70 ปีแล้วยังไม่พ้นทุกข์เพราะยังมีอวิชชา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.35 KB
วันที่แก้ไข3 ธันวาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

70 ปีแล้วยังไม่พ้นทุกข์เพราะยังมีอวิชชา _เบญจวรรณ ลูกดิน . อยู่มา 70 ปียังไม่พ้นทุกข์ค่ะ เหตุแห่งทุกข์ทำไมละไม่ได้คะ พ่อครูว่า... ตอบสั้นๆว่า โง่ หรือ อวิชชา ก็คือไม่ฉลาด ฉลาด ภาษาไทยมาจากคำว่า ฉฬายตนะ คืออายตนะ ฉลาดที่ไม่มีอายตนะ 6 อย่างเทวนิยมมีแต่ทวารใน พวกนี้ไม่มีสิทธิ์ฉลาด โง่ตลอดกาลนาน เทวนิยมก็ไม่รู้เรื่องของอายตนะ 6 ของพุทธเองพระพุทธเจ้าตรัสรู้อายตนะ 6 แต่ไปหลับตาปิดเหลือทวารเดียวก็เหมือนเทวนิยมโง่อยู่อย่างเดิม ไม่มีความรู้ของทวารไม่มีฉลาด เอาง่ายๆคุณบอกว่าไม่พ้นทุกข์ ก็เพราะว่าคุณไม่ฉลาดในทวารทั้ง 6 ตากระทบรูปแล้วก็รู้จักเหตุปัจจัยกระทบ สิ่งที่กระทบขึ้นมาเป็นเวทนา ตากระทบรูปเป็นเวทนา หรือเป็นสังขารก็ได้ กระทบรูปแล้วก็ปรุงแต่งเป็นสังขาร สังขารก็คืออาการของจิตที่ปรุงแต่งกัน ปรุงแต่งกันขึ้นก็เป็นสภาพที่เรียกว่าเวทนา เวทนาเป็นความรู้สึกเป็นอารมณ์ปรุงแต่งกันจนกระทั่ง มันแยกยากกว่ามันปรุงแต่งกันเป็น 2 สังขารวิญญาณนามรูปอายตนะ ไม่เหมือนกัน อายตนะก็คือสภาพ 2 แล้วก็ไปลงสภาพ 2 ที่มันแน่น มันปรุงแต่งกันแน่นมั่วปรุงแต่งกันเป็นรูปเป็นร่างเป็นเรื่องเป็นราว ก็สุขทุกข์อยู่ในนั้นเต็มไปหมด เพราะฉะนั้นไม่รู้จักอวิชชา ไม่รู้จักสังขาร ไม่รู้จักวิญญาณ ไม่รู้จักนามรูปไม่รู้จักอายตนะ มีครึ่งหนึ่ง ชีวิตก็เลยจมอยู่ในอายตนะที่มี 6 ไม่ได้ศึกษาอายตนะที่มี 6 จึงไม่รู้สุขรู้ทุกข์ไม่รู้เวทนาไม่รู้สังขาร และไม่รู้วิญญาณ ก็จมอยู่ในสิ่งเหล่านี้ตลอดกาลนาน พระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าก็ย่อยลงมาให้ละเอียดอีก มีผัสสะกระทบแล้วก็เกิดเวทนาเกิดความปรุงแต่งขึ้นมาเป็นอารมณ์ เป็นความรู้สึกเวทนา และให้ศึกษาที่เวทนานี่แหละเป็นตัวกรรมฐานเป็นจุดสำคัญของศาสนาพุทธ ให้ศึกษาอันนี้ เพราะฉะนั้นถ้าไปปฏิบัติธรรมขอ

อ่านต่อ

งพุทธไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่มีผัสสะ ไม่สำรวมอินทรีย์ ไม่มีชาคริยานุโยคะ ไม่รู้จักสังขารที่ปรุงแต่งจากผัสสะแล้วรู้จัก ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก ไม่รู้สิ่งเหล่านี้ก็ไม่มีเวทนาให้มาเรียนรู้ปฏิบัติสุขทุกข์ อยู่ที่อารมณ์หรืออยู่ที่ความรู้สึกตรงนี้ แล้วเหตุแห่งทุกข์ เกิดจากกิเลสเรียกว่าตัณหากับอุปาทาน ปัญหาก็คือกิเลสชนิดที่มีการเคลื่อนไหว อุปาทานก็คือกิเลสชนิดที่มันจับตัวกันนิ่งหรือที่อาตมาเคยบอกว่า อุปาทานคือกิเลส static ตัณหาคือกิเลส dynamic ก็ต้องมาวิจัย วิจารณ์ เรียนรู้ให้จริงว่านี่แหละ เหตุใดตัณหาหรืออุปาทาน แล้วสร้างปัญญาสร้างความรู้ให้เห็นว่า ว่าไอ้ตัวเหตุตัวนี้ทำให้เราสุขเราทุกข์ ทำให้เราไม่จบกิจ ไม่เลิกความเป็นวิญญาณ ไม่เลิกความเป็นสังขารต่างๆ ก็อยู่ในภพในชาติตลอดกาลนาน เพราะอวิชชาแล้วไม่รู้ ที่อาตมาจับสภาวะมาอธิบายให้ฟังทีละอัน ถ้าคุณรู้สภาวะธรรมอย่างอาตมาก็จะอธิบายอย่างอาตมาได้ ก็ขอพูดแค่นี้ก็แล้วกัน เพราะว่าบอกเอาพยัญชนะมาขยายสภาวะสู่ฟังขนาดนี้แล้วคนศึกษาติดตามฟังธรรมะ รู้จักจิตเจตสิก รูปนิพพานรู้จักอภิธรรมจริงตามที่อาตมาอธิบาย เป็นอภิธรรมที่อาตมาอธิบายเป็นธรรมะอย่างชั้นสูง ธรรมะอย่างโลกุตระ ใครฟังแล้วอ่านสภาวะตามที่อาตมาบอกพยัญชนะตัวนี้คืออาการอย่างนี้ เช่น บอกสังขารอย่างนี้ วิญญาณอย่างนี้ นามรูปอย่างนี้ อายตนะก็เป็นอย่างนี้ หรือเวลาผัสสะแล้วเกิดเวทนาเป็นอย่างนี้เกิดปัญหาเกิดอุปาทาน อ๋อ ตัณหา เป็นอย่างนี้อุปาทานเป็นอย่างนี้แล้วก็ทำปัญญาให้แจ้ง เรียนรู้ว่ากิเลสเหล่านี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ เราโง่ให้มันไปตามมันเป็นทาสมัน มันหลอกให้เชื่อตามมัน เขาก็เป็นทุกข์ตามมัน ถ้าเรามีปัญญาฉลาดแล้วก็ไม่ไปเชื่อตามมันไม่ไปหลงว่าสุขกับทุกข์นี่เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องมีอิทธิพลแล้วเราจะต้องเป็นสุข และไม่รู้ว่าสุขกับทุกข์นี้เป็นภาวะ 2 ที่มันไม่ 2 หรอกมันตัวเดียวกันแต่มันหลอกเอามาทีละหน้า มันก็เอาแต่หน้าสุขมาหลอกด้วย มันไม่เอาหน้าทุกข์มาหลอกเราอีก คุณก็ไปหลงหน้าหลอก มันใส่หน้ากากมาหลอก แต่แท้จริงหลังหน้ากากคือทุกข์ เพราะฉะนั้นเราก็จัดการอาการสุขทุกข์ 2 สภาวะคือตัวผีหลอก ใส่หน้ากากมาหลอก โง่ มันไม่เอา เราไม่เอาผีหลอก มันไม่จริง เห็นชัดเจนว่า ปัดโธ่เอ๋ยไอ้ตัวผีหลอก รู้ตัวผีหลอกมันก็หายไปปัญญามันไล่ผีดี คุณก็เลิกคุณก็พ้นสุขพ้นทุกข์ พ้นทุกอย่างเลย แล้วจิตจะพ้น จิตวิญญาณมันไปหลงสุขทุกข์ 2 ตัวนี้คืออริยสัจ ไปหลงสุขนั่นแหละที่จริงมันโง่ไม่รู้ทุกข์ ถ้าฉลาดก็มารู้สุขก็คือรู้ทุกข์ นี่คือฉลาด อาตมาพูดนี้เข้าใจไหม ทำไมเก่งทำไมฉลาดจังอาตมาว่ายากจังเลยแต่คุณก็เข้าใจ ไปได้ใช้ได้ไปรอด ลูกดิน . อยู่มา 70 ปียังไม่พ้นทุกข์ค่ะ เหตุแห่งทุกข์ทำไมละไม่ได้คะ พ่อครูว่า... คุณอาจจะไม่สุขไม่ทุกข์ในเรื่องสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายได้แล้ว แต่เรื่องคนนี้ไม่ละเว้นไม่ได้ศึกษา จับประเด็นให้ถูกตรงนี้แหละ แล้วลด อย่าไปถือสาเรื่องเล็กน้อย อาตมาเชื่อว่าทุกข์อย่างหยาบวิบากของเบญจวรรณก็คงจะไม่มาก เช่นจะต้องตามฆ่ากันเหมือนที่เขาฆ่ากัน จะเป็นเรื่องคู่ผัวตัวเมียจะเป็นเรื่องของความรักความใคร่คงไม่ใคร่แล้วล่ะ แต่ไอ้เรื่องที่ทำงานร่วมกันไม่เล็กไม่น้อยพวกนี้แหละนี่เรียนตรงนี้ อาตมาคิดว่าชี้เป้าเข้าไปให้เบญจวรรณรู้ได้แล้ว เรียนรู้นี่แหละแล้วก็ถือสามันก็ทุกข์ก็สุข แล้วก็รู้อาการทุกข์ว่ามันไม่ราบเรียบของจิต นี่คุณของทุกข์อันนี้เรียนดีๆ 661201 พ่อครูคือผู้สถาปนาโลกุตระปัญญา ล้างอวิชชาในยุคนี้ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน