แยกกายแยกจิตได้ก็กลายเป็นอรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
แยกกายแยกจิตได้ก็กลายเป็นอรหันต์ คำว่า “กาย” ต้องมีภาวะความเป็น 2 ตลอดเวลา อุปัชฌาย์ต้องสอนภิกษุบวชใหม่เรื่องการแยกกายแยกจิต แยกว่าส่วนไหนเป็นกาย อันไหนไม่เป็นกาย ต้องทำจิตให้ไม่เป็นกายได้ขั้นอุตุเลย คือไม่มีความรู้สึกเป็นดินน้ำไฟลม เป็นมหาภูตรูปเลย ไม่มีชีวิต เพราะฉะนั้นถ้าคุณตัดเล็บออกไปขาดจากร่างของคุณส่วนของเล็บนั้นก็ไม่มีชีวิตแล้ว คุณทดสอบพิสูจน์ได้ เล็บที่ยาวออกมาตัดได้ไม่เกี่ยวกับประสาท คุณตัดก็ไม่เจ็บ ไม่มีเวทนา ไม่รู้สึกอะไร ที่ไม่มีเวทนานั่นแหละ แม้เป็นชีวะอยู่ก็ไม่เป็นกาย จิตที่ทำให้ไม่เป็นกายต้องทำอย่างเล็บที่มันมีชีวะอยู่ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขไม่เจ็บไม่ปวด ไม่มีบาปไม่มีบุญให้มันเป็น พีชะ พืชไม่มีบาปไม่มีบุญไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณเป็นสังขารไม่มีวิญญาณครองเป็นสังขารไม่มีจิตครองไม่มีกรรมครอง มีการกระทำแต่การกระทำของมันไม่มีบาปไม่มีบุญ ก็ทำจิตของเราให้ไม่มีวิบาก แต่มีธาตุจิตที่สูงปัญญาฉลาดรู้ดี รู้คุณรู้โทษ รู้ดีรู้ชั่ว รู้สุขรู้ทุกข์ แล้วก็ต้องทำให้ดี เป็นความจริงใจของผู้บรรลุพระอรหันต์และไม่ทำชั่วเด็ดขาด สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง ทำกรรมทุกกรรมก็มีแต่กรรมดี กุสะลัสสูปะสัมปะทา ไม่มีเจตนาทำชั่วเลย ส่วนชั่วดีนั้นเป็นสมมุติ ก็ซ้อนอีก ไม่อธิบายต่อวันนี้ ฝากไว้ก่อน ขอสรุปตรงที่ว่า กายนี้มันไม่มี ต่อเมื่อมันเป็นสภาวะดุจเดียวกับอุตุ หรือพีชะ แม้จะติดกับตัวเราก็ตาม ทำจิตให้เหมือนเล็บที่หลุดไป ผมที่ยาวออกมา เหมือนฟันที่กรออกกได้ไม่มีเวทนา เหมือนขี้ไคลที่ผิวหนังที่ขัดออกไปได้ คุณต้องแยกกายแยกจิต โดยรู้ว่าไม่ใช่กายแล้ว คืออาการของจิตคุณเป็นอย่างไร อาการอย่างดินน้ำไฟลมยังอยู่ในจิตของคุณ เพราะร่างคุณยังมีดินน้ำไฟลมอยู่ คุณทำให้เป็นอย่างนั้นหรือเป็นมนุษย์พืช พืชก็ไม่มีกาย ไม่มีความ
อ่านต่อ
รู้สึกสุขทุกข์เจ็บปวด และไม่มีวิบากแล้ว นี่แหละเป็นความลึกซึ้งสุดยอดที่เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตของพระพุทธเจ้า ที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกที่มี Noble Prize กี่ใบก็ยังไม่มีใครทำสำเร็จในจุดนี้ เริ่มตั้งแต่พระโสดาบันก็เริ่มรู้ความจริงถ้าจะให้ครบก็เป็นพระอรหันต์ดูรอบถ้วนหมดสิ้นไม่สุขไม่ทุกข์ได้แล้ว เป็นอุเบกขาเวทนา หรือเป็นอทุกขมสุขได้แล้ว คุณรู้จักเวทนา 108 (แบ่งเป็น 2 เวทนา ได้แก่..) -เวทนาที่มีกายเป็นเหตุ (กายิกเวทนา อาศัยมหาภูตรูป+นาม) เน้นนอกและใน -เวทนาที่มีใจเป็นเหตุ (เจตสิกเวทนา อาศัยนามรูป).เน้นแต่ภายในจิต กายต้องมีนอกเสมอ เป็นแต่เพียงสัญญากำหนดรู้ภายนอกก็เป็น กายิกเวทนา ส่วนกำหนดรู้ภายในก็เป็น เจตสิกเวทนา แต่ต้องมีการสัมผัสภายนอกอยู่ด้วยนะ แต่ว่าคุณไปนั่งหลับตาปิดหูจมูกลิ้นกายใจไม่มีกายภายนอกผู้นี้โมฆะจากศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธจะหมดสุขหมดทุกข์ได้ต้องมีตากระทบรูปหูกระทบเสียงลิ้นกระทบรส มีพระสูตรที่พระพุทธเจ้าบอกว่า “ไปสอนให้นั่งหลับตาปฏิบัตินั้น เหมือนการทำให้คนตาบอดหูหนวก”
พระไตรปิฎกเล่ม 14 อินทริยภาวนาสูตร (152) [853] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าไผ่ ในนิคมชื่อกัชชังคลา ครั้ง นั้นแล อุตตรมาณพ ศิษย์พราหมณ์ปาราสิริยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ ประทับ แล้วทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทักทายปราศรัยพอให้ ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [854] พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามดังนี้ว่า ดูกร อุตตระ ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกหรือเปล่า ฯ อุตตระ... แสดง พระโคดมผู้เจริญ ฯ พระโคดม... ดูกรอุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด ฯ อุตตระ... ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการ เจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียง ด้วยโสต ฯ พระโคดม... ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของ ปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอด ไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัส แล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ
631127_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ บุคคล 7 จำพวก ในหมู่นักปฏิบัติธรรม