โพธิสัตว์แท้ของพุทธต้องพาคนให้ลดกิเลสได้จริง.docx
เนื้อหาในไฟล์
โพธิสัตว์แท้ของพุทธต้องพาคนให้ลดกิเลสได้จริง วันนี้มันวันที่ 1 ธันวาคมเข้าเดือนสุดท้ายของปีแล้วนะ ถ้าวันที่ 5 ธันวาคมก็จะเป็นครึ่งหนึ่งของปีสำหรับอาตมา อาตมาเกิด 5 มิถุนายน ถ้าถึง 5 ธันวา ก็เป็นครึ่งหนึ่งของ 6 เดือน อาตมาเกิด 5 มิถุนายน ถ้า 5 ธันวาคมก็ 6 เดือน เพราะฉะนั้นอาตมาอายุ 89 ปี 6 เดือน ในวันที่ 5 ธันวาคม ไปอีก 6 เดือนถึง 5 มิถุนายน 2567 ก็เต็ม 90 คนอายุ 90 อาตมาก็ว่าขนาดอาตมานี้ มีกำลังวังชามีความกระปรี้กระเปร่ามีกล้ามเนื้อ มีอะไรต่างๆนานาส่วนสรีระ ให้วิญญาณหรือให้จิตมันใช้งานคล่องแคล่ว ได้พอสมควรก็ถือเป็นโชคดีที่เข้าท่า โชคดีที่ดีแล้วล่ะ ตามวิบากหรือว่าตามบารมี ได้ขนาดนี้ ที่ทำได้อย่างนี้ก็เพราะว่าศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้ามาแล้วก็ได้พากเพียรมาจนกระทั่งเป็นโพธิสัตว์ ในศาสนาพุทธ ในศาสนาพุทธ ในเมืองไทย โต่งไปทางเถรวาท อาตมาขยายความโพธิสัตว์ มีคนตั้งจิตเป็นโพธิสัตว์เยอะเหมือนกัน ธีระ วงศ์โพธิ์พระ เป้าเก็งเต็ง ตั้งจิตเป็นโพธิสัตว์แล้วก็เข้าใจว่าโพธิสัตว์คือผู้ตั้งจิตเป็นพระพุทธเจ้า ง่ายๆ แต่ไม่มีคุณธรรมอะไรไม่รู้เรื่องอะไร แต่มุ่งเรื่องเดียวคือเรื่อง เจ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ เป้าเกงเต็ง สมาคม เสียไปแล้ว ตายไปแล้ว _สู่แดนธรรม... ใช่คนเดียวกันกับเสถียร โพธินันทะไหมครับ พ่อครูว่า... ไม่ใช่ ไม่ใช่เสถียร โพธินันทะ ส่วนธีระ วงค์โพธิ์พระ เขาก็เลื่อมใสเสถียร โพธินันทะ เขาถือว่าเสถียร โพธินันทะเป็นโพธิสัตว์ เขามีความรู้ในเรื่องของธรรมะมากสำหรับเสถียร โพธินันทะ ธีระ ก็ศรัทธาเลื่อมใสเสถียร โพธินันทะ เมื่อมีผู้ที่นำเอาความตรัสรู้เรียกว่าโพธิมา แล้วในโพธินี้มีอรหันต์อยู่ในนั้น พึ่งโพธิสัตว์อาตมาก็เอามาขยายความในโพธิรักษ์อธิบายนี่แหละ จนให้เห็นโพธิสัตว์ในระดับหนึ่งโพธิสัตว์ในโสด
อ่านต่อ
าบัน โพธิสัตว์ในอนาคามีในสกิทาคามีคือความรู้ในแบบพระพุทธเจ้ารู้ว่าโสดาบันคืออะไร สกิทาคามีคืออะไร อนาคามีคืออะไร อรหันต์คืออะไร คนที่มีความรู้โพธิถึง 4 ขั้น ถือว่าเป็นผู้ที่สามารถรู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพานได้แล้ว รู้ถึงขั้นไม่ใช่พยัญชนะเท่านั้น แต่รู้ถึงจิตเจตสิกเองจริงๆ แล้วก็มีโพชฌงค์ มีธรรมวิจัยมีสติตื่นสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็สามารถแยกกายแยกจิต แยกจิตแยกกิเลส แยกเวทนาแยกกิเลส สามารถแยกเวทนาแยกกิเลสได้ก็คือ ความตรัสรู้คือโพธิหรือโพชฌงค์ เกิดความรู้ถึงกิเลส จิตใด ธาตุรู้ของคนแต่ละคนแยกกิเลสที่อยู่ในเวทนาของตนเองได้ เห็นหน้ารู้หน้าอาการของกิเลสได้ นั่นชื่อว่าปัญญาและปัญญาจะมีธรรมฤทธิ์ ปัญญากับกิเลสมันคือคู่รามกับทศกัณฐ์ ฆ่ากันเลย เจอกันที่ไหนฆ่ากันที่นั่น แต่ของรามเป็นนิทานกับทศกัณฐ์ รามเป็นผู้ดีพอจะฆ่าทศกัณฐ์ก็ฆ่าอย่างอ่อนช้อย ส่วนทศกัณฐ์นั้นก็ฆ่าอย่างโหดเหี้ยม เป็นนัยยะซ้อนแสดงถึงลีลา ฆ่า เหมือนไม่ได้ฆ่า แต่มีฤทธิ์ยิ่งกว่าการฆ่าอย่างโหดร้ายรุนแรงฆ่าอย่างอ่อนช้อยอย่างราม ฆ่าได้อย่างสนิท ฆ่าได้อย่างเรียบร้อย ฆ่าได้อย่างประเสริฐพิเศษที่สุดแล้วจริงกว่าด้วย อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในรามเกียรติ์ก็ตามก็เป็นนิทานเรื่องของสัจธรรมตั้งแต่เป็นพุทธจนกระทั่งเพี้ยนไปเป็น ที่จริงจะไปเป็นอะไรก่อนพุทธก่อนฮินดูหรือฮินดูก่อนพุทธก็ตาม จริงๆแล้วความรู้อย่างฮินดูความรู้อย่างเจโตอย่างเทวนิยมมันครองโลก มันครองโลกมาก่อน จนมามีพระพุทธเจ้าตรัสรู้พระพุทธเจ้าองค์ที่ 1 เมื่อไหร่เราไม่รู้ล่ะตรัสรู้ความจริงขึ้นมาว่าโธ่เอ๋ย เทวนิยมรู้จักจิตวิญญาณไม่ครบ ดูจิตวิญญาณไม่พอก็เลยเป็นทาสจิตวิญญาณอยู่ตลอดกาลนาน อยู่นิรันดรพระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้ ว่าจิตวิญญาณไม่ใช่ทาสนิรันดรไม่ใช่เทวะ สุขทุกข์ มันเป็นเพียงธาตุปรุงแต่งกันอยู่ 2 ธาตุ เกิดมาเป็นธาตุรู้ เรียกด้วยภาษาว่าวิญญาณและก็เข้าไปยึดเอาตัวตนเป็นอัตตาเป็นตัวตน แล้วก็หลงอาการตัวตนนั้นแปลงตัวเป็นอาการสุข แล้วก็มันมีคู่คือทุกข์ เพราะฉะนั้นเขารู้ความจริงอันนี้ไม่ได้ ก็เลยติดอยู่กับสุขคือหน้าหลอกแต่ก็ยังมีทุกข์อยู่ตลอดไม่หมดไปได้ พอรู้สุขรู้ทุกข์แล้วสุขทุกข์ก็หายไป เมื่อสุขทุกข์ของจิตวิญญาณหายไปเลย จิตวิญญาณก็หายไปด้วย ฟังเข้าใจไหม เพราะฉะนั้นอาการที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ถึงสุขทุกข์นี่แหละเป็นอาริยสัจ อาตมาไม่เรียกอริยสัจ แต่อาตมาเรียกอริยสัจ เพราะอริยสัจมันเป็นความเฉลียวฉลาดความประเสริฐแหละ แต่มันเพี้ยนไปหมดแล้วกลายเป็นเรื่องขลัง เรื่องอริยะ อาตมาก็เลยขอใช้ อาริยะ ตาม พยัญชนะ ของพระศรีอาริยเมตไตรย จะมาขอยืมพระศรีอาริยเมตไตรยมาใช้ ก็แปลว่าผู้ประเสริฐจริง เป็นผู้ฉลาดจริง ถึงได้รู้ความจริงอันนี้ได้ ความรู้อันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นความรู้เรื่องจิตวิญญาณยิ่งใหญ่ที่สุด รู้อาการของจิต ที่มันปรุงแต่งกันขึ้นเรียกว่าสังขาร แล้วก็เรียกเต็มว่าวิญญาณแต่แท้จริงมันคือสภาพ 2 คือนามรูปปรุงแต่งกันอยู่เข้าไปสนิทเนียนก็เป็นอายตนะ อายตนะคือคู่ของ อายะ กับ ตนะ คือนามรูป สองนี่แหละ ซึ่งอายตนะเขาเข้าใจว่าเป็นหนึ่ง สองมันรวมเป็นหนึ่ง ที่จริงมันมี 6 มันมี ฉฬายตนะ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงรู้จัก ฉฬายตนะ อายตนะ ที่เกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 คู่ คู่ข้างนอก 5 คู่ กิเลสข้างนอก 5 คู่เรียนรู้กิเลสข้างนอก พอกิเลสข้างนอกจากตาก็ดีหูก็ดีจากกายที่กระทบกับรูป ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก แล้วมันมีกิเลสกับสิ่งเหล่านี้จนกระทั่งกิเลสมันเจอปัญญามันหนีหายหมดเลย พอจิตเกิดปัญญาปั๊บ กิเลสวิ่งหนีหูตูบเลย สำนวนโพธิรักษ์ ก็สำเร็จเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เหลือภายในก็มาเรียนรู้ภายในต่ออีก ถ้าไม่มีลำดับที่จะล้างกิเลสภายนอกออกก่อน ไปงมงายอยู่ในภายในหลับตา ไม่มีทางที่จะบรรลุธรรมเพราะลัดไม่เป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่มีทางที่จะบรรลุได้ นี่คือความเสื่อมจนไปนั่งหลับตาแบบ เดียรถีย์ ซึ่งมีมาเก่าก่อนพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้อันนี้มาลืมตาปฏิบัติมามีฌานแบบลืมตา ฌาน ที่เกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือ ตากระทบรูปแล้วก็รู้จักกิเลส แล้วก็สร้างพลังงานจิต ให้เป็นพลังงานปัญญากำจัดกิเลสนั้นได้ อย่างลืมตาถ้าไปหลับตาไม่มีฌานของพระพุทธเจ้าเป็นฌานแบบ เดียรถีย์ เป็นฌานมิจฉา อันนี้อาตมาก็ว่าได้อธิบายอย่างนี้ อธิบายชัดเจนแล้วนะ เพราะฉะนั้นเมื่อผู้สามารถเข้าใจและปฏิบัติของตนเองจนเกิดฌานลืมตา มีฤทธิ์เป็นปัญญาที่ล้างกิเลสได้ พลังงานที่เราสร้างเป็นปัญญาได้จนกระทั่งกิเลสเรามันหายไปด้วยพลังงานรู้ รู้ว่าไอ้นี่คือตัวโง่มันฉลาดจนกระทั่ง สัมผัสทางตาเคยเกิดกิเลส เช่นผู้หญิงนี้แต่ก่อนชอบลิปสติกสีนี้ ว่างั้นนะ พอมาเกิดปัญญาแล้วโอ้โห เราไปงมงายกับมันอยู่ตั้งนาน นี่อาตมาพูดกับพวกเรา อาตมาก็คงคิดว่าพวกเราไม่ไปทาลิปสติกอีก เลอะปากเปล่าๆ มันเกิดปัญญาเห็นไหม แต่ก่อนเราทำไมมันหลง สวย ถ้าไม่ได้ทาแล้วออกจากบ้านไม่ได้ มันอย่างนั้นอย่างนั้นจริงๆ มันเรื่องเป็นจริงหรือเปล่า คุณสวยจริงๆนะหรือ แต่ตัวฉลาดที่ว่าแต่ก่อนนี้กับตอนนี้เรารู้สึก แต่ก่อนนี้คุณไม่ได้ทาลิปสติกออกจากบ้านไม่ได้ แต่จริงๆแล้วมันสวยจริงหรือเปล่า สวยไม่จริง นี่เห็นไหมมันซ้อนอยู่อย่างนี้ ผู้หญิงก็คงเข้าใจผู้ชายจะอะไรบ้างก็แล้วแต่ _สู่แดนธรรม... จะไม่สวยแต่ก็มีความมั่นใจครับถ้าได้ทานลิปสติกออกจากบ้าน มั่นใจว่ายังไงก็ไม่อายเขา พ่อครูว่า... มั่นใจที่มันโง่ไปถูกอะไรมาทาไปไหนก็ต้องพกกระจกอีก นอกจากจะแดงแล้วต้องมีกระจกอีก เผลอเมื่อไหร่เป็นเติมลิปสติกอีก มันซีดแล้วนะ ทำไมมันเป็นภาระถึงขนาดนั้น _ไม้ร่มว่า... สมัยผมเป็นเด็กมีคนหนึ่งทาลิปสติกอยู่ที่บ้านผม อยู่ในเมืองเขาทาลิปสติกพอกลับไปบ้านเขาลบออกหมด เพราะที่หมู่บ้านเขาเรียกว่า ช็อกการี พ่อครูว่า... ขาน ตามที่เขาพูดมาเพราะเขาไม่มีไมโครโฟนอาตมาก็ทวนให้ทางบ้านเขาฟัง ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เดี๋ยวนี้คนฉลาดรู้แล้วว่าคนไม่ทาลิปสติกนี้คือ ... ไม่พูดต่อ รู้แล้วว่าถ้าไปทาลิปสติกแล้วจะกลายเป็น ช็อก… ก็เลยไม่ทา นี่คือความรู้ความเข้าใจความเห็นของคนมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ที่นี้จะเป็นอย่างนั้นแม้แต่ยุคนี้ยังจะพูดยากเลยเห็นไหมยังพูดกันยากเลยไปกระทบกระเทือนกัน กระเทือนไปถึงอะไรต่ออะไรเยอะด้วยอาตมาก็เลยต้องสงวนเพราะว่ารู้จัก กาละ เทศะ ฐานะ อยู่ คนเรามาเรียนรู้ความจริงได้แล้วปลดปลง สิ่งที่ถูกหลอกอย่างนี้เป็นต้นยกตัวอย่างอย่างนี้เป็นต้น ผู้หญิงต้องทาลิปสติก เป็นต้น ซึ่งอธิบายได้ง่ายเพราะลิปสติกมันก็ไม่นานหลงกันไม่นาน ช่วงคนอายุ 50 ถึง 60 ปีเข้าใจได้แล้ว 50 ปีที่แล้ว 60 ปีที่แล้ว ยังทาลิปสติกนี่ มีคนไทยนี่แหละยังรู้สึกว่า การทาลิปสติกนี้ยังไม่นิยมมาก เพิ่งจะ 50-60 ปีมานี้ ทุกวันนี้ถ้าไม่ได้ทาลิป ผู้หญิงไม่ใช่ผู้หญิงเลยนะ ไม่ว่าที่ไหน ฉะนั้นคนไม่ได้ทาลิปสติกได้ อยู่ในสังคมโดยไม่ได้เก้อเขินไม่ได้ยุ่งยากไม่ได้ลำบากเลย เหมือนพระเทพฯ สุดยอดเลย เป็นคนที่ เป็น โลกุตระแท้ๆ เป็นคนไม่ได้เป็นทาสโผลกไม่ได้ไปตามโลกกับเขาเลย เป็นผู้มีภูมิปัญญาของตัวเองอย่างชัดเจน อยู่ในสังคมนี้ นี่อธิบายธรรมะอย่างนี้ง่ายๆแต่ลึกซึ้ง ธรรมะที่อาตมาอธิบายแบบนี้ง่ายๆแต่ลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นความไปนิยมในโลกที่ไปสร้างรูปแบบ สร้างค่านิยมให้ไปนิยมยกย่องอะไรต่างๆนานา ไม่ต้องเอาอะไรมาก เมืองไทยนี้เมืองร้อนไม่ใช่เมืองหนาว แล้วมาดันผูกคอเนคไท ให้มันอบอ้าวเข้าไป มันโง่หรือฉลาด เสร็จแล้วผูกเข้าไปแล้วก็ไปเปิดแอร์อีกต่างหาก นี่ในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆมันแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นตัวของตัวเอง พม่าเขาก็ไม่โง่ถึงขนาดนี้ ฟิลิปปินส์เขาก็ยังมีพวกนี้อยู่ยังมีชุดมีอะไรต่ออะไรประจำชาติเอามาใช้ ลาวก็ยังมี ก็มีไทยนี่แหละไปนิยมชมชื่น ฟังๆดูอาตมาพูดนี่เหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย ที่จริงมันกินลึกถึงจิตวิญญาณ มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยมันเรื่องละเอียดเป็นเรื่องที่กินลึกถึงจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าสามารถที่จะเข้าใจเรื่องที่จะเรียกว่าเล็กน้อยหรือกินลึกพวกนี้ แล้วเราก็เข้าใจแก่นแท้ เข้าใจแก่นแท้ของสาระสัจจะ ที่เป็นมนุษย์ ผู้ที่ปลงภาระ ไม่ไปติดค่านิยมของโลกๆเขามาก แล้วก็ไม่เลยเถิดไปมากเหมือนกับไม้ร่มนี่ พวกนั้นก็เป็นผู้ที่ตรัสรู้หรือรู้ความพอเหมาะพอดี ถ้าเลยเถิดไปมันก็ไม่ ถ้าเลยเถิดไปมันก็ไม่ใช่ ถ้าเลยเถิดไปมันก็ไม่ใช่ ไม้ร่มไม่ไปใส่เนคไทแต่ไปใส่เสื้อผู้หญิง ซึ่งไม้ร่มเขาถือว่าเป็นประเด็นของความศิลปินอันนี้ก็ฉลาดน้อยอยู่ ซึ่งมันไม่ใช่ ความเป็นศิลปินคือผู้มีศิลปะอันเป็นมงคลอันอุดม คือมันไม่ใช่คนประหลาดแบบนั้น ไม่ใช่เป็นคนมีอะไรแปลกจากคนอื่น ใช่โลกุตระแปลกจากโลกียะแน่ แต่ไม่ได้เป็นคนสุดโต่งหรือเป็นคนไม่อยู่ในองค์ประกอบของมนุษย์ ไม่ใช่ แต่มันมีแปลกในที่ _ไม้ร่มว่า...ผมใส่ประท้วงครับ พ่อครูว่า... เขาเป็นนักประท้วงมา เขาเป็นอาจารย์สอนศิลปะในโรงเรียนนานาชาติ เขาผูกสากกะเบือแทนเนคไท ไปสอนเด็ก อะไรอย่างนี้เป็นต้น จะเรียกว่าประท้วงก็เป็นคำแก้ตัวของเขา แต่ที่จริงมันสุดโต่ง ของเขา เขาเข้าใจว่าอย่างนั้นคือศิลปะคือพวกมีเอกลักษณ์ของตัวเองไม่เหมือนใครอะไรต่ออะไรพวกนี้ ซึ่งก็สั่งสอนกันมาต้องบ้าๆบอๆเหมือนแวนโก๊ะ ตัดหูตัวเองข้างนึง ไม่ค่อยเต็มไม่ค่อยปกติ ก็เป็นธรรมดา 661201 พ่อครูคือผู้สถาปนาโลกุตระปัญญา ล้างอวิชชาในยุคนี้ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก