บุคคล 7 จำพวก ในหมู่นักปฏิบัติธรรม.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข28 พฤศจิกายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

บุคคล 7 จำพวก ในหมู่นักปฏิบัติธรรม พ่อครูว่า…นี่คือคนเขาไม่ดื้อดึง อาตมาพูดถึงเรื่องอย่างนี้ ไปหลับตา ไม่รับเสียง มันโมฆะ สอนอย่างนี้มันง่ายแต่ปิดทางบรรลุนิพพาน คนที่เขามีปฏิภาณปัญญาฟังเข้าใจก็จะไม่เอาแล้วแบบนี้ แอบไปนั่งหลับ หลับตามีอุปการะไหม มี หลับตาทบทวนเตวิชโช เพื่อพักผ่อน 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี . 4. สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน)

ผู้ที่อาสวะสิ้นแล้ว ถึงอย่างไรปล่อยตัวเองเป็นสันตติ ผู้นี้ก็จะมีจิตที่ ชรตา ไปอนิจจตาไป ตายโดยสุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อปณิหิตนิพพาน ไม่สร้างนิมิตให้แก่ตัวเองอีกไม่ต้องคิดอะไรให้กับตัวเองอีกเลย ตายสูญพระอรหันต์ขึ้นไปทำนิพพาน 3 นี้ได้ แต่ถ้าคุณยังตั้งจิตต่อ อย่างเช่นอาตมาก็จะมีนิมิตต่อไปเรื่อยๆยังไม่สูญ

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดินว่า…จะเป็นสายไหนก็ตามให้รู้กิเลสตัวเองให้ได้ก่อนดีที่สุด

พ่อครูว่า…ท่านไปแปลใน บุคคล 7 ไปแปลพยัญชนะ บาลี น เหวโข แล้วจากนั้นก็เป็นพยัญชนะ นี้ว่า ไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ในปัญญาวิมุติ ซึ่งมันขัดแย้งกัน ซึ่งนั่งหลับตาไม่มีกาย แม้แต่สายเจโตสายศรัทธา เขาก็รู้ว่ากายคือข้างนอกอย่างเดียวด้วย แต่เขาสับสน จริงๆเขาก็เข้าใจผิดตั้งแต่ กาย ไปหมายว่าไม่ใช่จิต เขาหมายถึงแต่วัตถุเลย พอมาข้อนี้วิโมกข์ 8 เขาว่าต้องเข้าสมาบัตินั่งหลับตา แล้วก็บอกว่าอาสวะสิ้นด้วยปัญญา เขาก็บอกว่าเขาได้ปัญญาสว่าง เขาได้ปัญญาวิมุติในขณะนั่งหลับตา ซึ่งปัญญาแบบนั้นมันไม่ใช่ ปัญญาไม่มีในการหลับตา ปัญญาจะม

อ่านต่อ

ีได้ต้องมีครบมรรคมีองค์ 8 มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์มีสัมมาทิฏฐิ ข้อสำคัญต้องมีสัมมาทิฏฐิ หากไปทำปัญญาจากการนั่งหลับตาก็ไม่สัมมาทิฏฐิที่แล้ว หลับตาไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายที่มาสัมผัสจริง ก็มีแต่จิตในจิตของคุณ หลับตาหูจมูกลิ้นกายก็ไม่มีครบทวาร 6 แล้วจะเรียกความจริงเต็มๆอย่างคนอื่นเขาไม่ได้ คุณก็ได้ของคุณคนเดียว สัญญายนิจจานิ ของคุณคนเดียว มันจะจริงขนาดไหน คุณก็คนเดียวอยู่กับตัวของคุณคนเดียวเอง แล้วจะมารับรองว่าอันนี้เป็นของจริงได้อย่างไรใครรับรอง คนอื่นสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายของคุณไม่ได้ คุณต้องเอาออกมายืนยัน ตากระทบรูป หูกระทบเสียง กลิ่นก็ได้กลิ่น คนอื่นก็ได้กลิ่นกับคุณด้วย แต่ละปฏิบัติใครจะไปได้กลิ่นได้เห็นได้รู้อย่างคุณ ใครจะไปได้ยินกับคุณ มันเป็นสัญญาของคุณเองทั้งนั้นมันไม่มีปัญญาหาเองเลย ไม่มีมัคคังคะ มัคคังคะ คือองค์ทั้งหมดของ มรรคมีองค์ 8 มีทั้งกัมมันตะ วาจา ทำอาชีพ ร่วมกันอยู่ ทำกิริยาต่างๆกัมมันตะ พูดกันก็ได้ยินเสียงรู้เรื่องคิดว่าแน่นอนต้องร่วมกับกัมมันตะอาชีวะ แต่ถ้าคุณไม่ร่วมคุณมีแต่จิตของคุณอยู่ในสังกัดป่ะคิดอยู่คนเดียว วาจาก็ไม่มี กัมมันตะข้างนอกไม่มี กายกรรมวจีกรรมไม่มี งานอาชีพยิ่งไม่มีใหญ่เลย ก็รู้อยู่คนเดียว สัญญายนิจจานิโลเก คุณอยู่ในโลกก็กำหนดรู้อยู่ของคุณคนเดียว ปฏิบัติให้ตายอย่างไรก็นับเป็นความจริงกับโลกเขาไม่ได้คุณจริงของคุณคนเดียว ไม่มีใครรับรอง อันนี้จึงใช้ในโลกไม่ได้ใช้กับคุณคนเดียว เหมือนอย่างมหาบัว เป็นอรหันต์คนเดียว ตายไปแล้ว มหาบัวตาย เป็นอรหันต์จริงหรือไม่จริงหรือเปล่าก็นั่นแหละ แล้วคุณว่าอรหันต์จริงไหม...ไม่จริง ก็อรหันต์นึกว่าจริงอยู่คนเดียว แต่มีเพื่อนรับรองแฮะ นั่นคือสัมโภคกายร่วมรับรองกาย แต่ไม่เห็นด้วยกันทั้งนั้น เอามายืนยันกับคนอื่นๆ ว่าอรหันต์มีกายสักขีร่วมกันภายนอกไม่ได้ แม้ทิฏฐิปัตตะ คุณก็ไม่มีสัมมาทิฏฐิ คุณได้แต่ สัทธาวิมุต ในขณะที่คุณมีสัทธาวิมุต คุณวิมุติอย่างมิจฉาทิฏฐิเช่นคนดับจิตเป็นอสัญญี แล้วก็ตายไปขณะนั้นก็เป็นอุทกดาบสอาฬารดาบส ต้องเวียนกลับมาอีก พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่าฉิบหายแล้วอุทกดาบสอาฬารดาบส ก็เหมือนกับมหาบัวเอ๋ย ฉิบหายแล้ว แต่สะกดจิตหลับตาไปไม่มีความจริงครบตาหูจมูกลิ้นกายใจ พระพุทธเจ้าถึงว่าต่อให้คุณมี อาสวะบางอย่างสิ้นไป แล้วอาสวะบางอย่างจะดับถาวรหรือไม่ คุณก็เชื่อว่าคุณดับได้ตามมิจฉาทิฏฐิ สัญญาของคุณต่างกัน กายของคุณก็ต่างกัน ไม่ต้องพูดถึงที่จะเข้าใจความเป็นมนุษย์ก็ต่างกัน ความเป็นสัตว์ก็ต่างกัน ความเป็นพรหมก็ต่างกัน แม้แต่ความเป็นนิพพานคุณก็ต่างกันแล้ว นิโรธ ก็คนละ นิโรธแล้ว นิโรธของคุณเป็นแบบฤาษี อสัญญีสัตว์ ไม่ใช่นิโรธที่เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาที่มีเวทนาการทำงาน เคล้าเคลียอารมณ์ ครบเวทนา108 ครบตาหูจมูกลิ้นกาย เวทนา 3 5 6 นี้ ครบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วถึงจะแยกเคหสิตเวทนา 18 ได้ ถ้าไม่มี 6 ทวารจะมี 18 เคหสิตะได้อย่างไร คุณมีแต่คุณก็ไม่รู้คุณก็ไม่มี เนกขัมสิต 18 ได้ คุณออกจากตาหูจมูกลิ้นกายไม่ได้ คุณออกไม่ได้ คุณไม่รู้คุณไม่ได้เรียน เพราะคุณหลับตาปิดหูปิดกายไปหมด คุณไม่มี เคหสิตะ คุณมีแต่คุณปิดมันทำให้ตาบอดหูหนวกเอง คุณต้องล้างกิเลสเป็นลำดับตั้งแต่ออกจากกาม ออกจากกาม เหนือกามภพ สัมผัสกามภพก็ไม่หนีเลย อะไรจะมากระทบก็อยู่เหนือมัน กิเลสไม่ขึ้นเลย สัมผัส ทางหูจมูกลิ้นกาย โผฏฐัพพะ ก็ไม่มีกิเลสก็เป็นอนาคามีแล้ว ลืมตาปฏิบัตินี่แหละแล้วคุณก็ล้างกิเลส รูป ต่อ บ้างกิเลสรูปต่อ ก็ล้างกิเลสอรูปต่อ ก็ไม่ได้หลับตา ตาก็เห็นรูปอยู่ก็กระทบเสียงอยู่ ล้างอรูปหมด คุณก็หมดกิเลสคุณก็ยังลืมตาอยู่ สัมผัสกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสทั้งหมดคุณอยู่เหนือมันแล้วเป็น อภิภูแล้ว เป็นผู้ครอบงำสิ่งนั้นได้แล้วเป็นผู้ยิ่งใหญ่ น เหวโข เขาไปแปลด้วยความไม่เข้าใจ ปัญญาวิมุติพระพุทธเจ้านับเป็นพระอรหันต์ได้แล้ว กายสักขี อาสวะ บางอย่างสิ้นไปเท่านั้น แต่ปัญญาวิมุติ อาสวะสิ้นไปหมดแล้ว แต่เขาไปแปล น เหวโข ต้องแปลว่า น คือไม่ เหว คือ ความจริงอันนั้น ห คือ ความจริง เอวะ คืออันนั้นสิ่งนั้น, โข นี่แหลว่า ล่วงแล้ว ซ้ำย้ำ แล้ว ไม่ต้องพูดอีกแล้วความจริงอันนั้นมีแล้ว น เหวโข ท่านไม่มีสภาวะก็เลยแปลว่า ไม่ ที่จริงแล้วไม่ต้องไปพูดซ้ำว่าต้องสัมผัสวิโมกข์อีก เพราะท่านมีมาแล้วตั้งแต่ กายสักขีอาสวะสิ้น พอมาถึงปัญญาวิมุติก็หมดเลย อาสวะทุกอย่างสิ้นไปแล้ว ไม่ต้องไปกล่าวเลยที่เหลือ ท่านต้องมีกายสักขีมาแล้ว ท่านรู้จักกาย เข้าใจกาย สัมมาทิฏฐิยิ่งกว่าศรัทธา บางทีก็เข้าใจว่าพวกสายสัทธาวิมุต จะกลายเป็น กายสักขีได้ ซึ่งไม่ได้ ทิฏฐิปัตตะ ยังเป็นไม่ได้เลย ได้แค่สัทธาวิมุต สายศรัทธานี้ จะจมอยู่กับแค่สัทธานุสารี ธัมมานุสารี สัทธาวิมุต ได้แค่นี้ มุดอยู่แค่สัทธา จะบอกว่ากิเลสหมดไหม กิเลสนี่สามารถรู้ได้ด้วยปัญญาบ้าง มันยังไม่สมบูรณ์ก็กลับมาใหม่เพราะว่าไม่ได้แม้แต่ขั้น อวินิปาตธรรม โสตาปันนะ เข้ากระแสของโลกุตระ เข้ามาได้ 25% เป็นอวินิปาตธรรม แต่ยึกยัก ยังไม่ถึงครึ่งนะประมาทก็ตกต่ำลงได้ อวินิปาตธรรม เที่ยง แต่ยังไม่แท้ จะให้เที่ยงจริงๆต้องเลย 50% ขึ้นไปเป็นนิยตะ โสดาบันมี โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตคือเที่ยง เลย 75% ขึ้นไปก็เป็น สัมโพธิปรายนะ นี่คือมาตรวัดโสดาบันหรือ มาตรวัดของการสิ้นอาสวะ หากลดอาสวะไม่ได้ 50% ก็ยังไม่แน่หรอก แต่จริงๆคุณมีเนื้อของสิ่งเหล่านี้แล้วคุณฟื้นได้ง่าย แต่คุณยังไม่มีก็แน่นอนต้องใช้ความสามารถ แต่ที่คำว่าง่าย ก็ไม่ใช่ง่ายนะ เพราะว่าเวลามันไม่เคยหยุด คุณไปเล่นกับเวลา เวลามันเล่นกับคุณเท่าไหร่ก็ได้เพราะเวลามันคงฟรี คุณก็ไปทำเล่นกับมัน เหลาะแหละ เป็นปรามาส เล่นหัวเหลาะแหละลูบคลำ คุณก็ไปเท่ากับนางวิสาขาก็ได้ วัฏฏภิรตโสดาบัน บันเทิงอยู่กับความสวยความงามความเจ็บในรสโลกีย์ แต่หยาบอบายไม่มีเท่านั้นแหละ

631127_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ บุคคล 7 จำพวก ในหมู่นักปฏิบัติธรรม

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน