ทักขิเณยบุคคล 7 จำพวก.docx
เนื้อหาในไฟล์
ทักขิเณยบุคคล 7 จำพวก _แดง ลานกราบ : ยกตัวอย่างเช่น สายปัญญาพอเห็นส้มตำจะรู้ลึกรู้ละเอียดว่าส้มตำมีส่วนผสมอะไรบ้าง มีประโยชน์ต่อร่างกายยังไงบ้าง ส่วนสายศรัทธาพอเห็นส้มตำจะรู้แค่ส่วนผสม แต่ไม่รู้ประโยชน์ที่จะมีต่อร่างกายใช่ไหมคะ / ชื่นชมและเลื่อมใสท่านสมณะถักบุญที่ท่านเทศน์ธรรมะเป็นวิทยาศาสน์ค่ะ พ่อครูว่า…พยายามมองมุมต่างลิงคะ อันนี้สุดยอด ลิงคะ หรือเพศ มันจะแตกต่างกันไปถึงที่สุดแห่งที่สุดที่ละเอียด เอาอภิภูมาแยก ความแตกต่างระหว่าง กายกับสัญญา เอาวิญญาณฐีติ 7อธิบาย สัตตาวาส 9 อธิบาย อาตมาก็กำลังเอาอภิภูมาอธิบาย อภิภายตนะ 8 แยกความต่างที่ละเอียดลึกซึ้งเข้าไป เป็นรายละเอียดที่ลึกซึ้งสมบูรณ์แบบเลย จากอภิภูก็เป็นสยัมอภู (สยัมภูคือใคร?...พระพุทธเจ้า) สยังอภิญญาต้องเรียนอภิภูกันให้สมบูรณ์แบบ อาตมาก็พยายามพากเพียรเรียนในความละเอียดละออในนัยยะที่ต่างกันในอภิภู 8 ประเด็นนี้ ถ้าจะให้ต่อ ก็จะต้องไปอธิบายถึงบุคคล 7 ศรัทธากับปัญญา ต่อหน่อยก็ดี อธิบาย บุคคล7 อธิบายได้ตลอดปีตลอดชาติ บุคคล1สัทธานุสารี ,บุคคล 2 ธัมมานุสารี ,บุคคล 3 สัทธาวิมุต ,บุคคล 4 ทิฏฐิปัตตะ ,บุคคล 5 กายะสักขี ,บุคคล 6 ปัญญาวิมุต ,บุคคล 7 อุภโตภาควิมุติ บุคคล 8 คือปัจเจกกับพุทธะ ,บุคคล 9 คือสัมมาสัมพุทธะ เราก็ยกไว้เพราะสัมมาสัมพุทธะกับปัจเจกพุทธะยังไม่ต้องอธิบายหรอก
บุคคล 7 จำพวก ล.36 ข้อ 40 ทักขิเณยบุคคล 7 หรือ เล่ม 13 ข้อ 233
[46] บุคคลชื่อว่าสัทธานุสารี เป็นไฉนสัทธินทรีย์ของบุคคลใดผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มีประมาณยิ่ง อบรมอริยมรรคมีสัทธาเป็นเครื่องนำมา มีสัทธาเป็นประธานให้ เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า “สัทธานุสารีบุคคล” ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่าสัทธานุสารี ผู้ตั้
อ่านต่อ
งอยู่แล้วในผล ชื่อว่า สัทธาวิมุต
[45] บุคคลชื่อว่าธัมมานุสารี เป็นไฉนปัญญินทรีย์ของบุคคลใด ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลมีประมาณยิ่ง บุคคลนั้นย่อมอบรมซึ่งอริยมรรคอันมีปัญญาเป็นเครื่องนำมา มีปัญญาเป็นประธานให้เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า “ธัมมานุสารี” บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่า ธัมมานุสารี บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่า ทิฏฐิปัตตะ
[44] บุคคลชื่อว่าสัทธาวิมุต เป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อนึ่งธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาแต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลนี้เรียกว่า “สัทธาวิมุต”
[43] บุคคลชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ เป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาบุคคลนี้เรียกว่า “ทิฏฐิปัตตะ”
[42] บุคคลชื่อว่ากายสักขี เป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาบุคคลนี้เรียกว่า “กายสักขี”
[41] บุคคลชื่อว่าปัญญาวิมุต เป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า “ปัญญาวิมุต”
[40] บุคคลชื่อว่า อุภโตภาควิมุต เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วสำเร็จ อิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า “อุภโตภาควิมุต”
พ่อครูว่า...สัทธานุสารีกับธัมมานุสารี จึงมีความไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าปัญญาจะไปข่มสายศรัทธา แต่ความเหนือกว่าก็คือเป็นเรื่องสัจจะ เหมือนดีก็ต้องเหนือกว่าชั่ว เป็นต้น พระอรหันต์จะหมดสิ้นอาสวะ แต่พระโพธิสัตว์จะเข้าใจถึงอนุสัย ได้ เบื้องต้นต้องเข้าใจว่าอนุสัยเป็นสิ่งไม่ดี แต่โพธิสัตว์จะอาศัยอนุสัยได้ อาศัยเท่านั้นนะ อาศัยอนุสัย อนุ คือตัวแกน อันหนึ่งเป็นตัวตั้ง static (อนุ) อันหนึ่งเป็นตัวเคลื่อน dynamic (อาศัย) อรหันต์แกนอาสวะที่ได้อาศัยอาสวะสิ้น พอจะไปถึงอนุสัยก็เป็นแกนจิตที่ลึกไปกว่าอาสวะ พระอรหันต์สูง พอปัญญาวิมุติ จึงคืออุภโตภาควิมุติ มีวิมุติทั้งปัญญา เจโต ครบถ้วน ส่วนเจโตหรือศรัทธานั้น พอมาเป็นปัญญาวิมุติ สายศรัทธากว่าจะป็นอุภโตภาควิมุตินั้นนานกว่าปัญญาวิมุติ ปัญญาจะไปเป็นอุภโตภาควิมุติได้ง่ายเร็วกว่า เพราะมีปัญญารู้ถ้วนรอบครบกว่า
631127_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ บุคคล 7 จำพวก ในหมู่นักปฏิบัติธรรม