560630_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครู และส.เดินดิน เรื่อง ความลึกซึ้งในการรู้นามกาย.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560630_รายการวิถีอาริยธรรม โดย พ่อครู และส มณะ เดินดิน เรื่อง ความลึกซึ้งในการรู้นามกาย ส.เดินดิน …วันที่ 30 มิถุนายน พศ. 2556 ที่ บวร สันติอโศก ตอนนี้ข่าวอดีตพระมิตซูโอะ คเวสโก ที่สึกไปแต่งงาน บอกว่า บวชมา 38 พรรษา ไม่เคยคิดที่จะสึก และแต่งงาน แต่ก็แต่งงาน เพราะเป็นคู่กันมาแต่ปางก่อน อาตมา ว่าเพราะปฏิบัติผิด ไม่ได้ล้างนิสัยเก่า ซึ่งทางออกนั้น อาตมา คงจะเตรียมทางออกให้เราแล้ว พ่อครู ว่า … ทางออกที่ อาตมา พยายามบอก ให้พวกเรามาเรียนธรรมะพระพุทธเจ้า ปฏิบัติให้ถูกสภาวะ และฐานะ จะได้ผล มั่นใจว่าทุกวันนี้ มรรคผลของพุทธยังอยู่ หนึ่งคือ ตนเองมีมรรคผลจริง ถ้าไม่มี อยู่ไม่ได้หรอก 40 กว่าปีแล้ว และไม่แสดงอาการที่อยากได้โลกธรรม ไม่ได้ทำเพื่อให้คนเอาโลกธรรม อัตตา มาให้พยายามระมัดระวังอย่างยิ่งด้วย ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ทุกวันนี้อยู่ได้เพราะธรรมะ ทำให้นำพางานศาสนาไปได้ ไม่หวังพึ่งอย่างอื่น ไม่ว่าเป็นอำนาจ หรืออิทธิพลใดๆ หรือเงินทอง หรือชื่อเสียงใดๆ แต่ที่ทำได้เพราะเกิดจากธรรมะอันเดียว ซึ่งแม้แต่ฆราวาสเองก็มีมรรคผล อยู่กันจนตายไปหลายคนแล้ว ทิ้งโลกธรรมมาด้วย เต็มใจสละมาเอง เชื่อว่าเขาคงไม่หลอก อาตมา ไม่เคยสัญญาว่ามาแล้วจะได้มากกว่าเดิม มีแต่บอกตรงๆว่ามาหมดตัวนะ มาจนนะ แต่ก็ไม่ทรุดโทรม มีอัตราก้าวหน้าอยู่ พิสูจน์ได้ จึงยืนยันว่าธรรมพระพุทธเจ้ามีมรรคผล อยู่กับผัสสะด้วย ไม่ได้หนีไปไกลผู้คน ถูกยั่วยวนก็ยังเฉยได้ วันนี้เจตนาจะอธิบาย 3 คำใหญ่ ๆ คือ รูป-นาม-กาย คำใหญ่ๆสามคำนี้ ถ้าตีไม่แตก ก็ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า ถ้าไม่รู้เราจะไม่สามารถรู้ สักกายะได้ ถ้าไม่สามารถสัมผัสอันนี้ได้ ก็ปฏิบัติไม่เข้าปรมัตถ์ คือมันมีอยู่แล้ว ก็ทำให้จางคลายดับได้ เป็นวิมุติ เป็นนิโรธ ถ้าภาษายังไม่เข้าใจแ
อ่านต่อ
ล้วจะไปปฏิบัติได้อย่างไร มันเป็น อาทิสมานกาย คือ มองไม่เห็นรูปร่าง แต่สัมผัสได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ ต้อง สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ต้องมี กายภาวนา คือสัมผัสเกี่ยวข้องสิ่งภายนอกทางทวาร 5 หรือเฉพาะในใจก็ได้ เก็บตกบรรยากาศของงานคืนสู่เหย้าเข้าคืนรัง นศ.ปธ. ที่สวนบุญผักพืช มี คุณอิสรา แต่งกลอน ม าให้ออกอากาศหน่อย.... แดน นศ.ปธ. ฤาเราจะพบกันเพียงวันนี้ วันที่เหลืออีกทั้งปีอยู่ที่ไหน ไม่คิดถึงกันบ้างหรือย่างไร รู้บ้างไหม ใครห่วงหามาเนิ่นนาน คืนสู่เหย้าเค้าเข้าคืนถ้ำล้วนลำรึก ตกผลึก นศผธ. ร่วมก่อนสาน โพธิสัตว์ ยังรอผู้ร่วมสู้งาน วันคืนผ่าน กาลล่วงเลย เฉยอยู่ใย ต่อไปเป็นบทความของคุณ สิริอัญญา ใน นสพ.แนวหน้า วันนี้ เรื่อง โลกธาตุใหม่ที่มนุษย์อาจอาศัยอยู่ได้ ข่าวดังทางวิทยาศาสตร์ที่กำลังฮือฮากันในวันนี้ เป็นข่าวที่นักวิทยาศาสตร์เยอรมันและสหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยผลการค้นพบดาว พระเคราะห์อีกสามดวง ซึ่งมีลักษณะภูมิอากาศและสภาพต่างๆคล้ายกับโลก ที่มนุษย์สามารถอาศัยอยู่ได้ นับเป็นการค้นพบครั้งสำคัญและเป็นการค้นพบดาวพระเคราะห์ที่มีลักษณะคล้ายโลก ของเรานี้จำนวนมากที่สุด คือ พบในคราวเดียวกันถึงสามดวง แต่ทว่าในจำนวนสามดวงนี้ ที่มีการค้นพบในลักษณะยืนยันเกือบจะแน่นอนแล้วว่า มีสภาพคล้ายคลึงกับโลกมนุษย์ของเรา และเอื้ออำนวยต่อการที่มนุษย์จะสามารถมี ชีวิตอยู่ได้ มีเพียงดวงเดียว ส่วนอีกสองดวงยังจะต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ให้มีความแน่นอนมากขึ้นกว่านี้ แต่กระนั้นก็ต้องถือว่า การค้นพบดาวพระเคราะห์ที่คล้ายกับโลกมากที่สุด และเอื้ออำนวยต่อการที่มนุษย์ จะมีชีวิตเหมือนกับโลกเรานี้มากที่สุด ได้ทำให้ความรู้เกี่ยวกับโลกมนุษย์ และดาวพระเคราะห์ที่มีสภาพเหมือนโลก มนุษย์ของเรานี้ เป็นความจริงขึ้นมาแล้ว จะไม่เรียกขานด้วยชื่อภาษาอังกฤษ หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเสียเวลาจดจำเปล่าๆ แต่จะเรียกดาวพระเคราะห์ดวงนี้แบบไทยๆ ของเราว่า โลกใหม่ เพื่อให้ง่ายต่อการเรียกขาน และทำความเข้าใจ โลกใหม่ นี้คือ โลกที่ค้นพบใหม่ แต่ไม่ใช่โลกที่บังเกิดขึ้นใหม่ มีขนาดใหญ่กว่าโลกของเรานี้ถึงสิบเท่า และอยู่ในระบบสุริยะที่มีดวงอาทิตย์ถึงสามดวง แต่ในสามดวงนั้น ก็มีดวงอาทิตย์แค่ดวงเดียวที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะ ของเรา ส่วนอีกสองดวงมีขนาดเล็ก หรืออาจไม่มีอิทธิพลที่ส่งผลต่อโลกใหม่เหมือนกับดวงอาทิตย์ที่ส่งผลต่อโลก ของเราปัจจุบัน ระยะทางของโลกใหม่ห่างไกลมาก ห่างไกลจากโลกของเรานี้ร่วม 300 ล้านปีแสง จึงไม่ต้องพูดถึงการที่มนุษย์บนโลกนี้จะเดินทางไปยังโลกใหม่ เพราะเป็นอันพ้นวิสัยที่จะไปได้โดยทางกาย แต่มิใช่ว่าจะไม่เป็นวิสัยที่จะไปได้โดยกายอีกกายหนึ่ง ซึ่งกายนั้นพระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า “นามกาย” การค้นพบระบบสุริยะใหม่ ค้นพบโลกใหม่ รวมทั้งดวงอาทิตย์ใหม่ตามรายงานล่าสุดนี้ เป็นการยืนยันว่าระบบสุริยะจักรวาล แบบเดียวกันหรือคล้ายคลึงกับระบบสุริยะของเรานี้ มิได้มีอยู่แต่เฉพาะระบบสุริยะและโลกของเราเท่านั้น แต่ยังมีระบบสุริยะอื่น และโลกอื่นอีกมาก รวมทั้งโลกใหม่ที่เพิ่งค้นพบนี้ด้วย วันนี้จึงเป็นที่แน่นอนแล้วว่าการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อันก้าวหน้าที่ สุดของมนุษย์ยุคปัจจุบันได้ยืนยันการค้นพบว่า มีระบบสุริยะอื่น มีโลกอื่น มีดวงอาทิตย์อื่นอีกมาก หาได้มีอยู่แค่ระบบสุริยะนี้ ดวงอาทิตย์ดวงนี้ และโลกนี้ของเราเท่านั้น เมื่อยืนยันการค้นพบใหม่ดังกล่าวนี้แล้ว ก็ต้องบอกกล่าวให้พี่น้องชาวพุทธและชาวโลกทั้งหลายได้ภาคภูมิใจพร้อมๆกัน ด้วยกันว่า สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าที่สุดในยุคปัจจุบันได้ค้นพบนั้น มิได้เป็นการค้นพบครั้งแรกของโลก มีการค้นพบเรื่องนี้มาก่อนแล้วเมื่อ 45 ปีก่อนพุทธกาล เป็นการค้นพบโดยพระสมณะโคดมสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของชาวโลก เป็นการค้นพบโดยวิทยาศาสตร์ทางจิต โดยพลังอำนาจแห่งจิต โดยฌาน และปัญญา อันเป็นธรรมชาติที่มีอยู่เป็นอยู่และมนุษย์สามารถเข้าถึงได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงค้นพบแล้วก็ทรงประกาศแก่ชาวโลกในวาระอันจำเป็นที่จะ ต้องตรัส ที่จะต้องกล่าว ทั้ง ๆ ที่พระองค์จะมีปกติไม่ตรัสไม่กล่าวในเรื่องเหล่านี้ เพราะแม้ว่าจะเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องที่ถูกกับจิตใจใฝ่รู้ของคน แต่ทรงเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ จึงทรงมีปกติตรัสในสองเรื่อง คือเรื่องของทุกข์ และความดับทุกข์เท่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสเรื่องระบบสุริยะ เรื่องดวงอาทิตย์ เรื่องโลก เรื่องดวงดาว หรือที่กล่าวรวมในปัจจุบันว่าระบบสุริยะ เพราะความจำเป็นที่จะต้องตรัส ที่จะต้องกล่าว เนื่องจากในขณะนั้นมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับความจริงทางวิทยาศาสตร์ทางจิตบางประการโดยพวกพราหมณ์ นั่นคือมีพราหมณ์คนหนึ่งเข้าไปเฝ้าแล้วถามพระตถาคตเจ้าว่า ท่านผู้เจริญ ท่านเคยพูดว่าท่านสามารถพูดให้ได้ยินไปทั่วหมื่นแสนโลกธาตุได้ใช่ไหม โลกธาตุที่พราหมณ์สอบถามพระตถาคตเจ้าก็คือ ระบบสุริยะ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลกอื่นๆ หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า กาแล็คซี่ นั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า จริงพราหมณ์ เราเคยกล่าวเช่นนั้น พราหมณ์ได้ถามพระผู้มีพระภาคเจ้าต่อไปว่า อาวุโส ท่านพูดอย่างไรจึงได้ยินไปพร้อมกันทั้งหมื่นแสนโลกธาตุ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในขณะนั้นพระพุทธดำรัสที่ว่า ทรงตรัสให้ได้ยินไปทั่วพร้อมกันทั้งหมื่นแสนโลกธาตุได้ เป็นคำกล่าวที่โด่งดังและน่าจะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในบรรดาเหล่าปราชญ์ทั้ง หลายยุคนั้นด้วย พระตถาคตเจ้ารับสั่งตอบว่า ตถาคตจะเปล่งฉัพพรรณรังสีออกไปก่อน เมื่อตถาคตกล่าวเสียงของตถาคตก็จะแล่นไปตามฉัพพรรณรังสีนั้น ดังกึกก้องทั้งหมื่นแสนโลกธาตุพร้อมกัน นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันที่คิดจับผิดพระผู้มีพระภาคเจ้าค้นพบว่า สิ่งที่เรียกว่า” ฉัพพรรณรังสี” นั้น เป็นคลื่นชนิดหนึ่งที่มีความเร็วเหนือแสงจนสุดประมาณ จนทำให้นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ยอมจำนน และเข้าบวชในพระพุทธศาสนา ข้าพเจ้ากล่าวพระสูตรนี้เพื่อน้อมรำลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นในเทศกาลอาสาฬหบูชาที่ใกล้จะมาถึงในปีนี้ พ่อครู ว่า … อ่านแล้วก็เข้าใจไม่ยากอะไร สรุปแล้วก็คือ " นามกาย " คำนี้เป็นเรื่องจิตวิญญาณ ที่ตนเองสามารถใช้ประโยชน์ได้ ให้นามกาย เป็นธาตุรู้ คือ องค์ประชุมของนามธรรม (ธาตุรู้) ส่วน "รูปกาย" คืออะไร คือ องค์ประชุมของรูป ที่มีการเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอยู่ และ มีนามอยู่ด้วย ดังนั้นคำว่า "รูปกาย" จึงมีนามร่วมรู้อยู่ด้วย เช่น เมื่อเราสัมผัสกับอะไรแล้ว เราก็มีนามไปรู้ อย่างนี้คือ รูปกาย "นามกาย" หมายเอาแต่ "นาม" เรายังไม่พูดถึง "รูป"(คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ) เช่น เรามี ทวาร 5 ไป กระทบมหาภูตรูป แล้วก็เนื่อง สู่ภายใน เช่นมองทุเรียนตรงหน้าโต๊ะที่ อาตมา บรรยายอยู่ เรียกว่า ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย พระพุทธเจ้าจึงรับรองว่าเป็นอรหันต์ได้ จึงเรียนรู้ นามกายได้ คำว่า กายนี้ จะ หมายถึง รูป และ นามเสมอ ไม่แยกเดี่ยว ๆ เอาแต่ รูป หรือนาม นามกายอย่างที่คุณสิริอัญญาเขียนมา ก็ไปได้ไกลกว่า รูปกาย นามกาย ไปได้ไกลอย่างทูรังคมัง แต่ละคนไปได้ไกล อย่างน้อยก็เดา เพ้อฝันด้วยเหตุด้วยผลไป จริงหรือไม่จริงไม่รู้ เช่นเดียวกับไอสไตน์ อย่างเช่นจินตนาการไปได้ ซึ่งไอสไตน์บอกว่า "ความรู้หรือสัจธรรม ความจริงมันเกิดจาก จินตนาการ" ไอสไตน์เขาพูดเลยว่า "จริงๆแล้วเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ภายใต้หมวก " คือในกะโหลกศีรษะนี่แหละ แล้วจินตนาการ แล้วก็จะไปถึงความจริง คือ ไอสไตน์ เขามีความลึกซึ้งกว้างไกล เขา มีสยังอภิญญา แล้ว แต่เขาใช้ภาษาบัญญัติสลับกันเท่านั้นเอง คือมีความจริงอยู่แล้ว แต่ก็ ดึงของตนออกมาจินตนาการ แล้วก็เอาไปพิสูจน์ก็ตรง ซึ่งถ้าเขาจิตนาการแล้วเอาไปพิสูจน์แล้วไม่เป็นความจริงก็ไม่ใช่โพธิสัตว์ เขาเป็นโพธิสัตว์ เพราะมีความจริง ส่วนนักเพ้อฝันก็จินตนาการไป แต่ไม่จริง มีแต่ตรรกะเพ้อฝัน แต่ไอสไตน์เหมือนเขาเพ้อฝัน จินตนาการ แต่ไม่ใช่เป็นของจริงของเขาที่มีอยู่แล้ว แล้วก็เอามา พิสูจน์ยืนยัน จนเป็นจริง แม้กระทั่งเรื่องแสงเขาก็รู้ลึกซึ้ง อาตมา เองก็มีความรู้เรื่องนามกายนี้พอได้จึงรู้จักเรื่อง เอกภพ แสง ดวงดาว พอสมควร โดยสัจจะ เช่น อาตมา รู้ว่า แสงเดินทางโค้ง นะ ไม่ใช่เดินทางเป็นเส้นตรง ตอนรู้ก็ นึกว่าตนเองรู้คนแรก ในโลก ก็เลยไปพูดกับน้องเขยที่เป็นวิศวกร ว่าตนคงรู้เป็นคนแรก แต่น้องเขยบอกว่าไม่ใช่ ไอสไตน์เขารู้มาก่อน แล้ว ก็ไปหาหลักฐานมาดู อาตมา ก็รู้จักไอสไตน์ตอนนั้นแหละ น้องเขยก็ไปหาหนังสือไอสไตน์มาให้เล่มหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ยืนยันว่าแสงเดินทางเป็นเส้นโค้งอย่างไร แต่ อาตมา รู้ด้วยนามกาย ไอสไตน์เขาพิสูจน์แล้ว เพราะ ไอสไตน์เขารู้มาจากนามกาย ของเขาก่อนแล้ว คือ จินตนาการ ของเขาไง เขาก็ พิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อให้พูดกับคนอื่นรู้เรื่อง เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ อาตมา ไม่เก่งเรื่องวิทยาศาสตร์ เลยไม่พิสูจน์ แต่ก็รู้ว่าไอสไตน์นี่มีอย่างหนึ่งเหมือนเรา ท่าจะเป็นตระกูลเดียวกัน จึงเริ่มสัมผัสไอสไตน์ว่าเป็นอย่างนี้ สรุปว่า ไอสไตน์พูด ว่าสิ่งต่างๆเกิด จากจินตนาการ มันไม่ใช่ความเพ้อฝัน แต่เป็นความคิดที่เกิดจาก สิ่งที่ตนเองมี ในส่วนลึก ของบารมีไอสไตน์ ที่รู้อะไรละเอียดละออ จนเอามาพิสูจน์ได้ อย่างนิวเคลียร์ นิวเคลียส เป็นต้น เกิดจากความเป็นจริงที่มีได้ของไอสไตน์เอง นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเพียง "รูปธรรม" ซึ่งไม่ใช่ "รูปกาย" โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ ใช้กล้องส่องโดยรู้จาก "รูป" ไม่ได้รู้จาก "นาม" ไม่เหมือน ไอสไตน์ ที่ รู้ "นาม" มาก่อนที่จะพิสูจน์ "รูป" อย่าง อาตมา นี่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ ก็ไม่ได้พิสูจน์รูปเท่าไหร่ รู้แต่นาม เช่น อาตมา รู้ว่าจักรวาลทั้งหมดนี้ ในเอกภพเป็นอยู่อย่างไร อาตมา รู้ในนามกาย เอกภพนี้ไกลสุดไกลเกินกว่า ที่ คุณจะรู้ได้ รู้ว่าเป็นอยู่ในลักษณะใด แต่ อาตมา ไม่มีปัญญาพิสูจน์เป็นเชิงวิทยาศาสตร์ให้คนรู้ได้ อาตมา รู้ว่าแสงเดินทางเป็นเส้นโคง ก็ไม่ได้พิสูจน์ให้คนรู้ได้อย่างไอสไตน์เป็นต้น อาตมา รู้ว่า ดาวดวงอื่นที่มีมนุษย์อยู่ก็มีมาก แล้วพวกคุณนี่บอกให้ก็ได้โดยไม่ใช่เดา พวกคุณไปเกิดในโลกหลายลูกโลกมาแล้ว แต่พวกคุณไม่รู้เท่านั้นเอง แต่ก็พูดไปก็ไม่เข้าที ก็พอดีกว่า พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียประเทศไทย พูดให้เข้ายุคเข้าสมัย ถ้าไม่ตื่นนี่เสียประเทศไทยแน่ ซึ่งหน้ากากขาวที่เกิดตอนนี้ ให้หน้ากากขาวเป็นแกนน ำ เป็น invisible man อย่าให้มีใครมาเป็นแกนนำที่มีตัวตนเลย ตอนนี้กำลังก่อหวอดได้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็ขอบอกซ้อนอีกทีว่า อย่ามาเรียกร้องกองทัพธรรม เพราะกองทัพธรรมเป็นตัวแสลง ถ้าไปจะเกิดความเสียหาย ก็พูดได้แค่นี้ เราเชื่อเพราะเราประจักษ์ด้วยตนเอง( เอโก ) รู้แจ้งเห็นจริงของตน แม้เป็นนามธรรม ก็สัมผัสได้ชัดๆ คนที่จะมีอำนาจสัมผัสรู้นามธรรม แม้ขั้นอรูป ก็จะแยกอรูปธรรม กับนามได้ อรูปกายจะมีนามไปร่วมเสมอ แต่อรูปธรรม โดดๆนั้น ไม่มีนามมาร่วมด้วย เหมือนมังคุด ผู้ศึกษาจนมี นามกาย ก็จะรู้ รูป ไปถึงขั้น อรูป ที่ไม่มีโฉมกาย เป็นอาทิสมานกาย คือมองไม่เห็น แต่ รู้ได้ด้วย ภาวะ แสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า รู้เย็น ร้อน อ่อนแข็ง หรือรู้ได้ด้วย อาการ เช่น อาการโกรธ ก็รู้ได้ว่าอาการเป็นอย่างไร ซึ่งคนหรือสัตว์ที่ไม่มีภูมิจะไม่รู้ได้ แต่คนมีภูมิรู้ได้ฝึกมา จะรู้ได้ ใน นามธรรม เหล่านี้ เมื่อสามารถรู้ได้ก็เป็นนามกาย แม้แต่อยู่แต่ในใจอย่างเดียว เป็นนามล้วนๆก็รู้ได้ จะ ปั้นสร้างเอง ก็ได้ ซึ่งมันไม่จริง เลย เช่น ความอร่อย มันไม่มีจริง แต่คนก็ปั้นก็สร้างมามอมเมาตนเอง มาแย่งชิงอัสสาทะ หรือรสอร่อยกันมากมาย ทุกคนเคยแย่งชิงกันหมด มันจริงแต่สมมุติสัจจะ แต่ว่าในปรมัตถสัจจะ ไม่มีของจริงเลย แต่เราก็อยู่กันมัน ยึดว่ามันต้องได้ ต้องมี ต้องเป็น เราจะโง่ไปถึงไหน เลิกมี เลิกเป็นเลิกได้เสียที แค่ไหนที่จะจำกัดความคำว่า “ นาม ” คำว่า “ รูป ” ที่มาประชุมกันเป็น “ กาย ” รูปสองอย่าง คือ อุปาทินกรูป คือ รูปที่มีภาวะของอาการ กิริยา ของมัน เช่น ความร้อนแสงสีเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า เมื่อเป็นรูป มันก็ถูกรู้ได้ มันก็เคลื่อนไปตามพลังงานของมัน เช่น อากาศมันก็เคลื่อน แต่คนก็สัมผัสได้ ส่วน อนุปาทินกรูป คือ รูปที่ไม่มีกิริยาอาการ อะไรเลย มันก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนที่จะไปรู้ได้ เช่นแสงบางอย่างเรารู้ไม่ได้ เสียงบางอย่างเรารู้ไม่ได้ รสบางอย่างเรารู้ไม่ได้ แต่สัตว์บางอย่างรู้ได้ แต่เรารู้ไม่ได้ แต่ถ้ารู้ไปถึง ปิยรูป คือสัมผัสแล้วยินดี หรือเรียกว่า สาตรูป ที่เราต้องอ่านอาการจิตที่เกิดขึ้นให้ดี เพราะเป็นบ่อเกิดที่มาของตัณหา และก็คืออัตตานั่นแหละที่เกิด แต่บางคนบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ตัวตน ปฏิเ ส ธตัวตน คนอย่างนี้น่าสงสาร "วิญญาณ" ที่เกิด(ชาติ) เพราะ "มีสัมผัสเป็นปัจจัย" นี้เอง ที่เป็นสภาวสัจจะในการศึกษาของพุทธะ ต้องทำความเข้าใจให้ดีๆ ให้ถ่องแท้ ว่า "วิญญาณ" ที่ศาสนาพุทธจะศึกษาจากความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร ซึ่งความเป็นวิญญาณมีนัยสำคัญอย่าง ยิ่ ง ระหว่างศาสนา "เทวนิยม" ที่ล้วนมี มโนคติ (concept, trend of thought) เชื่อว่า "ความเป็นวิญญาณ" นั้นคือ ภาวะที่ท่องเที่ยวไป( สันธาวติ ) แล่นไป( สังสรติ ) มิใช่อื่น( อนัญญันติ ) ตามที่ "สัสตทิฏฐิ" เชื่อถือกันอยู่ กล่าวคือ เห็นว่า "วิญญาณ" เป็นตัวเป็นตน มีสรีระ(มีร่างกายเป็นรูปเป็นโฉม) ล่องลอยท่องเที่ยวอยู่ทั่วไปในภพดินแดนนรกสวรรค์ต่างๆ ปรากฏตัวให้คนเห็นก็ได้หรือผู้ฝึกฌาน-ฝึกสมาธิเก่งๆ ก็สามารถจะเห็น “ วิญญาณ" ตามที่เทวนิยมเชื่อกันว่ามี รูปร่างโฉมกาย(สรีระ) ถ้าผู้ใดมี "ภูมิ" ถึงขีดถึงขั้นหรือมีความก่ง จึงจะสามารถ "เห็นรูปร่างโฉมกายของวิญญาณ" ดังว่านี้ได้ และจะเป็น "วิญญาณ" เกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิด วนเวียนอยู่ในวัฏสงสารไปตลอดกาลนิรันดร นี่คือ "สัสสตทิฏฐิ" (ความเห็นว่า "อัตตา-ตัวตน" เที่ยง) ไม่เพียงแต่ชาว "เทวนิยม" เท่านั้น ที่เชื่ออย่างนี้ แม้แต่ ชาวพุทธแท้ๆที่ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ ก็มีทิฏฐิแบบ สัสสตทิฏฐิ นี้กันอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แถมชาวพุทธบางคนบางหมู่ ก็มี ทิฏฐิแปลกแยกไปอีกแบบ เช่น เข้าใจว่า ในชีวิตคนเป็นๆนี้เท่านั้น "วิญญาณไม่ใช่ตัวตน-ไม่ใช่อัตตา" อัตตา-ตัวตน จึงไม่สามารถจะ "มี" อยู่ใน "คน" ได้ ถ้าขืนผู้ใดเข้าใจว่า ในคนมีตัวตน มีอัตตา ผู้นั้นมิจฉาทิฏฐิ ว่างั้นเลย กล่าวคือ เขาเชื่อว่า อะไรๆก็ไม่ใช่ตัวตน เพราะได้เรียนมาว่า สัพเพธัมมา อนัตตา ซึ่งแปลเป็นคำไทยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ตัวตน แปลกันอย่างนี้จริง แต่คนผู้นี้ต้องใช้คำว่า "ใช่" ใช้คำอื่นไม่ได้ จะใช้คำว่า "มี" คำว่า "เป็น" ไม่ได้ ต้องใช้คำว่า "ใช่" จึงจะถูกต้อง เขายึดตามภาษาคำพูดนั้นเลย ยึดว่า นอกร่างกายคนออกไป นี้กลับเห็นว่า วิญญาณมีรูปร่างโฉมกาย มีตัวตนเห็นได้ เขาเชื่อว่า วิญญาณ ของผู้ทำบาปจะต้องไปตกนรกขึ้นสวรรค์ แล้วมันมี หรือไม่มีกันล่ะ? มันอะไรล่ะที่มันเดินทางไปสู่นรกสวรรค์นั้น มัน "มี" หรือ "ไม่มี" มันใช่ตัวตนหรือไม่ใช่ตัวตน มันมีตัวตน หรือไม่มีตัวตนกันแน่? ในเมื่อคนผู้นี้ยืนยันว่า ยัง "มี" สภาวะอย่างหนึ่ง เดินทางไปตกนรก-ขึ้นสวรรค์ ก็เท่ากับเข้าใจว่า วิญญาณมี นั่นก็คือ อัตตามี หนะซี ใช่มั้ย? เลย งง! ไอ้ที่ยืนยันว่า ไม่ใช่ตัวตน นั้น มันเป็น ยังไง? แล้ว "ตัวตน" (อัตตา) หมายความว่าไงกันแน่? เท่าที่เขาแสดงความเห็นออกมานี้ ผู้ฟังก็เข้าใจความเห็นของผู้ที่แสดงออกมานี้ได้ ว่าความเข้าใจของคนผู้นี้ยังไม่มีสภาวธรรมของนามธรรม มีแต่ ตรรกะ มีแค่ความเข้าใจในเหตุผลเท่านั้น และเป็น เหตุผลในเรื่องอัตตา ว่าไม่ใช่ตัวตน คือ ปฏิเสธ ตัวตน เอาด้วย นี่แหละคือ ผู้มีทิฏฐิ นิรัตตา ตัวจริง (อะไรๆก็ไม่ใช่ตัวตน) จึงยืนยันชัดเจนว่า ทิฏฐินี้คือ อัตตวาทุปาทาน เป็นผู้ที่ ยึดได้แค่คำพูด เท่านั้นว่า เป็นตัวตน-อัตตา ซึ่งเขาหมายเอาว่า ในตัวคนที่มีชีวิตอยู่เป็นๆอยู่นี้ก็ ยึดคำพูด ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ตัวตน ดังนั้นในร่างคนเป็นนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ตัวตน ตัวตนมีไม่ได้ ก็เท่ากับว่า วิญญาณมีไม่ได้ วิญญาณจะมีในตัวคนไม่ได้ เพราะเขาได้ศึกษาภาษา และได้เข้าใจลึกซึ้งในภาษาแล้ว มาจากคำตรัสพระพุทธเจ้าว่า อนัตตา คือ ความไม่ใช่ตัวตน คำตรัสพระพุทธเจ้ามีว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ตัวตน" (ต้องใช้คำพูดนี้ด้วยนะ) ดังนั้น ในร่างกายคนเป็นๆมีชีวิตอยู่มีตัวตนไม่ได้ -ไม่มีตัวตน ถ้าขืนใครไปเข้าใจว่า ในร่างกายคนมีตัวตน เป็นมิจฉาทิฏฐิ เขาสรุปเช่นนั้นเลย ทีนี้เมื่อคนตาย ร่างกายแตกตาย ไม่มีร่างกายแล้ว เขาก ลั บยังมีอะไรอันหนึ่ง ไปตกนรกขึ้นสวรรค์ ดูมันสับสน แปลกๆ อย่างนี้ไม่ดูชอบกลหร ื อ? ซึ่งแตกต่างกับศาสนาพุทธ ที่เชื่อว่า "อเทวนิยม" ที่มีมโนคติ กันคนละนัยสำคัญ พิจารณาให้ชัดๆเถิด จะเข้าใจรายละเอียดได้ว่า การจะพ้นมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งผู้จะพ้นอวิชชา ข้อต้นเท่านั้นได้จะต้องมีตา (จักษุ) เป็นต้น กระทบสัมผัส สิ่งที่ถูกรู้(รูป) จึงจะเกิด "ความรู้" หรือ "ธาตุรู้" ที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า วิญญาณ มีสภาวะให้เรารู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ซึ่งคำว่า วิญญาณ นี้แหละ ที่จะต้องเรียนรู้อย่างมีทิฏฐิ เข ้ าข่าย สัมมาทิฏฐิ แท้จริงในศาสนาพุทธ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงย้ำยืนยันอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง กับภิกษุสาติ และภิกษุทั้งหลาย (พระไตรปิฎก เล่ม 12 ข ้อ 440 ) ใครจะได้เห็นวิญญาณกันได้แล้วจริงๆ ก็ต ้อ งมี วิปัสสนาญาณ ซึ่งเห็นการเห็น ของจริงด้วยการสัมผัสของจริงนั้น แม้จะเป็น "นามธรรม" ขั้นละเอียด สุดยอดปานใดๆ(นิปุณา) ก็ต้องเกิดจาก "ปัสสติ" คือ เห็น และ เป็นการเห็นที่ต้องมี สัมผัส หรือถูกต้อง (ผัสสะ,ผุสิต) จึงจะเป็น ปัญญาหรือความรู้ที่เรียกว่า สัมมัปปัญญา ที่เข้าขั้นปรมัตถธรรม คือ ภาวะที่เป็นอยู่ ทรงอยู่หลัดๆ ซึ่งความหมายแท้ๆของคำว่า ปรมัตถธรรม นั้น คือ "ภาวะแห่งธรรมที่เป็นความจริงสูงสุด หรือภาวะที่ทรงไว้อยู่ในขณะนั้น เป็นความจริงสูงสุด " อันมีหลายระดับ และภาวะที่ว่านี้เป็นภาวะขั้น จิตเจตสิกรูปธรรม ลึกไปถึงอรูปธรรม ที่เรียกว่า "รูปกาย" เพราะ ต้องรู้ด้วยการสัมผัส ตลอดไปถึง "นามกาย" ที่เกิดจาก "นามรูป" อันได้แก่ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่า "นาม" กับ "มหาภูตรูป 4 และอุปาทายรูป 4 " นี่เรียกว่า "รูป" นามและรูปดังพรรณามานี้เรียกว่า "นามรูป" [ 14 ] ก็ นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่า นาม มหาภูตรูป 4 และ รูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 นี้เรียกว่า รูป นาม และ รูปดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า นามรูป ฯ ในบริบทของ ปฏิจจสมุปบาท ผู้ปฏิบัติจะต้องเรียนรู้ให้ชัดเจนว่า พระพุทธเจ้าตรัสการจำแนก(วิภังค) ความเป็นรูปไว้ อย่างที่ อาตมา อธิบายมานี้ (พระ ไตรปิฎก เล่ม 16 ข ้อ 14 ) แม้ ที่สุดภาวะที่ยอดปลายขั้นนิพพาน ก็สามารถสัมผัส ของจริง นั้นด้วย วิชชา หรือ ความรู้ที่ต้องครบวิโมกข์ 8 และ ต้องเข้าขั้น สัมผัส ด้วย กาย (องค์ประชุม) ของ รูปและนาม ครบครันอยู่พร้อม โดยมีปัญญาขั้นสัมมัปปัญญา อย่างแท้จริง จึงจะสัมผัส ภาวะแห่งนิพพานในตน และจะ รู้แจ้งเห็นจริง นั้นก็ต้อง จับต้องอยู่ หรือ สัมผัสภาวะนั้นๆอยู่โต้งๆ โทนโท่หลัดๆ ใช่มั้ย จึงจะชื่อว่า ของจริงสดๆ หรือ ความจริงสดๆ ที่ยืนยันกันได้ เป็นวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะ เป็น ปัจจุบันภาวะนั้นๆ มีอยู่ เป็นอยู่ ทรงภาวะอยู่เห็นๆรู้ๆหลัดๆ มีทั้ง "รูปธรรม" และทั้ง "นามธรรม" ให้เรารู้อยู่ มีอยู่ทรงอยู่ จึงเรียก "ธรรม" ที่หมายถึง ภาวะที่ทรงอยู่ หรือ สภาพที่ทรงไว้ ภาวะใดถ้า มีแต่ "รูป" ไม่มี "นาม" การตรัสรู้ในที่นั้นไม่เกิดขึ้น การตรัสรู้มีไม่ได้ ภาวะใดถ้ามีแต่ "นาม" ไม่มี "รูป" ก็ไม่มีการตรัสรู้หรือตรัสรู้ไม่ได้ "ตรัสรู้" แปลว่า "ความรู้" ที่เป็นอาริยธรรมตามที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้ว นำมาประกาศให้ผู้ศึกษาฝึกฝนปฏิบัติ จนเราเกิดผลมีภาวะแห่งพุทธธรรมตามพระพุทธองค์ แล้วเราก็ "รู้" ภาวะแห่งผลจริงนั้นในตัวเราที่ทำได้ ตรงพุทธธรรมตามที่พระพุทธองค์ "ตรัส" คำเรียก ภาวะผู้บรรลุธรรมแล้ว "รู้แจ้งผลธรรมที่เราบรรลุนั้นของตน" ด้วยภาษาสั้นๆว่า "ตรัสรู้" ซึ่งคำว่า ตรัสรู้ นี้ใช้กับผู้บรรลุอาริยธรรมของพระพุทธเจ้าจริง ได้ทุกคน ตั้งแต่ขั้นโสดาบันขึ้นไป จะไม่ใช่คำที่ใช้เฉพาะกับพระพุทธเจ้าพระองค์เดีย ว เท่านั้น ใช้กับผู้บรรลุอาริยธรรมชั้นอื่นๆได้ด้วย ผู้ปฏิบัติธรรมที่ปฏิบัติจนกระทั่ง ไม่ยึดติดใน "รูป" นั้น -"นาม" นั้น ไปได้ตามลำดับๆ ก็เป็นผู้อยู่เหนือ รูปนั้น -นามนั้น ที่เรียกว่า อุตตระ โดย ไม่ต้องวนสุข วนทุกข์ อยู่ ดับรูปนั้น - นามนั้นแล้ว ก็เรียกว่า "โลกุตรชน" ส่วน "รูป" นั้น -"นาม" นั้น ก็ ย่อม เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นสามัญลักษณ์ ตามธรรมชาติของมัน ผู้บรรลุแล้ว แม้ รูปนั้น -นามนั้น จะมีอยู ่ ท่านสัมผัสอยู่ ท่าน ก็สักแต่ว่า "รูป-นาม" มันเป็นอยู่ โดยท่าน มี "ปัจจัตตลักษณ์" แล้ว ภาวะของภูมิรู้ในจิตใจผู้ตรัสรู้ พุทธธรรม ด้วยปัญญาอันยิ่งอย่างนี้ จึงเรียกว่า มี "โพธิ" (ปัญญาตรัสรู้) ซึ่งมี ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ จาก ผู้มีภูมิรู้แค่เพียง เห็น -เข้าใจ ว่า โลกนี้มันก็มีแต่เพียง รูป-นาม แล้วก็ทำใจให้วางเฉยได้ เพราะภูมิแค่นี้ยังไม่ใช่ "โพธิ" คนที่ตรัสรู้ไม่ได้ หรือไม่เกิดความตรัสรู้ ในอาริยธรรมของพระพุทธเจ้ากับเขานั้น ก็เพราะไม่สัมมาทิฏฐิ แม้จะปฏิบัติตนจน หลุดพ้น รูปนั้น -นามนั้น กระทั่งมีวิสัยอยู่ เหนือ (อุตตระ) รูปนั้น -นามนั้น ได้ นั้นก็ไม่บรรลุธรรมนั้น เพราะปฏิบัติเรียนรู้ไม่ครบพร้อมทั้ง "วิญญาณ 6 -อายตนะ 6 -ผัสสะ 6 -เวทนา 6 -ตัณหา 6 ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสการจำแนกความเป็น วิญญาณ -อายตนะ -ผัสสะ -เวทนา -ตัณหา ในบริบทแห่ง ปฏิจจสมุปบาท ไว้ว่า ต้องมีทั้งภายนอกและภายในครบ 6 ไม่ว่า วิญญาณ อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา ผู้ใดเรียนรู้ทั้ง 6 จึงจะดับ ตัณหา 6 เวทนา 6 อุปาทาน 4 จึงจะพ้น ชาติ ชรา มรณะ โศกะ ปริเทว ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เพราะได้ดับอวิชชาแล้ว... ส.เดินดิน ว่า … วันนี้เราได้เข้าใจชัด ประเด็นที่ พ่อครู ได้อธิบายว่า คนที่เขาเข้าใจศาสนาเป็นเพียงบัญญัติ อย่างคำว่า ไม่มีตัวตน ไม่ใช่ตัวตน แต่ตอนตายไปแล้ว ก็เป็นผีหรือเทวดามีตัวตนอีก ก็สับสนอีก หรือเขากำหนดหมายว่า อรหันต์ตายแล้วสูญ ไม่เกิดอีก เมื่อกำหนดหมายผิดก็ปฏิบัติผิด อย่างหน้ากากขาวเป็นรูป ถ้าเราเอาหน้ากากขาวมาใส่หน้าเรานี่คืออะไรเป็นรูปหรือนาม? อย่างคนที่เขาวาดรูปคนหัวสิงห์หัวเสือ คนจะมองว่าถึงนามภายในมากกว่า อย่างศพ นี่คือรูป แต่ว่าคนเป็นๆนี่มีชีวิต ดังนั้น รูปกาย มีทั้งรูปและนาม ส่วนนามกายสำเร็จด้วยสัญญา ไม่เกี่ยวกับรูป รูปัง ได้ ก็ไม่เกี่ยวกับอุปาทาย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive