สติและสัญญามีการทำงานอย่างไร อะไรก่อนหลัง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.77 KB
วันที่แก้ไข10 ตุลาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

สติและสัญญามีการทำงานอย่างไร อะไรก่อนหลัง _สายพิน....ลูกขอโอกาสกราบขอเรียนถามพ่อครู จากที่ฟังธรรม แล้ว ลูกมีความเข้าใจว่า สติ มีหน้าที่ กำหนดรู้ สัญญา มีหน้าที่ ก. กำหนดหมาย(ทำงานในปัจจุบัน) ข. เป็นความจำ (บันทึกสิ่งที่ผ่านปัจจุบันไปแล้ว) [ ความจำ = 1.) ความจริงในอดีต 2.) ความจริงที่ผ่านปัจจุบันไปแล้ว ] คำถามที่หนึ่ง: ตามที่เข้าใจเช่นนี้ถูกต้องไหมเจ้าคะ คำถามที่สอง: การทำงานร่วมกันของสติและสัญญา สิ่งใดเกิดก่อน-หลัง หรือเกิดพร้อมๆกัน และทำงานร่วมกันหรือส่งเสริมกันอย่างไร เจ้าคะ น้อมกราบนมัสการและกราบขอบพระคุณพ่อครูด้วยความเคารพและศรัทธายิ่งเจ้าค่ะ ลูก สายพิน ลิ้ม (พ.ศ. 2528)(เขตบางแค กทม.) พ่อครูว่า... ขอขยายคำว่าความจริง อธิบายได้ 2 นัย ถ้าความจริงโลกุตระนั้นไม่มี ความจริงของโลกุตระนั้นคือ 0 ความจริงของโลกุตระคือ อนัตตา เพราะฉะนั้นความจริงที่มันมีคือผู้ที่ยังยึดถือความมี ผู้ที่ยึดถือความมีมันก็มีความยึดถืออันนั้นที่เป็นความจริง คุณก็ลดละอย่ายึดมั่นถือมั่นว่านั้นเป็นความจริงเป็นจริง แต่ไม่ถือว่าเป็นจริงมันก็ยาก เพราะมันผ่านมากับเรา ดีไม่ดีมันยึดมั่นถือมั่นอยู่กับตัวเราด้วย มันติดอยู่กับตัวเราด้วย เพราะฉะนั้นเราจะต้องเอาจริงเอาจังกับมันว่า อย่าไปเห็นว่ามันเป็นเราเป็นของเราหรือว่ามันจริง มันเป็นสิ่งที่เป็นเพียงองค์ประกอบในการสังขารปรุงแต่งกันอยู่ ชั่วคราวแล้วก็จะผ่านไป ปรุงแต่งกันอยู่ชั่วคราวแล้วก็จะผ่านไป _สู่แดนธรรม... นี่คือคำตอบให้กับคนที่ถามว่าสัมมาทิฏฐิคืออย่างไร พ่อท่านเอาคำนี้มาตอบได้ด้วยนะครับ พ่อครูว่า... ได้ คนที่ถามเรื่องสัมมาทิฏฐิเป็นอย่างไร ฟังด้วย

คำถามที่สอง มันจะพร้อมหรือมันจะหลังหรือมันจะก่อนก็แล้วแต่ เข้าใจสติกับสัญญาให้ได้ว่าอากา

อ่านต่อ

รของจิตชนิดที่เรียกว่าอาการที่มันเป็นตัวอย่างนี้ เรียกว่าเตือนสติ อาการอย่างนี้เรียกว่าสัญญา อาตมาพยายามจะอธิบายอาการของสติกับอาการของสัญญาให้ฟัง สติคือธาตุที่มันตื่นรู้ รวมมาหมดเลย ตื่นแล้วรวมทั้งข้างนอกข้างในผสมปูนแต่งรูปรวมเลย สัญญาคือการกำหนดเป๊ะลงไปตรงนั้นๆ แล้วถึงรู้รวมกันไปอีกทีคือความจำนั่นคือสัญญา ฟังอีก สติ คือ ความตื่นรู้ คือเปิดความตื่น อย่าไปหลับเด็ดขาด ตกภวังค์ก็ผิดแล้ว ต้องตื่นให้เต็ม ตื่น อาการงัวเงีย ง่วง ไม่ได้ทั้งนั้น มีถีนมิทธะ หรือ อุทธัจจะกุกกุจจะ ก็ไม่ได้ทั้งนั้น แต่หากไปเพ่งจ้อง จ้องมันจะแข็งไป จะกลายเป็นสมถะเป็นเกร็ง ให้รู้เป็นธรรมดา รู้ให้พร้อม รู้ให้ถ้วนเอาให้รอบ อยู่ในการรู้ นี่เรียกว่า สติ แล้วก็มีสัญญา มีจิตที่หมาย เป็นการกำหนดหมายลงไป ทำงานลงไปในขณะปัจจุบันนั้นว่า อันนี้มันอะไร มันหมายอย่างนี้ มันหมายความอย่างนี้ รู้มันตามเหตุปัจจัย สติกับปัญญาทำงานกัน จะว่าพร้อมอะไรก่อนอะไรหลัง มันก็อยู่ด้วยกัน มันต้องมี อาการของจิตที่ตื่นอยู่ อาการของจิตที่ทำงานด้วยสัญญา ก็คุณไม่ได้นอนหลับ ถ้านอนหลับมันจะมีแต่สัญญา ทีนี้เอาแต่ความจำขึ้นมาปรุงยำเละเลย เรียกว่ายำของก้นครัว ยำของเก่า เอาของเก่าก้นครัวมายำตอนนอนหลับ ถ้าคุณตื่นๆอยู่คุณจะอยู่กับปัจจุบัน มันก็จะมีตัวกำหนดรู้ลงไปแล้วก็วิจัย มันจะไม่มีแต่สติเท่านั้น มันจะมีสัมโพชฌงค์ทั้ง 7 สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ 3 ตัวนี้เป็นตัวปฏิบัติ มีสติตื่น แล้วก็มีวิจัยธรรม ตลอดเวลา วิจัยก็คือธรรมะ 2 มันมี 2 เสมอ อะไรควรอะไรไม่ควร สรุปตรงในมหาปเทส อันไหนควรอันไหนไม่ควร นั่นล่ะ เอาอันที่ควร เลือกเสมอ วิจัยเสมอ เลือกเสมอ วิจัยเอาอันที่ควรเสมอ คุณก็จะเจริญ โดยเฉพาะวิจัยไปถึงจิตให้รู้ว่า อย่างนี้กิเลสเว้ย อย่างนี้กิเลสนะ อย่างนี้ตัณหา อุปาทานนะ อย่าไปตามใจมัน อาการของตัณหาจะให้เป็นอย่างนั้น หยุด…เอ็งจะมามีอำนาจ สู้กับอำนาจตัณหาอุปทาน ที่มันเดินเรื่อง มันมีบทบาทก็คือตัณญหา อย่า อย่ามามีเสนอหน้า นี่พูดอย่างภาษาไทยๆง่ายๆ คุณจะต้องมีพลังปัญญา พลังตื่นสติสัมปชัญญะ ปัญญาตื่น เป็นพลังงานทางจิต สู้มันให้ได้ นี่คือการกำจัดหรือสู้กัน ชำระกัน ฆ่ากัน พูดอย่างแรงก็คือการฆ่ามัน อย่าให้มันมามีฤทธิ์มีแรง ถ้าไปหลับตาก็มีแต่ฝังหมกหมัก ไม่ได้เรื่องให้เลิกซะ ถ้าศาสนาพุทธอาตมาแก้ประเด็นเรื่องหลับตานี้ได้ อาตมานอนตายตาหลับเลย ประเด็นใหญ่จริงๆ ที่มันเสื่อมไปจนกระทั่งไปนั่งหลับตากัน เจริญโลกุตระแน่เลย เมื่อคุณไม่นั่งหลับตาคุณก็ต้องมาเรียนจรณะ 15 ไม่งั้นก็นั่งหลับตาเป็น เดียรถีย์ ไม่โงไม่เงย ไม่ใช่พุทธคุณ แต่เดียรถีย์คุณ มันเป็นโทษ อาทีนวะ ไม่ใช่คุณะ กลับมาศึกษาสิ่งที่อาตมาอธิบายไปถึง อปัณณกปฏิปทา กลับมาที่ศีล ทำไมมีศีลเป็นหลัก มันจะได้ไม่วุ่นวายเยอะแยะเกินไป อย่างเช่นศีลข้อที่ 1 อย่างเก่งเอา 3 ข้อ 1.เกี่ยวกับสัตว์ 2. เกี่ยวกับของ พืชพรรณธัญญาหาร 3.เกี่ยวกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส คุณตื่นรู้ให้ได้แล้วก็ปฏิบัติ กระทบกับสัตว์ ให้มีเมตตาเกื้อกูล มีความเป็นอยู่ด้วยกัน ต่างคนต่างมีชีว เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน อย่าไปทำร้ายทำลายอะไรกัน หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ไม่ต้องไปพูดถึงอาวุธ ไม่ต้องไปพูดถึงการฆ่าแกง มันหยาบ เราพูดถึงกันชั้นสูงแล้ว ชั้นต่ำๆหยาบๆพูดถึงอาวุธไม่ต้องไปพูดแล้ว ไม่ต้องพูดถึงปืนผาหน้าไม้ อันนั้นเป็นพวกทำอาวุธใช้อาวุธกัน คนฉลาดสร้างอาหารคนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ มามีชีวิตกันอย่างคนไม่มีอาวุธ พยายามเกื้อกูลช่วยเหลือเมตตา แบ่งแจก ดูแล อบอุ่น มักน้อยสันโดษ ลดละจากที่มีมากให้มีน้อยมาเรื่อยๆ มาอย่างนี้ดีกว่า 651007 สัมมาทิฏฐิของสติและสัญญา พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน