ความมหัศจรรย์ ของ สาธารณโภคี.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข10 ตุลาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ความมหัศจรรย์ ของ สาธารณโภคี พ่อครูว่า... สาธารณโภคีที่เป็นความมหัศจรรย์ คำว่าสาธารณโภคี คำศัพท์นี้เป็นภาษาบาลี ยังยืนยันเป็นหลักฐานอ้างอิงได้ ที่มีในพระไตรปิฎก ในหมวดสาราณียธรรม เป็นข้อที่ 4 มันก็ยากนะ มันเป็นสังคมศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ สุดยอด สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา เมตตากายกรรม สังคมอยู่กันอย่างมีเมตตากายกรรมต่อกัน เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม มันเป็นภาษา เป็นศัพท์บัญญัติที่ลึกซึ้ง ก็คงเคยได้ยินได้ฟังกัน ผ่านหู โดยเฉพาะชาวพุทธเรา เป็นภาษาบาลีก็รู้กันทั้งนั้น แต่สภาวธรรม พฤติกรรมเสี่ยงของคน ทางกายวาจาใจ อันนี้ค่อยขยายความ มาถึง ข้อที่ 4 ท่านว่า มีลาภโดยธรรม (ลาภธัมมิกา) แล้วลาภที่ได้ คือ สิ่งที่ได้รับมา โดยสุจริต ไม่มีการทุจริตไม่มีโกง เป็นการได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรง ด้วยสิทธิอันเต็มที่ แล้วสิ่งนี้ ก็ไม่ยึดเป็นของตน ตนทำนะ ตนสร้างนะ ตนเป็นเจ้าของเป็นสิทธินะ แต่เราไม่เอาเป็นของตน เราเอาเข้าเป็นส่วนกลาง สาธารณะ สละให้เป็นของส่วนกลาง แล้วแต่ส่วนกลางจะบริหาร เหมือนกับในประเทศ เงินเป็นของรัฐ ทรัพย์สินเป็นของรัฐ ผู้ได้เงินมา เอาเข้ารัฐ กองกลางหมด เพราะฉะนั้น คนในสังคม สาธารณโภคี ทำงานสร้างสรร ได้ข้าวได้ของได้เงินก็เอาเข้ากองกลาง ไม่ยึดถือเป็นของตัวของตน ที่อาตมาใช้ศัพท์ว่า เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วเป็นพฤติกรรมจริงนะ มาตรวจได้ในชาวอโศก มีมาแล้ว 40-50 ปี ตั้งแต่อาตมาก่อสร้างชุมชนชาวอโศก ก็เป็นสาธารณโภคี ตอนแรกอาตมาก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ก็ไม่ได้เคร่งครัดอะไรพยายามอนุโลม ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่พอเอาเข้าจริง คนเรามีคุณธรรมจริงจึงเป็นไปได้ ตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงบัดนี้ ยิ่งวันนี้ยิ่งสนิทเนียนสวยงามมาก ซึ่งไม่ม

อ่านต่อ

ีตัวอย่างอันนี้มาจากไหนในโลกในปัจจุบันนี้ อาตมาเห็นมาก็พูดกันสักหน่อย ความรู้อันนี้อาตมาได้มาตั้งแต่ยุคพระพุทธเจ้า ที่อาตมาเกิดเป็นผู้หนึ่งในยุคพระพุทธเจ้า และ ในผู้ที่อยู่ในกลุ่ม ยุคพระพุทธเจ้านั้นก็ทำได้เฉพาะนักบวช เคยพูดอธิบายแล้ว ยืนยันแล้ว ทำได้เฉพาะนักบวช เพราะว่าฆราวาส ยังไม่มีสิทธิ์เอื้อมถึง เพราะว่าเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคทาส เป็นยุคที่คนยังไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน ไม่รู้สิทธิในตนเอง สิทธิถูกพระเจ้าแผ่นดินริบ ยึดเอาสิทธิของมนุษย์ไปหมด หรือนายทาสยึดเอาสิทธิของลูกทาสไปหมด _สู่แดนธรรม... พระเจ้าแผ่นดินไม่สามารถเอาไปแบ่งให้คนอื่นได้ พ่อครูว่า... ใช่ ไม่แบ่ง ดีไม่ดีจะแย่งด้วย _สู่แดนธรรม.. แล้วพ่อท่านคิดครั้งแรก จะมั่นใจได้ว่าฆราวาสจะทำได้หรือไม่ พ่อครูว่า... ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปได้ แต่ อาตมาพาปฏิบัติธรรม พูดไปซ้อน มันมีบารมีเหมือนกัน อาตมามีบารมีมีบริวาร คนที่เข้ามาร่วมซึ่งเป็นคนที่มีบารมีร่วมกันมา ได้ฝึกฝนมาตั้งแต่ชาติปางก่อน แล้วก็มา เพราะว่าชุมชนแบบนี้ในยุคนี้มันต้องเกิด อันนี้ไม่ใช่ว่าอาตมาเอามาพูดเอง ยุคนี้เป็นยุคที่ พูดไปแล้วจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็พูดอีก ว่า อาตมาจะต้องมา เพราะว่าศาสนาพุทธมันเสื่อม โลกุตรธรรมมันหมดไป หมดไปจากศาสนาพุทธเลย อาตมาก็เกิดมา เกิดมาเป็นไก่ตัวพี่เป็นตัวคนเดียวองค์เดียว แล้วจนกระทั่งผ่านฆราวาสเพศมา 36 ปี จนกระทั่งถ้วนรอบของอาตมาแล้วก็ต้องมาทิ้งทางโลกียะมาทางนี้ 36 ปี จึงเริ่มทำงานมาก็เกิดทำอันนี้ขึ้นมา เกิดธรรมะที่เป็นโลกุตรธรรมที่ถึงขั้นสาธารณโภคี ทีนี้ อาตมาก็ไม่เจตนาจะให้เกิดถึงฆราวาส แต่มันเป็นได้ถึงฆราวาส เพราะเงื่อนไขที่บอกแล้วว่า ยุคนี้ไม่ใช่สังคมสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 2 มันไม่ใช่ยุคทาส 3 คนยุคนี้ เขาถือสิทธิ เขามีสิทธิมนุษยชนในตัวเขา ทุกคนมีอิสระเสรีภาพในตัวหมดแล้ว เพราะฉะนั้นไปบังคับกดขี่ข่มเหงเขาไม่ได้ ถ้าเขาไม่ผิดกฎหมายไม่ผิดอะไร ไปทำอะไรเขาไม่ได้ _สู่แดนธรรม... คนที่จะเข้ามาเสียสละเสียภาษี 100% ต้องมีศรัทธา พ่อครูว่า... ต้องศรัทธาเข้าใจเองก็ไม่ได้บังคับ ไม่ได้ไปอ้อนวอนร้องขอ ไม่ได้ไปประเล้าประโลมหลอกล่อเลย เพราะฉะนั้นจึงเป็นความจริง คนมาอยู่ในสังคมชาวอโศกนี้เป็นสังคมอิสรเสรีภาพ คุณจะเข้ามาเป็นสมาชิกของชาวอโศก เขาจะมาด้วยความสมัครใจ มีปัญญารู้ว่า มาอยู่ที่นี่เป็นอย่างไร ไม่กินเนื้อสัตว์นะ ต้องมีศีลนะ ต้องมาเป็นคนจนนะ โดยเฉพาะมีรายได้เอาเข้ากองกลางนะ ถ้าคุณไม่เต็มใจจะยาก คุณจะอยู่ยาก แม้คุณเต็มใจ แต่มันยังมีกิเลสเหลือ คุณก็จะมีกระมิดกระเมี้ยนไว้ ซึ่งเราไม่มีปัญหา มีแน่ มีอยู่บ้าง คนที่กระมิดกระเมี้ยนเอาไว้เป็นของตัวเองอยู่บ้าง มันก็มีอยู่บ้าง แต่จำนวนคนที่ เป็นสมาชิกส่วนใหญ่ มันเป็นคนมีคุณธรรมจริง มันเป็นของจริง เป็นคนที่มีวรรณะ 9 มี พุทธพจน์ 7 วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) _สู่แดนธรรม... เสียภาษี 100% มันยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์นะครับ พ่อครูว่า... เราก็รู้ว่าในสังคมมนุษยชาติมันมีกิเลสกันเยอะ คนที่จะมาอย่างนี้ได้มันมีไม่มากหรอก แต่ในมนุษยชาติประเทศไหนที่มีกลุ่มคนแบบนี้มันก็จะเป็นแก่นแกนของสังคม เขาก็อยู่สบายของเขาอย่างพวกเราชาวอโศก เราสบายเราเสียสละเราเสียภาษี 100% ไม่ต้องสะสมมีเงินมีทองอย่างทุกคนอยู่นี้ ก็สบายไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลย มันเป็นคุณสมบัติคุณวิเศษเป็นโลกุตรจิต เป็นจิตที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบแล้วเอามาประกาศให้คนพิสูจน์ มันเป็นเรื่องจริงยืนยันได้ ผู้ศึกษาจริงๆ แล้วไม่มีอคติไม่มีอัตตามานะ ฟังแล้วจะรู้ว่า โอ้โห เขาไม่ได้มาแอ๊คท่าดรามาติค สร้างภาพ เหมือนเล่นละครนะ ไม่ใช่นะ เป็นเรื่องจริงจริงใจ กายอย่งไร วจีอย่างไร มโนก็อย่างนั้น ยถาวาที ตถาการี ยถาการี ตถาวาที _สู่แดนธรรม... ผมเคยฟังนักศึกษาปริญญาเอกจากต่างประเทศ มาสัมภาษณ์พ่อท่าน เรื่องเสียภาษี 100%เขาก็บอกว่า อย่างนี้ก็เป็นคอมมิวนิสต์สิ ผมประทับใจที่พ่อท่านตอบว่า คอมมิวนิสต์เป็นระดับเด็กๆ ของพระพุทธเจ้าเป็นพ่อเป็นปู่ของคอมมิวนิสต์เลย พ่อครูว่า... ก็หมายความว่า มันเป็นความสูง ความแข็งแรง เป็นผู้ให้กำเนิดคอมมิวนิสต์ด้วย คือ คำว่าคอมมิวนิสต์ คือ ผู้ใช้กฎหมู่ มาบริหารสังคม คณาธิปไตย มีการบังคับตามความเห็นของหมู่ เห็นความเป็นใหญ่ เห็นอย่างไร เอาอย่างนั้นมาใช้กับประชาชนบังคับด้วย ต้องทำตาม ความเห็นของกลุ่มนี้ คอมมิวนิสต์ก็ยังมีการบังคับ command เป็นการบังคับ แต่ตรงกันข้ามกันกับของสาธารณโภคี อิสรเสรีภาพสมบูรณ์แบบ ไม่มีการบังคับเลย สมัครใจมาอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม บุคคลกลุ่มนี้ สังคมนี้ หมู่บ้านนี้ ชุมชนนี้ ตำบลนี้ อำเภอนี้จังหวัดนี้ ประเทศนี้ ถ้ามารวมกัน แต่ขณะนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น แล้วจริงๆมันจะเป็นอย่างนั้นได้ยาก มันก็กระจายกันอยู่ อย่างชาวอโศกนี้เป็นชุมชน เป็นหมู่บ้านกระจายกันอยู่ เป็นหมู่บ้านตามนิตินัย ขึ้นทำเนียบของรัฐบาล หมู่บ้านถูกต้องตามทะเบียนราษฎร์ มีอยู่ 2 หมู่บ้านที่เป็นนิตินัยคือราชธานีอโศก ศีรษะอโศก นอกนั้นชุมชนของชาวอโศกอื่นๆไม่ได้ขึ้นทะเบียนราษฎร์ มีเหมือนกันบางที่ แม้แต่ในกรุงเทพฯ เขาก็ให้ขึ้นเป็นชุมชน แต่เราไม่ไปขึ้น หรือในสีมาอโศกเขาก็ให้ไปขึ้น แต่เราไม่ไปขึ้น เราก็จะอยู่อย่างนี้ เราไม่เป็นไรหรอก เราไม่ขึ้น เราก็ไม่มีปัญหาอะไร ทางการก็ยังดูแลได้ เราก็ทำตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายของสังคมเขา เพราะฉะนั้นที่มันเป็นไปได้ เพราะได้อบรมฝึกฝนคุณธรรมตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ก็ต้องบอกจิตวิญญาณที่ได้รับการขัดเกลา สัลเลขธรรม อบรมฝึกฝนแล้ว จิตวิญญาณมีคุณสมบัติ 7 ประการตามหลักสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ สาราณียะ แปลว่า ความคิดถึงกัน ระลึกถึงกัน จิตมันระลึกถึงกัน เหมือนพระพุทธเจ้าตื่นขึ้นมาท่านก็ได้ระลึกถึงว่า จะไปช่วยใคร มีแต่ระลึกถึงคนอื่นเพื่อไปช่วยคนอื่นเขา สำหรับตัวเองนั้นช่วยตัวเองได้แล้ว หรือไม่ต้องช่วยตัวเองแล้ว หรือ ให้คนอื่นเลี้ยงไว้ ดูแลไว้ เพราะเราเป็นคนเลี้ยงง่ายๆ ให้คนอื่นเลี้ยงไว้ดูแลไว้ เราเอาเวลาไม่ต้องไปคิดถึงตัวเองเลย เอาเวลาแรงงานทุนรอนทุกอย่างไปทำงานเพื่อผู้อื่นซะ คนนี้ทำงานเพื่อผู้อื่น 100% ไม่มีตัวตน ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ติดในลาภยศสรรเสริญโลกียสุขที่ได้ ไม่เกี่ยวไม่เอา _สู่แดนธรรม... คนที่ฟังครั้งแรกอาจจะรู้สึกทึ่งว่า มันเป็นไปได้หรือ ผมขอยกตัวอย่างตอนที่ที่นี่เกิดน้ำท่วม ปี 2545 ทำให้พืชผักปลูกไม่ได้เลยครับ พ่อครูว่า... เดี๋ยวนี้ก็ยังปลูกไม่ได้เลย ปลูกได้แต่ปลูกผักบุ้ง ปลูกผักกระเฉด _สู่แดนธรรม... ชุมชนอื่นที่เป็นพี่น้องของเรา เขาก็นึกถึงน้องเล็กคือบ้านราช พี่ๆคนโต อย่างเช่น ปฐมอโศก เป็นหมู่บ้านแรก เขาก็แข็งแรงนะเป็นผู้ใหญ่ เขาก็ส่งมาช่วยพวกเรา ชุมชนอื่นที่ปลูกผักได้ก็ส่งมาพวกเรา พ่อครูว่า... นี่แหละคือสาธารณโภคี คือระลึกถึงกัน สาราณียะ อันที่ 2 คือ ปิยกรณะ ความรักกัน แต่ไม่ใช่ความรักมิติที่หยาบ อาตมาก็เขียนขยายความในหนังสือความรัก 10 มิติ ซึ่งข้อนี้ต้องเป็นความรักในระดับที่ 7 ขึ้นไป ซึ่งเป็นความเห็นที่เป็นสากล เป็นความรักที่เกินกว่าสังคมเท่านั้น มันสูงกว่าความรักเพื่อสังคม เป็นความรักที่มีคุณธรรมของโลกุตระ เรียกว่า ความรักมิติที่ 7 ขึ้นไป สากลนิยม เป็นปรมาตมัน ทุกคนพอรู้ว่าต้องเผื่อแผ่ผู้อื่น แต่มันยังมีตัวตนอยู่นะ สำหรับชาวพุทธไม่มีตัวตนแล้วมันจึงเหนือชั้นกว่าเทวนิยมหรือปรมาตมันของสากลเขา ยิ่งมาเป็น ความรักมิติที่ 8 เป็นอาริยชนเลย ตัดรอบชัดเจนเป็นอเทวนิยม มันลดตัวตน ไม่มีตัวตนไม่เห็นแก่ตัว มันอรหันต์ขึ้นไป ผู้ที่ฝึกฝน โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จนถึงขั้นโพธิสัตว์ขึ้นไป ยิ่งสูงขึ้นไป ก็เป็นผู้ที่มีคุณธรรมของนิพพานแล้วเลยพระอรหันต์ไปแล้ว ก็เป็นมิติที่ 9 เป็นโพธิสัตว์ระดับที่ 9 สูงส่งอย่างเห็นได้ มีรูปธรรม อย่างที่กระทำกันอยู่นี้ อวิวาทะ ไม่ทะเลาะวิวาทกัน มีขัดแย้งกันบ้าง แล้วก็มีข้อสรุปจบ ทุกคนยุติกัน การยุติ เดี๋ยวจะได้พูดกันอย่างลึกซึ้ง ไม่มีทะเลาะวิวาท เพราะฉะนั้นพวกเราจะไม่มีตำรวจไม่ต้องมาทำงานเลยในที่ชาวอโศก แต่ไหนแต่ไรมาเลย ไม่มีเรื่องไปขึ้นโรงขึ้นศาล นอกจากมีคนมาโกงที่ดินบ้าง เราก็ต้องขึ้นศาล สามัคคียะ อยู่กันอย่างสามัคคี เป็นชุมชนที่มี เมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม สามัคคี เอกีภาวะ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นหนึ่งเดียวกันเลย ใจประสานกันหมด เป็นหนึ่งเดียวกัน แน่น เป็นเอกภาพ เอกีภาวะที่แน่น ใครตีไม่แตกง่ายๆ อสังหิรัง ใครจะมาล้มล้างไม่ได้ง่ายๆ เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสกับพระเจ้าลิจฉวี ที่จะไม่มีใครตีแตก เป็นต้น มันเป็นคุณธรรมที่ถอดมาจากของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านทำได้ตอนนั้นในสังคมสงฆ์ ในสังคมพุทธ ในสังคมผู้ที่บวชเท่านั้น ท่านไม่สามารถไปทำกับฆราวาสได้ เพราะสิทธิของฆราวาสเอง เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทรัพย์สินของฆราวาส ถ้าพระเจ้าแผ่นดินจะริบไปก็ริบไปได้หมดเลย พระเจ้าแผ่นดินเป็นเจ้าของกฎหมายหมดเลย จึงเป็นไปไม่ได้กับฆราวาส พระพุทธเจ้าก็เลยทำได้เฉพาะในวงสงฆ์ ผู้มาอยู่ในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ท่านทำได้ ทำได้แล้วท่านไปไหนๆ พระเจ้าแผ่นดินในยุคนั้นๆในแคว้นต่างๆของทวีปอินเดีย ยอมให้พระพุทธเจ้าหมดเลย ยอมรับว่าเป็นพระพุทธเจ้า แม้จะเป็นศาสนาพราหมณ์ ฮินดูในยุคนั้นนะ ที่ยังไม่รู้จักพุทธ เพราะว่าพระพุทธเจ้าเพิ่งจะอุบัติ เขาก็ยอม พระคุณธรรมของฮินดูเขาก็รู้ว่าเป็นสุดยอด แต่เขายังเป็นไม่ได้ เขาก็ต้องยอมพระพุทธเจ้าหมดเลย แต่พระพุทธเจ้าก็อยู่ในขอบเขต กรอบที่ข้อจำกัดทำได้แค่สงฆ์ แต่ในยุคนี้ไม่เหมือนกันแล้ว ยุคนี้มันไม่มีทาส ไม่มีนายทาส ไม่มีสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทุกคนมีสิทธิมนุษยชนเต็มตัว อิสรเสรีภาพหมด ซึ่งเกิดจริงเป็นจริง ไม่ใช่อาตมาเก่ง แต่มันเกิดจากบริบทที่ต่างกัน ในยุคคนละ กาละ เทศะ ฐานะ มันคนละยุคกาล คนละบริบท คนละเรื่อง แล้วเป็นจริง มายืนยันพิสูจน์ได้ เป็นเรื่องความจริงใจไม่ใช่เสแสร้ง ไม่ใช่เล่นละคร ไม่ใช่เรื่องความคิดเห็นลอยลมอยู่แค่ของ Thomas More ยูโทเปีย อุดมคติเท่านั้นไม่ใช่ แต่นี่เป็นเรื่องจริง เป็นปรากฏการณ์จริง เป็นมนุษยชาติจริง เป็นจิตวิญญาณจริง ที่เหนือกว่า Utopia เป็นเพียงจินตนาการของโทมัสมอร์เท่านั้น มันไม่มีจริง Thomas More ป่านนี้ก็คงเกิดมาเป็นชาวอโศกไม่รู้ล่ะ อ้าวจริงนะ เพราะว่าความคิดเขาเป็นจริงแล้ว แต่ว่าเขายังไม่มีบุญบารมี เดี๋ยวนี้อาจจะมาได้ _สู่แดนธรรม... นักวิชาการบอกว่าอยากจะทำหมู่บ้านแบบพ่อท่านบ้าง พ่อครูว่า... ตอนนี้ชาวเกาหลีอยากจะให้มีอย่างนี้บ้างที่เกาหลี ซึ่งที่อื่นเขาบอกว่าเสแสร้ง เป็นได้ชั่วคราว เป็นไปได้ยังอยู่ มันก็ต้องปลูกฝังให้ถึงจิตวิญญาณ ยิ่งกว่า DNA นะ ให้จิตเป็นจิต พุทธพจน์ 7 จะเป็นได้ต้องมาปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา จรณะ 15 วิชชา 8 ของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิที่ไปตามลำดับ ลัดขันตอนไม่ได้ จะวกวน วิตักกจริต เสียเวลานานด้วย อย่าไปนึกว่าตัวเองจะเอาเร็วไวและสูง มันไม่ได้ ต้องเอาตั้งแต่เบื้องต้นศีลข้อ 1 2 3 4 5 พื้นฐานไป ศีล 8 ศีล 10 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ไปตามลำดับ มันจะเป็น อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ อธิจิตอธิปัญญา ไม่มีใครจะรู้แจ้งในเรื่องของความเป็นมนุษย์กับสังคมมนุษย์ได้เท่ากับพระพุทธเจ้า คิดให้ดีๆ เพราะฉะนั้นจะมีวิชาการ หลักสูตรวิชาการในความเป็นมนุษย์ ใช้เป็นหลักสูตรอะไรก็ตามในสังคมศาสตร์ทั้งหลาย เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ เป็นเรื่องของสังคมทั้งนั้น นอกจากจะเป็นเรื่องเทคนิค วิศวกรรม มันไม่ใช่เรื่องสังคมศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องสังคมศาสตร์เป็นต้น แต่ถ้าสังคมศาสตร์แล้วล่ะก็ เศรษฐศาสตร์กับรัฐศาสตร์ ก็เรียนรู้กันดีๆทั้งนั้นปริญญาเอกทั้งหลาย 651010 วัตถุ พฤติกรรม และจิตวิญญาณของความยุติที่ยิ่งใหญ่ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 58

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน