580426_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ยอดนิยายของความเป็นมนุษย์.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580426_ วิถีอาริยธรรม โดยพ่อครู บ้านราชฯ ยอดนิยายของความเป็นมนุษย์
ส มณะ ฟ้าไทว่า … วันนี้ วันที่ 26 เมษายน 2558 ที่ราชธานีอโศก วันนี้ต้องขอกราบนมัสการ พ่อครูมาอธิบายยอดนิยายของโลก ....
พ่อครูว่า … อาตมาเริ่มต้นเขียนหนังสือเล่มใหม่ ที่กำหนดจะออก เดือนตุลาคมนี้ อาตมาใช้เวลาอีก ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ซึ่งอาตมาก็ เอามาจากที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน มหานิทานสูตร ในพระไตรฯ ล. 10 ตั้งแต่ ข้อ 50 ไป ถึงข้อ 66 จะขยายความให้เห็นนิทาน หรือนิยาย เรื่องราวที่เป็นไปของแต่ละชีวิตมนุษย์ ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย ตายแล้ว ยังไม่จบนิยายด้วย ยังจะเวียนวนในโลกอีกในศาสนาพุทธ แต่ศาสนาอื่นอาจไม่มีชาติต่อไป บางศาสนาก็อาจมีชาติต่อไป แต่ก็ไม่ครบ เล่าได้รายละเอียดเหมือนของพุทธ พระพุทธเจ้าท่านเล่ารายละเอียดไว้ อย่างฮินดูเป็นเทวนิยม แต่ก็อธิบายเทวะไม่ครบ แต่ของพระพุทธเจ้าท่านอธิบาย เทวดาไว้ ครบ ตั้งแต่จิตวิญญาณเป็นสัตว์อบาย ไปเป็นมนุษย์ ไปเป็นจิตเทวดา เป็นพรหม
จิตวิญญาณต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ท่านเรียกว่า มนุษย์ หรือเทวดา ก็เป็นจิตวิญญาณ ไม่ได้เอาร่างกายเป็นตัวตั้ง แล้วพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ วิธีที่จะทำให้ไม่วนเวียนในวัฏฏสงสาร นี้อีก หรือจะกลับมาเกิดอีกก็เป็นมนุษย์ที่อยู่เหนือโลก มาเป็นครูคน ไม่มีความเลวชั่วแล้ว สัพพ ปาปัสสะ อกรณัง เพราะทำเหตุแห่งความเลวร้ายได้สิ้นเกลี้ยงหมดแล้ว เป็นศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้อัตภาพของมนุษย์นี้ ที่ศาสนาเทวนิยมเขาว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างผู้กำหนดเท่านั้น แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้วว่า แต่ละคนสร้างเองกำหนดเอง แล้วมีสิทธิ์มีอำนาจในตนเอง (ธรรมาธิปไตย) เป็นอำนาจเต็มในตนเอง ไม่มีอัตตาที่เป็นอาตมัน หรือปรมาตมันใหญ่ขนาดไหนมาสั่งได้ แล้วก็อยู่ในโลก
อ่านต่อ
ต่างๆ นานา ที่ปรุงแต่งเป็นสังขารโลก มีดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ว่าง และชีวะ ที่ปรุงแต่งกันอยู่ รวมทั้งสัตว์โลก จิตนิยาม พระพุทธเจ้าท่านค้นคว้าตรัสรู้ศึกษา จนรู้วิญญาณ และทำให้หมดวิญญาณได้เลย ไม่ต้องไปอยู่กับพระเจ้า
ผู้สามารถทำจิตวิญญาณให้ถึงเป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีป หากไม่ปรินิพพานไป ก็จะมีจิตวิญญาณมนุษย์อุตรกุรุทวีป จะอยู่ในร่างคนนี่แหละ ก็มีจิตที่ได้สร้างให้เป็นอุตรกุรุปทวีปแล้ว และมี อปรโคยาน คือเป็นความรู้อื่น เป็นปรโลก โลกโลกุตระของพระพุทธเจ้าเป็นอีกโลกหนึ่ง ไม่ใช่โลกของศาสนาอื่นๆ แต่เป็นโลกของพระพุทธเจ้าอีกต่างหาก แต่ถ้าไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็จะมียานที่จะดำเนินไปอย่างอมตบุคคล สามารถทำความเป็นหรือตายให้ตนเองได้ ก็คือเป็นผู้นำพา เป็นพาหนะสำคัญที่จะพากันไป เป็นเรื่องยิ่งใหญ่
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความเป็นมนุษย์ อาตมาก็เอาความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ามาไขความเป็นมนุษย์ เราก็จะได้รู้นิยายของมนุษย์ เราก็จะเป็นตัวละครในนิยายของโลก ที่มีผู้กำกับ ถ้าเขาไม่รู้ก็ว่า พระเจ้าเป็นผู้กำกับ แต่พระพุทธเจ้านี้ท่านตรัสรู้สุดยอด ที่ว่า มนุษย์กำกับตนเองได้ แล้วไม่ได้ขัดแย้งกับพระเจ้า เพราะพระเจ้าจะพาคนดำเนินชีวิตไป ก็ให้คนไปเจริญ แต่พระเจ้าเองทำไมถึงแกล้งมนุษย์ให้ตกต่ำเลวได้ ทั้งที่ถ้าท่านทำได้ สร้างได้ ท่านก็น่าจะทำให้เจริญได้หมด พระเจ้าปรารถนาดีต่อมนุษย์แล้วทำไมต้องแกล้ง ก็บอกว่ามารแย่งไป นี่ก็เพราะว่าพระเจ้ายังไม่มีอำนาจเต็ม ยังให้มารแย่งไปได้ และแย่งไปเยอะด้วย
พระพุทธเจ้าท่านไม่สามารถกำหนดมนุษย์ทุกคนได้ แต่สามารถทำให้มนุษย์ทุกคนมีอิสรเสรีเต็มได้ สามารถเป็นมนุษย์ อปรโคยาน และไม่หลงเทวดาดาวดึงส์ รู้จัก ปุพพวิเทหทวีป ด้วย ไม่หลงในความเป็นปุพพวิเทหทวีป และที่ชัดที่สุด เมื่อเป็นมนุษย์ชมพูทวีป มีอาการ 32 พร้อมกับใจ จิตใจนี้เป็นอาการอีกหนึ่ง คืออาการที่ 33 แต่คนอวิชชาจะไม่สามารถควบคุมใจให้เป็นไปตามต้องการ ถูกมารครอบงำควบคุม แม้ใจอยากเป็นสุข แต่ถูกมารหลอกว่า ให้มีโลกธรรมเยอะๆ จะเป็นสุข ได้สมใจเสพกาม สัมผัสทางทวาร 5 ก็เป็นสุข หรือแต่ใจตนเอง แม้พ้นจากกามาวจร มีแต่ใจปั้นวิมานในใจตนเป็นสุข คนที่ช่างหลอกก็เลยสร้างวิมานมาหลอกคน ว่าเป็นแดนวิจิตรพิสดาร หรูหรา หลอกไป คนก็ไม่มีปัญญารู้ทัน คนก็ถูกหลอกมากมาย สร้างโรงเรียนในฝันวิทยา หลอกคน ให้กู้เงินไปทำบุญ แล้วเสียดอกเบี้ยก็ได้ ทำได้เพราะเขาสะกดจิตคนเก่ง
อาตมาถึงหนักที่จะทำงาน คือสงสารโลก สงสารมนุษยชาติ ทำไมต้มจนเปื่อยเน่า คนถูกต้มก็ยอมให้ต้มอีก เอาอะไรมาหลอกกันมากมาย
พระพุทธเจ้าไขความเป็นโลก และจักรวาล ในเอกภพที่ทุกสิ่งอยู่ในนั้น โลกจักรวาลอยู่ในเอกภพ คือทุกสิ่งอยู่ในนั้น เอกภพคือ potential energy นิ่งไม่มีใครขยับได้ แต่ในนั้นมีสิ่งแฝงอยู่คือจักวาลน้อยใหญ่ ที่หมุนอยู่ในนั้น เอกภพมีหนึ่งเดียว ในนั้นมีจักรวาลอยู่นับไม่ถ้วน มีพลังงานมากมายหลายอย่าง จนพลังงานปรับตัวจากพลังงานอุตุ เจริญมาเป็นพลังงานชีวะ คือสัตว์กับพืช แล้วสัตว์ก็มีจิตนิยาม แล้วสามารถพัฒนาขึ้นมารู้จักกรรม แล้วพยายามพัฒนากรรมของตน เป็นชีวะที่เกาะกุมเป็นธาตุ เป็นแต่ละอาตมัน ที่จับตัวกันแน่น ซึ่งถ้าไม่มีความรู้เป็นนักวิทยาศาสตร์ ที่จะสามารถแยกไม่ให้มันรวมตัวกัน เป็น มโนธาตุหรือวิญญาณธาตุ จิตธาตุของคนได้ ไม่ให้ทรงอยู่ ผู้ที่สามารถแยกได้ต้องเป็นผู้มีความรู้สูงสุด เหนือกว่าอันนั้น ผู้จะแยกธาตุอัตตาได้นั้น พระเจ้ายังไม่เคยแยกเลย มีแต่ให้ไปนรกกับสวรรค์เท่านั้น แล้วแต่พระเจ้าจะส่งไปขึ้นสวรรค์ลงนรก เป็นธาตุนิรันดรไม่มีดับ ของเทวนิยม
ส่วนของพระพุทธเจ้าสามารถแยกธาตุได้สูญเลย แต่ศาสนาเทวนิยมไม่รู้จักสูญ ไม่รู้จักอัตตา ก็มีผู้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วสั่งสมความรู้สายเทวนิยม สามารถกดข่มความชั่วได้ ทำแต่ดีได้สำเร็จก็เป็นศาสดา แต่ก็ยังตกใต้อำนาจพระเจ้า ศาสดาคือพระบุตรที่พระเจ้าส่งมา ไม่รู้จักอัตตา ไม่รู้อธิปไตย กำลังงานของอัตตา แต่พระพุทธเจ้าเรียนรู้ความเป็นพลังงานได้สมบูรณ์แบบ จึงแยกพลังงานได้ยิ่ง กว่าไอสไตน์ แต่ไอสไตน์สามารถแยกพลังงานได้เล็กละเอียดมาก แต่ทำให้สูญไม่ได้ แล้วก็ไม่สามารถควบคุมไม่ให้พลังงานเป็นโทษได้ ก็เลยเกิดปรมาณู
โลกจักรวาล มาเป็น 1 . โลกที่ไม่มีภาวของชีวะ (อชีวิตินทรีย์) กับ 2 . โลกที่ มีพลังงานของชีวะ คือ (ชีวิตินทรีย์) พีชนิยาม คือมีแค่ รูป สัญญา สังขาร ส่วนโลกชีวะนี้ ถึงขั้นมีวิญญาณครอง มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
พระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้อีกว่า โลกมี 1 . โลกโลกียะ กับ 2 . โลกโลกุตระ โลกโลกียะคือกัลยาณชน ไม่รู้จักจิตวิญญาณพอ ก็จะได้แค่ทำความดี เป็นสุข เป็นพรหมโลกีย์ ทำคุณงามความดี อยู่ในกามาวจร หรือแม้จะไม่เสพกามก็กดข่มหลับหูหลับตาอยู่ในโลก จะไม่เอาอะไรเลยในโลก
พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้วิญญาณ เรียนรู้ตอนตากระทบรูป เกิดเวทนา เพราะติดยึดอะไร? ทั้งที่มันหยาบต่ำ อบาย พาทุกข์ควรเลิก อย่างไปโกงเขาทีละ เจ็ดแสนล้านนี่ ก็ให้มาสารภาพเสีย แต่ก็ไม่มา ไม่รู้ว่าตนทำนี่เบียดเบียนคนอื่นนะ จิตวิญญาณเขายึดติดว่า จะต้องได้ต้องมีต้องเป็นอย่างนี้ ต้องไปรวยแบบเขา แต่จะให้มาอย่างโพธิรักษ์พามานี่ มาจนนี่เขาว่าโง่มาก เขาเหยียดหยามเลย ซึ่งเขาไม่รู้ทุกข์ แม้แต่เขาจะเจ็บใจเจียนตาย เขาก็ไม่ยอมรับว่าเขาทุกข์หรอก จิตวิญญาณเขาเสแสร้งกลบเกลื่อน เป็นวิธีการของสัตว์นรกที่แม้เขาจะเจ็บเจียนตายเขาก็ว่า เขาไม่ทุกข์ เขาร้องไห้อยู่ต่อหน้าธารกำนัน แต่เขาก็ยิ้มต่อหน้าธารกำนันได้เปลี่ยนได้แป๊บเดียว เป็นโรค Bipolar แม้เขาจะทำได้ไม่ทุกข์ แต่เขาทำกรรมที่เป็นบาป
เขาไม่รู้จักโลกโลกุตระ เขาจะไม่รู้โลกสมุทัย ไม่รู้โลกนิโรธ มันซ้อน ชั่วหนักซับซ้อน หลอกจนคนนึกว่าเขาดี เขาไม่รู้จักเหตุ ไม่รู้โลกสมุทัย ก็ไม่มีวันรู้โลกโลกุตระ
พระพุทธเจ้าสอนให้เรียนรู้โลกโลกุตระตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ให้เรียนตั้งแต่อาการ 32 ที่มันจะปรุงแต่ง อยู่ในมนุษย์นี่แหละที่มีเซลล์ถึงขนาดปรุงแต่งเป็นอาการ 32 แต่สัตว์ไม่ถึงอาการ 32 นี้แล้ว อาการ 32 ผนวกกับอาการทางจิต ก็เป็น อาการ 33 เรียกรวมว่า "กาย" คือองค์ประชุมของรูปและนาม ทุกวันนี้ไม่รู้กาย ก็เลยเอากายไปเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ตัดขาด พลังงานจิตวิญญาณออก จึงศึกษาคำว่ากายไม่ได้ ถ้าเข้าใจอันนี้ไม่ได้ ก็ไม่มีมนุษย์ชมพูทวีปให้ศึกษา
ซึ่งก็แบ่งเป็นสัตว์ที่สอนให้รู้โลกุตระไม่ได้ เป็น อเวไนยสัตว์ แม้จะเก่งขนาดไหน ฉลาดขนาดไหน หรือจะเป็นคนดีมาก เก่ง จนเป็นศาสดาที่สอนให้คนทำดี เสียสละ ตนเองเอาน้อยสุด ไม่เบียดเบียนใครก็เป็นศาสนาเทวนิยม ที่ไม่รู้เทวดา 6 ชั้น ที่พระพุทธเจ้าสอนให้เรียนรู้เทวดา แล้วสอนให้ไม่ติดเทวดา ไม่มีพรหมอีกได้ จนเป็นเทวดาโลกุตระที่อยู่ในกามภพ แต่ก็ไม่ติดกามภพ ไม่เบียดเบียนใครเลย อย่างใจบริสุทธิ์ได้จริงได้ถาวรด้วย อย่าง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) อยู่ช่วยคนไป เป็นพรหมที่สะอาด แม้เป็นพรหมก็ต้องล้างความติดดี ยึดดีอีก ไม่เอาดีเป็นของตน มีแต่ช่วยคนอื่นไป แม้อุปกิเลสระดับถือดี เป็นมานะ ยึดดี หรือยังมีส่วนหลง มีเศษธุลีเล็กน้อยท่านก็เกลี้ยงสนิทครบหมด ไม่มีอะไรเหลือ มีแต่อยู่ช่วยโลก ที่เขายังวนเวียนอยู่ แต่อยู่ช่วยเขารู้ว่าเขาอยู่ขั้นไหน เป็นหมอรักษา รู้ว่าเขามีโรคอะไร แต่เราต้องพอจะรักษาเขาได้ ไม่ไปหลอกเขาด้วย ให้เขาเชื่อด้วยความจริงว่าเรามีฝีมือเท่านี้
ผู้จะรู้โลกสมุทัยแล้วดับสมุทัยต้องรู้โลกกาม โลกอัตตา ซึ่งมีสุขแบบบำเรอกามคือกามสุขขัลลิกะ กับ การ บำ เรอกามเป็นอัตตทัตถสุข จนล้างกามล้างอัตตาได้ ก็จะรู้ว่าทุกอย่างเป็นทุกข์ แม้ล้างทุกข์ได้สิ้นเกลี้ยงในทุกข์ที่เป็นสมุทัย ก็ยังมี ขันธ์ 5 เป็นภาระอีก เป็นภาราหเวปัญขันธา แต่มันก็เป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ซึ่งก็ง่ายต่อการบำบัด จะมียากก็วิปากทุกข์ แม้เป็นพระพุทธเจ้าก็มาถึงได้ อย่างพยาธิทุกข์ก็เลี่ยงได้ อย่าไปหาพยาธิใส่ตน นอกนั้นก็ทุกข์ที่อยู่กับตน เป็นนิพัทธ์ทุกข์ ก็เลี่ยงไม่พ้น ก็ทำงานช่วยโลกต่อไป
เมื่อเราไม่สุขไม่ทุกข์แบบโลกแล้ว ไม่สุขไม่ทุกข์แบบพักยกเราก็รู้ทัน จะเป็นเนกขัมสิตอุเบกขา เป็นฐานนิพพาน จนหมดจนครบ มีโลกที่เราต้องเรียนคือโลกภายนอกและโลกภายใน
พระพุทธเจ้าให้ล้างตั้งแต่อบาย คืออัตตาตั้งแต่อบาย เมื่อล้างอบายได้จะอยู่กับโลกอย่างมีหลักประกัน แล้วก็มาล้างกามาวจร ก็อยู่กับโลกต่อไป ล้างอัตตา อยู่เป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีป แล้วเป็นมนุษย์อมรโคยาน คือไม่ตายไม่เกิดอีกแล้ว เป็นอมตบุคคล ก็อยู่ช่วยคนรื้อขนสัตว์ เป็นโพธิสัตว์ ส่วนมนุษย์อุตรกุรุทวีปคืออรหันต์ ก็ทำงานอยู่กับโลก รู้โลกนอก โลกใน จนพ้นกามภพ หมดกิเลสก็อยู่กับโลกกาม ก็ช่วยมนุษย์ที่มีอาการ 32 ให้พ้นมาตามลำดับด้วย หมดกามภพก็เป็นอนาคามี ก็ล้างส่วนเหลือไปอีก อันหยาบเราก็ทำได้ อย่างละเอียดก็ทำเอาต่อไป เป็นรูปราคะ อรูปราคะ ก็ทำต่อไป แม้มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ก็ล้างต่อ
ในอบายก็มีอัตตา ในกามภูมิก็มีอัตตา จนหมดโลกหยาบ โอฬาริกอัตตาแล้ว ก็มีขั้นรูปราคะ เป็นมโนมยอัตตา เป็นของภายในของตน แต่ข้างนอกสะอาดบริสุทธิ์แล้ว ทำประโยชน์ช่วยคนอื่นไป ให้มาเป็นอย่างเราได้ จนหมดมานะ อุทธัจจะ จนสิ้นอวิชชาสวะ สุดท้ายก็เป็นพระอรหันต์สูงสุดตามหลักสูตรของพระพุทธเจ้า หลักสูตรนี้น่าเรียนมากนะ
มาเรียนรู้โลก 3 คือ 1 . กามโลก 2 .รู ปโลก 3 . อรูปโลก
เราสบายแล้วในกามโลก ก็อยู่กับโลก ช่วยโลก ล้างรูปโลก กับ อรูปโลกต่อไป ในสามโลกนี้
โลก 3 ที่แบ่งเป็น 1 . สังขารโลก 2 . สัตวโลก 3 . โอกาสโลก
คือโลกปรุงแต่งสังขาร เป็นนิยายอยู่ สังขารคือ ความเป็นสัตว์โลก สัตว์อบาย สัตว์กามาวจร สัตว์พรหม จนหมดความเป็นสัตว์ที่เรียกว่า โอกาสหรืออากาศ คือความว่าง ใครทำอัตตา จิตวิญญาณตนมาเป็นผู้ที่อาศัยโอกาส (เวลาที่มีอยู่) ที่เป็นช่วงเวลาที่ตนจะทำงาน คือโอกาส เมื่อเป็นธาตุที่เป็นมนุษย์ อุตรกุรุทวีป มนุษย์อมรโคยานก็อาศัยโอกาส ความว่าง ของตนที่มีช่วยโลกต่อไป
เรียกแบบเทวนิยมคือเป็นพระบุตรที่จะมาช่วยโลก หรือพุทธสอนให้เป็นได้แม้เป็นพระเจ้าก็มีสิทธิ์ทำได้ ต่างกับเทวนิยมที่พระเจ้าสั่งให้พระบุตรอีกทีไปช่วยคนตามพระเจ้าสั่ง .... . มนุษย์ที่ยังอยู่ในโลกอวิชชาก็เล่น ละค ร ไปตามพระเจ้ากำกับ มนุษย์ก็คือตัว ละค ร ในนิยายของตนที่ไปเกี่ยวกับคนอื่น ในมนุษยโลก ก็คือตัวละครของโลก โลกคือ ละค ร โรงใหญ่ ชีวิตก็คือ ละค ร แสดงในโลกนี้ ละครก็คือนิยาย โลกคือละคร อีกภาษาหนึ่งเรียกว่านิทาน สมัยใหม่เรียก นวนิยาย โลกก็ดี ชีวิตก็ดีคือนิยายทั้งนั้น
ละครคืออะไร นิยายคืออะไร?
สรุปง่ายๆ นิยายก็คือ ชีวิตมนุษย์ที่เป็นเรื่องเป็นราวดำเนินไปในโลก ชีวิตอาตมาก็เล่นละครของอาตมาไป แต่อาตมากำกับบทเองได้ทั้งหมด ส่วนคนไม่อิสระเสรีภาพ คุณกำกับบทเองไม่ได้ คุณถูกกำกับอยู่ด้วยกิเลส มันบังคับคุณอยู่
เราก็ต้องมาเรียนรู้ว่าใครเขียนบทกำกับให้มนุษย์แต่ละคนดำเนินไป ถ้าเป็นเทวนิยมก็โยนให้พระเจ้า ท่านให้ไปนรก สวรรค์ก็เพราะพระเจ้าหมด พระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและกำกับชีวิตมนุษย์ทั้งหมด ตามที่เป็นพระประสงค์ความต้องการของพระเจ้า ใครบงการพระเจ้าไม่ได้ อำนาจสูงสุดเป็นของพระเจ้านิรันดร มนุษย์มีสิทธิ์แค่ทำตามพระเจ้าเท่านั้น นิยายของโลก ใครๆ ในโลกจึงหมดสิทธิ์แปรเปลี่ยนชีวิตได้ เพราะอำนาจเป็นของพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีใครแทรกแซงได้ นิยายของโลกที่จะไขความเป็นมนุษย์จึงไม่มีใครแก้ไขได้ แม้แต่ของตนเอง อิสระเป็นของพระเจ้าเท่านั้น อำนาจอธิปไตยเป็นของพระเจ้า พระเจ้านี้ไม่มีใครเข้าถึงความเป็นจริงได้ นอกจากพระบุตรองค์เดียวที่รับจากพระเจ้ามาบอกมนุษย์ โลกพระเจ้าสร้าง ชีวิตอัตตาของตน พระเจ้าก็กำหนดทั้งหมด มีอธิปไตยเหนือมนุษย์ทั้งหมด
โลกกับชีวิต (ชีวิตคืออัตตาของเรา) ศาสนาพระพุทธเจ้า ให้เรียนรู้อัตตาตน แล้วกำหนดชีวิตตนได้ รู้จักโลกตั้งแต่เอกภพ จนถึงจักรวาล แล้วโลกแต่ละลูกก็มี นิยามทั้ง 5 อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ เรื่องลึกซึ้งนี้ศาสนาพุทธเท่านั้นที่ค้นพบ พระพุทธเจ้าค้นพบธรรมนิยาม แล้วได้บัญญัติให้แก่คนได้รู้ นอกจากพระบรมศาสดาของศาสนาพุทธ ไม่มีใครจะบัญญัติความจริงอันยิ่งใหญ่ลึกล้ำนี้ได้ (นิยามคือจำกัดความที่แน่นอน ส่วนธรรมะคือทุกสิ่งทุกอย่างที่มี หรือสิ่งที่ทรงอยู่) หากเป็นบัญญัติของความไม่ใช่ธรรม ก็คือ อธรรม
พระพุทธเจ้าสอนนิยามหรือบัญญัติ ของทุกอย่างในเอกภพ แล้วให้ศึกษาตามบัญญัติคือชื่อเรียก (อธิวจนะ) อย่างเรียกกระดาษ ปากกา คน ไมโครโฟน ก็คือ อธิวจนะ กำหนดรู้อันนี้ พระพุทธเจ้าสอนให้รู้บัญญัติแล้วหยั่งถึงความจริงตั้งแต่ ดิน น้ำ ไฟ ลม จนถึง อรูป หรือรูป ข้างในก็หัดอ่านเรียนรู้ จะอ่านข้างในที่ปั้นคิดเอา มันไม่จริงยิ่งกว่าข้างนอกในความเป็นมนุษย์ร่วมโลกที่ต้องมีสมมุติร่วมกันได้ ยืนยันกันได้ ในความคิด ใครจะปั้นอะไรก็ได้ ไม่มีจริงก็ปั้นได้บ้าบออย่างไรก็ได้ ปั้นวิมานได้หมด ของไม่มีก็สมมุติว่ามีได้
พระพุทธเจ้ารับรองความจริงคือสิ่งที่ ทวารนอก ทั้ง 5 สัมผัสได้ แล้วดึงเอาที่อยู่ภายในออกมาให้รู้ แล้วล้างสิ่งที่จะให้ไม่มีได้ คือเป็นผู้ไม่มี นโหติ คือคนทำให้สิ่งที่มีให้ไม่มีได้ มันก็มีของมันตามปกติ แต่ตนเองมีธรรมะที่ทรงไว้ แล้วไม่มีความยึดเป็นเราเป็นของเรา แต่ก็ยังอยู่กับความมีในโลก (โลเก น อัตตถิตา) เป็นคนดีที่จริงสุดยอด
เจริญมาเป็นลำดับ ตั้งแต่ อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ มนุษย์ที่มีจิตเดรัจฉานก็ไม่รู้กรรม แต่เมื่อพัฒนามาก็เรียนรู้กรรมได้ ว่ากรรมเป็นของๆ ตน กรรมสโกมหิ ทำกรรมเมื่อใดมันเป็นสมบัติของเราทันที นิดนึงก็ของเรานิดนึง ทำเท่าไหร่ได้ทั้งหมด แล้วต้องรับเป็นวิบากของตน ไม่ว่าจะพาทุกข์พาสุขตนต้องรับวิบาก เป็นกรรมทายาโท ต้องเป็นทายาทของกรรม ไม่เอาไม่ได้ อย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ให้หยุดทำบาปทั้งปวง ทำแต่ดี จิตรู้ว่าอะไรเป็นกิเลส จึงทำแต่กุศล บาป บุญที่เป็นปุพพวิเทหทวีป ไม่เคยสูญหาย เป็นทวีปที่ใหญ่กว่ามหาเอกภพนี้อีกไม่หายไปไหน
ในอวกาศเรียกเทหวัตถุแท่งทึบ แม้จะมีโปร่งอวกาศด้วย แต่อวิชชาจะทึบหมด แต่ผู้รู้จะไม่ทึบ โปร่ง นี่คือวัตถุ มาในตนก็จะรู้ปุพพวิเทหะของตนได้ รู้ส่วนอดีตของตนได้ เป็นสิ่งที่สะสม ในปุพพวิเทหะ ไม่ต้องใส่คำว่ามนุษย์ เพราะเป็นกองสมบัติมหาศาล วิธีของพระพุทธเจ้าคือให้หยุดทำชั่ว แล้วทำแต่ดี ให้เป็นเครื่องกั้นเป็นกุศล ซึ่งในปุพพวิเทหะนี้มีทั้งกองกุศล อกุศล แต่หมาไล่เนื้อจะเป็นตัวอกุศล แต่ถ้าเรามีแท่งกุศล ในปุพพวิเทหะนี้ให้กั้นหมาไล่เนื้อให้ไกลออกไปให้มากที่สุด ก็ชนะได้
คำว่าล้างบาปนี่ล้างไม่ได้ แต่บุญนี่ชำระกิเลสได้ ตัวกิเลสนี่คือชีวะ หมดชีวะก็หมดกิเลส
ส มณะ ฟ้าไทว่า … อย่างพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ก็สร้างปุพพวิเทหะไว้มาก ก่อนปรินิพพาน
พ่อครูว่า … ท่านสร้างกุศลไว้มหาศาล หมาไล่เนื้อยังตามมาทันได้ แต่ท่านปรินิพพานแล้วก็ไม่มีอีก ของใครก็ของใคร
ส มณะ ฟ้าไทว่า... อย่างศาสนาพุทธก็เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าสร้างไว้
พ่อครูว่า...ของใครของมัน ฮาร์ดดิสก์ของใครก็กดเอาเอง ให้คนอื่นมากดก็ไม่เข้า ศาสนาได้เป็นสะพานเชื่อมต่อให้เท่านั้น อาตมาได้พยายามเอาสิ่งลึกซึ้งละเอียดลออ เป็นเรื่องที่ยากมาก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไม่มีสิ่งที่จะโคจรไปถึง ไม่มีปสาทรูป ไม่มีองค์ประกอบของกาย แต่เมื่อเข้าใจไม่ได้ในศาสนาพุทธ แม้แต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ยังยึดเป็นเรา ไม่ต้องพูดถึงตับไต ไส้พุงเรา ก็ต้องยึดเป็นเราแน่นอน กลัวมันจะเสียหาย กลัวคนจะเอาไป ถูกตัดออกไป นอกจากเป็นว่าเป็นภัยก็จะเอาออก นึกดูคนเราก็บ้าดีเดือดหามาเติมอีก
พระพุทธเจ้าท่านสอนคำว่า กาย คือสิ่งที่ประชุมระหว่างรูปกับนาม ก็ต้องมีสิ่งที่เป็นตัวรู้ แม้เวทนา ถ้ามันไม่ทำหน้าที่รู้ แต่มันเป็นตัวถูกรู้ คือเรามีตัวปัญญาที่เข้าไปรู้ ทั้งที่มันก็อยู่ในตัวเรา มันเกิด แล้วเราก็ไปอ่านมันให้ออก มันมาจากเหตุ เราก็ต้องพยายามเรียนรู้เหตุ จนจับตัวเหตุได้ ซึ่งเป็นของจริงในตัวเรา ศาสนาพุทธเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ปรัชญา แล้วกาย หรือสักกายตัวไหนที่จะต้องเรียนรู้ ก็คือเหตุ ซึ่งถ้าไม่รู้จักสักกายะ จะไปพิจารณากายในกาย ซึ่งคือสัตว์ร้ายที่พาทุกข์ แต่คุณรู้กายไม่ได้ แล้วต้องรู้ในขณะปัจจุบันที่สัมผัส มีอาการนะ แต่ถ้าจะไปกำหนดให้หยุดๆๆ ก็ไม่รู้มันสิ เราต้องดูในขณะมันเคลื่อนไหว มีอาการ คำว่าอาการคือการเคลื่อนไหว แต่ลัทธิที่ไปดับไม่ให้เคลื่อน ไม่ให้รู้อาการคือลัทธิที่มิจฉาทิฏฐิ เขาสอนให้หยุดคิดนึก มันทำได้แต่หมดทางรู้
พระพุทธเจ้าให้มารู้ขณะมีวิญญาณเกิด มีวิญญาณฐีติ ไม่ใช่ดับธาตุรู้ ต้องมีอาการเคลื่อนไหวถึงรู้ตัวตนมันได้ แต่ไปหลงเสพสุขว่าเป็นของเท็จ สุขสงบอยู่นิ่งๆ จริงคือสุขชนิดตายไม่ชัก ตายนิ่ง ไม่ตายชัก แต่ตายนิ่งเลย อย่างอุทกดาบส อาฬารดาบสนี่แหละ ตายนิ่งไม่ตายชัก
ส มณะ ฟ้าไทว่า... ตอนเรียนรู้ เห็นเขาปฏิบัติธรรมแต่แต่งตัวสวย ก็คิดว่าทำไม? ก็เพราะเขาไปเรียนดับ แต่ออกมาก็เสพโลกีย์ หนักกว่าเก่าอีก
พ่อครูว่า … ของพระพุทธเจ้านี่ยิ่งขยายความยิ่งชัดว่า ท่านรู้ทาง รู้วิธี ทำให้เกิดหรือทำให้ดับได้ ของจิตวิญญาณ ไม่ใช่ความเน่าเปื่อย ความดับของแค่ร่างเนื้อนะ แต่ว่าที่จิตเลย จิตที่ยึดของเหม็นเน่า แต่ตายแล้วตนเองก็ยังยึด ตายแล้วเหลือความเป็นชีวะของตนเป็นพลังงานเหลือ หล่อเลี้ยงร่างนี้ต่อไปได้ สายหลับตาสะกดจิต นั่งหลับตาตาย ก็ดูสงบมากเลย เป็นการตายแบบหลับ พระพุทธเจ้าว่าให้ตายในความตื่น ไม่ให้ตายในความหลับ หากตายในความหลับจะจม แล้วสุดท้ายมันจะดิ้นจนระเบิดอัดอั้นแรง
กรรม คือบทบาทลีลาของนิยาย คนกำหนดกรรมได้ จะรู้กรรมชั่ว กรรมดี แล้วพระพุทธเจ้าให้เรียนรู้เหตุแห่งความชั่ว คือตัวสัตว์ เป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ
คือมีตัวเลข 1 ถึง 7 ตัวที่ 7 คือตัวเกิด แต่ถ้า 6 นี้ ยังไม่ออกไปอาละวาด อยู่ในระนา บ แต่ถ้า 3 นี่ ไม่ไปไหน วนเวียนในตน แต่ 4 นี่ มีระนาบยื่นออกมาจากตนเอง แต่พอ 5 หรือ 6 ก็เป็นสองเส้า แต่เมื่อเริ่มมีตัวที่ 7 เป็นเส้าที่ 3 นี่ จะไปอาละวาดคนอื่นได้ คือพลังงานกรรม สุดท้ายคนรู้จักกรรมขั้นโลกุตรธรรม สามารถดับเหตุ แล้วทำให้ทรงไว้ซึ่งธรรมะ
ศาสนาเทวนิยมพยายามทรงไว้ซึ่งความดี แต่ไม่ได้รู้พลังงานต้นเหตุแห่งทุกข์ แม้พลังงานจุดที่ 7 ที่เป็นความเป็นสัตว์ คนที่รู้สัตว์ 3 ตัวแรก ในสังโยชน์ 10 ก็ยังเหลืออีก 7 คือความเป็นสัตว์ แต่ถ้าดับ 7 ตัวนี้ ไปตามลำดับ อย่างไม่ฟื้นนี่ได้ก็คือ อนาคามี ถ้าทำตามลำดับมาจะไม่เวียนก ลั บ เหมือนเขื่อน อย่าให้มีรอยแยกแม้นิดนะ เขื่อนแตกได้ เหมือนอนาคามี
พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้กรรมนิยาม ที่จะสั่งสมสิ่งดีเป็นปุพพวิเทหะได้ อะไรสั่งสมเป็นของตนจะอยู่ไปตลอดกาลนาน จนกว่าจะสลายตัวตน สลายน้ำ จาก H20 ถ้าสลายน้ำแล้ว น้ำก็หายไป เหมือนอัตภาพเรา หากสลายได้ก็หมดความเป็นสัตว์ทำได้เลย ถ้าจะเหลือเชื้อก็คือฆ่าสัตว์ที่ชั่วออกไปหมด มีแต่สัตว์ที่ดี มีแต่ สิ่งดี สิ่งจริง สิ่งที่ชอบด้วยเหตุด้วยผล สิ่งที่ถูกต้องเป็นภาวะที่ต้องปฏิบัติตาม
ส มณะ ฟ้าไทว่า...วันนี้ได้เรียนรู้ทั้งโลกกว้าง โลกลึก ไปถึงจักรวาล ไปจนถึงเป็นพระพุทธเจ้าได้เลย วันนี้ไม่ไอด้วย...