180516-A สัลเลขสูตร ตอน1-พ่อท่าน-แดนอโศก.txt
เนื้อหาในไฟล์
ต่อจากนี้ไปเป็นการอบรมทำวัตรเช้าเรื่องสัลเลขสูตรโดยพ่อท่านโพธิรักษ์ได้แสดงไว้เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมพุทธศักราช 2518 ณธรรมสถานแดนอโศกเพชรชุดสรรเสริญพระสูตรนี้พ่อท่านได้บรรยายลักษณะของจิตในจิตซึ่งลึกซึ้งพิสดารเป็นธรรมะชั้นสูงมากทางเราจึงได้จัดทำขึ้นอย่างไรก็ตามเนื่องจากเทปชุดนี้ได้บันทึกเสียงไว้นานแล้วระบบเสียงจึงไม่ค่อยชัดเจนแต่ทางคณะผู้จัดทำประสงค์จะให้ท่านได้ฟังการบรรยายธรรมะในอดีตแนวนี้จากพ่อ บ้านต้องพยายามรู้ถึงตัววิตกและวิจารที่จริงอย่างที่ว่านี้ให้ชัดรู้ตัววิตกวิจารหรือรู้สิ่งที่เราจะเพิ่มภูมิของเราต้องเข้าใจเป็นทัศนาให้จริงก่อนแล้วเรามีสังวรามีปฏิสังข์เป็นที่วาสนาหรือมีการอดทนอดฝืนทำขึ้นไปจนมันรู้มันเข้าใจเองว่ามันถึงรอบเป็นปฏิวัติชนาถึงรอบถึงรอบของเราได้จริงอดทนฝืนพยายามเคร่งทำให้ยามได้สั่งสมหรือว่าเสพคุณหรือว่า มีวิชารักอันดีของเราอยู่เสมออยู่แล้วเราก็จนกระทั่งถึงรอบเราจะรู้เองว่าโอ้บ่าวแล้วสบายแล้วง่ายแล้วไม่ลำบากเป็นไปโดยไม่ยากเป็นไปโดยไม่ลำบากแล้วแต่ก่อนนี้โอ้โหยากจังเลยจะให้เป็นอย่างนี้ได้ลำบากจังเลยกว่าจะได้ทำอย่างนี้ได้กายกรรมจะเป็นอย่างนี้ไว้กี่คำจะเป็นอย่างนี้กว่าจะเป็นอย่างนี้ได้ยากจังเลยมันจะรู้เป็นปฏิวัติชาวนาอ้อมาถึงรอบของมันออกนี่ก็ทำได้มากเสพคุณมากๆยกฐานะของความเคยให้มากๆจนกระทั่งเป็นอธิษฐานได้จนป่านนี้แล้วก็ตอนนี้สบายแล้วเราเองจะรู้ตัวเราเองเราเองจะเป็นผู้รู้เป็นผู้บอกแก่ตัวเราเองได้ว่ามันถึงอ้อนี่มันมากพอเข้ารอบจนกระทั่งเรา เสือคล่องตัวละเป็นปริวรรตนานแล้วเป็นสิ่งที่เป็นไปได้โดยไม่ยากโดยได้เป็นไปได้โดยไม่ลำบากละเราจะรู้ตัวเราเองเป็นปัจจัตตังไม่ใช่คนอื่นแม้การที่จะอยู่ด้วยกายกรรมอย่างไรวจีกรรมอย่างไรเราจะไปอยู่ด้วยการสัมผัสทางการสัมผัสทางหูตาจมูกลิ้นกายแ
อ่านต่อ
ล้วก็สัมผัสสิ่งที่เราละเว้นมาได้ตอนนี้ไม่ละเว้นมันแล้วขาดไปแล้วสบายหรือว่าจะมากระทบสัมผัสสิ่งที่เรามันเป็นไปไม่ได้ตอนนี้เราก็มาหัดกระทบสัมผัสสิ่งเหล่านี้มันต้องขอโทษสัมผัสได้โดยที่เรียกว่าเออง่ายโดยไม่ยากโดยไม่ลำบากแต่ก่อนนี้ยากเพราะว่าต้องฝืนต้องทนไปคลุกคลีโดยที่ไม่ให้มีจิตไปรักไปชอบหรือไปมีกามารมณ์ มันไม่มีความใคร่ความอยากความกำหนัดความเพ่งเล็งหรือมีความมุ่งมาดปรารถนาอันสูงเกินไปหรือไม่รู้เลยถ้ามุ่งมาดปรารถนาสูงเกินไปก็เรียกว่าจัดหรือว่าทำไปโดยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เลยก็เรียกว่าทำไปโดยไม่รู้หรือโง่เง่าก็ไม่ได้รู้อย่างมากและมีความปรารถนาจัดด้วยก็เรียกว่าเพ่งเล็งใช้ไม่ได้เป็นอาทิตย์อภิชาวิศวะโลภะทำจนทึบๆไม่รู้ว่านี่คืออะไรเหมือนกับตัวเครื่องจักรเครื่องกลหรือเหมือนวัวเหมือนควายไม่รู้เหตุรู้ผลว่าทำอะไรก็เกินไปไม่เอาแต่ว่าเราทำอะไรเราต้องมีความเข้าใจรู้ให้ได้จริงชัดแจ้งอย่างนั้นเราจึงจะเรียกว่าเป็นผู้รู้เองเห็นเองเข้าใจเอง เป็นผู้ที่มีปัจจัตตังถ้าผู้ใดยังไม่มีสิ่งนี้ยังไม่ได้ว่าปัจจัตตังยังไม่เรียกว่าปัจจัตตังถ้ายังฝึกฝนอยู่เป็นคำสอนของอาจารย์ของครูผู้ปกครองให้ทำโดยเราก็ไม่รู้ว่าเราได้อะไรมีอะไรแค่ไหนแล้วเราก็ทำอยู่อันนั้นเรียกว่ารับกรรมฐานหรือเรียกว่าทำงานทำตามอานาตามคำสั่งของอาจารย์ที่เราไว้ใจและศรัทธาเลื่อมใสว่าท่านปรารถนาดีท่านมุ่งหมายให้ดีแล้วเราทำตามยังไม่รู้เหตุผลก่อนอันนั้นก็พอไปแต่ว่ายังไม่ได้ว่าปัจจัตตังยังไม่รู้ว่ายังไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ถึงผลว่ารู้เองเห็นเองสว่างเองแจ้งเองรู้เหตุรู้ผลแท้ในตัวยังไม่เรียกว่าเก็บตังค์ยังเรียกทำไปฝึกฝนไปก่อนผู้ได้ทำ ปริวาสเชียงรายจะรู้เองเห็นผลว่าโอ้นี่มันเบาลงง่ายลงแล้วแล้วก็รู้เหตุผลขึ้นและรู้ได้ด้วยว่าเมื่อรู้ปฏิวัติชนาแล้วจะรู้วินโมทนาอวิโรธวิโนนาหมายคำว่าอ้อรู้มันความบรรเทาลงง่ายได้แล้วลำบากน้อยลงแล้วบรรเทาแล้วลดแล้วทุกข์ก็ลดลงแล้วทรมานลดลงแล้วความยากเป็นไปโดยยากลดลงแล้วจริงมันเกี่ยวข้องกันหมดเลยพอปฏิวัติชนาแล้วรู้รอบมันเข้ารอบเต็มรอบไอ้ที่เราแต่ก่อนนี้มันยังไม่ถึงรอบมันถึงฟื้นฟื้นฟื้นตึงๆอยู่จนกระทั่งถึงรอบนี้ถึงรอบนี้แล้วสบายเข้าไปแล้วบอลโลกพอเห็นรอบสบายว่าเราก็รู้ เบาเราก็รู้ความบรรเทาแล้วก็รู้ความลดหย่อนลงได้แล้วน้อยลงแล้วแต่ก่อนนี้ฝืนจัดขนาดนี้กว่าจะได้ทนขนาดนี้กว่าจะได้เดี๋ยวนี้ความทนลดลงแล้วความฝืนลดลงแล้วบรรเทาลงแล้วง่ายลงแล้วสบายขึ้นแล้วมันก็จะถึงรอบแล้วมันก็จะสบายขึ้นเรื่อยๆเบาลงเรื่อยๆยิ่งทำยิ่งมีปฏิเสธว่านายยิ่งมีการเสพคุณยิ่งมีการกระทำอย่างนี้สั่งสมกับไปอีกอันที่วาสนาก็สูงขึ้นการฝืนทนก็ลดลงลดลงลดลงและวิโนนาการบรรเทาก็สูงขึ้นสูงขึ้นเป็นภาวนาเป็นการเป็นได้มีแต่ภาพภาวนาหมายความว่ามีแต่ภาพ หมดฝืนอดทนจิตมีแต่ธาตุรู้เป็นความรู้ภะวะหรือเพราะพระนี่แปลว่าภาพอ่านว่าภาพภาวนานาตัวนี้แสดงความเป็นเจ้าของตนนี้ความเป็นเจ้าของสภาพนี้ความเป็นเจ้าของรูปนี้ความเป็นเจ้าของอาการนี้ความเป็นเจ้าของกายกรรมนี้ความเป็นเจ้าของวจีกรรมนี้มีสักแต่ว่ากายกรรมมีสักแต่ว่าวจีกรรมไม่เหนื่อยไม่เบื่อไม่ดังลำบากไม่รั้งเดือดร้อนไม่ชอบไม่ชังเป็นสภาพนั้นที่สามารถปั้นออกมาได้เฉยๆเฉยๆไม่ใช่เฉยๆอย่างเดียวนะไม่ใช่เฉยอย่างทึ่มด้วย จิตมันวางเฉยแต่มีปัญญารอบถ้วนเป็นปฏิภาณอยู่ด้วยในสิ่งที่ก่อกรรมนั้นกายก็ตามวจีก็ตามจิตมีการรู้รอบเข้าไปด้วยประกอบทุกทีไปไม่หลงเพราะลุงไปนานๆมันจะมากไปแล้วนะก็รู้ตัวว่าอะไรมากไปแล้วดูหมู่คนดูเหตุการณ์ดูสถานที่ดูกาละอยู่ประกอบพิจารณาร่วมอยู่เสมอออกมาไปแล้วน้อยไปเติมขึ้นอีกหน่อยอันนี้น้อยไปเมื่อกี้นี้ขนาดนี้ยังใช้ได้ตอนนี้ชักไม่ได้แล้วคนฟังชอบฟังไม่ค่อยไหวแล้วฟังไปถ้าเผื่อว่าพูดน้อยๆอีกหลับกันไปหมดแล้วปรับปรุงแรงขึ้นหน่อยตีขึ้นอีกหน่อยหรือว่าให้มันมีรถอะไรที่ยั่วเย้าหรือว่า เติมน้ำตาลอีกนิดนึงจึงจะเป็นช่างฝีมือปรุงที่ดีในการทำงานถ้าปรุงถึงขนาดนี้แล้วเธอนั่นแหละปรุงเกินกว่านี้ไม่ไหวถ้าคือจะปรุงใส่น้ำตาลใส่พริกใส่ทาสีทาสรรค์เกินกว่านี้เกินไปมันมันไม่เท่ากับโลกเขาแล้วนี่ไม่ไหวแล้วขนาดนี้ก็รู้ว่าเออปรุงได้สูงสุดขนาดนี้เกินกว่านี้เป็นโรคเกินกว่านี้ไม่เหมาะสมด้วยกาลเทศะทั้งหมู่คนที่เขาเพ่งโทษที่อะไรต่ออะไรต่างๆที่จะต้องเอาสัตบุรุษเก็บมาประกอบรู้แล้วว่าเออไม่ควรแล้วเราก็รู้ขอบเขตว่าความไม่ควรเกินนั้นไม่ควรกลุ่มได้ขนาดนี้ก็เอาแค่นี้เหมาะสมทั้งบุคคลทั้งสถานที่ทั้งกาละทั้งตัวหมู่ชนทั้งหมดที่คำนวณแล้วต้องมีประมาณอย่างนี้ แล้วเราก็ทำให้พอดีพอลงพอเหมาะลงตัวผู้ได้ทำถึงขั้นภาวนาก็เป็นผู้ที่เป็นพากเพียรและพากเพียรให้ส่งตนไปให้สูงสุดอยู่ได้มีการสังวรได้มีการกระทำไม่มีการสั่งสมล้างอาสวะอนุสัยอยู่ตลอดเวลาไอ้นี่ที่เรียกว่าเป็นบทประพฤติเป็นสิ่งที่เรียกว่าสารเลวของแท้ให้มีทัศนามีสังวรามีปฏิเสธว่านามีอธิษฐานปฏิวัติและภาวนาภาวนาก็เป็นอันบริบูรณ์ อันเกิดแล้วเป็นอันบรรลุแล้วเป็นอันถึงผลแล้วเรียกว่าภาวนาอย่าไปเข้าใจผิดอย่างที่เขาเริ่มต้นกันเพราะเริ่มต้นก่อนว่าต้นภาวนาเลยถึงภาวนาเลยไม่ใช่เริ่มต้นมันจะต้องเป็นไปแค่ปฏิรูปปฏิเสวามิเริ่มสังวาลสังวรและก็ปฏิเสธเวลาให้มันเสร็จแล้วมันก็มีอธิบายลักษณะเพิ่มขึ้นไปตามที่อธิบายนี้ถึงรอบมันก็เรียกว่าชนาเป็นไปโดยขีดลุกขีดของมันแล้วว่าเออสูงสุดทนสุดได้แค่นี้แล้วตอนนี้กำลังสบายขึ้นแล้วได้รับผลที่จิตแล้วจิตสบายขึ้นและก็ของที่เราพยายามจะให้เป็นไปอย่างนี้มันเป็นไปได้อยู่แล้วมันเป็นไปได้แล้วล่ะและจิตของเราก็สบายขึ้นแล้วเลยว่าถึงรอบเรารู้บริเวณรอบของมันเพราะฉะนั้นความ เขาก็เริ่มขึ้นจึงมีวิโนนารู้จักความบรรเทาลงไปแล้วไอ้ที่มันลำบากไอ้ที่มันยากไอ้ที่มันฝืนไอ้ที่มันทนได้ที่มันเป็นไปโดยเราจะต้องตั้งใจอย่างเต็มที่ตรึงเต็มที่หรือว่าเคร่งเต็มที่อะไรพวกนี้มันรู้หรือว่าลดลงแล้วจึงเรียกว่าวิโรจน์ธนาบรรเทาและความบรรเทามันก็จะบรรเทามากขึ้นจนกระทั่งสบายเรียกว่าภาวนาเราสบายได้เท่าใดที่เราพอทนได้แล้วก็เท่านั้นแล้วก็ว่าจะเอาสบายจนกระทั่งสบายพอได้แล้วก็เพิ่มขึ้นเพราะภาวนากับวินัยอนุโมทนาสาธุถ้าใครทำให้โมทนาได้แล้วถ้าภาวนาเลยรู้ว่าอ๋อมันเผาได้แล้วเพิ่มใหม่เป็นภาวนา ลบออกใช้วิจารณญาณเป็นตัวภาวนาคือพอมันรู้ว่าบรรเทาได้แล้วเพิ่มใหม่ทัศนะใหม่สังวรณ์ใหม่ปฏิเสธว่าใหม่เสพคุณให้บันทึกขึ้นมาใหม่แล้วก็หาเรื่องที่จะทนใหม่ต่อผู้นั้นก็มีแต่ความปะติดปะต่อในการสร้างในการสร้างสรรค์ตนเองจนลงตนเองในการกระทำอยู่นะเพราะงั้นผู้ใดรู้วิตกวิจารณ์ออกป่านนี้แล้วทำได้จริงผู้นั้นเมื่อผู้ใดรู้ผู้ใดเห็นผู้ใดรู้อยู่เห็นอยู่เข้าใจอยู่เพราะกระทำได้สมผลเกิดภาวนามัยเกิดผลที่รู้ได้แล้วบรรเทาลงก็ได้แล้วดีแล้วนอนสบายขึ้นแล้ว เข้าใจแล้วหนอผู้นั้นจะมีปิติผู้นั้นจะมีความยินดีผู้นั้นจะมีความเข้าใจผู้นั้นจะมีความยินดีพอจะมีความยินดีขึ้นมาเออเราได้แล้วเราเป็นไปได้แล้วเราง่ายขึ้นแล้วเราเบาขึ้นแล้วเราสบายขึ้นแล้วแล้วประสบผลของเราขึ้นมาจริงแล้วมันจะยินดีจริงๆถ้าใครไม่เคยเลยประสบผลอย่างนี้ขึ้นมาจริงๆแล้วก็จะมีความยินดีแรงเรียกว่าปิติกล้าปิติแรงแล้วก็เราให้รู้เท่าทันถึงแม้จิตที่เกิดใหม่คืนนี้เรียกว่าปิติก็ให้รู้วิจาระพฤติกรรมของจิตอันนี้ด้วยนะวันที่เกิดปิติแล้วท่านเรียกปิติท่านเรียกตัวจิตอย่างนี้ว่าปิติเต็มตัวของมันเต็มอาการของมันเต็มลักษณะ วันนี้เรียกว่าปิตินะตัวลักษณะของมันทั้งอาการนี้เรียกว่าตัวปิติโตวิดตรรกะแล้วมันยังมีบทบาทอยู่อย่างนี้อยู่หรือยังมิติปิติปิติอยู่อย่างนี้รู้จะรู้นะว่าเป็นวิจารณญาณบรรเทาลงทำให้มันลดลงไปด้วยปิติมีอาการกินพลังงานมีอาการที่เรียกว่าเรายังเกาะอยู่กับจิตตัวนั้นจิตปิติมันก็อร่อยตามภูมิของคนคนก็ชอบใจมีปิติมีกินดีมีอะไรมันก็อร่อยคนเราได้ได้กินปิติอร่อยเอาปิตินี้มาใช้งานไม่รู้เน็ตไม่รู้เหนื่อยด้วยเพราะเราก็รู้ว่าจริงว่า เราก็จะมีจิตตัวนี้แหละสูงขึ้นสูงขึ้นแล้วเราก็จะเพ่งมากขึ้นด้วยปิติยิ่งมากยิ่งทำมากจนกระทำทำเลยเถิดไปก็ได้มันจะทำเลยเถิดไปก็ได้หรือตัวเองก็จะตายไวง่ายจะตายไวได้โดยง่ายเพราะไปตีมากๆแล้วก็ทำๆๆเกินจนกระทั่งไม่มีขอบเขตสุดที่ของเหตุปัจจัยมันก็ตายง่ายหรือเสียหายง่ายเพราะว่าความหลงไปยึดที่พิจิตรจนกระทั่งไม่มีจิตที่จะมาพิจารณาอื่นก็เลยเถิดเกินขอบเขตไปก็เสียหายได้เหมือนกันเพราะถ้าเสียหายก็ได้ทำให้จนตายได้โดยง่ายก็ได้ หารูปที่ติดมากไปก็ไม่ดีแต่ปิตินั้นเป็นจิตดีเป็นจิตเลี้ยงเป็นจิตเลี้ยงที่จะทำอะไรอยู่ชูใจเป็นเหมือนผงชูรสของการปฏิบัติอะไรก็ตามแต่ด้วยการทำงานหรือการสร้างการก่อหรือการทำอะไรอยู่ก็ตามแต่มิตินี้เป็นเชื้อเลี้ยงถ้าผู้ใดมีจิตรู้ในวิจารณญาณของมันในพฤติกรรมของปิติและอาการของปิตินี้แท้รู้ว่าสภาพนี้เราเรียกว่าปิติและเราก็วางก่อนเอาล่ะเข้าใจแล้วเป็นปิติอย่าไปหลงยึดมันผู้นั้นเป็นผู้มีทัศนาแทนวิญญาณทัศนะแท้เพราะงั้นให้เราวางมากจะวางไว้อย่าให้มันมีอาการอยู่อย่าให้มันมี พระที่อยู่รถวิจารณญาณให้มันว่างลงให้มันเป็นสุขสุขถ้าพูดได้รู้สุขขะแล้วก็จบที่จริงอยู่แค่สุขาก็จบสุขถ้าแปลอย่างโล่งๆก็แปลว่าชอบใจยินดีอย่างสมบูรณ์สมจิตรยินดีอย่างสมบูรณ์พอกินหรือเป็นสภาพจิตที่รับสภาพความสนใจที่สมบูรณ์เป็นจิตที่รับสภาพความสนใจที่สมบูรณ์ที่สุดปิติเราก็รู้อยู่แล้วยิ่งเป็นนักธรรมเรารู้อยู่แล้วว่ามันยังรุนแรงมันยังเป็นบทบาทที่ยังเป็นเรื่องที่ยังร้อนอยู่มากกว่าเพราะจะเย็นลงไปอีกก็ไปหา สุขคำนี้ก็เคยแปลให้ฟังแล้วว่าถ้าแปลโดยมาลีลาศเดิมแล้วแปลว่าว่างนั่นแหละดีสุขมาจากคำว่าสุ + ค่ะขาดตัวนี้แปลว่าที่ว่างหรือเปล่าแปลให้ฟังเสมอพูดให้ฟังเสมอมานานหลายปีแล้วแล้วก็พยายามเข้าใจให้ได้เพราะถ้าแปลตามศัพท์เดิมที่เขาสมมติมากล่าวมันก็ถูกเปรี้ยงกว่าสุขานั้นแปลว่าว่างนั่นแหละดีฝันว่าจะไปเสียว่าจะพฤติกรรมนี้เสียจิตนะพฤติกรรมของจิตให้จิตมันอ่อนลงแต่ไม่ได้ว่าลงจากกายกรรมวจีกรรมถ้าเรารู้ว่ากายกรรมของเราทำอย่างนี้จะเป็นกุศลอยู่ก็ทำเพราะจีกรรมอย่างนี้จะเป็นกุศลอยู่ก็ยังกุศลให้ถึงพร้อมไปเรื่อยๆ ด้วยจิตของเราวางว่างจิตของเราให้มันกว้างให้เป็นสุขขะเพราะถ้าใครเข้าใจสุขก็จบสภาพอย่างนี้ที่เราจะทำให้มันหมุนเวียนอยู่อย่างนี้เป็นวิตกวิจารเป็นปิติเป็นสุขดังนี้แหละเราเรียกว่าเอกัคคตาเราเรียกว่าเอกัคคตาเราเรียกว่าความเป็นหนึ่งพร้อมของบทไตรลักษณ์มี 3 มีวิตกวิจารมีปีติและก็มีสุขเป็นไตรลักษณ์หมู่ 1 เป็นความเป็นหนึ่งเป็นเอกภาพอันหนึ่งเป็นเอกลักษณ์ระบบตาตานี่มันหมายความถึงความ แสดงสภาพเท่านั้นเองเอกัคคตาเป็นความหยุดนะหยุดที่มีงานหยุดที่มีวิตกวิจารณ์มีปิติและมีสุขค่ะพิธีเป็นความยินดีเป็นเชื้อเลี้ยงเท่านั้นโดยไม่หลงผิดพยายามฟังให้เป็นขั้นเป็นระดับให้ดีนะตัวปิติเป็นเชื้อเลี้ยงเรารู้มันแต่เราไม่ติดมันไม่หลงมันแล้วก็ติดหลงเสพถ้าเราไม่มีติดจิตที่จะไปเตือนตัวเองไม่รู้ปิติอันนี้ก็หลงผิดปกติแล้วเราจะเสพติดนานและพี่จิตจะเป็นเชื้อถ้าไม่รู้ตัวยิ่งเลยแล้ว ที่นี่มันจะจูงเราทำจนความเสียหายและถึงตายได้ดังกล่าวแล้วที่ได้อธิบายแล้วเพราะเราจะต้องคนเราจึงมีองค์ชายอยู่อย่างนี้แหละองค์ชายอย่างนี้เราเรียกว่าสันเลขาเราเรียกว่านี่แหละตัวผ่าตัดใหญ่ของมนุษย์เป็นงานผ่าตัดใหญ่สันเลขะเป็นงานขัดเกลาถ้าแปลในภาษาของบาลีของอันนี้เขาตั้งแต่สันเลขาว่าขัดเกลารอบแรกภาษาเดี๋ยวนี้ว่าเป็นการผ่าตัดเป็นการทำให้ดีขึ้นเป็นการขัดเกลาขึ้นเป็นการผ่าสิ่งที่ชั่วล้างสิ่งที่ชั่วลงนี่เรียกว่าสันเรขาคณิตมีบทบาทอย่างนี้เรียกว่าองค์ฌาน 123 วิตกวิจารณ์ปิติสุขเป็นสามเศร้ามีเอกัคคตาเป็นเส้นวงรอบจึงเรียกอันนี้ว่าอันนู้นหรือเอกภาพอันหนึ่งหรือเอกภพอันหนึ่งหรือเรียกองค์จิตอันนี้เป็นจิตองค์หนึ่งจิตองค์ที่มีฉากประกอบไปด้วยวิตกวิจารณ์ปิติสุขแล้วก็มีขีดเส้นล่อว่ามีและทำงานอย่างนี้อยู่เรียกว่าเอกสารเพราะฉะนั้นภาษาอย่างนี้อธิบายกันมาแต่ต้นเพราะตอนข้างหลังมาแปลว่าสุขโดยเอาคำว่าสุขมาใช้ในทางโลกก็สุขแบบลูกโลกโลกียะโลกิยะอารมณ์แล้วก็เอาศพคำนี้ไปใช้นิยามความหมายว่าเป็นโรคยาลม อาจารย์รุ่นหลังจึงสร้างภาษาขึ้นมาใหม่มาอธิบายว่าไอ้สุขตัวนี้ที่จริงมันไม่ใช่สุขหรอกเขาเรียกมันว่าอุเบกขาฟังให้ดีนะเพราะฉะนั้นการอธิบายตอนหลังถึงบอกว่าอย่างนี้แหละบัณฑิตหรือปราบพระพุทธเจ้าท่านก็เคยอธิบายท่านจึงเรียกว่าเมื่อถึงองค์การของวิตกวิจารณ์ปิติเพื่อดับพิติได้แล้วถึงศุกร์ท่านบัณฑิตหรือท่านฝากท่านถึงเรียกว่าผู้มีความเป็นอุเบกขาอยู่จึงเอาอุเบกขามาใส่ตรงๆเพราะสิ่งที่จริงมันแปลว่าหยุดมันแปลว่าว่างแต่คนเอาภาษานี้ไปใช้ผิดแล้วไปให้ความหมายเพี้ยนไปแล้ว อาจารย์รุ่นใหม่จึงเอาภาษามาจากอุเบกขาก็แปลว่าว่างเหมือนกันเหมือนกันนั่นแหละอุบะปกขาดอุแปลว่าเกิดปักแปลว่าตั้งลงเป็นตัวนำเป็นประธานเป็นผู้ประกอบเอกแปลว่า 1 ขาเข้าแปลว่าที่ว่างอุเบกขาอุเบกขาข้าก็แปลว่าที่ว่างกลางเท้าที่ว่าเป็นผู้ที่มีไอ้ความว่างที่เกิดขึ้นมาเป็นประธานเป็นตัวนำเป็นตัวอยู่เป็นตัวหยุดกูไปขายก็ไปว่าว่างแปลว่าวางอีกนั่นแหละเพราะเมื่อศุกร์มันอาจใช้ไม่ได้แล้วภาษานี้มาใช้ไม่ได้แล้วจึงต้องหาภาษาใหม่มาเรียกเข้าไปท่านก็อธิบายแทรกเข้าไปสู่ประกอบไปด้วยอุเบกขาเริ่มมีอุเบกขา กลอนเดียวกันเมื่อมันมีอันนี้แล้วสามเส้านี้แล้วมีสุขหรือมีอุเบกขานี้มันก็ต้องมีเอกสารก็มีอุเบกขาดีที่สุดเท่านั้นจิตผู้ใดทำงานอยู่ในองค์ฌานอย่างนี้จิตผู้นั้นมีสันเลขะสันเลขเขมามีฉันเลยขาหรือสันเลขที่มีการขัดเกลาอยู่ตนเองอยู่เสมออาการของการขัดเกลาอย่างนี้มีทั้งวิตกวิจารณ์มีทั้งพิธีมีทั้งสุขคือจะเรียกว่าอุเบกขาเป็นเอกัคคตาอยู่อย่างนี้ก็ตามอันนี้เรียกว่าเครื่องขัดเกลาของพระอริยะมี ภาพจริงมีบทของงานนี้อยู่ในตัวจริงๆเสมอนี่เรียกว่าชาญประวัติไม่ใช่ไม่ใช่เรียกว่าฉันเรียกว่าองค์ประกอบของฌานยังไม่ใช่ผลสำเร็จความนัยยะหรือฟังแง่ของภาษาที่อธิบายให้ชัดวันนี้จะแยกออกจากองค์ชายนี่ก็ต่างกันนี่องค์ของชาติคือประกอบไปด้วยมีอะไรต่างๆแต่ยังไม่ใช่ผลสำเร็จของฉันคำว่าชาญแท้ๆนี่หมายความว่าเป็นอย่างนั้นแล้วเองชานะแปลว่าเผานี่เรียกว่าชาอย่างนี้เรียกว่าชากำลังเผาอยู่เพื่อองค์ของพี่ตกวิจารณ์ปิติสุขให้เป็นเอกสาร มีบทของงานช้านี่มีบทของงานเป็นตัวแสบมีผลสำเร็จเป็นภาวนาผู้ใดถึงฌานผู้ใดเป็นฌานตัดตรงทางออกซ้ายเข้าพระองค์ชายนี่เป็นบทของตัวงานตัวช้านี่เป็นบทของงานตัวชาญเนี่ยเป็นตัวรู้เป็นตัวเป็นของมันแล้วบรรลุแล้วถึงที่สุดแล้วว่างแล้วถ้าเป็นเครื่องหมายคำว่าเป็นอุเบกขาแล้วเฉยได้วางได้ไม่มีทุกข์ไม่มีร้อนเรียกว่าฌานเขาเรียกว่าช้างเป็นองค์สุขชายเป็นองค์สุขไม่มีปิติไม่มีวิตกวิจารณ์งานเลยขอบเขตของตกมา หาเอกสารถ้าแบ่งเป็นแต่เพียงตัวบัญญัติตัวภาษามันแบ่งกันคนละครึ่งถ้าตัววิตกนี่มันยังงานมากปิติก็ยังมีงานแยะอยู่สุขก็อุเบกขานั้นมีงานรอน้อยแล้วน้อยจนกระทั่งเรียกว่าไงที่แปลแล้วถ้าเผื่อว่าเข้าใจโดยสภาพธรรมและสุขมันก็แปลว่าว่างอุเบกขาก็แปลว่าว่างแล้วไอ้พวกนี้มีงานงานที่มันมากกว่าเพราะอย่างนี้จึงเหนื่อยกว่าหนักกว่ามากกว่าแต่อันนี้เบากว่าจึงเรียกว่าสุขกว่าใครเข้าใจสภาพทำอย่างนี้ได้ก็อาศัยทำเหล่านี้อยู่ผู้นั้นเรียกว่ามีชาญแต่อันนี้มีความกว้างความยาวเป็นที่พึ่งเป็นที่อาศัยเป็นพฤติกรรมของตัวเราเราใช้อันนี้ นี่เรียกว่าอธิบายแยกแยะชาญให้ฟังให้ชัดๆเพราะในตัวชาจริงๆนั้นหรือผลของฌานนั้นกับสันเลขะนั้นต่างกันสันเลขาคือองค์ประกอบของชาและมีบทบาททำงานอยู่ตลอดเวลาเรียกว่าองค์ของฌานส่วนฌานผลของฉันนั้นไม่เรียกว่าสันเลขะแต่เรียกว่าทิศทำสุขวิหารคราวนี้พูดไปก่อนเดี๋ยวท่านอธิบายไว้ในนี้แต่ท่านอธิบายไม่มากหรอกเพียงคำตอบคำพูดเฉยๆแต่เนี่ยอธิบายไอ้นั่นแล้วก็เลยอยากจะอธิบายต่อ ลียงภาษาคำว่าทิฏฐธัมสุขวิหารไว้ให้ฟังเพราะชาญจึงเป็นทิศทางสุขวิหารฌานไม่ใช่บทงานไม่ใช่บทสรรเลขาไม่ใช่บทที่กำลังมีพฤติกรรมการขัดเกลาอยู่ไม่ใช่ฌานคือขัดเขาแล้วเสร็จแล้วงามแล้วหวานแล้วอร่อยแล้วดีแล้วว่างแล้วบริบูรณ์แล้วฉันเลขฐานนั้นยังขัดเกลาอยู่ขัดเกลาด้วยอะไรคือเครื่ององค์ประกอบของที่จะเป็นทานนี่แหละเรียกว่าชาแต่เขาไม่เรียกกันนี่เขาไม่แยกซ้ำไม่งั้นยุ่งใหญ่เขาก็เรียกองค์ฌานคือส่วนประกอบของชาญมีการทำงานของฉันยังทำอยู่เรียกว่าสำเร็จค่ะถ้ามีผลรู้ผลเศษ นาคนิวาสมีปล่อยมีสบายเรียกว่าชาติเขาเรียกว่าช้างเป็นแง่ที่ลึกซึ้งเป็นนัยยะลึกซึ้งท่านใช้คำว่าวินัยยักษ์นิยมอันลึกซึ้งจะต้องเข้าใจแทรกซ้อนมันละเอียดแล้วยังแยกให้ออกทั้งแง่เล็กแง่น้อยแล้วต้องรวยออกให้ได้อ๋อมันแตกต่างกันอยู่เนี่ยนึกว่ามันเหมือนกันแล้วนี่มันกลมเท่ากันหมดแล้วปลาไม่กลมเท่ากันหรอกไม่ละเอียดเท่ากันหรอกมันยังมีอะไรนิดนึงเสพติดอยู่นิดนึงนี่ไม่กลมเพราะของคุณยังมีเศษติดนิดนึง หยิบได้ก็แค่นี้ออกต่างกันอยู่ตรงนี้นิดนึงเรียกว่าวินัยยะมันต่างกันอยู่เพราะว่ามีแง่ที่ผิดกันอยู่นิดเดียวนิดเดียวเล็กละเอียดเหลือเกินเข้าใจคำว่าวินัยยะให้ได้ Power วินัยหมายความว่ามีแง่หรือไม่มีนัยยะที่ต่างกันยิ่งมีเหลี่ยมที่จะต้องเข้าใจให้ได้อย่างยิ่งอย่างฉลาดยิ่งจึงจะเป็นพูดถึงวินัยยักษ์เพราะในการที่ผู้ใดจะเป็นเจ้าของวินัยนี้รู้มุมต่างๆเก่งรู้เหลี่ยมครูต่างๆเอาไว้แตกต่างกันอย่างนี้ดีกว่าอันนี้อันนี้สูงกว่านี้อันนี้ต่ำกว่านี้รู้เหลี่ยมครูต่างๆจึงเรียกว่าจองวินัยอย่างพระอุบาลีเป็นผู้ที่มีจิตและละเอียดมากแล้วก็ รู้นัยยะต่างๆได้เก่งถนัดทางนั้นพระอุบาลีถนัดทางด้านรู้เหตุแทรกซ้อนนัยยะต่างๆนานาในความละเอียดถ้าพูดได้มีปัญญาชาญฉลาดก็มีนัยยะอย่างนี้ได้แล้วก็จำได้เก่งจำระเบียบจำภาษาจำหลักต่างๆไว้ได้แล้วก็เอาไว้สำหรับพิพากษาตัดสินหรือว่าแยกแยะให้ใครต่อใครให้ลงเอยให้โรงเรียนโรงเรียนให้ลงตัวลงจนได้ง่ายๆก็จะมีความสงบหยุดได้พวกนั้นก็กลายเป็นผู้พิพากษากลายเป็นเจ้าจอม อาทิตย์นี้ลองอ่านต่ออธิบายสภาวะของชาญสภาวะของที่จะเชื่อมต่อไปที่จะอธิบายต่อไปให้ฟังอธิบายแจกแจงชาให้ฟังโดยที่จริงมันตั้งใจจะสอนทานต่อเขียนแล้วมันไม่มีโอกาสได้ทำเพราะว่าอันนั้นแยกแยะว่าอีกอย่างหนึ่งเป็นขั้นเป็นตอนหยาบกว่านี้แต่นี่พยายามพูดให้เร็วและรัฐนั้นมันละเอียดแล้วมันก็เลยกลายเป็นอย่างนี้ก็เอาเพิ่มไปทุกๆเวลาไม่เป็นไรแล้วค่อยๆเพิ่มเติมให้ให้มันสูงขึ้นพอเราจะได้เอาไปใช้ดูก็ได้หยุดทานก็ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แหละที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้สงัดจากกามสงัดจากอกุศลบรรลุปฐมฌานมีวิตกวิจารณ์มี และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ภิกษุนั้นจะมีความคิดอย่างนี้ว่าเราย่อมอยู่ด้วยทำเครื่องขัดเกลากิเลสทำเครื่องขัดกระดาษคือสารเรขาคณิตทำเครื่องขัดเกลาภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่าคือคนนั้นเขาจะคิดหรือว่าผู้ปฏิบัติคนนั้นเขาจะคิดว่าเรามีฌานเรามีปฐมฌานเนี่ยเรามีวิตกวิจารณ์อยู่เราก็รู้วิตกวิจารณ์ว่าเป็นอย่างนั้นเรามีปิติแล้วก็รู้ว่าปิติเป็นอย่างนั้นมีสุขเราก็รู้ว่าสุขอ๋อนี่เรามีองค์ชายอยู่ครบเลยองค์ชายทำงานอยู่มีวิตกวิจารณ์มีปิติมีสุขอยู่และภิกษุคนนี้จะคิดว่าอ๋อเราย่อมมีทำเครื่องขัดเกลากิเลสดูกะลาจนพระ แต่ธรรมคือปฐมฌานนี้เราไม่กล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องขัดเกลาในวินัยของพระอริยะธรรมที่เรียกว่าฌานมีบรรลุปฐมฌานก็ตามพระพุทธเจ้าท่านไม่เรียกว่าเครื่องขัดเกลาเราไม่กล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องขัดเกลาในวินัยของพระอริยะเรากล่าวว่าถ้าใช้ภาษานะฉันใช้ภาษาที่เรากล่าวว่าในการใช้ภาษาชั้นแยกสมมติออกมากับสภาพธรรมมันคนละอย่างเพราะถ้าไม่กล่าวว่าถ้าได้ใช้แม้องค์ชายนี้ท่านไม่เรียกว่าทำเครื่องขัดเกลาท่านเรียกว่าเป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขมีทิฏฐธรรมสุขาและในอัตภาพนี้มีอัตราและอัตภาพนี้ในตัวตนอัน ในเรานี้ในกิจอันนี้เราได้อันนี้แล้วมีองค์ชายอันนี้แล้วเราเรียกกันที่มันได้เป็นอัตตาอันนี้เราเรียกว่าเป็นธรรมเครื่องอยู่สุขใต้สุขแล้วเริ่มมีชานก็เริ่มมีสุขแล้วนายของพระอริยะเราไม่กล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องขัดเกลาในวินัยของพระอริยะเรากล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในอัตภาพนี้ในวินัยของพระอริยะถ้ามีเติมคำว่าในวินัยของพระอริยะด้วยนี่แปลภาษาออกมาว่าในวินัยของพระอริยะซึ่งภาษาบาลีว่าอริยสัจวิญญาณพุทธจันทร์ก็แปลความเร็วในนั้นบอกว่าไอ้จันทร์ ท่านกล่าวว่าเอเซียอริยสัจ 4 เป็นวินัยของพระอริยะเป็นนัยที่ลึกซึ้งละเอียดของพระอริยะเท่านั้นท่านกล่าวนะท่านกล่าวกับคนที่เป็นพระอริยะเองรู้นั้นไม่เหมือนกันท่านกล่าวนี้เป็นสมมุติแต่ที่พระอริยะเองรู้สิ่งนั้นมีสิ่งนั้นๆเป็นปรมัตถ์เป็นปรมัตถ์เพราะฉะนั้นเรากล่าวว่ามีการขัดเกลาอยู่เมื่อกี้นี้ผมกล่าวผมบอกว่าองค์ชายนี้เป็นตัวขัดเกลาแต่พูดที่รู้นั้น ผู้ที่มีสิ่งนี้อยู่ในจิตนั้นมีองค์ฌานนี้อยู่ในจิตนั้นผู้นั้นรู้เองว่าเราควรจะพอองค์ชายที่ควรระงับถึงอุเบกขาหรือไม่หรือองค์ชานี่ควรจะมีวิตกวิจารหรือไม่แต่ผู้นี้มีสุขสุขแล้วไม่เดือดร้อนแล้วมีทิศทางสุขขาแล้วมีองค์ชานี่เป็นเครื่องอยู่หรือมีชานี้เป็นเครื่องอยู่มีการเจริญอยู่ในตัวอยู่แล้วเพราะวิตกก็จริงวิจารณ์ก็จริงปิติก็จริงสุขก็จริงเพราะผู้นี้เป็นอริยะเป็นผู้รู้เป็นผู้ฉลาดเป็นอริยสัจเป็นผู้รู้ในอัสสะของอริยะทั้งหลายคือความฉลาดที่รู้สภาพธรรมทั้งหลาย วิตกก็รู้ตัววิตกวิจารก็รู้วิจารณ์ปิติก็รู้ปิติสุขก็รู้สุขเป็นแต่ว่าเครื่องมันทำงานอยู่อย่างนี้มันมีการขัดเกลาของมันรู้ว่ามันขัดเกลาของมันอยู่ขัดเกลาให้ใครขัดเกลาให้เราเมื่อเรามีความขัดเกลาเราก็ผิดๆเมื่อเรามีสิ่งที่ได้ของเราเราก็ยินดีเมื่อเราเองเรารู้ว่ายินดีไปในทางไหนยินดีไปในทางที่เราปิติเพราะว่าเราล้างกิเลสละกิเลสละความที่ไม่ดีออกแต่ตั้งลงอย่างลงแต่ความดีอย่างลงแต่กุศลมีแต่ความเก่งความกล้าความสูงสะสมในตนผู้นั้นจะมีสุขไหมมีสุขที่เป็นสุขอย่างแท้ด้วยไม่ใช่สุขอย่างโลกีย์อย่าลดแต่เป็นสุขอย่างมีมดที่รถเพราะว่าละหลุดออกจากกิเลสอะไรก็ได้เป็นรถที่ดีเป็นสิ่งที่ดีสั่งสมขึ้น ขอโทษที่ทำศุกร์เขาวิหารจึงไม่ได้หมายความว่าสุขอย่างภาษาโลกเป็นปัจจุบันนั้นเที่ยวที่สถานหมายความว่าธรรมะที่เกิดเดี๋ยวนั้นเข้าใจอยู่รู้อยู่ด้วยวิชานาโตปัดสะโตมีความรู้ความเห็นมีทัศนะอย่างชัดเลยเห็นอยู่ด้วยอย่างชัดเจนทิฏฐธัมสุขกับวิหารวิหารแปลว่าอยู่เครื่องหยั่งลงเครื่องอยู่มีเครื่องอันนั้นมีอันนั้นแหละมันอยู่มีอันนั้นน่ะเป็นอยู่เป็นไปอยู่ในตัวอยู่จริงๆเป็นอยู่จริงๆบทการกระทำนั้นจึงเป็นทิฏฐธัมสุขพรหมวิหารเพราะพรุ่งนี้รู้อยู่แล้วว่าใครจะมาบอกว่าคุณก็ยังไม่จบอ่ะสิคุณก็จะทำงานก็ทำงานเป็นอะไรล่ะก็จบแล้วเราไม่ได้ดีดดิ้นอะไรแล้วไอ้เรื่องโลกเราก็รู้อยู่แล้ว ตัดได้แล้วขณะนี้เราไม่ได้อยู่ในโลกขณะนี้เราไม่ได้เป็นโรคคันไหนแล้วมีองค์ชายขณะนี้เรามีสุขที่ยังเดินทางไปสู่จุดที่สูงสุดและปรับอันนั้นได้อยู่รู้วิตกวิจารณ์มีปฏิเสธเวลามีอธิษฐานถ้าถึงขั้นปฏิวัติชำนาญนั้นจนก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive