การตั้งสัมมาทิฏฐิ ให้ตัวเองก่อนจะต้องปฏิบัติอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข10 ตุลาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

การตั้งสัมมาทิฏฐิ ให้ตัวเองก่อนจะต้องปฏิบัติอย่างไร _การตั้ง สัมมาทิฏฐิ ให้ตัวเองก่อนจะต้องปฏิบัติอย่างไรคะ พ่อครูว่า... สุดยอดเลย ภาษาที่คุณพูดมานี้ การตั้งสัมมาทิฏฐิให้ตนเองก่อน จะต้องปฏิบัติอย่างไร ปฎิบัติที่จะตั้งสัมมาทิฏฐินี่ เป็นเรื่องใหญ่มากไม่ใช่เรื่องเล็ก สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นความเข้าใจ หรือ ความรู้นี่แหละ ความรู้เบื้องต้นความเห็นหรือความรู้ความเข้าใจเบื้องต้น ขอกำกับไว้เบื้องต้น สัมมาทิฏฐิ ก็หมายความว่า ความเห็น ความรู้ ความเข้าใจ เบื้องต้น มันจะตั้งลง มันจะเกิดขึ้นที่จิต ก่อนอื่น มันจะเกิดอย่างไร ทำอย่างไรจะเกิดตั้งขึ้นมา จะเกิดได้ คุณต้องเริ่มด้วย ปัญญา 8 ข้อ 1 คุณจะต้องไปฟังจากพระพุทธเจ้า จากพระโอษฐ์เลย คุณจะเกิดสัมมาทิฏฐิ เป็นตัวที่ถูกต้อง สัมมาทิฏฐิ คือถูกต้อง ถูกต้องตามพระพุทธเจ้าตรัส ตามสัมมาสัมพุทโธเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าเองเท่านั้น ซึ่งท่านเป็นธรรมะสามี เป็นเจ้าของธรรมะนี้ ท่านเป็นผู้ค้นพบ ตรัสรู้อันนี้เอามาประกาศ เริ่มต้นถูกต้องจะต้องได้จากต้นตอ แล้วทำยังไงพุทธเจ้ายังไม่เกิด ถ้าไม่ได้ฟังจากพระโอษฐ์ จากต้นตอของพระพุทธเจ้า เพราะเราเกิดมาพระพุทธเจ้าก็ไม่มีแล้ว แล้วพระพุทธเจ้าจะเกิดอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ก็ต้องได้ฟังจากสัตบุรุษ สัตบุรุษคือ บุรุษ 7 สัตตะ แปลว่า 7 เช่น อาตมา เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 อาตมานี่แหละ สัตบุรุษ นี่พูดไม่ได้โมเมนะ ทุกอย่างลงตัว สภาวธรรมกับบัญญัติ พยัญชนะ ตรงกันหมด เป็นผู้ที่เที่ยงแท้แล้วในการตรัสรู้ เป็นนิยตโพธิสัตว์ เอามาพูดจากสิ่งที่ตัวเองมีตัวเองเป็น ไม่ได้ลอกเลียนใครมาพูด แล้วทำไมรู้ทำไมเป็นได้ ก็บอร์นทูบี เกิดในตัวอาตมาเองก็ต้องเอาออกมาได้ มันมีอยู่ในตัวเอง มันมีมาแล้วไม่ต้องเอาของใคร ของเราเอง เป

อ่านต่อ

็นเองขนาดหนึ่งแล้ว ขั้น สยังอภิญญา แล้วเป็นอภิภู เป็นผู้เป็นเองมีเอง อาตมามีเองแต่ชาติก่อน ชาตินี้จึงไม่ต้องมีครูบาอาจารย์ ไม่ต้องมีคนบอกคนสอน เอาของตัวเองเลย แล้วของตัวเองออกมาพูดซึ่งไม่ตรงกับของคนอื่นที่เป็นผู้รู้ที่ท่านมีอยู่แล้วด้วย ค้านแย้งกันไป เรียกได้ว่าอาตมามาพูดค้านแย้งกับเขาทั้งกระบวน ในวงการศาสนาพุทธ เพราะมันผิดไปทั้งหมด นี้ก็คือความจริง การชี้บ่งความจริงที่แท้จริงว่า ถ้าอาตมาถูก พวกคุณผิดทั้งหมด ถ้าอาตมาผิด พวกคุณน่ะถูกทั้งหมด ถ้าถูกทั้งหมดศาสนาจะเสื่อมจะเป็นอย่างนี้ไหม ศาสนาพุทธจะเป็นอย่างที่เป็นไหม มันไม่เป็นหรอก มันจะเป็นอย่างที่อาตมาเอามาทำ อาตมาคนเดียวทำงานมา 50 กว่าปีเอง ก็มีประชาชน มีพลเมืองชาวพุทธ มาเรียนรู้มาปฏิบัติตน มาลด ละแล้วก็ลด ละได้จริงๆ คุณมาพิสูจน์ มาตรวจสอบ มาทำสถิติได้เลยนะว่า คนที่มาปฏิบัติเรียนรู้ตามชาวอโศก ตามที่อาตมานำมาประกาศ อย่างที่ว่านี้ ทุกวันนี้เขาเปลี่ยนแปลงอย่างไร มาเป็นคนอย่างไร ก็ตรงตามที่พูด ไม่ได้พูดเหลาะแหละ ก็เป็นคนที่ ลด ละหน่ายคลายทั้งนั้น ไม่ใช่เป็นผู้ที่เพิ่มขึ้น โลภมากขึ้น หอบหวงมากขึ้น ทั้ง ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่เลย แต่ลดลงมาทั้งนั้น มาศึกษาดีๆมันไม่ยากเท่าไหร่หรอก มาเห็นความจริงให้ได้ อย่าไปทำให้จิตใจของตัวเองงมงาย เบลอๆ มันไม่ได้ยากอะไร อาตมาว่าไม่เกินกว่าจะศึกษา จะรู้ได้ มันเป็นเรื่องควรด้วย ควรจะมาศึกษาด้วย อาตมาเอาความจริงของพระพุทธเจ้าประกาศได้ 50 กว่าปี จนเกิดมนุษย์ กับคนที่เป็นจริง เพราะเกิดสัมมาทิฏฐิ ขยายความโดยละเอียดเข้าหลักวิชาการ จะทำให้ตัวเองอย่างไรจะต้องปฏิบัติอย่างไร ตามที่เมื่อกี้ก็บอกไปแล้ว ต้องเริ่มต้นด้วยปัญญา 8 ฟังจากพระพุทธเจ้า หรือฟังจากสัตบุรุษ หรือฟังจากผู้ที่อยู่ในฐานะครู อยู่ในฐานะผู้สอน ที่สัมมาทิฏฐิแล้ว คุณต้องค้นหาคนนั้น ในยุคนี้ต้องมีคนที่สัมมาทิฏฐิซักคน คุณต้องพึ่งตัวเอง ไม่มีใครช่วยได้ จะรู้ได้อย่างไรว่า สัมมาทิฏฐิ ต้องพึ่งตัวเองไม่มีใครช่วยได้หรอกอันนี้ ก็ต้องรู้นะว่า ใครนะที่คุณจะชัดเจนว่า คนนี้สัมมาทิฏฐิ อาตมาก็บอกว่าตัวเองสัมมาทิฏฐิ มหาบัวก็ต้องบอกว่าตัวเองสัมมาทิฏฐิ ธัมมชโยก็บอกว่า ธัมมชโยสัมมาทิฏฐิ สมเด็จพุทธโฆษาจารย์ มหาประยุทธ์ ปยุตโตท่านก็บอกว่าท่านสัมมาทิฏฐิ แต่ละคนแต่ละคน คุณก็ต้องตรวจสอบด้วยตัวเอง ว่าใครที่จะสัมมาทิฏฐิจริง นั่นแหละ ต้องใช้ตนเอง เรียกว่า การตั้งสัมมาทิฏฐิให้ตนเองก่อน ก็ต้องพบกับผู้ที่สัมมาทิฏฐิมาแล้ว ผู้ที่คุณต้องการตามหาสัมมาทิฏฐินี่แหละ เมื่อได้ฟังแล้ว ปัญญาข้อที่ 1 ต้องฟัง ข้อที่2 ต้องฟังอีก การฟัง ต้องฟังด้วยความละอายอย่างแรงกล้า ความเกรงกลัวอย่างแรงกล้า ความเคารพอย่างแรงกล้า ความรักอย่างแรงกล้า ติพพัง ทำไมพระพุทธเจ้าต้องใช้อย่างนั้น ทำไมต้องบอกว่าฟังด้วยความละอายอย่างแรงกล้า เพราะ คนเรานี้มิจฉาทิฏฐิ มานานแสนนาน คนที่มิจฉาทิฏฐิ มานานแสนนาน ก็น่าละอายแล้ว 2.เพ่งผิด ไปเข้าใจผู้ที่ท่านสัมมาทิฏฐิ ว่า เป็นผู้ที่ไม่ตรงกับตนเอง ตนเองเชื่อผิด เข้าใจไม่ตรงกับตนเอง แล้วยิ่งอย่างเช่นอาตมา เอามาประกาศอธิบายและสอน เขาก็ยิ่งว่าเลย ขออภัยนะ ขอยกความจริงที่เป็นจริง เช่น ท่านประยุทธ์ ปยุตโต ท่านเพ่งอาตมาผิด ท่านนั่นแหละที่จะต้องเป็นผู้ที่ละอายอย่างแรงกล้า เมื่อท่านรู้ว่า ที่จริงท่านผิด อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์จริง อาตมาเป็นผู้รู้จริง ท่านได้ดูผิดจริงๆ อันนี้เราจะต้องถอนตัวถอนตนด้วยนะ จะต้องรู้ว่า ตัวเองผิด อาตมาถูก ซึ่งอาตมาก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นได้ง่ายๆ ขออภัยอีก ท่านประยุทธ์ ปยุตโตเห็นว่า ตนเองผิดพลาดแล้ว มาท้วงอาตมาผิดพลาดแล้ว ท่านจะต้องละอายตัวเองอย่างแรงกล้า เราทำไมถึงฉลาดน้อยอย่างนี้ ไปท้วงเอาคนที่ถูกว่าผิด เอาไก่ตัวพี่ เอาคนที่จะมารื้อฟื้นศาสนาพุทธ ฟังดีๆนะอาตมาพูดใหญ่พูดโต จะว่าข่มก็ข่มกันอย่างหนักหนาสาหัส ต้องขออภัยจริงๆ ที่ต้องพูดเรื่องอย่างนี้ ไม่เจตนาจะพูดใหญ่โตแต่มันเป็นความจริงที่อาตมาต้องพูดเท่านั้นเอง ไม่ใช่อวดใหญ่อวดโต คุณเข้าใจได้ว่า สิ่งที่ดีที่สุดมันคือสิ่งที่ใหญ่ อาตมาพูดอย่างนี้ มันก็เลยเป็นสภาพนี้ ความรู้สึกของคุณก็จะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ที่พระพุทธเจ้าตรัสเป็นเรื่องลึกซึ้ง คุณต้องฟังสิ่งนี้ด้วย ถ้าคุณเกิดความละอายอย่างแรงกล้า เมื่อนั้นแหละ _สู่แดนธรรม... ถ้าพ่อท่าน ไม่ยกเหตุการณ์จริงมาเป็นตัวอย่าง ความเป็นหิริ โอตตัปปะอย่างแรงกล้าก็ไม่เกิดขึ้นได้อย่างไร พ่อครูว่า... ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัส จงเข้าใจให้ได้ว่า ท่านจะไม่ตรัสอะไรขึ้นมาเล่นๆ พูดอย่างง่ายๆคือจะไม่ตรัสอะไรพล่อยๆ ท่านตรัสอย่างนี้ก็เพราะว่า มันต้องเป็นเช่นนี้ มันถึงจะจริง เพราะฉะนั้น ถ้าใครได้ฟังจากพระโอษฐ์ ได้ฟังจากสัตบุรุษ ได้ฟังสัมมาทิฏฐิจากผู้อยู่ในฐานะครูจริงๆ แล้วมันตรงกันข้ามกับที่เราเข้าใจ แล้วต่อมารู้ว่าท่านแย้งอันนั้นมันผิด คนนั้นก็ต้องอาย เมื่อรู้สึกได้ว่า เราไม่ตรง อันนั้นตรงกว่าจริงๆ นั้นคือคุณก็จะเกิดปัญญาข้อที่ 1 เลย คนที่ อปัญญา หรืออวิชชา โง่ก่อนที่มีวิชชาหรือปัญญา มาก่อนทั้งนั้น พอเริ่มมีตัวที่ถูกต้องซึ่งตรงกันข้ามกับที่เรายึดถือมานาน ยึดอย่างมากๆ แน่นๆ ด้วย จะรู้สึกว่า มันสะดุดเลยนะ ฟังดีๆ อาตมาอธิบายภาษาไทยง่ายๆ เอาสภาวะมาอธิบาย _สู่แดนธรรม... การสะดุดเลยเป็นเหตุปัจจัยให้สลายความเห็นผิด พ่อครูว่า... การสะดุดคือ การชะงัก ฉุกคิด ว่า เรายึดถืออย่างนี้นานมาแล้วมันเสียหายตนเองนะ มันจะรู้สึกอย่างนั้นเลย _สู่แดนธรรม... ปัญญา ข้อที่ 1 จะเกิดขึ้นได้ คือ ทิฏฐิต้องเปลี่ยนไป พ่อครูว่า... ต้องเปลี่ยนไปจากเดิม พระพุทธเจ้าถึงได้มีหลักเกณฑ์ สังโยชน์ 10 คุณจะต้องทำความเข้าใจคำว่า กาย คำว่า กาย คำนี้ ยิ่งใหญ่ที่สุด ตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงที่จบ แม้ที่ที่จบจริงๆก็คือ กายสเภทา คือ กายแตกตาย ตายไปเลยคือทำให้หายไปเลย ร่างสรีระ แตกตาย แต่กายนั้นหมดไปตั้งแต่พระอรหันต์ พระอรหันต์เป็นผู้ที่ไม่มีกาย แต่ยืนอยู่บนสรีระ แต่อาศัยสรีระไป แล้วก็รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็นกาย จึงอาศัย กาย อยู่เท่านั้น อนุปคัมมะ อันนี้อาตมาก็อธิบายมาไกลและสูงก็จะวนกลับมาที่เก่า อาตมาตั้งใจจะอธิบายตั้งแต่ ศีล จรณะ 15 ต้องท่องหน่อยนะ อาตมาว่า พระบาลีก็ตาม จรณะ 15 วิชชา 8 จรณะข้อ1.ศีล สังวรศีล 2.สำรวมอินทรีย์ 3.โภชเนมัตตัญญุตา 4.ชาคริยานุโยคะ 5.ศรัทธา 6.หิริ 7.โอตตัปปะ 8.พหุสัจจะ 9.วิริยะ 10.สติ 11.ปัญญา ฌาน 1 2 3 4 แล้วก็มีวิชชา คือความรู้ของพระพุทธเจ้าอีก 8 ข้อ มาทำงานร่วมกับจรณะ 15 มาตลอด เรียกว่า ศีลข้อต้น แล้วกระบวนการตั้งแต่ อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 ฌาน 4 เรียกว่า อธิศีล อธิจิต ศีลจะเจริญตามอธิจิต แล้วเป็นอธิปัญญาในวิชชา 8 คือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เกิดอย่างนี้ขึ้นมา มาตั้งต้น ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าขอแซมตรงนี้อย่างสำคัญ คือ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา เลิกได้เลย นั่งหลับตามันเป็นของเดียรถีย์ ของศาสนานอกพุทธ ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า พูดอย่างไม่ไว้หน้า พูดอย่างไม่เกรงใจ พูดอย่างตีทิ้งให้ชัดเจนว่าอย่าไปเสียเวลา อย่าไปงมงายอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนแบบนั้น พระเจ้าจะพูดแบบอาตมาไม่ได้ เพราะเขาหลงหลับตากันทั้งหมด ท่านจะได้ใครมาสอนล่ะ แต่อาตมาไม่ใช่ เพราะว่าพระพุทธเจ้าปลูกฝังลงไปแล้ว อาตมาจะไปเริ่มต้นอย่างพระพุทธเจ้าทำไม มันไม่เหมือนกันนะ มันคนละคน อาตมาไม่ต้องเสียเวลา ตีทิ้งได้เลย หลับตา ตีทิ้งได้หมด ขอแวะอย่างสำคัญ เลิกได้จริงๆ มันเสื่อมจริงๆ มันงมงายเห็นผิดไปหลับตาปฏิบัตินั่นคือความเสื่อม คุณจำไว้ด้วย แล้วจะไปปฏิบัติทำไม เลิกเสียสิ คนที่หลับตาปฏิบัติ พระพุทธเจ้าจึงตรัสเรียกว่า เป็นโจรร้ายที่ทำลายศาสนา แล้วพระราชาเห็นว่า มีโจรอยู่ ก็เลยให้เจ้าหน้าที่ไปประหารเสีย ไปฆ่าเสียด้วยหอก100เล่ม ตอนเช้า กลางวัน เย็น… แทงอย่างไรก็ไม่ตาย ก็เหมือนพวกนั่งหลับตานี่แหละ พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้ ก็ตายเสียที เลิกงมงายโง่ๆเสียที ตายจากความงมงาย จากความโง่ ให้มาเป็นความฉลาดบ้าง แล้วเมื่อไหร่มันจะได้เกิด เกิดเป็นอาริยะ เกิดเป็นผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ เกิดมาบ้าง อย่าไปจมอยู่ในทางเมืองนรก เมืองมืด เมืองบอดอยู่อย่างนั้นเลย นี่อาตมาก็พูดภาษาง่ายๆชัดๆ เหมือนยกพวกตัวเอง ก็มันไม่มีทางเลือก ทางหนึ่งข่ม ทางหนึ่งยก อันหนึ่งเป็น ดำอีกอันก็ต้องเป็นขาว มันเป็นธรรมชาติอย่างนั้น เป็นอื่นไม่ได้ พูดอย่างไม่อนุโลมเลยไม่ต้องเสียเวลาเพราะเขาประเล้าประโลมมามาก มันไม่ได้เสียที อาตมาไม่ขอทำเช่นนั้น อาตมาขอทำสไตล์นี้ มาเริ่มต้น ศีล ฟังดีๆ วิธีปฏิบัติก็คือ สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ สำรวมอินทรีย์ คืออะไร คือ อินทรีย์ทั้ง 6 คุณมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่คือ 6 ใจ ร่วมอยู่ในนี้ทั้งหมดเลย เป็นรูปนามหรือ อายตนะ ร่วมกันทำงานตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจึงมี 5 คู่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย โดยเฉพาะกายนี่แหละ คือจิต คือใจ นี่คือความไม่เข้าใจในสัมมาทิฏฐิข้อแรก สักกายทิฏฐิ คือกาย กาย คือ ใจ กาย คือ จิตเป็นหลัก แต่กายก็มีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นภายนอก และมีเงื่อนไขว่า กายต้อง 2 กายเป็นเอกังสะไม่ได้ โดยส่วนเดียวไม่ได้ ต้องมี 2 ขึ้นไป กาย หนึ่งเดียวโดดเดี่ยว ไม่มีจิตร่วมด้วยเลย ไม่ได้ หากมีแต่วัตถุ หมายถึงแต่สรีระภายนอก วัตถุ สสาร ไม่มีจิตเลย อันนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่เป็นกาย ไม่ใช่กาย _สู่แดนธรรม... คนที่ตายแล้วไม่เรียกกาย พ่อครูว่า... กาย ภาษาอังกฤษเขาแปลว่า body ซึ่งไม่ใช่ body มันสรีระภายนอก คนตายไปแล้วเหลือแต่ซากเขาก็ไม่เรียกกาย กายออกจากร่างไปแล้วก็คือจิตใจออกจากร่างไปแล้ว อันนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิของคนไทย เพราะว่าคำว่า กาย เป็นภาษาไทยไปแล้ว แม้แต่กระทั่งไปเอาภาษาอังกฤษมาแปลว่าเป็น body body คือ กาย ก็เลยไปกันใหญ่เลย ไม่เข้าใจว่า เป็นสรีระซึ่งมันก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นความเข้าใจที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ตัวที่สำรวมอินทรีย์ สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำรวมอินทรีย์ 6 สำรวมคืออะไร สำรวมคือจะต้องมีสติ ชาคริยานุโยคะ ต้องตื่น ต้องมีสติ สติ คืออะไร สติคือธาตุรู้ที่ตื่นเต็ม ตื่นเต็มคืออะไร ตื่นเต็มคือ ในขณะที่ไม่นอนหลับ คุณก็ต้องตื่นออกมา ไม่ใช่อยู่ในภาวะสะลึมสะลือ อยู่ในภวังค์ เหมือนคนละเมอ ไม่ใช่ ต้องมีความรู้ที่รู้สึกตัวตื่นเต็มออกมาข้างนอก สติมีจากรากศัพท์ว่า 100 ต้องเต็ม100 กายกรรมก็ต้องรู้ว่าจะมีการเคลื่อนไหวเอี้ยวแขนแกว่งขา ก็ต้องมีความรู้ มีการสำรวม สังวร _สู่แดนธรรม... ตรงนี้เขาก็เลยเห็นต่างกับพ่อท่านว่า เหมือนเต่าหดหัวขาเข้ากระดอง ไม่ให้หมาจิ้งจอกเข้าไปรบกวนเลย เขาเลยเก็บอินทรีย์ทั้ง 6 ไว้หมด ไม่พบไม่เห็นนั่นคือ สำรวม พ่อครูว่า... เข้าท่า แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิ สำรวมอย่างนั้นไม่ได้เรียนรู้ไม่ได้ฝึกอะไร มันจะมีความรู้ 2 ทิศ ทิศแบบนั้นมันเป็นอวิชชา เป็นทิศทางตรงข้ามคำสอนพระพุทธเจ้า ถ้าไม่เชื่อ คุณก็แยกไม่ออก ถ้าคุณเห็นว่าอย่างนั้นถูก คุณก็จะไปอย่างนั้น อาตมาว่าอย่างนี้ถูกกว่า มันก็เป็น 2 ข้าง _สู่แดนธรรม... การสำรวมแบบนั้น พระเจ้าบอกว่า รูปไม่ปรากฏ สัมผัสไม่ถูกเชื่อมกับรูป เวทนาก็ไม่เกิด มันไม่เกิดการปฏิบัติ พ่อครูว่า... เคยพูดผ่านมาหมดแล้วล่ะ เพราะฉะนั้นจะปฏิบัติอย่างไรให้สัมมาทิฏฐิ ก็ต้องพยายามฟัง จากผู้รู้ เมื่อฟังแล้วก็ฟังอีก เป็นปัญญาข้อ 2 เมื่อมีปัญญาข้อที่ 2 แล้ว ดีๆนะตัวนี้ ปัญญาข้อที่ 3 คุณจะรู้ความสงบ 2 อย่าง ตัวนี้แหละเป็นตัวไขความว่า คุณจะไปรอดหรือไปไม่รอด ปัญญาข้อที่3นี่แหละ ใครก็ยืนยันว่า ได้ฟังจากพระพุทธเจ้าได้อ่านจากพระไตรปิฎก ได้ฟังจากคนที่คนนับถือว่าถูกต้องทั้งนั้น เสร็จแล้วคุณจะได้เข้าใจอย่างไร ความสงบอย่างหนึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ ความสงบอีกอย่างหนึ่งเป็นสัมมาทิฏฐิ ความสงบที่มิจฉาทิฏฐิก็คือ ตื้นๆ สงบคือความไม่เคลื่อนไหว กายก็ไม่ให้เคลื่อนไหว ภาษาปาก ภาษาพูดก็ไม่เคลื่อน ไม่มี จิตก็ให้หยุด จิตก็ให้นิ่ง หยุดคิดหยุดทำ เฉยๆ นี่แหละคือมิจฉาทิฏฐิ ความสงบของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ไม่ให้เคลื่อนไหว สงบอย่างนั้นยิ่งหมกกิเลส ไม่ให้เรียนรู้ ไม่ได้ทำลายไม่ได้รู้หน้าตากิเลสเลย คุณก็เอาอาสวะทุกอย่างหมกหมักไว้หมดเลย คำสอนอันนี้ เอาอุตตรมาณพมายืนยัน อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียงด้วยโสต ฯ พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอดไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตกก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ เล่ม 14 ข้อ 584 แต่คนทุกวันนี้ไม่คอตก เพราะพูดไปก็แย้ง เขาแพ้ไม่ได้ เหมือนทักษิณ ถ้าไม่สำนึก ว่าฟังดีๆนะ ยังไงก็มี ปรโตโฆษะ ฟังผู้อื่นบ้าง โดยเฉพาะอาตมาเป็นผู้อื่นบ้าง อาตมาเป็น อัญญาโกณฑัญญะ เป็นอื่นจากที่คุณเข้าใจยึดถือกันจริงๆ มันอื่นมันต่างจากที่คุณเข้าใจจริงๆ ฟังบ้างสิ ถ้าคุณไม่ฟังตรงนี้ คุณจะไม่เกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ คู่แรกก็คือ ปรโตโฆษะ กับ โยนิโสมนสิการ ถ้าคุณไม่ได้ฟัง คุณก็ไปฟังแบบนั่งหลับตา มันก็ อโยนิโส มันไม่ถ่องแท้ไม่ถูกต้อง มันผิด ไม่ลงไปถึงที่เกิด _สู่แดนธรรม... ท่านก็บอกว่ามันเป็นสมาธิอยู่ มันเป็นสมาธิลึก ยิ่งสงบเย็น พ่อครูว่า... มันเข้าใจกันได้เป็น 2 ในเสมอ อาตมายิ่งเปิดเผยคนก็ยิ่งเข้าใจตาม จนเกิดกระบวนการเป็นมนุษยชาติ เกิดเป็นชุมชน เกิดเป็นสังคม ยืนยันผลของพระพุทธเจ้า มีหมู่ประชาชน มีสาราณียธรรม 6 ขึ้นมาได้อย่างเป็นกอบเป็นกำจริงๆ นี่เป็นการยืนยันว่า มีที่ไหนที่ศาสนาพุทธทำมาก่อนอาตมา อาจารย์ไหนทำให้เกิดสาราณียธรรม 6 มีชุมชนอย่างนั้นได้มีคนแบบนั้นได้มีที่ไหน อาตมาทำได้ แค่อาตมาทำมา 50 ปีเอง ท่านทำต่อทอดจากอาจารย์มาเป็นหลายร้อยปีแล้ว ท่านมีกลุ่มไหนมายืนยันบ้าง อาตมายืนยันตรงกับพระพุทธเจ้าเลย ทำให้เกิดเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์เลยนะ _สู่แดนธรรม... พ่อท่านถามไป เขาก็แย้งได้หมด ว่า ยังมีกิเลสอัตตามานะ พ่อครูว่า... อาตมาก็บอกคุณ คุณก็ฟังไม่ขึ้นว่า อาตมาไม่มีแล้วนะ กิเลสอัตตากิเลสมานะ มันขี้ผง อาตมาปัดทิ้งจนหมดเกลี้ยงมาตั้งนานแล้ว อาตมาจะพูดอย่างนี้ พูดอย่างอื่น มันก็ไม่ใช่ มันก็ไม่คือ ไม่เหมือน _สู่แดนธรรม... อย่างนี้ใช่ไหมที่เรียกว่าความบริสุทธิ์ หมุนดูมุมไหนก็บริสุทธิ์ตลอด พ่อครูว่า... มันกลม บริสุทธิ์ ไม่มีมุมอะไรขรุขระ มันชัดเจน มันก็เป็นเช่นนั้น สำรวมอินทรีย์ คุณต้องมีสติ ชาคริยานุโยคะ คุณต้องพยายามตื่นรู้ว่า ตอนนี้ตากำลังเห็นรูป หูกำลังได้ยินเสียง มันเยอะ มันไว แต่ต้องตามให้ทัน พระพุทธเจ้าถึงเอาตัวหลักง่ายๆให้พิสูจน์ให้ศึกษา คือโภชเนมัตตัญญุตา คือในขณะกินอาหาร ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก เย็นร้อนอ่อนแข็ง คุณก็เอาอันนี้ที่พระพุทธเจ้าท่านยืนยัน ตัวนี้แหละ เป็นตัวอาศัยปฏิบัติ ในอาหาร 4 มี กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณหาร อาหาร 4 นี้คือ คุณกินข้าว กวฬิงการาหาร อาหารคุณกิน คุณจะมีผัสสะ กระทบลิ้นแน่นอน ได้กลิ่นแน่นอน เห็นรูปแน่นอน สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งเปรี้ยวหวานมันเค็มแน่นอน ความรู้สึกคุณเกิดแน่นอน เมื่อเกิดความรู้สึกเรียกว่า เวทนา เรียกว่าอารมณ์หรือความรู้สึก ความรู้สึกอร่อย สรุปอาหารการกิน อร่อยหรือไม่อร่อย ชอบใจหรือไม่ชอบใจ โอ้…อาหารที่ไม่ไหวไม่ชอบใจ อาหารที่ชอบ อาหารนี้ไม่ได้เรื่อง นั่นแหละ นั่นล่ะ…ได้เรื่องล่ะคุณ เป็นคนเลี้ยงยากกินยาก นี่แหละได้เรื่องแล้ว ศึกษาว่า ตนเองเป็นคนเรื่องมาก เป็นคนหาเรื่อง หรือเป็นคนเลี้ยงง่ายว่า อันนี้มันเค็ม อันนี้มันขม อันนี้มันหวาน อันนี้มันนัวดี ก็ให้รู้ความจริงตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นการกิน โภชเนมัตตัญญุตา จึงเป็นตัวรวม 1 สติตามรู้อันนี้ สัมผัสอันนี้ กินอยู่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คุณก็ต้องเข้าไปถึงเลย ตามันเอาเรื่องกับรูปนะ จิตมันเอาเรื่องกับรส กับลิ้น กลิ่น กับสัมผัสนะ อันนี้นุ่มดี กรอบดี เหนียวดี อะไรก็แล้วแต่ คุณก็ต้องรู้ว่า เราไปเที่ยวได้ชอบหรือไม่ชอบ สรุปเข้าไปที่ชอบหรือไม่ชอบ ไอ้นี่แหละคือตัวกิเลสสำคัญ ไอ้ที่ชอบหรือไม่ชอบ ศึกษาดีๆเถอะ จิตที่มันชอบหรือไม่ชอบ เมื่อไหร่คุณจะไม่มีทั้งอาการที่ชอบหรือไม่ชอบ ชอบก็ไม่มี ไม่ชอบก็ไม่มี อาการที่จะเกิดจิต เมื่อใดที่คุณสัมผัสอะไรก็แล้วแต่ คนด่ามา ก็ไม่ชอบก็ไม่มี ชอบก็ไม่มี คนชมมา ชอบก็ไม่มี ไม่ชอบก็ไม่มี คนติเตียนมา ชอบก็ไม่มี ไม่ชอบก็ไม่มี รู้ความจริงตามความเป็นจริง ชมมา ชอบก็ไม่มี ไม่ชอบก็ไม่มี อ่านอาการใจ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อาการ ลิงคะ หมายความว่า ความแตกต่างกัน มันจะมีความแตกต่างกัน มันจะมีสภาพ2 ชอบหรือไม่ชอบเป็นต้น กำหนดอาการ ซึ่งมีความต่างกัน ลิงคะ กำหนดด้วยนิมิต ตามอุเทศที่อาตมาสอนนี้ อาการสัมผัสแตะต้อง ตามเหตุปัจจัยที่มา นี่คือการปฏิบัติธรรม อย่าไปหลังคา ต้องลืมตาสัมผัสรูป หูสัมผัสเสียง ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอกทุกอย่าง ใจเป็นตัวอยู่ร่วมรับรู้ด้วยกันเสมอ เรียนรู้กิเลสที่มันเกิด กิเลสนี้เมื่อไหร่จะหยุดกิเลสจ๋าเมื่อไหร่จะเลิกสักที ฟังแล้วมัน มันก็สบายสิ ต้องเรียก กิเลสเอ้ย เมื่อไหร่เอ็งจะเลิกจากข้าสักที ข้าจะเลิกเอ็ง ที่จริงแล้วข้านี่แหละเลิกกิเลสไม่ได้ นึกว่า กิเลสมันเป็นตัวเอง ว่ากิเลสเป็นตัวตน เป็นตัวเราของเรา _สู่แดนธรรม... พ่อท่านชี้ให้เขาเข้าใจ การปฏิบัติตนในชีวิตประจำวันใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ทุกลมหายใจเข้าออกไปนะ ทุกอานา อาปานะ 651007 สัมมาทิฏฐิของสติและสัญญา พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน