ระวังอย่าหลงความละเลียดของภาษาทำให้เข้าถึงสภาวะฌานได้ช้า.docx
เนื้อหาในไฟล์
ระวังอย่าหลงความละเลียดของภาษาทำให้เข้าถึงสภาวะฌานได้ช้า _ฟังฝน : ขอกราบเรียนถามพ่อครู พ่อครูเทศน์ ปฏิจจสมุปบาท ชาติ 5 โดยพิสดาร วันที่ 19 เมษายน 2564 เวลาที่ 1.29.15 ช.ม. ความว่า ฌาน 1 เผากิเลสไปได้ประมาณหนึ่ง ฌาน 2 เผากิเลสไปได้อีก ฌาน 3 เผากิเลสไปได้อีก ฌาน 4 เผากิเลสได้หมด
กิเลสบางเหตุปัจจัย เราสามารถเผาได้สนิทและหมดจด เป็นฌาน 4 ประเด็นนี้เข้าใจได้ง่าย กราบเรียนถาม 3 คำถามดังนี้
1. บางเหตุปัจจัยกิเลสมีพลังงานสูง แม้จะเดินโพชฌงค์ 7 มรรค 8 จรณะ 15 จัดการกับกิเลสแล้ว แต่ยังไม่สามารถลดพลังงานกิเลสได้หมด ซึ่งต้องใช้เวลาในการศึกษาหลักธรรมและฝึกฝนต่อเพื่อแก้ไขปรับพฤติกรรมของตนให้อยู่ในกรอบของศีลให้มั่นคงและแข็งแรง ... เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ... (ก.) กิเลสถูกเผาไปเท่าไร อยู่ระดับฌาน 1 ฌาน 2 หรือฌาน 3 หรือ (ข.)ใช้การประมาณพลังงานกิเลสที่ถูกเผาไปประมาณร้อยละ 25, 50 และ 75 เป็นฌาน 1 ฌาน 2 และฌาน 3 ตามลำดับคะ พ่อครูว่า…ตอบ ใครจะไปรู้กับคุณได้ คุณใช้การประมาณของคุณเอง มัตตัญญุตา ประมาณเอง คุณพูดตัวเลขมาก็เป็นเรื่องที่เรียนรู้ได้ คุณก็เข้าใจวิธีการอะไรทั้งนั้นเลยไม่น่าถามอาตมาหรอก คุณก็ไปอ่านจิตของคุณจริงๆสิ ประมาณจริงๆสิ ว่า ฌาน 1 นี้กิเลส 25% มันเป็นเศษหนึ่งส่วนสี่จะประมาณไหน ครึ่งหนึ่งเป็น 50% เกินครึ่งไป 75% 4 ส่วนก็หมด คุณก็เอาแต่พยัญชนะมาถามอาตมา ทั้งๆที่คุณรู้มาตรวัด รู้จักอัตราส่วนทุกอย่างแล้ว คุณก็อ่านของจริงแล้ว ก็เรียนจากของจริง อย่ามาถามอาตมาให้ฉลาดน้อยใช่ไหม 2. จากข้อ 1 ใช้หลักธรรมใดเป็นมาตรวัด ฌาน 1 ฌาน 2 และฌาน 3 สู่แดนธรรมว่า...พระพุทธเจ้าตรัสแนวทางให้ตรวจสอบ ถ้ายังมีสิ่งที่ต้องจัดการมากที่เรียกว่า ยังมีวิตกอยู่ วิจารอยู่ มีปีติเกิด แล้วก็มีคว
อ่านต่อ
ามวิเวก อย่างนี้ ก็เป็นหลักเกณฑ์ว่าขณะนี้เราต่อสู้ในระดับฌานที่ 1 จนกว่าเราไม่มีวิตกวิจารแล้ว สบายแล้ว เป็นเหมือนจอมยุทธที่วางได้แล้ว ก็มีหลักเกณฑ์ให้ตรวจเอาไว้อย่างนี้ พ่อครูว่า…ถูกต้อง ฌานที่ 1 มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคตตา จิตรวมเป็นหนึ่ง ไม่แตกกระสานซ่านเซ็น ฌานที่ 1 การสังเคราะห์สังขารจัดการกันอย่างเต็มรูปแบบ มันเป็นหนึ่งได้ เอกัคคตา ไม่กระจาย เช่น จับตัวกิเลสได้มันก็จะรู้ว่ากิเลสมีประมาณไหน ลักษณะไหน กิเลสมันดิ้นมันแสดงตัวเต็มตัว เสร็จแล้วคุณก็ทำให้มันลดได้ คุณลดได้ประมาณหนึ่ง พอสมควรเลย ถ้าแบ่งเป็น 4 ส่วนเป็น 1 ส่วน 4 คุณก็ดีใจที่มันลดได้ คุณก็จะเทียบได้ว่าตอนต้นกับตอนที่ 2 มันต่างกัน เออ ต่างกันนะ พอใจยินดี ก็จะมีกำลังของปิติขึ้นมาอย่างชัดเจนว่าทำได้ๆ ถูกแล้ว อันนี้เข้าท่าแล้ว อย่างนี้ เสร็จแล้วอันที่ 3 อันที่ 4 ที่จริงอันที่ 3 ที่ท่านว่า สุขะ คือ ความสงบ อุปสโมสุข หรือมันว่างเบาลง จากอาการดีใจที่เป็นมิติ ที่มันขึ้นแรงมันก็เบาลง พอถึงฌาน 3 ผู้รู้ท่านก็จะบอกว่า จะมีอาการมันสงบลงมาแล้ว มันจะไปหาเฉยๆ อุเบกขา เพราะฉะนั้นเริ่ม ฌาน 3 จะมีอาการที่จะวางเฉยเป็นตัวเฉยๆ เริ่มเข้ามาให้เห็นเลยว่าอาการนี้เข้ามาเพิ่มมาใส่ใน ฌาน ประมาณส่วนที่ 3 ที่แบ่งพลังงานระดับที่เป็นมาตร เป็นอัตราส่วนเป็นทฤษฎีเป็นสูตรให้เรารู้อาการ แล้วใช้สังขยาเลข แล้วใช้ประมาณการตรงนี้เท่าที่พระพุทธเจ้าสอน เราก็เข้าใจในวิธีคำนวณแบ่งส่วนพวกนี้ เรารู้ดีแล้วมันก็จะลดลงจริงๆ ก็จะเป็นสภาวะ มีอาการดังที่อาตมาอธิบาย จนมันเป็นฌานที่ 3 เก่งขึ้นไป ว่าจะเข้าหาอุเบกขา พอฌานที่ 4 อุเบกขาก็จะเต็มรูป อุเบกขาคืออะไร คือกิเลสมันหมดเกลี้ยงไปจนจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ปริสุทธา ก็จะบริสุทธิ์เข้าไปนิ่งสบาย เห็นแจ้งเต็มรูป จิตก็เต็มรูปสว่างไสว มีพลังงานเต็ม ไม่ใช่ยิ่งแข็งทื่อยิ่งมืดไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่ แต่ยิ่งรู้แจ้งรู้สว่างรู้เต็ม รู้อย่างเต็มรูปเลย ตื่น แล้วก็ไม่ใช่ฌานหลับตาด้วย เป็นฌานลืมตา เห็นทุกอย่างครบอยู่ แล้วก็เห็นจิตตัวเองเลยว่า จิตเราสะอาด ตัวกิเลสมันหายไป จิตบริสุทธิ์ คุณก็จะเห็นสภาวะจริงพวกนี้ ระวังอย่าไปหลงวิชาการ หลงอัตตา หลงวิธีการ หลงคำอธิบายละเอียดต่างๆมากจนกระทั่ง ไปงมอยู่แต่ไอ้บัญญัติอันละเลียดต่างๆนั้นน่ะ จนกระทั่งอ่านสภาวะของตนไม่ออก อ่านสภาวะไม่เป็นเหมือนอย่างที่นักปราชญ์ของศาสนานั่นแหละ โดยเฉพาะสายพุทธคำสอนของพระพุทธเจ้าละเอียดละออมากมาย ไปงมอยู่นั่นแหละยังไม่พอ แถมเอาคำสอนเพิ่มเติมที่ขยายความเพิ่มอีก จากอาจาริยวาท จากอรรถกถาจารย์ ผู้รู้อีกเยอะแยะก็เลยช้ามาก ผู้นี้จะติดอยู่และช้ามาก เพราะมันเยอะ มันละเลียดละเอียด จนหยิบความรู้ที่ตัวเองมีมากหลายเอามาตรวจสอบยังไม่ทันเลย ว่าไปถึงไหนแล้ว ผู้ที่หลงบัญญัติมากรู้มากช้านานยากนานเป็นอย่างนี้แหละ มีอยู่หลายคนในพวกเรามีอุปนิสัยพวกนี้ ชอบใจติดใจในรายละเอียดอันพิสดารอันวิจิตรลึกซึ้งอะไรมากมายเกินจนกระทั่ง ไม่ค่อยดิ่งเข้าหาสภาวะ ให้เป็นหลัก สิ่งเหล่านี้ถ้าจะว่าแล้วบัญญัติเป็นรอง สภาวะจริงเป็นหลัก เพราะฉะนั้นคนที่ดิ่งเข้าไปหาสภาวะจริง บางทีไม่ละเอียดดีหรอก แต่เขาจบแล้ว เขานิ่งเขาดับแล้ว ตรวจอีกทีมันมีเศษเล็กเศษน้อยก็ค่อยๆเก็บไปอย่างนี้ มันจะไม่เสียเวลาไปงมอยู่กับอะไร โดยเฉพาะบัญญัติมันไม่เข้าหาตัวสภาวะแท้ คงพอเข้าใจนะ
640421_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เจโตปริยญาณ 16 และปฏิจจสมุปบาทโดยพิสดาร