สวดมนต์ข้ามปี ก็คือการทำลายศาสนาพุทธข้ามปี.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข1 มกราคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

สวดมนต์ข้ามปี ก็คือการทำลายศาสนาพุทธข้ามปี พ่อครูว่า... พูดถึงสวดมนต์ก็ขอบอกอีกเลยว่า ศาสนาที่สวดมนต์อยู่ โดยเฉพาะสวดมนต์ที่อาบัติ ผิดคำสอน ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า อย่างที่เขาทำอยู่ในเถรสมาคมถึงขั้นเป็นราชพิธี ผิดทั้งนั้น อาตมาขอยืนยันว่าอาตมาพูดถูก มันผิดหมด มันเป็นอาบัติทุกคำสวด ในมุสาวาทวรรค อาบัติปาจิตตีย์ เขาบอกว่า อย่าเอาธรรมะบทมาสวดพร้อมกันให้ อนุปสัมบัน ให้ฆราวาสได้ยิน สวดกันได้ แต่ในเฉพาะ พวกภิกษุด้วยกัน คุณจะสวดพร้อมกันในภิกษุด้วยกัน เอาธรรมะบทคือบทคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งต่างกันกับคำว่าปณามคาถา ปณามคาถาไม่ใช่ธรรมบท แต่เป็นคำที่เขาแต่งขึ้นใหม่ เอาบาลีมาแต่ง เช่น พาหุงสหัสฯ หรือ ภวตุสัพมังคลังฯ เป็นต้น แต่ว่าธรรมบทของพระพุทธเจ้า จะเอาพระไตรปิฎกมาสอนหรือสวดโพชฌงค์ 7 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เอามาสวดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาพูดต่อหน้าสาธารณะ ต่อหน้าอนุปสัมบัน 5 บาปทุกคำสวด _สู่แดนธรรม... มาๆเราอาจจะอ้างข้อผิดก็ได้ครับ เพราะในข้อที่ 4 ท่านห้าม ภิกษุไปให้แสดงธรรมเทศน์สวด พ่อครูว่า... นั่นเป็นการเบี้ยวบาลีแล้ว ผู้สวดนี้คือภิกษุ อันนี้เป็นวินัยของพระไม่ใช่วินัยของฆราวาส ให้ฆราวาสไปสวดได้อย่างไร _สู่แดนธรรม... ต้นๆเรื่องไปบอกให้ฆราวาสสวดแสดงธรรมแทนพระ ก็เลยมีข้อห้ามกรณีไว้ครับ พ่อครูว่า... ไม่เคยเห็นนะ _สู่แดนธรรม... ผมขอไปเช็คให้อีกทีครับ พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าห้ามไว้เลย เพราะว่าศาสนาไหนก็มีการสวดทั้งนั้น เอาบทสวดมนต์ของพระอาจารย์ ศาสดา ก็มีศาสนาพระเจ้าเท่านั้นที่เอาคำสอนของพระศาสดา ที่จริงคำสอนของพระเจ้าคือคำสอนของพระศาสดาทั้งนั้น แต่พระศาสดาไม่รู้ตัวเอง ว่าคือคำสอนของตัวเองเอาไปสอน เป็นคัมภีร์ของพระศาสดานี้ แล้วบอกว่านั่นเป็นคำสอนของพระเจ้า ประทานให้พระบุต

อ่านต่อ

ร ประทานให้พระศาสดา เพราะพระศาสดาไม่รู้ตัวเองว่าตัวเองได้คำสอนนี้มา ก็คือของตัวเองทั้งนั้น เป็นความรู้ความฉลาดหรือจะยึดถือว่าเป็นความจริง ก็ตัวเองสั่งสมวิบากมาเองทั้งนั้น แต่พระศาสดาทุกองค์ไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักอัตตา เสร็จแล้วก็ไม่เชื่อว่าตัวเองจะมีความรู้ขนาดนี้ จึงยกให้เป็นของใครก็ไม่รู้ ต้องเป็นผู้รู้แท้ๆต้องเป็นผู้ที่มีเจ้าของ ไม่ใช่เรา คือไม่รู้ตัวเอง มันไม่รู้ตัวเองไม่รู้อัตตาว่าเรา มันมีเรา ไม่ใช่อื่น ความรู้ที่ของเรามีมา เพราะฉะนั้นแต่ละศาสดาของเทวนิยม ไม่มีความรู้ของตัวเอง ก็ต่างไม่เหมือนกัน แยกกันไปเป็นนิกาย จนกระทั่งกลายเป็นคนละศาสนาเลย แต่เขาไม่รู้ พุทธก็เหมือนกัน หนักเข้า ถ้าเขาไม่เรียกคำว่าพุทธ ก็เป็นคนละศาสนาแล้ว ทุกวันนี้ มีมีมหายาน มีหินยาน หรือมีเถรวาท มีพวกไม่ใช่เถรวาท เพราะฉะนั้นผู้ที่วันนี้อาตมาฟังได้สักคนหนึ่ง ใน 95%ของศาสนาพุทธ ได้สักคนหนึ่งฟังอาตมาพูดแล้ว ว่าจะไปสวดมนต์ข้ามคืน ก็จะไม่เอาแล้วชักจะรู้แล้ว ได้สักคนก็เอาว่ะ ซึ่งมันน่าสงสาร มันเปล่าดาย นอกจากเปล่าดายแล้วทำลายศาสนาด้วยเพราะพาให้ผิดไปจากธรรมเนียมของพระพุทธเจ้า ขอซ้ำอีก การสวด สังวัธยายต่างๆมีอยู่ 2 อย่างเท่านั้น 1. ภิกษุในยุคโน้นต้องท่องจำไว้มันไม่มีบันทึกโทรทัศน์ ไม่บันทึกวีดีโอ ไม่มีบันทึกหลักฐานพวกนี้เลย เป็นตัวหนังสือไม่ได้บันทึก ต้องอาศัยท่องจำอย่างเดียว เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมาท่องจำกันเอาไว้ เวลาจะมาท่องก็ท่องกันในภิกษุเองเท่านั้น อย่าไปท่อง ตั้งแต่ 2 คนพร้อมกันให้ฆราวาสได้ยิน ท่านกันไว้ พระพุทธเจ้าท่านกันไว้ ว่าเป็นวินัยอาบัตินะอย่าไปทำ เพราะถ้าท่องตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เท่านี้มันก็ไม่ได้แล้วเพราะฉะนั้น 3 ไม่ได้ 4 ไม่ได้ ยิ่งจะไปสวดกันเป็นแสนคนยิ่งผิดกันไปใหญ่ ห้ามไว้แล้ว สวดคนเดียวได้เรียกว่าสวดสังคายนา เช่น เอาพระวินัย เอาพระธรรมก็ตาม เอาธรรมบทก็ตามมาสวดขึ้นคนเดียว แล้วภิกษุต่างๆคนอื่นเขาฟัง เรียกว่าเป็นสังฆกรรม ไม่ได้เป็นการสวดให้ฆราวาส ฟังนะ สวดตรวจธรรมวินัย เช่น 15 วันสวดที สวดแล้วภิกษุคนอื่นก็นั่งฟังต่างคนต่างจำไว้ ถ้ามันผิดจากของเรา เราก็ท้วงว่ามันผิด ก็เกิดการวิจารณ์วิจัยในหมู่ ใครผิดกันแน่ คนสวดผิดหรือคนท้วงผิด ถ้าคนท้วงผิดก็จะได้แก้เสีย ถ้าคนสวดผิดก็จะได้แก้เหมือนกันว่าคนท้วงถูก เป็นการรักษาความถูกต้องของพระธรรมพระพุทธเจ้าไว้หรือวินัยของพระพุทธเจ้าไว้ไม่ให้ผิดเพี้ยนไป เรียกว่า สวดสังคายนา ไม่ได้ให้ฆราวาสได้ยิน แม้แต่สวดสังคีติก็ไม่ได้ให้ฆราวาสได้ยิน อย่างที่อาตมายืนยันพระวินัยว่า อย่าไปสวด 2 คนให้ อนุปสัมบัน ให้คนอื่นได้ยิน ท่านกันไว้เป็นอาบัติ อย่าทำ ไม่ให้ทำเพราะถ้าทำแล้วมันจะบานปลายอย่างนี้สวดเป็น 2 คน 5 คน 8 คนเป็นหมู่เป็นพันเป็นหมื่น เขาก็ถือว่าได้กุศลซึ่งมันผิด แล้วมันจะไปติดการสวด แล้วเอาการสวดนี้ไปสวดเล่นนึกว่ายิ่งใหญ่ไปหากิน อย่างที่ธรรมกายทำ อย่างที่เถรสมาคมที่ไปติดงานสวดนั้น หลงการสวดกัน ที่จริงแล้วยุคนี้ไม่ต้องสวดแล้ว กดปึ๊บ มันก็ได้มาหมด จะท่องจำได้ก็ท่องเอาสิ ท่องไม่ได้ก็กดดู ไม่เสียเวลาอะไรน่ะ ไม่ต้องเสียแคลอรี่ไปทางด้วย แต่ท่องได้มันก็ดีแต่มันก็ต้องเสียเวลากันไม่ใช่เล่น ถ้าท่องได้ก็เอา แต่มันก็เสียเวลาทำมาหากินจะตายไป _สู่แดนธรรม... แล้วอีกข้อหนึ่ง คืออะไรครับ พ่อครูว่า... สังคีติ คำว่า สังคีติ หมายความว่า สวด สวดพร้อมๆกัน เหมือนสวดสูตรคูณก็สวดกันแต่ในหมู่ สวดบทอาขยาน เด็กสมัยนี้เขาเรียนอาขยานกันไหม ไม่มีแล้วหรือ บทอาขยาน อาขยาน คือบทดีๆ ของตำราต่างๆที่เรียนมาแล้วแต่ยุค _สู่แดนธรรม... แล้วสังคีติคือมีทำนองได้ไหมครับ พ่อครูว่า... มีบ้างได้นิดหน่อย ที่จริงสวดมนต์อย่างเรา ไม่มีทำนอง ถ้าหากสวดมนต์มีทำนองก็ผิดพระวินัย บอกไปแล้วว่า 1. อย่าให้มีทำนอง 2. อย่าให้ลากเสียงยาว วินัยข้อ 20 อย่าให้ลากเสียงยาวแล้วอย่าให้มีทำนอง ข้อ 21 เราอนุญาต สรภัญญะ เขาก็ไปแปลสรภัญญะว่า มีทำนอง มันต่างกันกับข้อ 20 บอกว่า อย่ามีทำนอง อย่าลากเสียงยาว ภาษามันมีเสียงยาวกับเสียงสั้น มันต่างกันกับค่อย มันมียาวแล้วเรียกว่า ฑีฆสระ กับเสียงสั้น รัสสระ กะ กา ก็ต่างกันแล้ว อะ อา อิกับอี ก็ต่างกันแล้ว คุณก็ทำให้เสียงสั้น เสียงยาวตามควรมันก็จบแล้ว แต่ถ้าคุณลากเสียง นาาาาาโมมมมมม _สู่แดนธรรม... ถ้าสวดแบบพระป่า ผมว่าพอได้นะครับ ท่านจะเอื่อนเล็กๆน้อยๆ พ่อครูว่า... มันไม่รู้จักชัดหรอก มันก็สวดอยากให้เสร็จมันก็เลยสั้น สวดยาวมันนานไม่เอา มันก็ไปอย่างนั้น ถ้าจะให้เต็มที่ก็จะสวดนานสวดยาวเพราะ พระพุทธเจ้าท่านอย่าไปหลงเสียงของตัวเองหลงทำนองจนกระทั่ง โทษภัยที่มีอยู่ 5 ข้อ คนอื่นเขาก็จะหาว่าเป็นพระร้องเพลงมีอยู่ 5 ข้อ ท่านก็ตรัสไว้หมด พระพุทธเจ้าท่านตรัสกันไว้หมด ในที่สุดวินัยข้อ 21 อาตมาจำได้ว่าเราอนุญาตสรภัญญะ เขาเข้าใจไม่ได้ สร ก็คือสระ ตามสระสั้นตามสระยาว ภัญญะ คือ คำกล่าว คำพูด เราอนุญาตให้พูดตามคำกล่าวที่ตรงกับสระ เรียกว่าสรภัญญะ แล้วก็ดันไปแปลว่า คือเป็นทำนองก็ได้ สวดสรภัญญะคือสวดเป็นทำนองสรภัญญะ ก็เลยพูดเป็นว่าทำนองสรภัญญะ ก็ท่านห้ามไม่ให้มีทำนองและในข้อ 20 ห้ามลากเสียงอันยาว สระ มันก็มีสระสั้นยาวอยู่แล้ว ให้มันสั้นก็ให้มันสั้นมันยาวมันก็ให้ยาว นะก็นะ โมก็โม _สู่แดนธรรม... มุสาวรรค ภิกษุสอนธรรมะแก่อนุปสัมบัน ถ้าว่าพร้อมกัน ต้องปาจิตตี พ่อครูว่า... ถ้าว่าพร้อมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เขาจะไปเบี้ยวบาลีอะไรอีก ที่คุณเอามาอ้าง พยายามจะเบี้ยวบาลีเข้าข้างตัว มันก็ชัดๆง่ายๆใครก็เข้าใจแล้ว ที่พูดนี้เดี๋ยวเขาก็สวดข้ามคืนกัน อย่าไปทำกัน มันไร้สาระ แล้วทุกวันนี้ก็ไม่ต้องสวดอย่างนั้นก็ได้ก็บอกแล้ว ไม่ต้องมานั่งสวดนั่งจำ คุณเอาอะไรไปกดมันก็ได้แล้วไม่ต้องไปเสียเวลาไม่ต้องไปเสียแรงงาน ไม่ต้องเสียทุนรอน ไปสวดอะไรเลย ขออภัยเถอะพูดแล้วก็ไปขัดแย้งกับที่เขาชอบ คนชอบก็ชอบไปสิ แต่ว่าอาตมาก็บอกว่าอย่าไปชอบในสิ่งที่ไม่ควรเสียเวลาและแรงงานทุนร้อนไปชอบมันทำไมมันก็โง่เปล่า ก็แย้งให้ทำให้ พวกคุณนี่ เก่งสวดไหม...ไม่ แล้วบรรลุธรรมไหม ..บรรลุ พวกสวดนั่นแหละไม่บรรลุธรรมไปมัวเมาอยู่กับการสวด แล้วที่มันไม่ดีก็ตรงที่ว่าก็เอามาไว้สวดหาเงิน ทุกวันนี้ ถ้าไม่มีสวด ศาสนาพุทธไม่มีสวดนะ 1.ลาภก็ไม่ได้ 2. ยศก็ไม่ได้ แล้วสวดไม่เป็นก็หาว่าไม่ได้สรรเสริญอีก หลงติดสวดว่าเป็นสุข คุณหมดเลย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เพราะสวด คุณโง่ไปกับสวด แล้วคุณก็เป็นโลกีย์ อยู่ใน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เท่านั้น คุณไม่ได้โลกุตระอะไรเลยก็แค่นี้คุณก็เข้าใจไม่ได้แล้ว ลาภยศสรรเสริญที่เป็นโลกียแค่นี้คุณก็ยังหลุดพ้นไม่ได้ ติดอยู่ในแค่สวดมนต์ แล้วสวดกันเท่าไหร่ อาตมาก็ไม่อยากจะพูดเท่าไหร่ เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรถึงขั้นเป็นราชพิธี ถ้าไม่มีสวดมนต์ศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรเลย เขาทำอะไรไม่ได้ ทำศาสนา งานศาสนา วันสำคัญ ในราชพิธี ทำอะไร? สวดมนต์ ขออภัยเถอะ ที่ไปนั่งฟังกันนั้น ตั้งแต่ข้าราชการชั้นที่ถูกให้เป็นผู้ฟัง จนกระทั่งสูงสุด บรรลุธรรมหรือเปล่า มีแต่ว่าเมื่อไหร่จะเสร็จสักที ราชพิธีก็สวดกันหลายบท จริงไหม...จริง 651231 พ่อครูเทศนาธรรมส่งท้ายปีเก่า 2565 งานตลาดอาริยะครั้งที่ 41

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน