561207_เทศน์ภาคค่ำ โดยพ่อครูเรื่องประชาชนทวงคืนอำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญไทย ตอน ๓.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
561207_ เทศน์ภาคค่ำ โดยพ่อครู เรื่องประชาชนทวงคืนอำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญไทย ตอน 3
พ่อครูว่า… วันที่ 7 ธันว าคม พศ. 2556 ที่ สะพานมัฆวานฯ ชีวิตคนเราถ้าเกิดมาไม่ได้ธรรมะ ก็เสียชาติเกิด นิยามของชีวิตก็เร ิ่ มมาจากพลังงาน อุตุ มาเป็น พีชะ มาเป็น จิต มาเป็น กรรมนิยาม แล้วเป็น ธรรมนิยาม พีชะต่างจากจิตนิยาม ตรงที่ พีชะไม่มีอารมณ์ มันมีพลังงานในตัวของมันเอง ระดับที่จะปรุงแต่ง ไปตามแต่ละชนิดของมัน ส่วนเมื่อข้ามเขตพลังงานพีชะ ก็เป็น จิตนิยาม ที่มีอารมณ์ มีรักมีชัง เกิดบทบาทเพ ิ่ ม ปรุงแต่งเป็นความชอบ ความชัง เป็นรสอร่อยได้ สัตว์ชั้นต่ำไม่ติดรสอร่อยแต่อย่างใด แต่มีตัวกูของกู แย่งชิง และจะจัดขึ้นเรื่อยๆ จะแย่งตัวตน แต่ไม่แย่งรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเท่าไหร่ จนมันมีกิเลสหลงกามคุณมากขึ้น จนติดในสมมุติโลกธรรม คนเราถ้าได้เรียนรู้สัจจะความจริง จึงลดละได้ มีหลายขั้นตอน เร ิ่ มจากแบบเทวนิยม ซึ่งยังไม่ชัดเจน ยังลึกลับ เป็นสายเจโต ลึกลับ ไม่รู้ ศาสนาพุทธในเมืองไทยก็เป็นแบบเทวนิยมมาก ไม่สามารถรู้ลึกละเอียดถึงสมุทัย แล้วแยกจิตเลว อกุศลจิตได้ มีวิปัสสนาวิธีที่เป็นของพ ระพุทธเจ้า โดยตรง กำจัดกิเลส ถาวรยืนนาน แต่ไม่ได้หมายความว่าถาวรจนไม่เสื่อมเลยนะ ความรู้โลกีย์ อย่างเช่นความรู้เรื่องปฏิวัติ คนไทยก็มีความรู้ขึ้นมา ว่าไม่ต้องรุนแรงก็ได้ ประเทศอื่นเขาก็มีความรู้ว่า ไม่รุนแรงก็ได้ อย่างประเทศบราซิล จะทำด้วยความสงบ แต่สุดท้ายก็ดึงดันรุนแรงอยู่ดี เขาก็รู้แต่ว่าความเป็นจริงก็ไม่สมบูรณ์ บราซิลเขาทำต่อเนื่องหลายปีจนเกือบสำเร็จ แต่สุดท้ายก็ต้องใช้พลังอำนาจกดขี่ เป็นพลังทหาร นายพลบลังโก ก็มาปฏิวัติแล้วเป็นป ระธานาธิบดี ไม่นานก็ให้คนอื่นต่อ มันทำไม่ได้สมบูรณ์ เพราะไม่มีฐานรากที่ดี ก็เป็นสมบัติผลัดกันชม
อ่านต่อ
เมืองไทยแต่ก่อนไม่เดือดร้อนอย่างนี้ แต่ไปเอาประชาธิปไตยแบบต่างประเทศมา กดข่มกันออกมา มี สถิติรัฐประหาร กันมาตั้งแต่ พศ. 2475 แล้ว พศ. 2476 ก็มีคณะปฏิวัติ เสร็จยึดอำนาจ มีพระยามโนปกรณ์ นิติธาดา มาเป็นนายกฯ เป็นปฏิวัติรัฐประหาร สำเร็จ คือการเปลี่ยนแปลงคณะบริหารประเทศ ตามคณะที่เห็นชอบมาบริหารต่อ เปลี่ยนจากของเดิม โดยไม่ตามลำดับ แต่เป็นไปตามเจตนารมณ์มีกิเลสเป็นหลัก มนุษย์เขาก็รู้คุณงามความดี แต่กิเลสมันมี มันก็เหลิงหลง เสพกามคุณ โลกธรรมเพ ิ่ ม เมื่อมันมีโอกาส กิเลสก็ได้ช่องในการเสพ สุดท้ายก็ทนไม่ได้ ก็ทำเลวร้าย ก็มีคณะใหม่มาปฏิวัติอีก สรุป 81 ปี ไทยเรา ปฏิวัติ 24 ครั้ง ทำสำเร็จ 12 ครั้ง แพ้ไป 12 ครั้ง ครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 25 ครั้งแรกเขาใช้คณะราษฏร์ ใช้คณะประชาชน ตั้งแต่ตอนแรกเลย ยึดมาจากพระเจ้าแผ่นดิน แต่เสร็จแล้วหลงอำนาจ ดั้งนั้น 24 ครั้ง ชนะบ้างแพ้บ้าง ถ้าไม่สำเร็จก็รับโทษไป ถ้าชนะก็ครองอำนาจไป ทีนี้ของเราที่กำลังทำนี่ ไม่ได้ปฏิวัติโดยรุนแรง หรือใช้อำนาจทหาร กดข่มโดย Force แต่เรากำลังใช้ อำนาจประชาชน ขออำนาจคืน เพราะประชาธิปไตยนั้นอำนาจเป็นของประชาชน ยังไง ก็ไม่สามารถปลดอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชนได้ แม้เลือกผู้แทนฯไป อำนาจก็อยู่กับประชาชน คนเดียวก็ประท้วงได้ แต่หลักเกณฑ์ของประชาธิปไตย แม้ เสียงข้างมากก็ต้องคำนึงถึงเสียงส่วนน้อย Majority Rule but Minority right ต้องพิจารณาแม้เสียงเดียวที่ถูกต้อง นายกฯของคณะบริหาร ที่มีอำนาจแทนประชาชน ทำผิดแล้วคนประท้วงคนเดียวว่าคุณทำผิดแล้ว ก็มีการตัดสินว่าผิดคุณก็ต้องรับ แม้จะได้รับคะแนนเสียงมากี่สิบล้านก็ตาม ถ้าถูกต้องแล้ว คนผิดมีหิริโอตตัปปะ ก็ต้องลาออกแล้ว แต่นี่ไม่ยอม ก็ต้องดื้อด้านดึงดัน ผิดนิติรัฐนิติธรรม จนต้องใช้ภาษาทั้ง ด้านทั้งโง่ คือง่านโด้ ง่านคือ โง่ยกกำลังด้าน ส่วนโด้ก็คือ ด้านยกกำลังโง่ ที่ทำมานี้ถูกต้องดีงามแล้ว ประชาชนมาประกอบคุณงามความดี มาก เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างเปลี่ยนสภาพเลย แล้วไม่ใช่เปลี่ยนอย่างโลกีย์ที่จะวนกลับไปได้อีก สายเจโตจะไม่ค่อยรู้ ทำไปอย่างไม่ชัดเจน แต่สายปัญญา จะชัดเจน ฉลาดลดกิเลส ฉลาดซื่อสัตย์สุจริต พึ่งพาอาศัย ในหลวงว่าให้สามัคคี อลุ่มอล่วยกัน แบบคนจน ไม่รวย ไม่โลภกิเลสสะสม ช่วยเหลืออุ้มชูกัน เอาแรงงาน ความรู้วัตถุมาช่วยกัน จึงเกิดเรื่องนี้ได้ ชาวอโศกไม่ค่อยมีเงินทองนะ แต่คนอุดหนุนช่วยเหลือ จึงนำพาไปได้ ถ้าคราวนี้ผู้ที่ดื้อดึงดันก็น่าจะลดหย่อนเห็นแก่ชาติบ้านเมือง ตนเองควรวางมือให้คนที่ปรารถนาดีทำสิ ถ้าเขาไปทำแล้วชั่วอีกก็ต้องถูกปฏิวัติอีก แต่ถ้าทำอย่างเดิมก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ ส ิ่ งที่เกิดนี้ดีงามมาก ถ้าไม่อย่างนั้นไทยเราก็ต้องเหมือนบราซิล สุดท้ายต้องให้ทหารมาปฏิวัติอีก แต่ถ้าไม่ต้องทหาร ประชาชนมีพลังอำนาจจริง จนเขาพ่ายแพ้ เขายอมแพ้ได้ จะวิธีไหนก็ตาม มีสองอย่างคือ ที่เขาจะแพ้ได้ อย่างแรกคือ แพ้เพราะหนีออกนอกประเทศ เขาอาจตามจับได้ แต่ก็ไม่ค่อยตามจับเท่าไหร่ แต่ถ้ามีผู้เสียหายมากก็ตามจับ หากไม่หนี ก็ต้องมอบตัว แล้วแต่ก ฎหมาย จะตัดสิน ก็มีอยู่สองทาง ถ้ามอบตัวไม่หนีก็ดีมาก ประเทศอื่นก็มี แม้หนีแล้วไม่รอดถูกจับ ก็ต้องว่ากัน แต่ถ้ามอบตัวจริงๆ พวกเราก็จะปราณี จะอนุโลมกันเยอะนี่คือ สัจธรรม ในวันที่ 9 นี้ถ้า ประชาชนออกมาแสดงตัวเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นเจ้าของประเทศ ถ้าทำต่อไทยจะเป็นหนี้อีก 50 ปี แล้วไม่รู้ว่าจะต้องเสียอีกเท่าไหร่ หนักหนาสาหัส อาตมาไม่ใช่หมอดู แต่ดูถูกแน่ เขามีแต่หนูไม่รู้ แต่ผลาญพร่า จึงปล่อยไว้ไม่ได้ มาเดินกันให้เต็มพื้นที่ เห็นตัวคนมาเป็นปรากฏการณ์ของโลก เต็มจนรถราแล่นไม่ได้ โดยเฉพาะรอบทำเนียบ ออกมา 1 คน 1 เสียง ถ้ามากกว่าล้านนี่เสร็จแน่ นี่ออกมา ตั้ง 2,360,475 คน สองล้านกว่าคนนี่ เขาก็ยังไม่ยอม ยังด้านโง่ โด้ง่า น อยู่ ในวันที่ 9 นี ้ จึงต้องมาเผด็จศึกอีกที วิธีของพวกเราก็คือ ข้าราชการ,องค์กรอิสระต่างๆ ที่ทำงานให้ผู้บริหาร เราก็ไปยึด แต่เราไม่ได้ไปทำอย่างรุนแรง มีอาวุธ หรือบังคับ แต่ไปบอกให้เขารู้ ให้เขาว่าเห็นด้วยกับเราไหม ไปถามเขาว่าให้ช่วยกันหน่อยได้ไหม จะเห็นได้ว่าหลายองค์กร หลายกระทรวงก็เห็นด้วย ยอมโดยดี ไม่ได้ต่อสู้ ก็ไปทำเป็นสัญญลักษณ์เท่านั้น ว่าเราไม่ทำงานให้รัฐบาล เมื่อองค์กรต่างๆไม่ทำงานให้รัฐบาลแล้ว รัฐบาลจะทำงานได้อย่างไร ให้คุณหยุดเถอะ เราไม่ได้บังคับนะ แต่ใช้ภาษาว่าไปยึดไปประท้วง แต่ที่จริงไปแจ้งให้ทราบ ซึ่งคนก็มีเห็นต่าง คนที่เห็นแย้งก็ว่าไป แต่คนเห็นด้วย ถ้ามีมากก็มีผล มีการตัดสินอย่างในสงฆ์ ก็มีวิธีตัดสิน อย่างสัมมุขาวินัยคือ พิจารณาพร้อมจำเลยโจทย์ และวัตถุหลักฐาน พยา น พร้อมสรรพ หรือสติวินัย ก็คือ ยกให้อรหันต์ที่มีสติสมบูรณ์ ทำผิดก็ไม่ต้องอาบัติ หรือแม้แต่คนบ้าก็ไม่เอาผิด คือ อมูฬหวินัย หรือว่ามี ติณวัตถารกวินัย คือประนีประนอม ตกลงกันเอา คือกลบไว้ด้วยหญ้า หรือซุกใต้พรม ไม่หยิบมาพิจารณา เหมือนปรองดอง ไม่ถือสา เดินหน้าต่อไป ก็เป็นวิธีการอย่างหนึ่งใน 7 ข้อ ในการตัดสิน ทันสมัยที่สุดของพ ระพุทธเจ้า เหมือนหลักการพิจารณาความปัจจุบันเลย ที่เรามาทำงานนี่ ใครผิดคนนั้นแพ้ เป็น Minority right และเมื่อเราออกมามากมายจะเป็น Majority right ซึ่งต้องมากันมากจริงๆจึงสำเร็จ เราทำอย่างไม่ได้ใช้อำนาจForce เราทำด้วยAuthority ก็ลุ้นอยู่ว่า พลังงานนี้เป็น sovereignty พลังสูงสุดที่ยิ่งใหญ่ เราทำอย่างถูกรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ทั้งสองวรรคด้วย มาตรา 3 (อำนาจอธิปไตย) อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทาง รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และ ศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไป ตามหลักนิติธรรม เมื่อเขาทำไปไม่รอดก็ต้องใช้นิติธรรม และไปสู่ มาตรา 7 ทำตาม จารีตประเพณีในประชาธิปไตย มาตรา 7 (การอุดช่องว่างในรัฐธรรมนูญ) ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อไม่มีบัญญัติก็ต้องกลับสู่อำนาจของประชาชน ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือไปสู่มาตรา 2 (รูปแบบการปกครอง) ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมาตรา 3 ของบราซิลก็ใช้ทหารมาปฏิวัติ แต่ทำด้วยอาวุธ ของเรานี่ ถ้าทหารจะมาช่วยก็มาในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ไม่ต้องเอาอาวุธมา คะแนนเสียงนี่เป็นเสียงสวรรค์ของประชาชน ไม่ใช่คะแนนเสียงเลือกตั้ง อันนั้นมันอีกบริบทหนึ่ง เป็นเรื่องการเลือกตั้งคนไปบริหาร แต่นี่เรามายืนยันคะแนนเสียงไล่คณะนั้นออก คนละบริบท คนไม่ค่อยเข้าใจบริบทนี้ ก็จะยืนยันแต่ว่าคะแนนเสียงข้ามี 15 ล้านเสียง แต่นั้นคุณทำผิดแล้ว คะแนนเสียงนี้ตกไปแล้ว เขามาขอคืนอำนาจ คุณออกไปเถอะ ตอนนี้เจ้าของบ้านมาไล่คุณออกไป ตอนแรกเลือกคุณมาทำงาน แต่คุณทำผิดก็ต้องไล่ออกไป ไม่รู้ว่าตนเองหน้าด้าน รัฐสภาและบริหารฮั้วกันปฏิเสธตุลาการ อันนี้ผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 4 ที่บอกว่า ต้องเสมอภาคกัน อำนาจต้องถ่วงดุลกัน เขารวมหัวกันไม่ยอมรับอำนาจศาล ทั้งที่ต้องมีสิทธิเสรีภาพเสมอกัน ต้องได้รับการคุ้มครองด้วย ประชาชนจึงออกมาประท้วงคุ้มครองศาล ต้องขอบคุณพวกดาวแดง ที่ไปช่วยคุ้มครองศาลตั้งนาน ไม่รู้กี่เดือนแล้ว อำนาจประชาชนเป็นอำนาจถาวร หนึ่งคนหนึ่งเสียง เมื่อประชาชนมวลมากเป็นเจ้าของประเทศ ก็เป็นMajority แต่คนเดียวเขาก็มีสิทธิ์แม้เขาหลงว่าเขาถูกก็ตาม แต่ถ้าหมู่น้อยนี้ถูกด้วยล่ะ เป็นปราชญ์เป็นผู้รู้ตามสัจธรรม ตามนิติธรรม แม้ไม่มีในบัญญัติ ไม่มีนิติบัญญัติ แต่ผู้รู้เขาว่าไว้ถูกแล้ว เป็นนิติธรรม มีเรียกเป็นภาษาอังกฤษ ว่านิติรัฐคือ Legal state ส่วนนิติธรรม คือ Due to process of law หรือ Rule of law ซึ่งก็ไม่ตรงกับสภาวธรรมเท่าใดนัก โดยเฉพาะโลกุตรธรรมนั้นเป็นเรื่องยาก ขอให้ประชาชนชาวไทยเสียสละออกมาช่วยกัน มาสร้างส ิ่ งใหม่ให้แก่ประเทศชาติ แม้ว่าคราวนี้ มันจะไม่สำเร็จผลตามที่เรามุ่งหมายกัน อาตมาก็ว่าครั้งนี้ ก็ดูสิว่าจิตเขาจะง่านโด้ หรือเขาจะยอม หรือเขาจะเอาชนะด้วยวิธีไหน อาตมาว่าเป็นสัจธรรม เปิดเผยพูดกันอย่างจริงใจ ว่าความจริงความถูกต้องดีงามต้องชนะ ส ิ่ งที่ไม่จริง ส ิ่ งผิดก็ควรแพ้ ควรพอ ประชาชนออกมาเป็นล้านๆทำไม จะโด้อยู่ถึงไหน ถ้าออกมามากขนาดนี้ยังโด้อยู่ อาตมาก็ว่าต้องยอมเขา คุณสุเทพถึงบอกว่า อยู่ในประเทศนี้ ประชาชนควรรู้ว่าอันไหนถูกอันไหนผิด หรือว่าพวกเราโง่ เขาถูกน่ะเราผิด ก็จะได้รู้ว่าประชาชนที่มีปัญญา เป็นปัญญาชนในไทย ออกมาตัดสินเลย คุณก็เอามวลของคุณออกมาสิ นัดวันที่ 10 แต่ของเรานัดกันวันที่ 9 ก็ออกมากัน 9 : 39 น. ดูสิว่ามวลจะเท่าไหร่ ของคุณวันที่ 10 ก็ลองดูว่าคณะแดงจะมีเท่าไหร่ หากใครคะแนนเสียงมากกว่า ก็ชนะก็แล้วกัน ถ้าแพ้จะยอมให้จับ มีคดีอย่างไรก็ยอมให้ดำเนินคดี มันต้องเด็ดเดี่ยว จะมานั่งเล่นลิเกมากไปแล้ว คราวนี้จะเห็นส ิ่ งดีงาม เป็นประวัติศาสตร์เรามาร่วมกันออกคะแนนเสียงเพื่อเปลี่ยนแปลงการบริหารประเทศที่ทำมา 81 ปี เป็นสมบัติผลัดกันชม มาเอาคนเสียสละมาบริหาร ไม่ใช่มาโลภกอบโกยโกงกิน อาตมาก็นิยามประชาธิปไตยไว้ 10 ข้อ การเมืองใหม่ที่เป็น ประชาธิปไตยแท้ๆ # 1. งานการเมืองต้องมีคุณธรรม และเป็นกุศล 2. นักการเมืองต้อง “รู้จัก” ประชาธิปไตยที่แท้ ขณะนี้นักก ฎหมาย ที่ทำงานในไทย ยังไม่รู้จักประชาธิปไตยที่แท้ 3. นักการเมืองต้อง “สอน” หรือเผยแพร่ประชาธิปไตยให้กับประชาชน (ประชาชนก็ใส่ใจขวนขวายเรียนรู้ ไม่ใช่รู้แค่ว่าไปเลือกตั้งเท่านั้น) ไม่ใช่ไปหลอกลวงเขา ประชาชนก็ต้องขวนขวายศึกษา ความเป็นประชาธิปไตย 4. นักการเมืองต้องเป็นผู้พึ่งตัวเองได้แล้ว 5. นักการเมืองต้องเป็นผู้มักน้อยสันโดษ 6. นักการเมืองต้องไม่ทำงานการเมืองเป็นอาชีพหากิน 7. งานการเมืองต้องเป็นงานอาสา เสียสละ 8. นักการเมืองจะต้องไม่มีอคติ (ต้องพ้น อคติ 4 ) 9. นักการเมือง คือ ผู้มีอิสระแท้จริง ไม่เป็นทาสโลกธรรม ถ้าเป็นอรหันต์ได้ย ิ่ งดี 10. งานการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่งานเพื่อตัวเรา เพื่อครอบครัว เพื่อหมู่พวก เพื่อพรรค แต่เป็นงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชนทั้งมวล เพื่อผู้อื่นที่พ้นไปจากตัวเอง พ้นไปจากครอบครัว พ้นไปจากหมู่พวก แม้แต่พ้นไปจาก “พรรค” ของตน ผู้แทนไม่ใช่หมาหลงมา ที่หิ้วกระเป๋าเงินมาซื้อเสียง แต่ประชาชนต้องรู้จักดี และไว้วางใจให้ไปทำงานแทน ในตำแหน่งที่เหมาะสม ต้องเป็นคนที่เป็น คนมีอารยธรรม หรือเทวธรรม คือ คุณธรรม 7 อย่าง คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พหูสูตร จาคะ ปัญญา จึงคือผู้ทรงไว้ซึ่งเทวธรรม หรืออารยธรรม เป็นผู้รับใช้โลก เป็น พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ มีโลกานุกัมปายะ ...จบ