เจโตปริยญาณ 16 ภาคพิสดาร.docx
เนื้อหาในไฟล์
เจโตปริยญาณ 16 ภาคพิสดาร 3. หากใช้ เจโตปริยญาณ 16 เป็นมาตรวัด กราบเรียนพ่อครูช่วยอธิบายรายละเอียดด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณพ่อครูมาด้วยความเคารพอย่างสูง กราบขอบพระคุณท่านมาด้วยความเคารพอย่างสูง พ่อครูว่า…เอ้าทวนอีกหน่อย เจโตปริยญาณ 16 เป็นมาตรวัดสำคัญเลย ในสติปัฏฐาน 4 ข้อ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม กายในกาย เริ่มต้น ถ้าผู้เข้าใจกายผิดเป็นมิจฉาทิฏฐินี่ ก็หมดหวังปิดประตูล้มละลายไปตั้งแต่ต้น เดี๋ยวนี้เยอะจริงๆให้เข้าถึงกายที่ถูกต้อง มิจฉาทิฏฐิไม่รู้ กายของตน ไม่รู้สักกายของตน ที่เป็นจิตเจตสิก รูป (สิ่งที่ถูกรู้) แล้วปฏิบัติให้ถึงนิพพาน ถ้าเผื่อว่า ไม่สามารถรู้กายอย่างถูกต้อง รู้กายถูกต้องแล้ว จะเข้าถึงเวทนา แยกเวทนาออกเป็น 108 แล้วก็สามารถอ่าน แยกมีสูตรทฤษฎีเจโตปริยญาณอ่านจิตในจิต 16 ก็คือ 8 คู่ เปรียบเทียบกันไป คู่ที่ 1 2 3 3 คู่ก็เป็น 6 แล้ว สราค สโทส สโมห วีตราค วีตโทส วีตโมหะ ส คือ มี วีต คือ ไม่มี หมดไป สราค คือ มีราคะอยู่ ผสมผสานกันอยู่ ก็ทำให้ราคะหมดไป ไม่มีก็คือวีตราค
คู่ที่ 4 สังขิตตังจิตตัง กับวิกขิตตังจิตตัง สังขิตตังจิตตัง เป็นจริตพวกศรัทธา หรือคุณทำสภาวะของคุณเป็นลักษณะของการกระจุกตัว ถ้า วิกขิตตังจิตตัง ก็กระจายตัว มีการกระจุกตัวกับกระจายตัว กระจุกตัวเป็นก้อนตีไม่ค่อยแตกแยกไม่ค่อยออกหรือกระจายตัวจะไม่ค่อยติดฟุ้งไปฟุ้งมา คุณก็รู้คู่นี้ ว่ามันได้สัดส่วนที่ต้องค่อยๆคลี่ออกได้ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) คลี่กระจายขยายความออกได้นะ ไม่จับตัวเป็นกระจุกจนตีไม่ออกแยกไม่ได้ ยิ่งไปสมมุติอีกว่าอย่าไปตีแตกแยกแยะอะไร โดยเฉพาะจิตเจตสิกต่างๆ โดยเฉพาะเทวะ อย่าไปแยกเป็นเทวะ 2 เป็นอันขาด จนถึงเทวะใหญ่ที่สุดเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ห้ามแยกเลยนี่
อ่านต่อ
อธิบายเรื่องไปแวะไปถึงท่านหน่อย จบเลย ไปติดยึดอะไรไว้ บูชาเคารพเป็นเทวนิยมไปไม่ออก คนนี้ไม่มีทางจบ ถ้าสามารถไปรู้ว่าอันนี้เป็นลักษณะ สังขิตตังจิตตัง กับ วิกขิตตังจิตตัง ก็ทำให้มันได้สัดส่วนที่ไม่กระจุก ให้มันแยกกันได้ เคลียร์ได้เรียนรู้ได้จับมาทีละคู่รู้ได้ คำว่าทีละคู่ เทวะ สภาวะสองนี่แหละ เทวธัมมา นี่สุดยอดความหมายทุกอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดเลย จากคู่ที่ 4 แล้วมาคู่ที่ 5 มหัคคตะ กับอมหัคคตะ มหะ แปลว่า ทั้งใหญ่ ทั้งเลิศ ทั้งยอด มหะ กับ อัคคะ มีลักษณะยิ่งใหญ่ทั้งเลิศยอด ทั้งสองลักษณะที่คนสรุปไปว่าจบยิ่งใหญ่ที่สุดก็มี 2 ธาตุ 2 ใหญ่ สองเรื่องของเทวะ เราก็ดูว่า เราทำให้ยิ่งขึ้น ทั้งใหญ่ทั้งเลิศ มันเจริญยิ่งขึ้นกว่าเก่าหรือมันยังไม่ อมหัคคตะ มันยังทุกข์เหมือนเดิมหรือดีไม่ดีมันจะเสื่อมไป มันก็ชักไม่ดี ไม่ไปไม่เจริญไม่ก้าวหน้าก็ต้องอ่าน ว่า ไม่ได้นะ อย่างนี้ต้องให้เจริญมันผิดหรือไปติดขัดตรงไหน ก็ต้องตรวจสอบ มันขาดตกบกพร่องไม่พาให้เจริญได้อย่างไร จนกระทั่งทำได้หลุดพ้น หลุดพ้นขยะนี้เป็น มหัคคตะไปได้ เจริญก้าวหน้าสู่ความมากขึ้นสู่ความยิ่งขึ้นๆ ไปเรื่อย จนกระทั่ง ไปอีกคู่หนึ่ง ดีเรื่อยๆ ดีได้เรื่อยๆ แต่ก็มีปฏิภาณรู้ว่ามันยังไม่จบ มันยังไม่ถึงดีที่สุด จนหมดจนจบจนครบ ไม่มีอะไรเหนือกว่านี้อีกแล้ว อนุตตรังจิตตัง กับสอุตตรังจิตตัง(ดี แต่ดีกว่านี้ยังมีอีก) ดีแล้วแต่มันยังไม่จบ คุณจะมีปฏิภาณรู้ จนกระทั่งรู้ว่ามันจบ ที่รู้จบก็เพราะว่ารู้ 2 นัย เทวะ นัยหนึ่งคือเจโต นัยหนึ่งคือปัญญา เจโต ตรวจจิตจบสมบูรณ์ ภาษาอันหนึ่งเรียกอธิจิต อันหนึ่งเรียกสมาธิ จิตที่เจริญ อธิจิต หรือสมาธิ แล้วก็อธิปัญญา วิมุติ ก็คือปัญญา จิตคืออธิจิตคือจิตเจริญ เจริญไปอย่างสะอาด แข็งแรง ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อเนญชา อาตมาก็นำพยัญชนะมาให้ เป็นเครื่องตรวจสอบคือ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ลักษณะจบ ลักษณะจิตสมบูรณ์ จิตสะอาดที่ไม่มีกิเลส ทั้งความรู้สึก ทั้งลักษณะของจิตเอง มันไม่มีกิเลส คุณก็รู้ทุกนัย ทุกอย่างจนรู้จักรู้แจ้ง รู้จริง จุดสำคัญนัยยะสำคัญของมันทั้งนั้น จนกระทั่งตรวจสอบหมดเป็น 2 นัย ลักษณะของ Static กับ Dynamic เรียกเป็นภาษาสากลเลยทั้งพลังงานอุตุ พีช จิต ก็ใช้ตัวอธิบายหรือตัวชี้วัดว่า เป็นตัวตั้งกับตัวเคลื่อน ตัวตั้งเรียกว่าสมาธิ มันก็เต็ม แน่ เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ปัญญาก็ตัวรู้ ตัววิมุติหลุดพ้น มุติ แปลว่ารู้ อธิมุติหรือวิมุติคือ รู้อย่างสุดยอดจบ ก็คือเจโตกับปัญญา สมาธิกับวิมุติ ก็ตรวจสอบ ปัญญาก็รู้รอบรู้จบรู้ไม่เหลือ สัญญาเวทยิตตัง นิโรธัง โหติ ใช้สัญญาเป็นเจตสิกสำคัญทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ สัญญาเป็นเจตสิกที่ทำงานหนัก เป็นความจำเป็นคลังก็เรียกว่าสัญญา ตัวเองเป็นตัวทำการรู้ก่อนใครเลยนะสัญญานี้ หลังใครเลยนะ ฝังไว้ในเซฟ ในเก๊ะ เป็นคลังความจำ เพราะฉะนั้นตัวสัญญาคู่สุดท้ายเลย ส กับ อัญญา นี่ อัญญา เป็นธาตรู้โลกุตระ กับทุกอย่างเลย สก สว สย สามารถรู้ครบจบหมด ก็เป็นการสมบูรณ์ที่สุด นี่คือ มาตรวัด เจโตปริยญาณ 16 ส่วน ธรรมในธรรมนั้น คู่ใหญ่ก็คือโลกียะกับโลกุตระ คู่ เล็กลงไปก็คือดีชั่ว ซึ่งเป็นโลกีย์ ถ้าวิเคราะห์โลกุตรธรรม ตรงนี้คือสุขกับทุกข์ และสุขกับทุกข์มันรู้ได้แค่ 2 แต่โลกีย์ที่แย่ที่สุดก็เลย แม้แต่ 2 ก็แยกไม่ออก เรียกว่าหัวหน้าใหญ่ ตัวเองแยกของตัวเองไม่ออกความเป็นเทวะของตัวเอง อัตตาของตัวเองเป็นเทวะก็แยกไม่ออก ก็เลยมาบอกลูกศิษย์ทั้งหมดเลยว่าอย่าแยกนะ ลูกศิษย์ก็เลยพลอยจบ สามารถรู้ได้เท่าที่อาจารย์หรือตัวพระเจ้าตัวผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ที่ได้มีความรู้และเข้ามาประกาศขยายไว้ ตัวเองก็รู้เท่านั้น มาขยายให้คนอื่นรู้ รู้เท่านั้น ที่ไม่รู้คือไม่รู้ตัวเอง ไอ้ที่รู้นั้นคือรู้เท่าที่รู้นั่นแหละ ก็เช่น เทวะกับอเทวะ ก็รู้แต่เทวะของตัว แต่อเทวะไม่รู้ รู้โลกีย์แต่ไม่รู้โลกุตระ ก็วนอยู่รู้กับไม่รู้ มีความรู้กับไม่รู้เป็นธรรมะ 2 ไม่รู้ที่เป็นเทวนิยมคือไม่รู้เท่ากับพระเจ้า คือหัวหน้าใหญ่ รู้ของอเทวนิยม คือรู้ของโลกีย์ทั้งหมด คือดีกับชั่ว แล้วดีกับชั่ว โลกียะไม่เที่ยง วนอยู่อย่างนั้นเป็นสมบัติผลัดกันชมหลงไปแล้วก็แพ้วิบาก ยังอยากได้ดีที่สุดยั่งยืนที่สุด แต่มันยั่งยืนเที่ยงแท้ไม่ได้ เพราะมันไม่เป็นโลกุตระ มันยั่งยืนไม่ได้ มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันอนัตตา เพราะไม่จบที่อนัตตา ไม่จบที่อนัตตา เพราะตีตัวอัตตาไม่แตก ก็ไม่มีอนัตตา เพราะฉะนั้นก็เลยไม่มีความรู้ ถ้าความรู้โลกียะมีแค่ 3 คือ 1 2 3 ก็วนเวียนอยู่แค่นี้ความรู้ตัวที่ 4 ไม่มี มิติที่สำคัญที่สุดคือมิติตัวที่ 4 ไม่มี ไม่ออกจากกรอบโลกียะอยู่ใน 3 เพราะฉะนั้นผู้ที่เหนือกว่าโลกียะ 3 ออกไปที่ 4 จึงชื่อว่าโลกุตระนี่ยิ่งใหญ่ที่สุด แล้วโลกุตระ เป็น 4 ไปแล้วก็จะไปเป็น 5 เป็น 6 ก็ขยายไปอีกรู้แล้วก็จะไปตีกรอบอยู่ทำไมขยายไม่ได้ ขยายเป็น 6 เป็น 9 เต็มครบก็รู้ว่า มีขยายอีกให้ละเอียดก็ขยายไปอย่างได้สัดส่วนอันน่าอัศจรรย์ นี่คือรายละเอียดสูงสุดที่อาตมาขยายคร่าวๆให้ฟัง
640421_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เจโตปริยญาณ 16 และปฏิจจสมุปบาทโดยพิสดาร