาธิปไตยที่สูงสุดในโลก สมณะฟ้าไทว่า… วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้มีนักเรียนสัมมาสิกขาฯมาฟังธรรมพ่อครูด้วย แม้บางคนฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็เป็นค่านิยมที่ควรปลูกฝัง ตอนนี้ข้างนอกเขานิยมวัฒนธรรมชุดไทย แต่พ่อครูพาพวกนักเรียนทำมาตลอดกว่า 40 ปีแล้ว เป็นนักเรียนที่แต่งชุดไทยคือ ชุดนักเรียนสัมมาสิกขา พระโพธิสัตว์ทำอะไรที่ล้ำสมัยตลอดเวลา เช่น เรื่องบุญ บุญสั่งสมไม่ได้ แต่กุศลสั่งสมได้ เรามาอยู่กับชาวอโศก ได้สั่งสมกุศลที่สุดยอด เช่น เราผลิตแตงกวามา ให้อาริยชนกินกัน กุศลก็ได้มาก ลดกิเลส ก็ลดได้มาก จัดสรรคนมาอยู่นี่ทำอะไรไปได้มาก ร่วมกันทำ พ่อครูว่า..SMS _0081... นมัสการ...การบริจาคร่าง เป็นอ.ใหญ่ ดีไหม และอานิสงส์ถึงขั้นโสดาบันไหม? จาก วังทองหลาง กทม. พ่อครูว่า... ดี แต่ตอบไม่ได้ว่าจะได้โสดาบันไหม เป็นธรรมเนียมที่ดี แม่จะตายแล้ว ร่างกายต้องทิ้งไป แต่ญาติโกโยติกา ลูกเต้าเหล่าหลาน จะหวงแหน ไม่เอาร่างไปทำเละเทะ ก็ต้องถนอมจัดการตามประเพณีให้ดี จะเอาไปตัดดู เจาะดู ไม่ได้ จารีตประเพณี เขายึดถือ เขากลัวไปไกล ไม่ฉลาด อวิชชา คิดแต่ว่าร่างกายจะต่อเชื่อมไปถึงชาติหน้า ชาติโน้น ถ้าเผินๆเขาจะตายไปเกิดมาชาติหน้า จะไม่มีตา เป็นต้น อวัยวะส่วนนั้นส่วนนี้ขาดไป ชาติหน้าจะไม่มีอวัยวะนั้น เขาฟุ้งซ่านไปแบบนั้น คิดเลอะเทอะ แต่ผู้ที่เข้าใจดีแล้ว ไม่เป็นอย่างนั้น บริจาคร่างให้แก่โรงพยาบาล จะได้เอาไปเป็นประโยชน์ ก็ดี แต่ว่า ถามว่า อานิสงส์จะถึงขั้นโสดาบันมั้ย ขอตอบเป็นวิชาการ ตอบไม่ได้หรอก คนที่อุทิศร่างกายนี้ ให้แก่โรงพยาบาล จะเป็นอานิสงส์ ได้บรรลุเป็นโสดาบันไหม ตอบไม่ได้ จะเกิดการทำทานก็ดี ศีลก็ดี การปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า
อ่านต่อ
มีสองหลักใหญ่ มีทาน กับศีล ทานเป็นข้อแรกเลย ในสัมมาทิฏฐิ 10
_3867... ขอให้สวนผักผล พืชพันธุ์ธัญญาหาร ทุกสวนกสิกรรมไร้สารพิษ ทุกชุมชน! 1ในปัจจัย4หลัก หล่อเลี้ยงชีวิตมวลมนุษยชาติ! ทุกแหล่งผลิตรอดภัยแล้ง พ้นภัยน้ำท่วม ปลอดภัยทุกสภาวะโลกปรวนแปร! ขอบคุณบุญนิยม เจริญธรรม
_ขอพ่อครู กรุณาอธิบายบันทึกฟังธรรมโดย ท่านแสนดิน เมื่อ 12 มี.ค.61 ที่ว่า "บุญ มีหน้าที่ฆ่าอย่างเดียว ปัญญาของบุญมีแค่นี้ มีพยัญชนะ อะ คือปัญญา ปัญญาจึงสิ้นเท่านี้ ทำหน้าที่ฆ่าแล้วจบเลย" นมัสการขอบพระคุณ พ่อครูว่า... เป็นความรู้ของอาตมา เชื่อว่า ไม่มีใครมาอธิบายมาพูดอย่างอาตมา พูดไปแล้ว คนก็จะรู้สึกประหลาด หรือแปลก พูดอะไรชอบกล ไม่เคยได้ยิน บุญมีหน้าที่ฆ่า มีแต่เขาว่าบุญนี้จะได้ แต่บุญนี่จะฆ่า แต่อาตมายืนยันว่า ไม่ได้เป็นคนวิตถาร พิสดาร แต่มาอธิบายสัจธรรม เป็นเรื่องลึกซึ้ง ยิ่งใหญ่ กว่าจะพูดอย่างนี้ได้ต้องใช้เวลาถึง 30 40 ปีถึงจะพูด นานมาแล้ว ถึงวันนี้ จึงได้พูดเต็มปาก เต็มคำ บุญไม่มีปัญญา ฆ่าไม่ถูก และปัญญาของบุญ มีแค่นี้ มีความรู้แค่นี้ ความรู้อย่างเดียว มีปัญญาที่จะฆ่าอย่างเดียว มีพยัญชนะ อะ คือปัญญา ปัญญาจึงสิ้นเท่านี้ ทำหน้าที่ฆ่าแล้ว จบเลย" อาตมาก็พยายามอธิบายมาเรื่อยๆ อธิบายตอนนี้ คงไม่ได้ง่ายๆ ก็ค่อยๆฟังไป เพราะเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องลึกซึ้ง ลึกลับ และอาตมาก็ขยายความจนกระทั่งไปไกล ส่วนที่เขาอธิบายออกนอกกรอบ ยุ่มย่ามเยอะแยะโยงใยไปไกล เลยกลายเป็นเรื่องเลอะเทอะ ออกไปจากสัจธรรมนั้นๆ หายไปเลย นี่เป็นภัยที่ลำบากมาก ที่อาตมาพยายามช่วยเหลือ ต้องแก้ไข ไม่ว่าจะคำว่าบุญ สมาธิ ศีล วินัย ปฏิบัติศีลของพระพุทธเจ้า เป็นอย่างไร ปฏิบัติสมาธิ เป็นอย่างไร มันได้ผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว อาตมาเลยจำเป็นต้องมาพูด ก็บอกตรงๆว่า บุญ มีหน้าที่ฆ่าอย่างเดียว ปัญญาของบุญมีแค่นี้ ที่จริงอาตมาพูด อะ ว่าเป็นปัญญา ปัญญะ อะ ส่วนบุญนี้มันุ อาศัย อะ อิ อุ อุเป็นตัวที่สามของสามเส้า เป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นอจินไตย ที่เป็นรากเหง้าของภาษา หมายถึงสภาวะธรรม อย่างนั้น อย่างนี้ ก็ยังอธิบายไม่เก่งเท่าไหร่ ก็พูดพาดพิงขยายความไปเรื่อยๆ พูดไปแล้ว ผู้ที่ศึกษาพอรู้ตาม ก็เห็นดี จะได้เข้าใจว่า มันได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น ก็อยากจะรู้ต่อๆ อาตมาก็ไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ แต่ก็พยายามที่จะอธิบาย ก็ค่อยๆฟังตามไป
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน สาธารณโภคีนี้ คือประชาธิปไตยที่สูงสุดในโลก พ่อครูว่า... ธรรมะพระพุทธเจ้ามีคนบอกว่า เป็นธรรมะที่ล้ำสมัย เป็นธรรมะที่ก้าวไปข้างหน้าก่อน ความเจริญล้ำหน้า ปัจจุบันขณะ ที่พูดขึ้นเมื่อใด ธรรมะพระพุทธเจ้า จะก้าวหน้าไปมากกว่านั้นเสมอๆ เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ไม่มีเก่าเลย มีแต่ใหม่เสมอๆ เพราะฉะนั้นคุณพูดว่าเก่านั้น เป็นภาษาของกาละเท่านั้น สมัยนั้นคือปัจจุบัน สมัยหนึ่งคือ พูดสมัยนั้น ขณะนั้น เพราะฉะนั้น พอพูดถึงธรรมะ ของพระพุทธเจ้าแล้ว จะพูดขณะไหน ขณะนั้น ก็ของขณะนี้ มันก็เจริญไปข้างหน้ากว่าในขณะที่พูดนั้น ทุกกาละเวลา ยกตัวอย่างง่ายๆ เศรษฐกิจของพระพุทธเจ้า ล้ำสมัยไปไกลมาก ถ้าใครทำได้ ปฏิบัติได้ เจริญมากเลย ยกตัวอย่าง เช่น ชาวอโศก ปฏิบัติเศรษฐกิจของพระพุทธเจ้า เจริญทางเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้า ชาวอโศกเจริญ จนกระทั่งทุกวันนี้ ชาวอโศกปฏิบัติเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้า สมบูรณ์แล้ว จบแล้ว จนเกิดเศรษฐกิจของชุมชน ถึงขั้นสาธารณโภคี อย่างสบายๆ เข้าใจ และปฏิบัติกันจริงๆเลย ไม่ติดขัด ไม่ลำบากอะไรเลย ปฏิบัติสบายๆ เป็นเรื่องที่อาตมาสบายใจ แล้วก็ภาคภูมิใจว่า อาตมาทำงานศาสนาพระพุทธเจ้า เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาบอก มากล่าว ให้พวกเราเข้าใจ แล้วก็ปฏิบัติตาม แล้วปฏิบัติได้ตามนั้นด้วย ซึ่งมันเป็นเรื่องยากแสนยากมากเลย ยากมาก อาตมาขอยืนยัน จะทำให้สังคมเกิดเศรษฐกิจ ขั้นสาธารณโภคี อย่างชาวอโศกที่ทำอยู่ในสังคม กลุ่มของเราเท่านั้น ชุมชนชาวอโศกเป็นสาธารณโภคีทุกชุมชน มีพฤติกรรมอย่างนี้ อยู่เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่อยู่ในตำราเท่านั้น เป็นเรื่องจริง สาธารณโภคี คือทำงานร่วมกัน อยู่ในนี้ทุกคน เอาเข้ากองกลาง เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ อยู่ในนี้หมดเลย นี่เป็นพฤติกรรมเศรษฐกิจ ของชาวชุมชนชาวอโศก ชุมชนไหนก็ปฏิบัติอย่างนี้ ถ้าหากประเทศไทย เหมือนอย่างชาวอโศกทั้งประเทศ ทำได้อย่างนี้ ประเทศไทยก็มีเศรษฐกิจสาธารณโภคี จริงๆมันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่ามีคนภูมิไม่ถึง บารมีไม่ถึง เขาทำไม่ได้ เขาจะทำงานเสร็จ แล้วเสียสละเข้ากองกลางร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำไม่ได้หรอก มันหวงแหน เป็นของข้า ของกูเยอะ ได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ก็เก่ง มันเป็นสุดยอดเศรษฐกิจ ตามตำราเศรษฐศาสตร์ของพุทธเจ้าที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะฉะนั้นจึงบอกว่าธรรมะของพระพุทธเจ้า ล้ำสมัย และก็ทำไม่ได้ง่ายๆ แต่พูดไปแล้ว ในยุคพระพุทธเจ้าเอง ทำพฤติกรรมเศรษฐกิจ ประพฤติได้เฉพาะในภิกษุ ทำเศรษฐกิจสาธารณโภคีได้ แต่ฆราวาส เป็นพุทธศาสนิกชนทำไม่ได้ เพราะในสังคมทาส มีนายทาส เป็นสังคมที่ไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน สิทธิในเจ้าของ ในสมบัติอะไรต่างๆ ทุกคนไม่รู้ว่า เขามีสิทธิ เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ในแรงงานของเขา และเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มันจึงทำไม่ได้ ไม่ใช่ว่าของพระพุทธเจ้าจะต้องทำได้ตลอดเลย ทุกยุคสมัย ก็ไม่ใช่ แต่ของพระพุทธเจ้า ล้ำหน้ามาจนถึงเดี๋ยวนี้ ที่อาตมาทำนี้ นักบวชหญิงชาย เราสาธารณโภคีแน่อยู่แล้ว แม้แต่ฆราวาสก็เป็นสาธารณโภคีในยุคนี้ ล้ำหน้าถึงยุคนี้ ก็ทำได้ มาไกลขนาดไหน สาธารณโภคีของยุคพระพุทธเจ้ามาถึงบัดนี้ จึงมีชาวอโศกทำ จะว่าแล้ว โพธิรักษ์เป็นผู้พาทำ เป็นศาสตร์ของพระพุทธเจ้า ศาสตร์ของพระราชา เอามาให้ทำ นี่เป็นความล้ำหน้าล้ำสมัยที่ยิ่งใหญ่มาก และอาตมาก็บอกได้ด้วยว่า เศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ที่ล้ำกว่านี้ ไม่มีแล้ว เศรษฐกิจที่จะประพฤติ รายได้เสียสละเข้ากองกลาง แจกจ่ายกัน โดยที่ตัวเองทำเท่าไหร่ ก็เอาเข้าส่วนกลาง ให้เป็นของส่วนกลางหมดนี่ มันจบแล้ว สมบูรณ์ที่สุดแล้ว ก็เราทำแรงงาน ความรู้ของเรา ทำงานในหมู่ ทำเสร็จแล้ว ก็ให้ส่วนกลาง แล้วก็จัดสรรกัน มีหน้าที่บริหารกันไป แจกจ่าย เลี้ยงดู แบ่งกันกินกันใช้ อยู่ในนี้ ช่วยกันดูแล รักษาจัดการ ต่างๆนานา ซึ่งเป็นพฤติกรรมสังคมมนุษย์ ที่พิเศษ เยี่ยมยอด อาตมาพูดไปนี้นะ อาตมาก็ยังนึกเลยว่า นักเศรษฐศาสตร์ นักบริหารปกครอง ฟังที่อาตมาพูดนี้ สะดุดใจบ้างไหม ว่าเอ๊ะ สังคมนี้ทำได้ถึงขั้นนี้ จริงๆหรือ พวกชาวอโศกอยู่ทำงาน เอาเข้าส่วนกลางหมดเลย กินใช้ร่วมกันในนี้ มันเป็นจริงหรือเปล่า เขาน่าจะสะดุดใจ สมณะฟ้าไทว่า... เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก พ่อครูว่า... ระดับโลกเลยไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น สมณะฟ้าไทว่า... ถ้าจะพูดก็คือ ไม่มีใครทำได้อย่างนี้ ผมเชื่ออย่างนั้น พ่อครูว่า... ผมก็เชื่อแต่พูดไม่ได้ คุณพูดแทน เพราะว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา พระพุทธเจ้ายังทำไม่ได้เลย เพราะมีข้อจำกัดมันเป็นยุคทาส สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน ก็ทำไม่ได้ เป็นข้อจำกัดอย่างนั้น แต่ทุกวันนี้ มันอิสระเสรีภาพ ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่มีทาส เห็นไหมว่ายังล้ำสมัยอยู่ตลอด สมณะฟ้าไทว่า... ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ท่านป้องกันไว้ตลอด ปลอดภัยตลอด พ่อครูว่า... ที่อาตมาว่า ชาวอโศกปฏิบัติเศรษฐกิจของพระพุทธเจ้า จนบรรลุผลสมบูรณ์แล้ว มีพฤติกรรมชีวิตอยู่กันอย่าง เป็นชุมชน หมู่กลุ่ม ที่ทำมาหากินสบาย ไม่ได้เกิดการยื้อแย่ง ไม่ได้เกิดการ แม้แต่แค่เอามาขาย ก็ไม่ขายเลย ของทุกคน ใครจะกินแตงลูกนี้ ก็เอาไปได้เลย ไม่หวงแหน แม้หัวหอมนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่ เป็นส่วนหนึ่งของส่วนกลาง ทุกคนร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ได้พูดเล่นๆ สมณะฟ้าไทว่า... คนทั่วไปจะหวงแหนเพชร หวงแหวนทอง แต่สิ่งเหล่านี้ มันยิ่งกว่าเพชร เป็นสิ่งที่วิเศษ ที่สังคมต้องการ แต่ชาวอโศกกลับไม่หวงแหน พ่อครูว่า... คนเรา เพชรหวงแหนไหม แต่กินไม่ได้ จะเป็นจะตาย รักษากัน หิวขึ้นมาจะตาย ไม่มีอาหารให้ร่างกาย เพชรก็ช่วยไม่ได้ แต่นี่ช่วยได้ ช่วยชีวิตได้เลย แล้วพวกเราไม่ได้หวงแหน เหมือนกับเขาหวงแหนเพชร ฟังแล้ว แง่เปรียบเทียบ อันนี้ลึกซึ้ง สำคัญมาก ธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ อาตมาว่า มันเป็นเรื่องของมนุษยชาติที่ใหญ่ที่สุด เสร็จแล้ว เรื่องเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์สมบูรณ์ การเมืองมันก็สมบูรณ์ไปด้วย สังคมก็สมบูรณ์ไปด้วยกัน เศรษฐกิจจึงเป็นตัวสำคัญมาก ของการบริหารประเทศของแต่ละประเทศ ถ้าทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นไป สังคมก็เป็นอยู่สุขตาม เป็นอย่างนั้น เศรษฐกิจจึงเหมือนขั้นที่หนึ่งเลย ของการบริหารสังคม ที่นี่ เมืองไทยเรานี้ เป็นประเทศที่อาตมายืนยันว่า เป็นประเทศประชาธิปไตยแบบพระพุทธเจ้า มาตั้งแต่ยุคพระพุทธเจ้า ยุคต่อมา แม้เมืองไทยจะมาไม่ถึงพันปี ก็สืบทอดศาสนาพุทธมาตลอด ตั้งแต่ตั้งเมืองไทย เป็นเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้า การเมือง การสังคม ของพระพุทธเจ้า แบบของพระพุทธเจ้ามา จนถึงบัดนี้ แม้มันจะถูกครอบงำ ถูกเปลี่ยนแปลง ถูกความเป็นลัทธิแก้ ให้ผิดเพี้ยนไป จากคำสอนพระพุทธเจ้ามากจริงๆด้วย แต่มันก็ยังมีเชื้อ รากฐานเดิม ที่มันเป็นอย่างนี้ ถึงขั้นเศรษฐกิจแบบนี้ เศรษฐกิจที่ไม่ได้เป็นการสร้างสรรขึ้นมา แล้วก็แจกจ่าย เผื่อแผ่ อยู่กินร่วมกัน โดยไม่ต้องแย่งชิง ไม่ต้องหวงแหน ต้องฆ่าแกงกัน อะไรต่ออะไร จนเป็นสงครามของสังคม สงครามเศรษฐกิจนี้ เป็นสงครามตลอดกาลนาน ในกระบวนการสังคม แต่ของพวกเรา ไม่มีสงครามเลย จบ อยู่กันอย่างแบ่งกันกินใช้ สร้างสรรร่วมกัน ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ขี้เกียจ ไม่เกี่ยง ทุกคนช่วยกันทำ อย่างเข้าใจ มีปัญญา มีความรู้ สร้างสรรค์ ทั้งตัวเองสังคมกลุ่มสุดยอด ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยแบบของพระพุทธเจ้า รากฐานจึงถือว่า ไทยมีประชาธิปไตยอิซึ่ม เป็นลัทธิประชาธิปไตย หรือจะเรียกอีกคำหนึ่งว่า ไทยนิยม เพราะเป็นประชาธิปไตยมา ตั้งแต่รากเหง้า ก็คือไทย ประชาธิปไตยนี้คือไทย ไทยแปลว่าอิสระ อิสระมาตั้งแต่ต้นจนเดี๋ยวนี้ เศรษฐกิจแบบอิสร ะที่มันชื่อว่าเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ แล้วเป็นลัทธิเศรษฐศาสตร์ ก็คือไทย ก็คือแบบไทย ลัทธิ ประชาธิปไตยแบบนี้ คือลัทธิไทย ไทยคือประชาธิปไตย ประชาธิปไตยคือไทย สมณะฟ้าไทว่า... ยืนยันได้ ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง พ่อครูว่า... แม้ในตอนนี้ ก็ยืนยันได้ แม้จะได้แค่นี้ ก็ยังเป็นประชาธิปไตยที่ทำได้ ขณะนี้ประเทศไทยเรา มีเศรษฐกิจแบบประชาธิปไตย ดีกว่าทุกยุคสมัย คนเข้าใจว่า เศรษฐกิจดีนี้ คือจะต้องรวย นั่นคือคนยังไม่เข้าใจเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง เศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงนั้น ไม่รวย อย่างที่ในหลวงเราตรัส จะต้องมาเอาแบบคนจน เราไม่เอารวย เราก็รวยพอสมควรพอกิน พอใช้ พอมี พอกิน เราไม่อยากรวย แบบที่ถอยหลังอย่างน่ากลัว ก้าวหน้าแบบนั้น เราไม่เอา คำตรัสของในหลวงทั้งหมด คือศาสนาพุทธ คือประชาธิปไตย คือเศรษฐกิจที่เยี่ยมยอด เพราะฉะนั้น ใครมีความคิด มีกระบวนทัศน์ มีแนวคิด paradigm หรือ concept ว่าจะต้องรวยนั้น พวกนั้นตกขอบความเป็นประชาธิปไตยทั้งหมด ตกขอบหมดเลย ประชาธิปไตยที่ลึกซึ้งที่สุดนั้น ประชาชนจะต้องมีความเข้าใจ ว่า อ๋อ ...ไม่ต้องรวย ความรวยไม่ใช่ประชาธิปไตย ทุกคนมาอยู่แบบพอมีพอกิน เหลือก็แจกจ่าย เอื้อเฟื้อกัน มีความพอ รู้สัจจะความจริงว่า พอมี พอกิน พอใช้ เสร็จแล้วทำให้เหลือ เอาไปแจกจ่ายออกไป อย่ากักตุน ไม่กักตุน ไม่สะสม อปจยะ วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) เป็นสูตรสำเร็จความเจริญเรียกว่าวรรณะ 9 เป็นข้อชี้บ่งถึงความเจริญก้าวหน้า ยิ่งใหญ่มาก แต่คนเข้าใจสภาพนี้ไม่ได้ เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่อาตมากำลังพูดขณะนี้ คำว่าเศรษฐกิจเจริญสูงสุด ไม่ใช่รวย แต่ความเห็นส่วนนักเศรษฐศาสตร์ ด็อกเตอร์ที่ไหน ก็แล้วแต่ เศรษฐกิจที่ดีที่สุด คือรวย ซึ่งผิดความจริง สัจจะของความเจริญทางเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง เศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง ต้องอยู่ในความพอดี เป็นกลาง แล้วจิตแต่ละคนเข้าใจว่า ไม่ต้องสะสม เป็นของตัวของตนมาก เรากินใช้พอแล้ว มีเผื่อแผ่ สำรองไว้ นอกนั้นสะพัด อย่ากักตุนไว้ จะขาย ก็ขายให้ถูก หรือไม่ขาย ก็แจกเลย พวกเรามีเหลือเกิน ใครมาเราก็ไม่เคยหวงแหน แจก แต่มีเท่าไหร่ จะให้เราไปไล่แจก มันก็เกินไป น่าหมั่นไส้เกินไป มันไม่ไหวหรอก ทำอย่างนั้น มันเกินสถานะเรา แต่เราก็ไปพอสมควร
_วันนี้ไปขายแตงกวา ที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ทำตามคำพ่อครูสอน เป็นคนมีประโยชน์ต่อโลกต่อสังคม ต่อผู้อื่น ให้แล้วผาสุกจิตกายเบิกบาน ทั้งขายถูก ทั้งให้ แจก ให้โรงพยาบาลไป 1 เข่ง ไม่รู้กี่กิโลกรัม ประมาณ 50 กิโลกรัม
คุณอโศกสัมปวังโก...เป็นกวี ประชาธิปไตยไทยนิยม …
พ่อครูว่า.. .เป็นความเข้าใจที่ ผู้เขียนมา เข้าใจชัด ฟังแล้วน่ายกย่องท่านประยุทธ์ สุดลิ่มทิ่มประตู ความจริงอาตมาก็เห็นเช่นนั้น พูดไปคนก็บอกว่า อย่าไปส่งเสริม อย่าไปหนุน เพราะคนจะไม่ค่อยเคารพนับถือ คะแนนจะยิ่งตก อาตมาว่า ไม่ได้ไปหนุนส่งเสริม แต่อาตมาทำตามธรรมะ พระพุทธเจ้า อะไรควรยกก็ยก อะไรควรข่มก็ข่ม อาตมาว่าสิ่งข่มมากด้วยซ้ำ อันไหนควรยกก็ยก มันก็มีน้อยก็ดูเหมือนมันมากใหญ่ เพราะมันมีน้อย ในความหมายที่คุณอโศกสัมปวังโกแฝงมาคือ คำว่าประชาธิปไตยไทยนิยม พลเอกประยุทธ์เอาคำนี้มาเรียก มันเป็นคำที่ลึกซึ้งมาก อาตมาฟังแล้ว ก็ว่าใช้ได้เลย อาตมานึกไม่ออก ดูเหมือนจะเคยพูดด้วย เพราะว่าไทย คือความอิสระ ไทยคือประชาธิปไตยที่แท้จริง นิยมคือลัทธิ ความเป็นทฤษฎี แบบฉบับ ไทยทำอย่างนี้ มาตั้งนานแสนนานแล้ว แต่ทุนนิยมสามานย์ มาเปลี่ยนคนไทย ไปให้เป็นแบบทุนนิยม เอามาเผยแพร่ สร้างหมู่กลุ่มที่จะทำให้บรรลัยจักร ให้ประชาธิปไตยเป็นแบบทุนนิยม ทั้งประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่พาทำจัดจ้าน ร้ายแรงที่สุด คือคุณทักษิณ เมื่อทำเสร็จ เขาก็แพ้ภัยตัว ออกไปต่างประเทศ แต่สร้างนอมินีให้บริหารตาม คนไทยถูกครอบงำ ตามอิทธิพลคุณทักษิณ ยิ่งใหญ่มาก ให้สมัคร สมชาย ยิ่งลักษณ์ พวกเราก็ไปไล่ตั้งแต่ทักษิณ พวกเราเห็นว่าไม่ชอบมาพากล เมื่อเห็นว่าไม่ถูกต้อง เป็นหน้าที่ของประชาชน ที่จะต้องดูแลผู้บริหารประเทศ เห็นผู้บริหารประเทศที่ไม่ชอบมาพากล ตามกฎหมาย มีสิทธิที่จะไปแสดงความเห็น ไปประท้วงว่า ไม่เอาอย่างนี้ ไม่ดีอย่างนั้น อย่างนี้ ก็ไปประกาศ รายงานความจริง ไปทำวิธีประท้วงด้วยความสงบ ไม่มีอาวุธ ไปนั่งประท้วงอยู่ในที่สาธารณะ เพื่อประกาศ เพื่อรวมพลประชาชน คนเห็นด้วย มาร่วมประท้วงกัน อาตมาตั้งชื่อการประท้วงว่า Neo protest หรือ ประท้วงอย่างสันติอหิงสา อหิงสาคืออภัย ไม่อาฆาตมาดร้าย ไปทำหน้าที่ประชาชนอย่างถูกต้อง ตามกฎหมายทุกอย่าง แต่สุดท้าย ได้ข้อหาเป็นกบฏ อาตมาก็ยังงงๆ เราทำจนสำเร็จ ช่วยประเทศชาติให้ดีขึ้นมา เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพราะทางด้านฝ่ายแดง ฝ่ายทักษิณ ก็มาทำร้ายแรง จนมีผู้บาดเจ็บล้มตาย ศึกษาให้ดีเถิดสังคม เราก็ถือว่า ช่วยประเทศไทยตามกฎหมายทุกอย่าง สมณะฟ้าไทว่า... ผมเทียบ สมเด็จพระนเรศวร กู้ประเทศได้ ก็ยกย่องเป็นมหาราช แต่ยุคสมัยนี้ ต้องกู้การปกครองประเทศให้ดีขึ้นมา กลายเป็นกบฏ พ่อครูว่า... เราไปประท้วงให้กับประชาชนเข้าใจ เผยแพร่ว่า สิ่งไหนควร สิ่งไหนไม่ควร สิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดี เราก็บอกไป จนประชาชนเข้าใจ มีหลักฐาน ความเป็นจริง มีผู้รู้อธิบายกัน มีวิธีถ่ายทอดทางโทรทัศน์ วิทยุสื่อสาร เผยแพร่ ขนาดสื่อสารเขาไม่เคยร่วมมือกับอโศกเท่าไหร่ แต่มันก็เป็นการเปิดเผย ยืนยัน ไม่ได้ปิดบังอำพราง เรามีเท่าไหร่ก็ทำ มีประชาชนเห็นร่วมเห็นดีด้วย จนเกิดมวล จนคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ พาคณะออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ มาเริ่มจับกลุ่มที่สามเสน มาร่วมจนเกิดกลุ่มนี้ เขาไม่ได้มาขึ้นกับกองทัพธรรม แต่ก็ร่วมกันอยู่ จนกระทั่งเกิดชื่อกลุ่ม กปปส. ทางสังคมก็นับเป็น กปปส. แท้จริงกองทัพธรรมเป็นแกนหลักตั้งแต่ต้น กปปส.ก็มาร่วม จนคุณสุเทพก็ใช้วิธีการ ให้คนมารวมกันเป็นปึกแผ่น มีบทบาท Activity เขาเรียนรัฐศาสตร์มาด้วย พวกเราเป็นแกนหลักอยู่ตรงนั้น ถือเป็นกลุ่มนิวเคลียส มีพวกเราเป็นพลังงานรวมบวก กลุ่มคุณสุเทพเป็นพลังงานลบ เคลื่อนไหว เกิดมวลเป็นจำนวนล้านคน อธิบายสัจธรรมให้ฟัง จนเกิดผลสำเร็จ เรียบร้อย เขามองไม่เห็นกองทัพธรรม ไม่มีใครพูดถึง ก็ไม่ได้อยากมาทวงหนี้บุญคุณให้ใครพูดถึงหรอก เสร็จแล้ว เราก็ทำงานจนกระทั่งรัฐบาลที่ไม่ได้เรื่องได้ราว คนเขาก็เห็นด้วยทุกวันนี้ ก็ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นทักษิณ นอมินีของทักษิณ ล้มรัฐบาลพวกนั้นได้ จนมาถึงยิ่งลักษณ์ ก็ไล่สำเร็จ จนถึงขั้น ยิ่งลักษณ์พลาดท่าเสียที จนต้องตั้งตัวแทนขึ้นมา เป็นผู้บริหารชั่วคราว เป็นอะไรก็ไม่ได้ ตัวแทนประชาชน คือพลเอกประยุทธ์ก็ไปเจรจา พลเอกประยุทธ์เป็นตัวแทนประชาชน เจรจาไปเจรจามา เมื่อเจรจาเสร็จ ทางโน้นก็ไม่ตกลงอะไร คุณประยุทธ์ก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นผมขอยึดอำนาจ ทางโน้นก็ไม่มีฤทธิ์แรงไม่มีท่าแล้ว คือจริงๆแล้ว พลังของมวลประชาชนพลังความถูกต้อง ความเป็นประชาธิปไตย มันได้สุกงอมจนเต็มที่แล้ว ผู้บริหารก็ดันทุรังไป จนไม่รู้จะดันไปอย่างไร สุดท้ายถ้าตกลงกันอย่างนี้ เขาก็ไม่ตกลงด้วย คุณประยุทธ์ก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นผมขอยึดอำนาจเลย เสร็จเลย ปฏิวัติกันอย่าง อาตมาว่ารัฐศาสตร์บทนี้ การเมืองบทนี้ การปฏิวัติบทนี้ มันต้องถูกบันทึกไว้เป็นเบสเรคคอร์ด ของรัฐศาสตร์โลก ปฏิวัติอะไร ใช้ภาษาเท่านี้ก็จบแล้ว ขึ้นไปบริหารประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ ก็เรียบร้อยมาตลอด มันเป็นประชาธิปไตยที่สุกงอม เป็นประชาธิปไตยที่เกิดการปฏิวัติ ปฏิวัตินี้เป็นเรื่องของประชาธิปไตยทั่วโลก แต่ปฏิวัตินั้นมันมีเรื่องขัดแย้ง มีผู้ต่อสู้ แต่นี่ประชาชนไม่ได้ต่อสู้ มีแต่พวกที่แดง ขณะนี้ โพลทุกโพล ถามว่าพลเอกประยุทธ์บริหารอย่างไร คนส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย มันชัดเจน แยกออกรู้หน้าตา พฤติกรรม รู้นอมินี เขาก็เห็นชัดอยู่แล้ว มันไม่มีอะไรปิดบังมันชัดเจน อันนี้เป็นเนื้อแท้ ร่องรอยประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่มีแต่แค่เลือกตั้ง แล้วไปเข้าใจว่า ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง ไม่มีการเลือกตั้ง ไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย คนมีความรู้ประชาธิปไตยแค่นั้น อาตมาว่า มันย่อยเหลือเกิน ปลีกย่อยจนกระทั่ง การเลือกตั้งนั้นเป็นความจำนน อย่างชาวอโศกเรานี่ ไม่ต้องทำวิธีการเลือกตั้งอะไรเลย มันบริหารซ้อนกันอยู่นะ ชุมชนชาวอโศกทุกชุมชน ผู้ใหญ่ที่สุดถือว่าเป็นผู้ใหญ่บ้าน จะให้ใครเป็นผู้ใหญ่บ้านเข้า เราก็บอกกัน รู้ชัดเจน ใครสมควรก็เสนอกันมา ดีไม่ดี ชัดเจน มีคนเดียว อย่างในยุคนี้มีพลเอกประยุทธ์คนเดียว ก็เสนอมาคนเดียวไม่มีคู่แข่ง เหมือนที่อื่น เสนอคนเดียวไม่มีคู่แข่ง หรือเสนอคนที่ควรขึ้นมา คนนี้เหมาะสมจริงๆ คนอื่นเขาก็ถอนตัว เป็นเรื่องของความจริงใจ เป็นเรื่องภูมิปัญญา ไม่ได้แก่งแย่ง บางทีบอกเอาคนนี้แหละ ก็จำนน เป็นลักษณะเป็นไปตามความจริง ซึ่งใช้ปัญญาของแต่ละคน มวลประชาชน สมาชิก พลเมืองของกลุ่ม หมู่บ้าน ชุมชน จังหวัด จนกระทั่งของประเทศ ก็เข้าใจอย่างนี้ แล้วก็ซับซ้อนอย่างนี้ ชาวอโศกอาตมาขอยืนยันว่า พวกเราเป็นประชาธิปไตยร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบแล้ว เพราะพวกเราเป็นอิสระเสรีภาพ เต็มที่ เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกคนมาอยู่ในหมู่มวลนี้ สมัครใจมาเองทั้งนั้น เข้ามาอยู่ในนี้จะต้องเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์นะ ก็ยังเอา อยู่ ทำงานฟรี แล้วให้กองกลาง อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันสุดยอดของประชาธิปไตยแล้ว ไม่มีประชาธิปไตยที่ไหนเท่าที่ได้นี้หรอก มันสูงสุดแล้ว สูงสุดที่พูดมาแล้วไม่รู้กี่ที คอมมิวนิสต์ก็ต้องการแบบนี้ ประชาธิปไตยก็ต้องการแบบนี้ เป็นคอมมิวนิสต์ที่สุดยอด เป็นประชาธิปไตยก็สุดยอด เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยความสมัครใจ อิสระเสรีภาพ ยอดเยี่ยมกว่าคอมมิวนิสต์อีก คอมมิวนิสต์นั้นไม่อิสระเสรีภาพเท่ากับประชาธิปไตย ประชาธิปไตยมีอิสระเสรีภาพมากกว่าคอมมิวนิสต์ แต่คอมมิวนิสต์พยายามสร้างส่วนกลาง ด้วยการใช้อำนาจบังคับ ไม่มีอิสระเท่าไร ให้มากที่สุด เพื่อจะบังคับพวกมีรายได้มาก พวกมีทุนมากมาเข้ากองกลางมากขึ้น คอมมิวนิสต์มีหลักการอย่างนี้ แต่มันก็เป็นลัทธิแปรไป มันไม่ตรงเท่าไหร่หรอก ตั้งแต่ มาร์ค เหมา เลนิน ก็แก้ไปเรื่อยๆ ตามกิเลสของแต่ละคน แม้แต่มาร์คเป็นต้นคิด เขาจะมีน้ำหนักในความเป็นอัตตาตัวเอง หมู่พวก ก็ตามความเป็นจริงที่เขามี อาตมาเอง อาตมาเข้าใจ สมณะฟ้าไทว่า... พ่อครูอธิบายประชาธิปไตย เน้นทางเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างชาวอโศกทำได้อย่างเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่เคยเห็นผู้นำที่ไหน ให้คนเสียภาษีได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่เอาสิ่งแลกเปลี่ยนกลับเลย ไม่เห็นในสังคมปัจจุบันทำได้ ประเทศไทยมีพลเอกประยุทธ์ ได้ทำการปฏิวัติ ทำการปกครอง และประเทศไทยมีการปลูกฝังประชาธิปไตย มาตั้งแต่สมัยแต่โบราณ แต่สิ่งที่พ่อครูทำนี้ เป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุดแล้ว กว่าในทุกๆสมัย มีหลักยืนยัน ที่คนมาทำงาน เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่มีที่ไหนทำได้ เขาถามว่า บริจาคร่างกายไปจะได้เป็นพระโสดาบันไหม? พ่อครูก็ว่า ตอบไม่ได้ แต่การปฏิบัติธรรมะพุทธเจ้าต้องมีทาน มีศีล
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ทานสูตร ทานเป็นประชาธิปไตยที่สุดยอด พ่อครูว่า... คำว่าทาน เป็นประชาธิปไตยที่สุดยอด ประชาชนเป็นคน คนแต่ละคน ไม่มีการหวงแหน ไม่มีการยึดถือ เป็นของตัวตน สร้างสรรอะไรเสร็จแล้ว ก็ให้ เผื่อแผ่ แบ่งกันกิน ใช้ ในสังคม หมู่กลุ่ม อย่างพวกเราเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ เอาเข้ากองกลาง นี่คือทานที่สมบูรณ์แบบ ทาน ศีล เป็นหลักประพฤติ ที่จะทำให้จิตหมดความเห็นแก่ตัวแก่ตน ล้างความหวงแหน เป็นของตัวตน จนไม่มีเป็นของตัวตนเลย จบ วัตถุก็ไม่มีเป็นของตัวตน แม้แต่ความรู้ ความคิดเห็น ก็ไม่ยึดถือของตนเป็นใหญ่ เราแสดงออกกับสังคมได้ เขาเอาตามก็ได้ ไม่เอาตามก็แล้วไป ไม่ได้ติดใจ ถ้าของเราดี เขาเอาด้วย ของเราไม่ดี เขาก็ไม่เอา อย่างยกตัวอย่างอาตมา อาตมามั่นใจว่า แสดงออกในเรื่องที่ดีที่สุด มั่นใจว่าเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นความรู้เดียวกับของในหลวงรัชกาลที่ 9 สอดคล้องกันหมดเลย ยกตัวอย่าง ให้พยายามเป็นคนจน มาพากันขาดทุน นี่คือการสร้างเศรษฐกิจ เราเป็นคนขาดทุนได้ เราขาดทุน หรือเราเสียนี่คือ เราได้ ตรงกับของในหลวง ตรงกับของพระพุทธเจ้า นี่คือ ประชาธิปไตย คือทาน คือให้ จะทำอย่างไรให้คนมีจิตใจที่จะให้ รักษาศีลก็เพื่อ ให้ลดความเห็นแก่ตัว ลดตัวตน เพื่อให้พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่ม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive